กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1134.4 เพราะเหตุใดจึงไปหาภูเขา อาจถามได้จาก ลมวสันต์
- Home
- กระบี่จงมา! Sword of Coming
- บทที่ 1134.4 เพราะเหตุใดจึงไปหาภูเขา อาจถามได้จาก ลมวสันต์
เฉินผิงอันพยักหน้า “มีเหตุผล”
ครั้งนี้เปลี่ยนมาเป็ นหวงซีที่ยกชามเหล้าขึ้นบ้าง “ถูกชะตา ชน กันหน่อย”
เฉินผิงอันคลี่ยิ้ม ยกชามเหล้าขึ้นชนกับอีกฝ่ ำย “ได้พบเจอกัน คือโชควาสนา ก็หนีไม่พันเช่นนี้เอง”
หวงซีดื่มเหล้าเร็วและดุดัน เพียงไม่นานก็หน้าแดงก่า ซิ่วเหนียง คิดจะโน้มน้าว บุรุษของตนกลับเริ่มควักความในใจมาพูดกับคนอื่น ไปทั่วแล้ว “บอกตามตรง ข้าพอจะมีความเกี่ยวข้องกับภูเขาอู๋ถงแห่ง นี้อยู่บ้าง มีเพื่อนรักอยู่คนหนึ่ง ขอบเขตของเขาไม่ถือว่าสูง แต่ ผลสาเร็จบนวิถีกระบี่กลับสูงมาก ทุกวันนี้ภูเขาอู๋ถงกาลังอยู่ในช่วงที่ ต้องการใช ้คน เชื่อว่าเขาจะต้องกลายเป็ นสมาชิกที่มีเก้าอี้อยู่ ด้านหน้าของศาลบรรพจารย์ได้แน่นอน หากพวกเจ้าตัดสินใจที่จะลง หลักปักฐานที่นี่แล้วเจอกับเรื่องยากลาบากอะไรก็ไปขอให้เขาช่วยได้ แน่นอนว่าทางที่ดีที่สุดคือไม่มีเรื่องไม่คาดฝันนี้”
ซิ่วเหนียงถอนหายใจเบาๆ เขามักจะเป็ นเช่นนี้เสมอ เจอใครก็ ชอบมอบใจให้เขา แล้วยังพูดจามีเหตุผล บอกว่าลางสังหรณ์ของเขา
แม่นย ำมาก ควรค่าแก่การผูกมิตรหรือไม่ แค่มองปราดเดียวก็รู ้ได้ แล้ว
แต่ซิ่วเหนียงก็ไม่ได้ห้ามปราม ครึ่งหนึ่งเป็ นเพราะเชื่อมั่นในตบะ ของสามีและพรสวรรค์ด้านการเรียนวรยุทธของตัวเอง คนหนึ่งคือผู้ ฝึกตนขอบเขตหยกดิบ คนหนึ่งคือผู้ฝึกยุทธขอบเขตยอดเขา มาหา ประสบการณ์อยู่ในใบถงทวีปแห่งนี้ อีกทั้งยังไม่ได้เป็ นฝ่ ำยไปหาเรื่อง ใครก่อน แค่นี้ก็พอให้ใช ้แล้ว เหตุผลอีกครึ่งหนึ่งก็คือนางรู ้สึกว่าเด็ก สาวสวมหมวกขนเตียวที่เอาแต่ก้มหน้าก้มตากินเนื้อพะโล้ผู้นั้น บางครั้งที่นางเงยหน้าขึ้นมา สายตาของนางใสซื่อ สองแก้มแดงเป็ น ปั้น ค่อนข้างน่ารัก
พูดคุยเรื่องเกี่ยวกับสถานการณ์ล่าสุดของอุตรกุรุทวีป หวงซี นั่งขัดสมาธิบนม้านั่งยาว“จากบ้านเกิดมาถึงที่นี่ แจกันสมบัติทวีปที่ อยู่ตรงกลางนั่นก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึงแล้ว ทุกวันนี้ที่นั่นล้วนพูดคุยถึง เรื่องของเซียนกระบี่เฉิน ข้าฟังมาจนหูแฉะ ไอ้หมอนี่ร ้ายกาจแน่นอน ว่าต้องร ้ายกาจอย่างมาก แต่หากจะเทียบกันขึ้นมาจริงๆ ถึงอย่างไรก็ เป็ นบุคคลที่เหมือนเป้ ำยิงธนู”
บุรุษชุดเขียวได้ยินคาพูดนี้ก็คล้ายจะเห็นด้วย พยักหน้าเอ่ย “คนเราอยู่ในยุทธภพ ของอย่างชื่อเสียงนั้นจะไม่มีไม่ได้ แต่ก็ไม่ควรมี มากเกินไป คุณธรรมไม่สมกับต ำแหน่ง ตัวจริงไม่สมกับชื่อเสียง ยิ่ง ชื่อเสียงจอมปลอมมีมากเท่าไรก็ยิ่งเหมือนตุ๊กตาหิมะที่พบเจอแสง ตะวันไม่ได้มากเท่านั้น”
ซิ่วเหนียงฟังมาถึงตรงนี้ก็รู ้สึกว่าต่อให้คนผู้นี้แค่พูดไปตาม มารยาทก็ยังพูดได้ไม่เลว
หวงซีลังเลเล็กน้อย กาลังจะบอกเรื่องวงในอย่างหนึ่งกับสหายดื่ม สุราที่เพิ่งรู ้จักกัน แนะนาเขาว่าหากเป็ นไปได้ก็ให้ไปสวามิภักดิ์ต่อ “บรรพจารย์ชิงอวี้ขอบเขตหยกดิบ” ไม่ต้องย้ายไปไหนแล้ว เพราะผู้ เปิดสานักที่มีฉายาว่าชิงอวี้ผู้นี้มีความสัมพันธ ์ที่แนบแน่นกับหอสยบ ปีศาจของใบถงทวีป….เพียงแต่ว่าครั้งนี้ซิ่วเหนียงไม่ปล่อยตามใจบุรุษ ของตน ยกเท้า เหยียบหลังเท้าของหวงซีอยู่ใต้โต๊ะ แล้วซิ่วเหนียงก็ ออกแรงขยี้ปลายเท้า เตือนเขาว่าอย่าเหลวไหล ดื่มเหล้าไปเล็กน้อย ก็ไม่รู ้ว่าสูงแผ่นดินกว้างแล้ว อยู่ที่ตีนเขาซึ่งเป็ นพื้นที่ประกอบ พิธีกรรมบ้านคนอื่นเขา แต่กลับแพร่งพรายรากฐานมหามรรคาของ ผู้ฝึ กตนบนยอดเขาคนหนึ่ง เจ้าคิดว่าเป็ นเรื่องเล็กที่แค่ดื่มสุราลง ทัณฑ์ไม่กี่ชามก็ถือว่าผ่านไปได้แล้วหรือ?! แล้วนับประสาอะไรกับที่ สหายคนนั้นของเจ้ายังต้องฝึ กตนอยู่ที่นี่อีกนาน ไม่คิดเพื่อความ ปลอดภัยของตัวเอง แต่จะไม่คิดเพื่อสหายเจ้าบ้างหรือ? โชคดีที่ หลังจากหวงซีสองจิตสองใจอยู่พักหนึ่งก็รู ้สึกได้ว่าเรื่องนี้ไม่เหมาะ จึง กลืนคาพูดพร ้อมสุราที่มารอตรงปากกลับลงท้องไป หวังซีใช ้เสียงใน ใจโอดครวญกับภรรยา บอกว่าเขาไม่ได้ดื่มจนเมาเสียหน่อย รู ้ว่า อะไรเป็ นอะไร ซิ่วเหนียงไม่ได้พูดอะไร หวงซีกลับมีท่าทางเชื่องซึม ดื่มเหล้า ดื่มเหล้า ซิ่วเหนียงเคยชินกับท่าทีแบบนี้ของเขาเสียแล้ว บุรุษข้างกายเวลามีความขัดแย้งกับใครก็จะต้องฆ่าอย่างเด็ดขาด ตัด
รากถอนโคนศัตรู แต่เวลาปกติกลับเป็ นคนใจอ่อน…บุรุษที่เป็ นเช่นนี้ นิสัยเสียๆ มีมากมายเป็ นกอง ซิ่วเหนียงก็ยังชอบ พอนึกถึงตรงนี้ สตรี ที่ไม่ถนัดพูดจาก็มีสีหน้าอ่อนโยนลง
ซิ่วเหนียงสังเกตเห็นว่าเด็กสาวสวมหมวกขนเตียวเงยหน้าขึ้น ส่งยิ้มกว้างมาให้ตน ซิ่วเหนียงอึ้งตะลึงไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มบางๆ
กลับคืนไปให้กับแม่นางน้อยใสซื่อคนนั้น
นางคาดเดาอยู่ในใจ คงไม่ใช่ว่าเป็ นบุตรสาวของบุรุษชุดเขียว หรอกนะ? พ่อลูกสองคนหน้าตาไม่เหมือนกันเลย
หวงซีลุกขึ้นบอกลา บุรุษชุดเขียวก็ลุกขึ้นตาม ยิ้มเอ่ยว่า “เหล้า มื้อนี้ต้องให้ข้าเป็ นคนเลี้ยงเอง”
หวงซีเป็ นคนตรงไปตรงมา จึงทาตัวตามสบายอย่างผึ่งผาย
อีกอย่างหวงซีที่อยู่ในอุตรกุรุทวีป ผู้ฝึกลมปราณที่เลื่อมใสเขา และสตรีที่ชื่นชมเขาก็มีจานวนไม่น้อย หลายปีมานี้ซิ่วเหนียงต้องไล่ หมู่ภมรที่มาดอมดมบุปผากับมือตัวเองไปไม่น้อย
หวงซียิ้มถาม “ยังคงอดไม่ไหว สุดท้ายขอให้ข้าได้ถามคาถามที่ ท ำลายบรรยากาศเสียหน่อย ตอนที่ยังไม่ได้ดื่มเหล้า ประโยคแรกๆ ที่ บอกว่าได้ผลประโยชน์ไม่น้อย ทบทวนซ้าไปซ้ามาอะไรนั่น พูดจริง หรือไม่?”
เฉินผิงอันยิ้มบางๆ “อยู่บนโต๊ะพูดจาตามมารยาทให้มาก อยู่ นอกโต๊ะพูดจาผิดมโนธรรมในใจให้น้อย”
แม้จะบอกว่าพูดไปแล้วก็เหมือนไม่ได้พูด อีกทั้งคาตอบนี้ก็ ค่อนข้างจะคลุมเครือ แต่หวังซีก็ยังรู ้สึกว่าไม่เลว “พวกเราสองคน ล้วนเป็ นคนที่เข้าใจดื่มเหล้า”
ซิ่วเหนียงสังเกตเห็นว่าเด็กสาวสวมหมวกขนเตียวกะพริบตา ปริบๆ คล้ายอดมานานแต่สุดท้ายก็อดไม่ไหว จึงเอ่ยเสียงเบาว่า “ท่านพ่อข้าไม่เพียงแต่ดื่มเหล้า แต่ยังขายเหล้าด้วย”
หวงซีมีสีหน้าเหยเกทันใด “มิน่าเล่าถึงยอมจ่ายให้”
ซิ่วเหนียงคลี่ยิ้มหวาน แม่นางน้อยใสซื่อบริสุทธิ์เช่นนี้ คิดดูแล้ว บิดาของนางก็ไม่น่าจะเป็ นคนที่มีกลอุบายลึกล้าอะไร
สามีภรรยาเดินไปถึงหน้าประตูร ้าน คิดไม่ถึงว่ามือกระบี่หนุ่มที่ ครอบครองโต๊ะไปคนเดียวจะลุกขึ้นยืนตาม วางเงินค่าเหล้าไว้บนโต๊ะ
มือกระบี่ชุดเขียวหัวเราะหยัน “สหายของหวงเซียนซือเยอะ เหลือเกินนะ ออกจากบ้านดื่มเหล้าก็ไม่ต้องควักเงินจ่าย
หวงซีเอ่ยอย่างลาพองใจ “เพิ่งจะรู ้จักกันแล้วยังเป็ นคนบ้าน เดียวกันด้วย เคารพเลื่อมใสข้ามาก ไม่เกี่ยวข้องกับว่าขอบเขตสูง หรือค่า หรือว่าชื่อเสียงมากหรือน้อย ก็แค่รู ้สึกว่าข้าเป็ นคนมี คุณธรรม”
ซิ่วเหนียงเองก็ไม่ขัดคอการคุยโวของบุรุษตัวเอง เพียงแค่เอ่ย เตือนว่า “เจ้าลืมเรื่องหนึ่งไปหรือไม่ คนเขาเลี้ยงเหล้าเจ้า เจ้ายังกล้า พูดอีกหรือ?”
หวงซีตบหัวตัวเอง เพิ่งจะนึกเรื่องหนึ่งขึ้นได้ หันหน้าไปใช ้เสียง ในใจถาม “ใช่แล้ว พี่ชาย เอาแต่ยุ่งอยู่กับการดื่มเหล้า ลืมถามชื่อ ของเจ้าไป ขอโทษที ขอโทษที”
ชายชุดเขียวที่ยืนจ่ายเงินอยู่ข้างโต๊ะคิดเงินได้ยินแล้วก็หันหน้า มา ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “ท่องอยู่ในยุทธภพใช ้นามแฝงว่าเฉาโม่ ชื่อจริง คือเฉินผิงอัน หากไม่ผิดไปจากที่คาด ก็คือบุคคลที่เป็ นดั่งเป้ ำธนู อย่างที่เจ้าบอก”
หวงซีอึ้งตะลึง แต่ก็หัวเราะได้อย่างรวดเร็ว ยื่นนิ้วมาชี้เขา “พอ ดื่มเหล้าเข้าไปแล้ว ฟ้ ำดินกว้างใหญ่ข้าใหญ่ที่สุดจริงเสียด้วย ถูก แล้ว พวกเราสองคนเหมือนกันเปี๊ยบเลย! มีโอกาสจะต้องมาดื่มเหล้า ด้วยกันอีกสักมื้อ”
เฉินผิงอันพยักหน้า พูดด้วยสีหน้าเบิกบานแจ่มใส “ไม่มีปัญหา”
เซี่ยโก่วหันหลังให้ประตู สองมือกดไว้ข้างแก้มแรงๆ ด้วยกลัวว่า ตัวเองจะหลุดเสียงหัวเราะออกมา
เดินออกมาจากร ้านเหล้า เริ่มเดินขึ้นเขา หวงซีเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนจะถามอย่างใคร่รู ้ว่า “ท ำไมพวกเจ้าสองคนถึงท ำเหมือนไม่มี อะไรเกิดขึ้นเลยล่ะ?”
ซิ่วเหนียงถามอย่างสงสัย “ไม่อย่างนั้น?”
ก็แค่การพบเจอกันโดยบังเอิญเท่านั้น ยกตัวอย่างเช่นก่อนหน้า นี้อยู่ที่อุตรกุรุทวีป พวกเขายังเคยเจอกับนักพรตเฒ่าที่บอกว่าตัวเอง
คือฮว่อหลงเจินเหรินซึ่งมาจากยอดเขาพาตี้ ประเด็นสาคัญคือไม่ใช่ แค่ครั้งเดียว
มือกระบี่ชุดเขียวเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ “ก่อนหน้านี้อยู่ที่ผูซาน บุปผาในคันฉ่องจันทราในสายน้าครั้งนั้นก็ยังมีคนมากมายเข้าใจผิด ว่าข้าคือเฉินผิงอันไม่ใช่หรือ”
หวงซีเหงื่อเปียกเต็มหลังนานแล้ว ขยับคอเสื้อ ยิ้มเงื่อนเอ่ยว่า “ปัญหาคือพวกเจ้าไม่คิดเป็ นจริงเป็ นจัง แต่เขาคือเขาจริงๆ นี่นา”
ซิ่วเหนียงเพียงแค่ส่ายหน้าไม่เอ่ยอะไร
หวงซีได้แต่อธิบายว่า “นับแต่เด็กมาข้าก็เป็ นวิชาอภินิหารที่ แปลกประหลาดบทหนึ่งสามารถมองเห็นภาพบรรยากาศบนมรรคา บางอย่างของคนอื่นได้ ยิ่งตบะสูง ยิ่งพลังจิตเปี่ยมล้น ภาพบรรยากาศ นั้นก็ยิ่งเหมือนร่างจริงของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ กายธรรมของผู้ฝึกตนจะยิ่งสูง พวกเจ้าต่างก็รู ้ดี ขณะเดียวกันยังสามารถวิเคราะห์ความใสความขุ่น มัวของพลังอ ำนาจคนอื่นได้คร่าวๆ ด้วย”
ซิ่วเหนียงถามอย่างสงสัย “ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็น่าจะจาได้ว่าเขาคือ เฉินผิงอันตั้งแต่แรกถึงจะถูก ไฉนออกจากร ้านมาแล้วถึงเพิ่งรู ้สึก ตื่นเต้น”
มือกระบี่ชุดเขียวยิ้มเอ่ย “ท่านพี่ นี่เรียกว่าดื่มเหล้าเมาก็พูดจา เหมือนคนเมา ดูท่าก่อนหน้านี้น่าจะคุยกันถูกคอจริงๆ นั่นแหละ”
ที่แท้เขาก็คือน้องชายแท้ๆ ของซิ่วเหนียง หากใช ้ค ำพูดของหวง ซีก็คือเจ้าเด็กนี่ตาไปงอกอยู่บนหน้าผาก มีพี่เขยที่ชื่อเสียงเลื่องลือ ไปทั้งทวีปอย่างตนก็ยังไม่รู ้สึกอะไร ยังพูดอีกว่าเซียนกระบี่ขอบเขต หยกดิบไม่มีคุณสมบัติจะเป็ นผู้ถ่ายทอดมรรคาของเขาเลย โอสถ ทองเล็กๆ กลับพูดจาใหญ่โตยิ่งกว่าแผ่นฟ้ ำ
หวงซีอ่อนใจ ไม่เสียเวลาคุยกับน้องเมียที่หยิ่งทระนงมาโดย ตลอดผู้นี้อีกแล้ว “แรกเริ่มเขามีภาพบรรยากาศที่ต่ามากเบาบางมาก จริงๆ แทบจะเท่ากับผู้หลอมลมปราณขอบเขตถ้าสถิตหรือไม่ก็ ขอบเขตชมมหาสมุทร แต่ตอนที่เขายืนตอบคาถามอยู่ที่โต๊ะคิดเงิน ของร ้าน พริบตาเดียวก็มีภาพมหัศจรรย์อย่างอื่นปรากฏขึ้นมา”
ซิ่วเหนียงขมวดคิ้ว “กายธรรมของผู้ฝึกตนกลายมาเป็ นว่าสูงยิ่ง กว่าภูเขาอู๋ถงหรือ?”
หวงซีส่ายหน้า “หากมีเพียงเท่านี้ ข้าก็คงไม่เสียกิริยาขนาดนี้ ความจริงคือไม่มีแล้วไม่มีเลยแม้สักเศษสักเสี้ยว หน้าสุดท้ายของ ตาราโบราณที่สืบทอดมาจากตระกูลข้าได้บันทึกถึงเหตุการณ์ที่ลี้ลับ มหัศจรรย์เช่นนี้เอาไว้ มีชื่อว่า “คนจริงอยู่ตรงข้ามไม่รู ้จัก มรรคา จ ำแลงเป็ นฟ้ ำดินได้ในระยะประชิด”
หวงซีไม่เคยคบค้าสมาคมกับคนผู้นั้น ดังนั้นด้วยนิสัยของหวงซี แล้ว ต่อให้เจอหน้ากันรู ้ว่าอีกฝ่ ำยคือเฉินผิงอันก็ไม่มีอะไร แต่เรื่องที่ ท ำให้หวงซีตึงเครียดอย่างแท้จริงก็คือกลิ่นอายมรรคาที่อยู่บนร่าง ของอีกฝ่ ำย
หวงซีนั่งแปะลงบนขั้นบันได
มือกระบี่หนุ่มไม่พูดไม่จาก็หมุนตัวลงจากภูเขาไปแล้ว
ซิ่วเหนียงถามอย่างเป็ นกังวล “จะทาอะไรน่ะ?”
มือกระบี่ชุดเขียวเอ่ยเสียงหนัก “กราบอาจารย์!”
หวงซีทาท่าจะพูดแต่ก็ไม่พูด ซิ่วเหนียงครุ่นคิด แต่สุดท้ายก็ ไม่ได้ห้ามน้องชายไม่ให้…ไปหาภูเขา
หวงซีถาม “ซิ่วเหนียง เจ้าเติ้งเจี้ยนผิงผู้นี้มีความคิดอยากจะ กราบเฉินผิงอันเป็ นอาจารย์มาโดยตลอด ท ำไมข้าถึงไม่เคยรู้เลย? คราวก่อนที่พวกเราเดินทางผ่านแจกันสมบัติทวีปด้วยกัน ท ำไมเขา ถึงไม่ไปที่ภูเขาลั่วพั่ว?”
ซิ่วเหนียงเอ่ยอย่างอ่อนใจ “ข้าก็ไม่รู ้เหมือนกัน เจี้ยนผิงไม่เคย พูดความในใจกับข้า”
หวงซียิ้มเอ่ย “ก็จริง ขอแค่เจ้าเด็กหน้าเหม็นพูดกับเจ้าสองสาม ประโยค เจ้าก็ดีใจเหมือนได้ฉลองปีใหม่อย่างไรอย่างนั้น”
ช่วยไม่ได้ ภรรยาคนดีที่ตนหามา ทุกวันนี้ในบรรดาพวกเขาสาม คนก็เป็ นเขาหวงซีที่ตาแหน่งอยู่รั้งท้ายสุด
อันที่จริงชื่อเดิมของซิ่วเหนียงคือเติ้งเจี้ยนเฉียว พี่สาวน้องชาย สองคนนี้เป็ นกาพร ้ามาตั้งแต่เล็ก มีชีวิตพึ่งพากันและกัน อันที่จริง ตอนแรกเติ้งเจี้ยนเฉียวก็มีคุณสมบัติด้านการฝึกตนเหมือนกัน แต่
สุดท้ายกลายมาเป็ นผู้ฝึกยุทธเต็มตัวก็เพราะตอนแรกที่ขึ้นเขาได้ละ ทิ้งเรื่องการฝึกตนไปกลางคัน นางฝืนใช ้ลมปราณแท้จริงที่บริสุทธิ์ เฮือกหนึ่งมาสลายปราณวิญญาณฟ้ ำดินทิ้งไป ทาลายช่องโพรง มากมายจนแหลกเละ ในหลายๆ ครั้งเมื่อเกิดเรื่องขึ้นก็ไม่อาจท ำให้ สมบูรณ์พร ้อมได้ทั้งสองทาง ตอนที่อายุยังน้อยพี่น้องสองคนเคยมี ช่วงเวลาอันน่าเวทนาที่เรียกฟ้ ำฟ้ ำไม่ขาน เรียกดินดินไม่ตอบ ทว่า เรื่องวงในที่เป็ นรายละเอียดของอดีตพวกนี้ ซิ่วเหนียงไม่พูดถึง เติ้ง เจี้ยนผิงก็ยิ่งทาตัวเป็ นคนใบ้
ซิ่วเหนียงกล่าว “ข้าเองก็ไม่รู ้เหมือนกัน ปี นั้นเขาออกไปฝึ ก ประสบการณ์ข้างนอกตอนกลับภูเขามาก็เริ่มปิดด่าน ถามเขา เขาก็ ไม่พูด บอกแค่ว่าลงจากเขาไปครั้งนี้ก็เพื่อไปหาภูเขา”
หลังจากฝึกประสบการณ์ครั้งนั้น เติ้งเจี้ยนผิงก็เปลี่ยนไปเป็ นคน ละคน ก่อนหน้านี้พี่สาวน้องชายกว่าจะมีกิจการทางบ้านที่มั่นคงและ ภูเขาพื้นที่ประกอบพิธีกรรมได้ไม่ใช่เรื่องง่าย ทว่าเติ้งเจี้ยนผิงกลับ เฉยเมยกับการฝึกตนและฝึกกระบี่อย่างมาก ใช ้เลาผ่านไปอย่างเสีย เปล่า เติ้งเจี้ยนเฉียวสงสารน้องชายมาตั้งแต่เด็กแล้ว แน่นอนว่านาง ไม่มีทางพูดมาก โชคดีที่หลังจากการฝึกประสบการณ์ครั้งนั้น เติ้ง เจี้ยนผิงก็ได้เริ่มฝึ กตนอย่างตั้งใจ บวกกับที่มีพี่สาวที่ดีที่ไม่ว่าเขา ต้องการอะไรนางก็หามาให้หมด เป็ นเหตุให้หลอมกระบี่ได้อย่าง ว่องไวขอบเขตไต่ทะยานรวดเร็ว ภายหลังหวงซีจึงเอ่ยสัพยอกซิ่ว เหนียงว่า โชคดีที่พื้นฐานของเติ้งเจี้ยนผิงดี ไม่อย่างนั้นหากดูตามวิธี
ตามใจเขาของเจ้าแล้ว คนเป็ นพี่สาวไม่สนกฎระเบียบเลยสักนิด ไม่ ว่าเรื่องอะไรก็ตามใจเขาไปหมด ป่านนี้เขาคงกลายเป็ นลูกหลานคน เสเพลไร ้ชื่อไร ้แปที่สร ้างแต่ปัญหาไปแล้ว ซิ่วเหนียงจึงยิ้มหวานราว ดอกไม้ ตอบกลับไปประโยคหนึ่งว่าก็ไม่ดูเสียบ้างว่าเขาเป็ นน้องชาย ของใคร
แต่หลังจากการฝึกประสบการณ์ครั้งนั้น เติ้งเจี้ยนผิงยังพาเด็ก สองคนที่มือเต็มไปด้วยแผลพุพองกลับมาด้วย รับเป็ นลูกศิษย์ผู้สืบ ทอด เรื่องนี้หลังจากที่หวงซีผูกสมัครเป็ นคู่บาเพ็ญเพียรกับซิ่วเหนียง แล้ว แน่นอนว่าต้องรู ้ ยังรู ้ด้วยว่าเด็กสองคนมาจากตระกูลยากจนคน รุ่นพ่อขายถ่านหาเลี้ยงชีพ ส่วนบ้านเกิดอยู่ที่ไหน พวกเขาเคยเล่า แต่หวงซีลืมชื่อไปแล้วเหมือนจะเป็ นแคว้นเล็กแห่งหนึ่งทางทิศ ตะวันออกเฉียงใต้ของอุตรกุรุทวีป เป็ นหมู่บ้านที่อยู่นอกเมืองอะไรสัก อย่าง ตอนที่พวกเขาได้เจอกับหวงซีก็ฝึกตนอยู่บนภูเขามาหลายปี แล้ว ต่างก็เติบใหญ่กลายมาเป็ นเด็กหนุ่มหน้าตางดงามดุจหยกและ เด็กสาวที่เรือนร่างสะโอดสะองแล้ว ทว่าต่อให้กลายเป็ นผู้ฝึกตนบน ภูเขาแล้ว ดูเหมือนว่าพวกเขาก็ยังชอบคุยเรื่องตอนที่ยังเป็ นเด็ก อย่างเช่นว่ามักจะได้นั่งรถเทียมวัวไปในเมืองกับบิดาบ่อยๆ ไปตาม ตลาดนัดหรือไม่ก็ไปช่วงใกล้สิ้นปีเพื่อขายถ่านแลกเงินมา เอามาซื้อ เสื้อผ้าใหม่รองเท้าใหม่ แม้ว่าพวกเขาจะมีคุณสมบัติที่ธรรมดาอย่าง มาก แต่เติ้งเจี้ยนผิงที่เป็ นอาจารย์กลับให้ความส ำคัญพวกเขามาก ยอมทุ่มสมบัติวิเศษแห่งฟ้ ำดินมากมายอย่างไม่เสียดาย เติ้งเจี้ยนผิง
ถึงขั้นที่ว่าไม่มีความคิดจะรับลูกศิษย์เพิ่มอีก บอกว่าลูกศิษย์เปิ ด ภูเขาคนหนึ่งกับลูกศิษย์ปิดประตูคนหนึ่งก็เพียงพอแล้ว
หวงซีไม่ได้คิดอะไรมากกับเรื่องนี้ ยิ่งไม่ถามมาก เพียงแค่คิดว่า น้องเมียที่หน้าตาเย็นชาแต่จิตใจอุ่นร ้อนผู้นี้ ปี นั้นระหว่างที่เดิน ทางไกลได้เห็นเด็กสองคนก็เกิดสงสารเห็นใจเพราะมีสภาพชีวิต คล้ายคลึงกัน จึงพาพวกเขากลับมาอยู่ในภูเขาด้วย