กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1147.2 ผู้ฝึกกระบี่กับความอิสระเสรี
บทที่ 1147.2 ผู้ฝึกกระบี่กับความอิสระเสรี
ภูมิลำเนา การสืบทอด ประวัติชีวิตของผู้ฝึกกระบี่ล้วนมีแต่ความว่างเปล่า
พูดถึงแค่การปิดฉากในศึกที่ฝูเหยาทวีปครั้งนั้น กระบี่เซียนไท่ป๋าย” ของป่ายเหย่ถูกแบ่งออกเป็นสี่ส่วน ต่างก็อาศัยวาสนาบนมรรคา แยกกันไปรับเจ้านาย เฉินผิงอันได้รับปลายกระบี่ที่พลังพิฆาตสูงที่สุด อาศัยสิ่งนี้หลอมออกมาเป็นกระบี่เย่โหยวเล่มนั้น ส่วนหลิวไฉนั้นได้รับตัวกระบี่ที่มีปราณกระบี่ซุกซ่อนอยู่มากที่สุด
หากใช้คำกล่าวของชุยตงซานมาบรรยายก็คือ ไม่ได้ทำผายลมอะไรเลย จู่ๆ ก็มีชื่อเสียงเลื่องลือขึ้นมา ใต้หล้าถึงกับมีเรื่องดีที่ได้ผลประโยชน์มาเปล่าๆ เช่นนี้ด้วยหรือ?
“ภูมิลำเนา” ของหลิวไฉอยู่ในพื้นที่มงคลหลวี่อินที่สกุลหลิวธวัลทวีปเป็นผู้ครอบครอง ส่วนผู้ฝึกตนหญิงหลิวไฉ่มาจากพื้นที่มงคลเทียนจิ่ง ซึ่งก็เป็นสมบัติส่วนตัวของสกุลหลิวเช่นเดียวกัน
พื้นที่มงคลหลวี่อินคือหนึ่งในเจ็ดสิบสองพื้นที่มงคลที่มีจำนวนประชากรมากที่สุด คือพื้นที่มงคลระดับล่างที่มีคนมากถึงเก้าสิบล้านคน ทว่าหลิวจอี้เป่าที่มีเงินมากมายกลับจงใจไม่ยกระดับของพื้นที่มงคลให้สูงขึ้น เป็นเหตุให้ปราณวิญญาณฟ้าดินบางเบา คิดอยากจะฝึกตนให้กลายเป็นเซียนก็แทบจะเป็นเพียงทฤษฎีที่ว่างเปล่าในตำรา ขอแค่มีคนจับผลัดจับผลูเดินไปบนเส้นทางการฝึกตน แล้วยังเลื่อนขั้นไปจนถึงขอบเขตถ้ำสถิตได้ ก็จะถูกพาออกไปจากพื้นที่มงคลหลวี่อิน
ตามหลักแล้วพื้นที่มงคลแห่งหนึ่งสามารถครอบครองชาวบ้านในพื้นที่ที่มีจำนวนมากมหาศาลขนาดนี้ได้ก็สามารถ “เปลี่ยนเป็นมูลค่าจริง” สร้างอ่างรวมสมบัติที่มีทรัพย์สินเงินทองไหลมาเทมาใบหนึ่งได้เลย ว่ากันว่ามีผู้ถวายงานตระกูลสกุลหลิวที่เชี่ยวชาญด้านศาสตร์ต่างๆ สองคนพูดโน้มน้าวหลิวจอี้เป่ามานานมากแล้วว่าอย่าได้หาเงินแบบนี้
ย้อนกลับมามองพื้นที่มงคลเทียนจิ่ง หลิวจอี้เป่าคอยทุ่มเงินอยู่ตลอด เลื่อนจากพื้นที่มงคลระดับล่างเป็นระดับสูง จนถึงทุกวันนี้วันเริ่มต้นฤดูใบไม้ผลิของทุกปี สกุลหลิวก็ยังคงรักษาประเพณีอย่างหนึ่งเอาไว้ คือจะให้สตรีรุ่นเยาว์ของสกุลหลิวทะยานลมไปที่ม่านฟ้าแล้วพากันโปรยเงินเกล็ดหิมะจำนวนไม่เท่ากันลงไปยังโลกมนุษย์ ว่ากันว่าจำนวนน้อยที่สุดก็มากเป็นหมื่นเหรียญ เทพธิดาโปรยดอกไม้งดงามเหมือนภาพวาดบนฝาผนัง
หลิวไฉคือคนที่โจวจื่อพาออกมาจากพื้นที่มงคลหลวี่อินด้วยตัวเอง แต่กลับเป็นผู้ฝึกกระบี่หยวนป๋ายแห่งราชวงศ์จูอิ๋งเก่าของที่เดินทางท่องไปในธวัลทวีปเพียงลำพังที่พานางออกมาจากพื้นที่มงคลเทียนจิ่ง
คงเป็นเพราะลู่ไถรู้สึกว่าไม่มีอะไรให้พูดคุยกับพวกเขา จึงวิ่งไปพูดคุยกับผู้ถ่ายทอดมรรคาสองคนอีกครั้ง
หลิวไฉ่ถาม
“อาจารย์เผยมีกระบี่บินแห่งชะตาชีวิตกี่เล่มกันแน่?”
หลิวไฉตอบ
“สี่เล่ม ตอนนี้เคยเห็นแค่สามเล่มเท่านั้น”
เดิมทีหลิวไฉ่ก็แค่ถามไปอย่างนั้นเอง นางยังมีคำถามที่นางสงสัยใคร่รู้มากกว่าอยากถาม
“ชอบหาเงินขนาดนี้เลยหรือ? เจ้าเองก็ไม่ขาดเงินนี่นา”
คือคนคนเดียวกันแต่ชะตาแตกต่างกันอย่างสมชื่อ ดูเหมือนหลิวไฉ่จะไม่มีความมหัศจรรย์ใดๆ ทว่าหลิวไฉคนเดียวกลับได้ครอบครองน้ำเต้าเลี้ยงกระบี่ที่มาจากมือของมรรคาจารย์เต๋าสองลูก ใช้น้ำเต้า “ซินซื่อ” หล่อเลี้ยงกระบี่บินแห่งชะตาชีวิต “ปี้ลั่ว” ใช้ “ลี่จี๋” หล่อเลี้ยงกระบี่บิน “ป๋ายจวี”
หลิวไฉเอ่ย
“ก็แค่ตอนนี้ที่ไม่ขาดเงิน เมื่อก่อนกลัวความยากจน ตอนนี้ในเมื่อการเรียนกระบี่ราบรื่น ทั้งยังมีน้ำเต้าอีกสองลูกก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องหมกมุ่นอยู่กับการหลอมกระบี่ทั้งวันทั้งคืน ต้องหาเรื่องทำบ้าง อยากจะอ่านหนังสือก็ต้องจ่ายเงินซื้อมา”
ไม่มีชาติตระกูล ไม่มียศตำแหน่งจากการสอบเคอจวี่ หอเก็บตำราของตระกูลปัญญาชนและเศรษฐีในท้องถิ่นทั้งหลายมีธรณีประตูค่อนข้างสูง บางครั้งก็มีคนยินดีจะเปิดประตู จะเข้าไปคัดตำราในเรือนของคนอื่นก็ต้องดูสีหน้าคนเขา ไม่อนุญาตให้จุดตะเกียงนั้นยังดีแต่พวกบ่าวรับใช้กลับมองเขาเหมือนป้องกันโจร ทุกครั้งที่คืนหนังสือกลับไป พวกบ่าวจะต้องจ้องมองเล็บมือของมือทั้งสองข้างไม่คลาดสายตา
หลิวไฉถาม
“ตอนนั้นเจ้าอยู่ที่ภูเขาตะวันเที่ยง ได้เห็นการถามกระบี่ครั้งนั้นกับตาตัวเอง มีความรู้สึกอย่างไร?”
หลิวไฉ่เบ้ปาก ใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่ยี่หระ
“ข้าไม่ใช่เจ้าสักหน่อย ข้าเพิ่งจะเป็นขอบเขตเส้นเอ็นหลิว ตบะต่ำต้อย มองเห็นได้ไม่ชัดนัก”
การถามกระบี่ที่ภูเขาตะวันเที่ยงก่อนหน้านี้ เฉินผิงอันกับหลิวเสี้ยนหยางไปเจอกันที่โรงเตี้ยมหอกว้ออวิ๋น เห็นได้ชัดว่าเขามีท่าทางระมัดระวังอย่างมาก เรื่องจริงได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเฉินผิงอันไม่ได้เป็นคนรัฐฉีที่กลัวว่าฟ้าจะถล่ม ไม่ได้ระแวงไปเองอย่างส่งเดช แต่มีเรื่องให้ต้องระแวงจริงๆ ตอนนั้นไม่เพียงแค่หม่าขู่เสวียนและอวี๋สืออู้ที่กำลังรอโอกาสเท่านั้น ยังมีโจวจื่อที่คอยมองเหตุการณ์อยู่ด้วย
ตั๊กแตนจับจักจั่น นกขมิ้นรออยู่เบื้องหลัง หน้าไม้อยู่ด้านล่าง
ด้วยเหตุนี้เฉินผิงอันถึงได้หยุดเท้าอยู่นอกธรณีประตูศาลบรรพจารย์ยอดเขาอีเซี่ยนของภูเขาตะวันเที่ยงอย่างกะทันหัน มองผู้ฝึกตนหญิงจากฮวามุ่ฟางที่หน้าเผือดสีพวกนั้นพูดคุยกับ “พวกนาง” คล้ายต้องการปรึกษาว่า ไม่สู้ให้โจวจื่อชะลอเรื่องการถามกระบี่ไว้ก่อน? หลังจากนั้นเฉินผิงอันถึงข้ามธรณีประตูไปทำธุระเป็นการเป็นงาน เห็นได้ชัดว่าโจวจื่อตอบตกลงกับเรื่องนี้จึง “เก็บ” หลิวไฉ่ที่เป็นสาวใช้ของผู้ฝึกกระบี่หยวนป๋ายบนยอดเขาตุ้ยเซวี่ยกลับมา
ตอนนั้นยอดเขาทั้งหลายของภูเขาตะวันเที่ยงเละเป็นโจ๊กหม้อหนึ่ง แม้กระทั่งผู้ฝึกกระบี่ที่มีพรสวรรค์อย่างอู๋ถีจิงก็ยังออกจากทำเนียบ ทรยศออกจากสำนัก โดยที่พวกเขาไม่มีแรงเหลือจะเหนี่ยวรั้งอะไร ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการจะไปสนใจผู้ฝึกลมปราณหญิงแห่งยอดเขาตุ้ยเซวี่ยที่ไร้ชื่อเสียงคนหนึ่งเลย
หลิวไฉ่ถาม
“เป็นศัตรูกับเขา คิดอะไรอยู่กันแน่? ตื่นเต้นหรือไม่?”
“แน่นอนว่าต้องตื่นเต้น แต่ก็ไม่ได้ติดขัดต่อการถามกระบี่”
หลิวไฉเคยไปอยู่ที่ใบถงทวีปมาหลายปี
“การขุดเจาะลำน้ำใหญ่สายหนึ่ง สามารถทำให้คนมีชีวิตได้นับไม่ถ้วน เอ่ยคำว่าคุณูปการหาที่สิ้นสุดไม่ได้ก็ไม่เกินจริงเลย”
“ประเด็นสำคัญคือการกระทำนี้สามารถทำให้ใบถงทวีปที่เป็นน้ำตายบ่อหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นคนหรือเงินบนภูเขาล่างภูเขาก็ล้วนพากันขยับเขยื้อน เมื่อมีการขยับในครั้งนี้ใบถงทวีปก็จะมีพลังชีวิตอย่างไร้ขอบเขตจำกัด”
“สามารถถามกระบี่กับคนประเภทนี้ได้ก็เป็นเกียรติอย่างยิ่งแล้ว”
หลิวไฉ่ยิ้มเอ่ย
“ไม่เสียแรงที่ชอบอ่านตำรา พูดจาน่าฟังเสียจริง ควรจะไปเป็นอาจารย์ที่สำนักศึกษาถึงจะถูก”
หลิวไฉหัวเราะ
“ก็อยากอยู่เหมือนกัน”
หลิวไฉ่ผงกปลายคางไปทางท้องฟ้าสูง
“ถูกคนผู้นั้นหมายหัว ยังปล่อยให้เขาหาอารามเต๋าในภูเขาแห่งนั้นเจอ หากเจ้าลงจากภูเขามาช้ากว่านี้ไม่กี่วัน บางทีอาจถูกจับได้จังๆ ไม่รู้สึกกลัวบ้างหรือ?”
ที่แท้ปีนั้นภายใต้คำสั่งจากโจวมี่ หลังจากขึ้นบกมาที่ใบถงทวีปแล้ว เซอเยว่ก็มีเป้าหมายอยู่สองอย่าง อย่างหนึ่งในนั้นก็คือตามหาหลิวไฉ หากนางสามารถหาตัวหลิวไฉเจอ โจวมี่ก็ย่อมสามารถหาโจวจื่อเจอ
ส่วนหาเจอแล้ว โจวมี่จะมีแผนการอะไร บางทีอาจพูดคุยกับโจวจื่ออย่างตรงไปตรงมา ดูว่ามีโอกาสจะร่วมมือกันหรือไม่ ไยต้องพูดถึงฟ้าอยู่บนดิน ไม่สู้ขึ้นไปบนฟ้าแล้วมองมายังดิน รวบรวมสำนักหยินหยางห้าธาตุให้เป็นปึกแผ่น? หรือยกตัวอย่างเช่นหากเจรจาไม่สำเร็จก็จับกินซะ? บางทีอาจจะแค่เป็นการเดินเล่น ประลองวิชาความรู้พูดคุยถึงเรื่องฟ้ากันเท่านั้น?
โจวมี่เคยพาโซ่วเฉินลูกศิษย์คนแรกไปเยือนอารามเต๋าขนาดเล็กไม่สะดุดตาแห่งหนึ่งในใบถงทวีป เจ้าอารามคือนักพรตขอบเขตชมมหาสมุทร ท่ามกลางกลียุคอันวุ่นวาย เขาบอกให้ลูกศิษย์ทั้งหลายและนักพรตที่ประจำการอยู่ตั้งใจฝึกตนในภูเขาให้ดี นักพรตเฒ่าใช้ข้ออ้างว่าจะท่องไปในโลกมนุษย์ออกจากภูเขาไปกำจัดปีศาจปราบมารเพียงลำพัง ต้องการจะใช้ความสามารถอันน้อยนิดที่มีของตัวเองทำให้โลกมนุษย์ได้กลับมาเห็นแสงตะวันอีกครั้ง เวลาหลายสิบปีผ่านไปเพียงชั่วลัดนิ้วมือ ดอกไม้ในภูเขาเบ่งบานและร่วงโรยไปหลายรอบ ในอารามกลับยังเงียบสงบเหมือนเดิม นักพรตในอารามยังคงรอคอยให้นักพรตเฒ่าที่เป็นอาจารย์เป็นบรรพจารย์ผู้นั้นกลับภูเขา กลับมาบ้าน
ตอนนั้นโจวมี่ใช้วิธีคำนวณบทหนึ่งกับนักพรตน้อยจนได้เบาะแสบางอย่างมา หลิวไฉเป็นแค่ชาวบ้านในท้องถิ่น ไม่ใช่นักพรตที่ได้รับธรรมโองการอะไร นักพรตน้อยเด็กบ้านนอกที่เฝ้าประตูซึ่งรู้แค่ว่ามีฉายาว่าหลิวมู่โถว มีความสัมพันธ์กับผู้แสวงบุญรายใหญ่ของในอาราม มักจะทำการค้ากับทางอารามอยู่เป็นประจำ ขายของในภูเขาแลกเปลี่ยนมาเป็นเงินเหรียญทองแดงและเศษก้อนเงิน
หลิวไฉส่ายหน้า
“กองทัพมาเอาแม่ทัพต้าน น้ำมาเอาดินกลบ ต้านไม่อยู่ก็ตาย แล้วนับประสาอะไรกับที่หากถูกเขาหาเจอจริงๆ ผลลัพธ์จะดีหรือไร…ดูเหมือนว่าต่างก็เป็นเรื่องที่มิอาจพิสูจน์ได้ สรุปก็คือคิดมากไปก็ไร้ประโยชน์”
หลิวไฉ่จุ๊ปาก
“เจ้าก็ช่างปล่อยวางได้จริงๆ”
หลิวไฉเอ่ยอย่างเฉยเมยว่า
นักพรตเฒ่าเองก็ไม่รีบร้อนพูดอะไร ฝืนนิสัยมองประเมินคนคุ้นเคยที่ดูเหมือนว่าระหว่างกันจะมีความเข้าใจผิดบางอย่าง นักพรตเฒ่าเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนจะพูดกลั้วหัวเราะว่า
“โอ้ นี่ไม่ใช่…สหายอะไรแล้วนะ? ขอโทษที ผ่านเวลามานานมากเกินไป ไม่ได้พูดคุยกับสหายมานานมากแล้ว ไม่ทันระวังจึงลืมไป”
ผู้ฝึกตนกัดฟันกรอด ไม่คุยด้วย ตัดสินใจว่าจะแกล้งโง่
นักพรตเฒ่าพยักหน้าอยู่กับตัวเอง เอ่ยชมเชยว่า
“ยอดฝีมือมักจะใจกล้าจริงเสียด้วย ออกจากบ้านมาพบเจอใครล้วนไม่ขลาดกลัว สหายมีความกล้าหาญเหมือนในอดีตเลยนะ แม้ว่าพลังตบะจะอ่อนด้อยลงไปบ้าง แต่ความมั่นคงสงบนิ่งกลับเพิ่มขึ้นไม่น้อย”
ผู้ฝึกตนที่แม้กระทั่งฉายาก็ยังถูกเจ้าแห่งถ้ำปี้เซียว “ไม่ทันระวัง” ลืมไปเบิกตากว้าง ไม่เสแสร้งอีกต่อไป พริบตานั้นดวงตาพลันแดงก่ำ เจ็บแค้นสุดขีด โมโหเดือดเป็นฟืนเป็นไฟ
“ตอนนั้นก็แค่บ่นไปไม่กี่คำ บอกว่าเจ้าเลือกจะนิ่งดูดายในศึกเดินขึ้นฟ้า รักตัวกลัวตาย ไม่เป็นวีรบุรุษมากพอไม่ใช่หรือ เป็นความแค้นความเกลียดชังใหญ่โตแค่ไหนกันเชียว ถึงต้องบีบคั้นกันขนาดนี้ แย่งถ้ำสถิตของข้า สะบั้นควันธูปของข้า ถ่วงรั้งมหามรรคาของข้า ทำลายชีวิตของข้า?!”
นักพรตเฒ่ายิ้มน้อยๆ ไม่เอ่ยอะไรสักคำ
หากภาพนี้ปรากฏในสายตาของคนสนิทคงจะรู้สึกขนลุกขนชัน คงเป็นเพราะกลัวสุดขีดจนกลายเป็นความโมโห ผู้ฝึกตนคนนั้นลุกขึ้นยืน ไม่มีสีหน้าหวาดกลัวแม้แต่น้อย เบาะรองนั่งที่ก่อตัวขึ้นมาจากฝุ่นแห่งหายนะสลายหายไปตามลม ผู้ฝึกตนที่ยืนอยู่ท่ามกลางกองธุลีแห่งความตาย รูปโฉมที่เดิมทีเป็นเด็กหนุ่มแห้งเหี่ยวแก่ชราไปด้วยความเร็วที่เห็นด้วยตาเนื้อ ไม่มีเวลามาสนใจลางอันน่ากลัวที่ตบะสลายหายไปเหมือนน้ำท่วมทำนบนี้อีกแล้ว ความแค้นและความอัดอั้นตันใจที่สะสมมานานหลายปี จนน้ำไม่ถ้วน หากไม่ได้ระบายออกมาต้องอึดอัดตายเป็นแน่ เขาชี้หน้านักพรตเฒ่าร่างสูงใหญ่แล้วเริ่มก่นด่า
“เจ้าจมูกโคหน้าเหม็น ทำร้ายให้ข้าจำต้องหลบมาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ไปวันๆ นี่มันผ่านมากี่พันปีแล้ว?! ดีๆๆ ไล่ตามมาถึงที่นี่แล้ว ข้าจะยอมรับชะตากรรมก็แล้วกัน มาๆๆ แน่จริงก็ตบข้าให้ตายด้วยฝ่ามือเดียวให้สิ้นเรื่องสิ้นราวกันไปเลยสิ!”
ต่อให้จะไม่กล้าเอาคืน ก็เรียกสมบัติอาคมออกมาประลองมรรกกถากันสักครั้งไปแล้ว
นักพรตเฒ่าถอนหายใจหนึ่งที
“ปัญญาอ่อน”
ผู้ฝึกตนกวาดตามองไปรอบด้าน เบาะรองนั่งไม่เหลืออยู่แล้ว ฝุ่นแห่งหายนะสลายหายไป ความคิดที่อยากจะตายเพื่อพบมรรคาก็หมดสิ้นไปด้วย ทางถอยเพียงเส้นเดียวกลายเป็นทางตัน ผู้ฝึกตนเสียใจอย่างสุดแสน น้ำตาไหลอาบนองเต็มใบหน้า
“จบแล้ว จบเห่หมดแล้ว”
สายตาของนักพรตเฒ่าฉายแววเวทนา
“หลงเดินไปทางผิดโดยที่ไม่รู้ตัว สิ้นเปลืองพลังไปอย่างเสียเปล่าแต่ยังแอบยินดีอยู่ในใจ สุดท้ายก็เหมือนการใช้ตะกร้าไม้ไผ่ตักน้ำ ฝึกบำเพ็ญตนอะไรกัน”
ผู้ฝึกตนตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาดจึงด่ากราดต่อไปอีกครั้ง ในเมื่อไหแตกแล้วก็ทุ่มมันให้แหลกเสียเลย ในเมื่อถูกเจ้าจมูกโคหน้าเหม็นผู้นี้หาตัวเจอแล้ว ยังไงก็ต้องตายอยู่ดี ก็ควรตายให้สาแก่ใจหน่อยถึงจะไม่ถือว่าขาดทุน
นักพรตเฒ่าส่ายหน้า มีสีหน้าเศร้าใจที่อีกฝ่ายโชคร้าย เดือดดาลที่อีกฝ่ายไม่เอาไหน
“ปีนั้นเห็นเจ้าทำผิดต่อตัวเอง ละโมบคุณความชอบสวรรค์มาเป็นของตัวเอง เห็นแก่ที่ว่าเจ้ายังเหลือนิสัยดั้งเดิมอยู่บ้าง ถือว่านี่ไม่ง่ายเลย โโชคชะตาสิเนบนภูเขาที่เจ้าควรมีร่วมกับผินเต้า เดิมทีควรพบเจอกันด้วยดีและจากลากันด้วยดี ไม่ยินดีให้เจ้าต้องเสื่อมถอยไปนับแต่นี้ ยินดีที่จะดึงรั้งเจ้าไว้ กระชากเจ้าออกมาจากเตาหลอมที่ไฟลุกโชน เพราะต้องการจะช่วยช่วงชิงโอกาสรอดชีวิตเสี้ยวหนึ่งให้กับเจ้า แต่เจ้ากลับโง่เขลา ดวงตามืดบอดต่อสัจธรรมแห่งฟ้า ผ่านมานานหลายปีขนาดนี้ สติปัญญาก็ยังไม่เปิดออก ได้แต่นั่งเหม่อ เบาปัญญาไม่คิดตระหนักรู้ เหมือนหุ่นไม้บนแท่นบูชาเทพที่สายน้ำเปลี่ยนเส้นทางไปนานแล้ว แล้วก็สูญเสียทั้งฟ้าอำนวยดินอวยพรไปหมดแล้ว ดั่งคำกล่าวที่ว่ามรรกกถาดำเนินไปตามธรรมชาติ ปกครองโดยไม่ฝืนก็ย่อมสงบเรียบร้อย”
ผู้ฝึกตนได้ยินคำพูดพวกนี้ ใบหน้าก็อึ้งตะลึงงันไป