กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1147.3 ผู้ฝึกกระบี่กับความอิสระเสรี
บทที่ 1147.3 ผู้ฝึกกระบี่กับความอิสระเสรี
นักพรตเฒ่าส่ายหน้า หมุนตัวจากไป ทิ้งประโยคที่เป็นข้อสรุปแบบตอกปิดฝาโลงไว้ว่า
“ล้อมคอกเมื่อวัวหาย ว่างเปล่าไม่เหลือสิ่งใด ทำร้ายทั้งคนอื่นและตัวเอง ผิดต่อชีวิตในชาตินี้”
ถึงอย่างไรผู้ฝึกตนก็ไม่โง่ รีบไล่ตามไปทันที
“เจ้าแห่งถ้ำปี้เซียว ช่วยข้าด้วยเถอะ!”
นักพรตเฒ่าไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง หัวเราะหยันเอ่ยว่า
“เวลานี้ไม่ทำตัวเป็นลูกผู้ชายผู้กล้าหาญ ไม่เรียกตัวเองว่าเต้าเหย่แล้วหรือ?”
ผู้ฝึกตนมีสีหน้าละอายใจ นักพรตเฒ่าก็คร้านจะเปลืองน้ำลายพูดเรื่องไร้สาระกับเขา
“ถ้ำสถิตที่ผินเต้าบุกเบิกขึ้นใหม่ ทุกวันนี้อยู่ในดวงจันทร์เฮ่าไฉ่ หากเจ้าไม่รังเกียจว่าเป็นการขายหน้าก็ไปช่วยเฝ้าประตูภูเขา ดูแลคลังเสบียง ควบกับตำแหน่งของจือเค่ออยู่ที่นั่น หากไม่ยินดีก็เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลดีแล้ว และผินเต้าเองก็ไม่บังคับ ด้วยตบะน้อยนิดที่เจ้าเหลืออยู่ในทุกวันนี้ประลองวิชางัดข้อกับผู้อื่นก็ค่อนข้างจะถูไถแล้ว แต่หากจะกลับไปยังใต้หล้ามืดสลัว เลือกสำนักอักษรจงของลัทธิเต๋า สักแห่ง เป็นแขกผู้มีเกียรติหรือภาพเหมือนที่ถูกแขวนไว้บนผนังจะมีอะไรยาก”
ผู้ฝึกตนเอ่ยทันใดว่า
“ยินดีติดตามผู้อาวุโสปี้เซียวไปฝึกตน”
นักพรตเฒ่ากล่าว
“ไม่มีศาลร้างควันธูปเบาบางอะไร ต้องกินอาหารเจจืดชืด เกรงว่าสหายคงต้องลดเกียรติตัวเองแล้ว”
ผู้ฝึกตนรีบเอ่ยคำพูดตามมารยาทออกไป นึกเรื่องหนึ่งขึ้นได้ก็กล่าวอย่างระมัดระวังว่า
“ยินดีกับเจ้าแห่งถ้ำด้วยที่เลื่อนเป็นขอบเขตสิบห้า”
เจ้าอารามผู้เฒ่าเลิกคิ้วน้อยๆ หัวเราะร่า
“ตกลง”
เดินออกไปจากอาณาเขตแห่งนี้ด้วยกัน ต่อให้เป็นเฝ่ยหรานที่มีพรสวรรค์ด้านวรรณศิลป์ เชี่ยวชาญการแต่งกวีเขียนบทความ ก็ยังเขียนบรรยายความเปลี่ยวร้างอ้างว้างของที่แห่งนี้ไม่ออก
เล่าลือกันว่ามรรคาจารย์เต๋าเดินทางไกลไปนอกฟ้า ผ่านสถานที่ที่ไกลมากกว้างขวางมาก ได้เจอเรื่องประหลาดและลี้ลับมหัศจรรย์มากมาย เรื่องที่น่าเหลือเชื่อ เรื่องที่อัศจรรย์เกินกว่าจะใช้คำพูดมาบรรยาย เต๋าที่อธิบายได้ไม่ใช่เต๋าที่แท้จริง
มรรคาจารย์เต๋าเคยเปิดเผยความลับสวรรค์ให้เจ้าแห่งถ้ำปี้เซียวฟัง ที่แท้บ้านเกิดของเราก็เป็นที่ราบสูง ดินแดนบรรพบุรุษตั้งอยู่บนเส้นลมปราณมังกรของโลกมนุษย์ คือสถานที่อันเป็นจุดกำเนิดของพันโลกธาตุขนาดเล็กนับพันนับหมื่นที่อยู่นอกฟ้า ดินแดนอันเป็นมาตุภูมิมีชื่อว่าคุนหลุน
ปีนั้นโลกที่ศาสดาพุทธพาลู่เฉินไปเจอก็คือหนึ่งในพันโลกธาตุขนาดเล็ก
เจ้าอารามผู้เฒ่าถามชวนคุย
“กู่เฮ้อ ผ่านการกลับชาติมาเกิดใหม่กี่รอบแล้ว?”
ผู้ฝึกตนที่เคยใช้ฉายาว่า “กู่เฮ้อ” ตอบตามสัตย์จริง
“ประคับประคองให้จิตวิญญาณที่แท้จริงส่วนหนึ่งไม่ดับสูญอย่างยากลำบาก สร้างเรือนกายที่มีเลือดเนื้อและจิตวิญญาณขึ้นมาใหม่ อีกครั้ง เคยสละร่างไปเกิดใหม่และสร้างร่างใหม่ขึ้นมาทั้งหมดสามสิบหกครั้งแล้ว ความยากลำบากที่พบเจอระหว่างนี้ยากที่จะใช้ถ้อยคำมาบรรยายได้”
เจ้าอารามผู้เฒ่าเผยสีหน้าชื่นชมอย่างที่หาได้ยาก พยักหน้าเอ่ย
“การกระทำนี้ล้ำค่าตรงที่การกลับมาจุติใหม่ทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นความทรงจำ ปราณวิญญาณและจิตวิญญาณแทบไม่มีการสูญเสียเลย ถือเป็นการสร้างฟ้าดินขนาดเล็กที่มีการโคจรต่อเนื่องไม่ดับสูญแห่งหนึ่งขึ้นมาอย่างแท้จริง แล้วก็ถือเป็นทางนอกรีตที่บุกเบิกทางลัดเส้นใหม่ วันหน้าจะแนะนำให้เจ้ารู้จักสหายคนหนึ่งที่เดินบนเส้นทางเดียวกัน”
กู่เฮ้อรีบคารวะเอ่ยขอบคุณ
ไล่ตามเบาะแสสายรองที่สำคัญสองสายของลู่เฉินและเฉินผิงอันจนไปเจอเส้นสายหลักที่เป็นขอบเขตสิบสี่ในอนาคตผู้นั้น นักพรตเฒ่าหยุดเท้ายืนนิ่ง ความแปลกประหลาดเผยให้เห็นความแปลกใหม่ เจ้าอารามผู้เฒ่าร่ายวิชาอภินิหารเล็กน้อย เห็นเพียงว่าด้านหลังของผู้ฝึกตนคนนั้น เผยร่างกายธรรม เห็นแต่กระดูกไม่เห็นเลือดเนื้อ แต่กลับไม่ใช่กระดูกที่แท้จริง เป็นการรวมตัวกันของปราณแห่งมรรคาเนื้อเหมือนหยก กายธรรมส่องแสงสีทองอร่าม เส้นลมปราณหลักๆ หลายเส้นล้วนอยู่ในลักษณะเหมือนน้ำตกที่พลิกกลับด้าน คนบนโลกต่างก็รู้ว่าร่างของผู้ที่แสวงหาความเป็นเซียนถูกเรียกว่าเป็นร่างกิ่งทองใบหยก ตรงหน้านี้ก็เช่นเดียวกันแทบจะไร้มลทิน การที่ใช้คำว่า “แทบจะ” แน่นอนว่าเป็นเพราะสายตาของเจ้าอารามผู้เฒ่าสูงมาก เคยเห็นร่างไร้มลทินที่แท้จริงมาก่อนแล้ว
ในเมืองติดทะเลของโลกมนุษย์หากมีแม่น้ำไหลลงสู่มหาสมุทรก็มักจะมีเรื่องอย่างน้ำขึ้นไหลย้อนกลับเกิดขึ้นเสมอ แม่น้ำแห่งกาลเวลาที่ลี้ลับมหัศจรรย์ก็เป็นเช่นเดียวกันนี้
เจ้าอารามผู้เฒ่าใช้เสียงในใจเตือนผู้ถวายงานพิทักษ์ภูเขาที่เพิ่งรับมาใหม่
“กู่เฮ้อ ต่อจากนี้แค่แสร้งทำเป็นหูหนวกเป็นใบ้ไปก็พอ จำไว้ว่าอย่าได้ทำให้เกิดเรื่องแทรกซ้อน พาตัวข้าไปติดกับเด็ดขาด”
หวงเจิ้นลุกขึ้นยืน คารวะตามขนบลัทธิเต๋า เอ่ยอย่างนอบน้อมว่า
“ผู้เยาว์หวงเจิ้นฉายาต้าเฉา คนจากถ้ำสวรรค์หลีจูแจกันสมบัติทวีป คารวะสหายปี้เซียว คารวะสหายเวยเฉิน”
เจ้าอารามผู้เฒ่าพยักหน้า ในเมื่อพบเจอกันบน “เส้นทาง (หรือมรรคา) เรียกขานกันเป็น ‘สหาย” (เต้าโหย่ว หมายถึงสหายบนมรรคา) ก็ถือว่าเหมาะสมดีแล้ว
กู่เฮ้อใช้เสียงในใจสอบถาม
“หวงเจิ้น ในเมื่อลอบฆ่าเฉินผิงอันอยู่หลายครั้งก็ยังไม่สำเร็จ ขัดขวางฝีเท้าในการเดินขึ้นสู่ที่สูงระหว่างผสานมรรคาของเขา ผลลัพธ์ที่ได้ก็มีจำกัดมากแล้ว ก็เลยหันไปทุ่มเดิมพันครั้งใหญ่ แต่น่าเสียดายที่ฆ่าลู่เฉินไม่สำเร็จอีก แล้วยังกล้าไม่ย้ายรัง ยังไม่หนีอีกหรือ?”
“เจ้าลัทธิลู่ใจกว้างจึงไม่น่าจะถือสาเจ้า แต่ด้วยนิสัยที่เจ้าคิดเจ้าแค้นมาตั้งแต่เด็กของเฉินผิงอัน ใช่ว่าเจ้าจะไม่รู้เสียหน่อย ต้องรอให้เขามาหาถึงที่ เจ้าคิดจะเลียนแบบภูเขาตะวันเที่ยงและหม่าขู่เสวียนหรือ?”
“ทำไม เพราะ “บนตำรา” เล่มนั้นเขียนไว้ว่าผินเต้าต้องตายชีวิตไม่ยืนยาว หรือเขียนประโยคหนึ่งไว้ชัดเจนว่าสหายที่อยู่ข้างกายของผินเต้าคนนี้ ในอนาคตวันเดือนปีใดจะกลับคืนสู่ภูเขาแห่งมรรคา ถูกลิขิตมาแล้วว่าจะอายุไม่ยืน ไม่อาจพิสูจน์มรรคาเป็นอมตะได้? ดังนั้นก็เลยมานั่งยองอยู่ข้างทางรอล่วงหน้า รอฉวยโอกาสในการลงมือ เฝ้าตอรอกระต่ายหวังเก็บตกหรือ?”
กู่เฮ้อที่อยู่ข้างๆ นินทาในใจ เชื่อใจสหายปี้เซียวจริงๆ หรือ? เป็นเพราะเอาชนะเจ้าแห่งถ้ำปี้เซียวไม่ได้มากกว่ากระมัง
อำเภอไหวหวงในถ้ำสวรรค์หลีจูไม่ใช่สถานที่แปลกใหม่สำหรับเจ้าอารามผู้เฒ่า เขาสะบัดชายแขนเสื้อ ยกฝ่ามือขึ้นแล้วเริ่มนับนิ้วคำนวณ ทำการอนุมานเพิ่มเติมเล็กน้อย ระหว่างข้อนิ้วสี่นิ้วของนักพรตเฒ่ามีตัวอักษรของสิบแผนภูมิฟ้าผุดขึ้นมา ตัวอักษรสิบตัวล้อมกันเป็นวงกลม เหมือนเหรียญทองแดงหนึ่งเหรียญและเหมือนคำกล่าวที่ว่าฟ้ากลมแผ่นดินเหลี่ยมพอดี แต่จุดที่ผิดไปจากสามัญคือนักพรตเฒ่าใช้นิ้วโป้งกดที่อักษรคำว่ากุ่ย ลากให้วนไปทั่ววงของอักษรแผนภูมิฟ้าจนถึงอักษรคำว่าเจี่ย จากนั้นใช้อักษรคำว่าเจี่ยเป็นจุดเริ่มต้น หมุนไปตามวงของแผนภูมิฟ้า…
พูดไปแล้วก็น่าขัน การช่วงชิงบนมหามรรคาระหว่างหวงเจิ้นกับเฉินผิงอันครั้งนี้ เมื่อย้อนทวนไปถึงต้นกำเนิดก็เป็นแค่หนี้น้ำใจที่ติดค้างเงินร้อยตำลึงในปีนั้นเท่านั้น จุดที่น่าสนใจที่สุดก็คือทั้งสองฝ่ายต่างก็ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ บ้านของหวงเจิ้นอยู่ห่างจากตรอกหนีผิงไปไม่ไกล ด้านข้างก็มีบ่อน้ำบ่อหนึ่ง เพียงแต่ว่าเมื่อเทียบกับบ่อโซ่เหล็กที่มีคนไปตักน้ำเต็มแน่นทุกเช้าตรู่ บ่อน้ำบ่อนี้ไม่สะดุดตานัก ถือเป็นบ่อน้ำส่วนตัวของหลายครอบครัวที่อยู่ใกล้เคียง บ่อน้ำเล็กน้ำตื้น สามารถตักน้ำได้ง่าย ตรงนั้นยังมีแปลงผักอีกแปลงหนึ่ง ตรอกเล็กที่แคบยิ่งกว่าตรอกหนีผิง ยามที่ถึงช่วงหน้าหนาวบนพื้นก็มักจะจับตัวเป็นน้ำแข็งเสมอ
เฉินผิงอันเคยพาเฉินหลิงจวินเดินผ่านตรอกแคบ เดินผ่านแปลงผักไปด้วยกัน วัตถุยังคงเดิม แต่คนเปลี่ยนไปแล้ว หวงเจิ้นคล้ายจะตระหนักอะไรได้จึงพูดพึมพำกับตัวเองว่า
“ตอนอายุน้อย ใจสูงยิ่งกว่าแผ่นฟ้า มักจะรู้สึกว่าชื่อเสียงลาภยศอยู่ใกล้เพียงแค่เอื้อมมือคว้า ตอนเป็นคนหนุ่มชนกำแพงสี่ด้าน แต่ก็ยังไม่เชื่อในโชคชะตา เชื่อว่าอุปสรรคทุกอย่างที่เจอในตอนนี้ล้วนเป็นขั้นบันไดแห่งความก้าวหน้าในอนาคต ยามเป็นวัยฉกรรจ์ปณิธานดับสูญ เข้าใจหลักการเหตุผลข้อหนึ่งว่าเชือกสั้นแต่จะตักน้ำจากบ่อลึก เชือกก็คือชะตา คือบุญกุศลที่สะสมมาไว้ น้ำที่ตักมา ไม่ว่าจะเป็นความร่ำรวยสูงศักดิ์หรือความอมตะ ล้วนคือดอกไม้ในความฝัน คือดวงจันทร์ในบ่อน้า มาถึงตรงนี้ถึงได้ยอมรับชะตากรรม พลันหันหน้ากลับไปมองก็รู้สึกว่าน้ำตื้นในบ่อเล็กของบ้านเกิดก็คือวันเวลาที่สงบสุขมั่นคง คาดไม่ถึงว่าเวลานี้โชคชะตากลับพลิกผัน ได้เข้าไปในภูเขา เรียนรู้มรรคา เดินไปสู่เส้นทางของการหลอมลมปราณ รู้ว่ายังมีฟ้าดินอีกแห่งที่แตกต่าง”
อายุของหวงเจิ้นอ่อนกว่าเฉินผิงอันหลายปี ตอนที่เป็นเด็กเล็กเขาก็รู้จักเฉินผิงอันแล้วแต่ทั้งสองฝ่ายกลับไม่เคยพูดคุยกัน เพราะถึงอย่างไรตอนนั้นนอกจากถนนฝูลู่กับตรอกเถาแย่ เด็ก คนชราและสตรีคนอื่นๆ ของเมืองเล็กก็แทบไม่มีใครที่ไม่รู้จักเฉินผิงอัน ฐานะทางบ้านของหวงเจิ้นธรรมดา ทว่ากลับเรียนหนังสือได้อย่างไม่มีปัญหา เข้าเรียนหรือเลิกเรียนตอนเช้าและตอนเย็น บางครั้งที่บังเอิญเจอกับเฉินผิงอันที่ตัวดำเหมือนถ่านซึ่งเดินเตร็ดเตร่ไปมาทุกวันอย่างคนไม่มีอะไรทำ ก็แค่ต่างคนต่างเดินไปบนเส้นทางของตัวเองเท่านั้น ต่างก็หลีกทางให้กันโดยไม่ได้นัดหมาย การกระทำแบบเดียวกันแต่สภาพจิตใจคนละอย่าง
คนหนึ่งเพราะได้ยินผู้อาวุโสในบ้านและสตรีออกเรือนแล้วบ้านข้างๆ พร่ำพูดอยู่บ่อยๆ กลัวว่าจะโดนไออัปมงคล อีกคนหนึ่งกลัวว่าจะไปสร้างปัญหาให้คนอื่น กลายเป็นที่ไม่ชื่นชอบ ในเวลานั้นคนหนึ่งคือเด็กกำพร้าผิวดำเกรียมขี้อาย อีกคนคือนักเรียนประถมผิวขาวหน้าตาน่าเอ็นดู คงเป็นเพราะต่างก็ไม่รู้ว่าในอนาคตจะเป็นเช่นไร อะไรเรียกว่าอนาคต บางทีอาจเป็นเพราะพรุ่งนี้ก็ต้องอ่านตำราเรียนรู้ตัวอักษรต่อไป บางทีพรุ่งนี้ถังข้าวสารก็อาจจะยังต้องว่างเปล่าต่อไป
ในเวลานั้นหากเฉินผิงอันเจอแม่ของหวงเจิ้นระหว่างทางก็มักจะเรียกสตรีออกเรือนแล้วว่าท่านป้ารอง ต่อให้ในใจของสตรีจะขัดใจ แต่ก็ยังพยักหน้ายิ้มให้ ส่วนภายหลังที่สตรีไปเล่าให้หร่วนซิ่วฟังว่าตอนเด็กเฉินผิงอันมักจะไปขอข้าวกินจากที่บ้านของนางทุกวัน เนื้อปลาในชามนางไม่ให้ลูกชาย แต่คีบมาไว้ในชามเฉินผิงอัน แน่นอนว่าไม่อาจเห็นเป็นเรื่องจริงได้ เพียงแต่เพราะก่อนหน้านานกว่านั้น บิดาของเฉินผิงอันมีฝีมือเผาเครื่องกระเบื้องดีเยี่ยม ขอแค่คนร่วมอาชีพที่เป็นเพื่อนบ้านใกล้เคียงเอ่ยถาม บุรุษก็ล้วนยินดีสอน ดังนั้นความสัมพันธ์ของสองบ้านในอดีตจึงไม่เลวจริงๆ อย่างน้อยก็แวะเวียนไปหากันบ่อยๆ ภายหลังเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ หวงเจิ้นก็ต้องติดตามผู้ใหญ่ในตระกูลย้ายไปอยู่ในตัวเมือง ครอบครัวของเขาซื้อเรือน ที่นาและร้านค้าเอาไว้ที่นั่น มีชีวิตที่ร่ำรวยใช้เงินมือเติบ
เจ้าอารามผู้เฒ่าเอ่ยเนิบช้า
“ในลานเปิดโล่งของเรือนด้านหลังร้านยาตระกูลหยางเจ้ามีธูปหนึ่งก้าน ปีนั้นควันธูปลอยไม่ต่ำ ลำดับขั้นก็อยู่ในช่วงหน้าๆ ผลกลับกลายเป็นว่าอยู่ดีไม่ว่าดีดันไปหาเรื่องหร่วนซิ่ว ถูกนางชิงชัง ก็เท่ากับว่าเท้าหนึ่งของเจ้าออกจากโต๊ะเดิมพันไปแล้ว หลังจากนั้นมาโชคชะตาของเจ้าก็ด้อยลง”
หวงเจิ้นเงียบไม่ตอบ เรื่องลับประเภทนี้เขาที่ปีนั้นเป็นแค่เด็กตัวใหญ่เท่ากันจะรู้ได้อย่างไร ภายหลังมีอยู่ครั้งหนึ่งอาศัยน้ำขึ้นที่ไหลย้อนกลับของแม่น้ำแห่งกาลเวลา พยายามที่จะเปลี่ยนผลลัพธ์อยู่ครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ก็ยังไม่สำเร็จ ถ้าไม่ใช่ว่าขวางเฉินผิงอันไม่อยู่ ถ้าอย่างนั้นก็คือขวางไว้ได้อย่างไม่ง่าย แต่กลับไม่อาจทำให้ตัวเองประสบความสำเร็จได้ ไม่มีวิธีที่จะได้ผลดีทั้งสองด้าน
เจ้าอารามผู้เฒ่าเอ่ย
“สตรีไปทวงเงินหนึ่งร้อยตำลึง อันที่จริงยังสามารถต่อรองราคาเป็นห้าสิบตำลึง หรือจะสามสิบตำลึงก็ได้?”
หวงเจิ้นสีหน้าเป็นปกติ
“ได้เงินสิบตำลึงมาอยู่ในมือก็พอใจแล้ว”
ภายหลังทางบ้านตกอับ เด็กหนุ่มหวงเจิ้นก็เริ่มโทษคนบ่นฟ้า หลังจากนั้นมาอีกเขาก็มักจะมีสมมติฐานและคำว่าถ้าหากที่เป็นแบบนั้นแบบนี้ ถ้าหากตนอายุมากกว่านี้สักหน่อยเป็นคนวัยเดียวกันกับพวกหลินโส่วอี ต่งสุ่ยจิ่ง ปีที่เกิดการเปลี่ยนแปลงในเมืองเล็ก เขาก็จะสามารถติดตามพวกเฉินผิงอันไปขอศึกษาต่อที่สำนักศึกษาชานหยาต้าสุย แล้วก็กลายเป็นลูกศิษย์ผู้สืบทอดของฉีจิ้งชุน หนึ่งในลูกศิษย์ของลูกศิษย์เหวินเซิ่งอย่างชอบธรรมได้หรือไม่? หากครั้งแรกที่ออกเดินทางไกล มีชีวิตล้มเหลวน่าอับอาย ช่วงแรกที่กลับมาถึงบ้านเกิดยอมไปภูเขาลั่วพั่ว เป็นฝ่ายไปคลายปมในใจกับเฉินผิงอันที่ประสบความสำเร็จมีชื่อเสียงแล้วด้วยตัวเอง ก็จะสามารถอยู่ฝึกตนต่อที่นั่นได้หรือไม่?