กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1148.3 ไม่มีเรี่ยวแรงเอาคืน
บทที่ 1148.3 ไม่มีเรี่ยวแรงเอาคืน
อีกฝ่ายอยู่ใน “ป่ายอวี้จิง” หากเจียงเซ่อถือหอกบังคับทำลายค่ายกล สำหรับเฉินผิงอันที่จะต้องไปถามกระบี่กับป่ายอวี้จิงในอนาคตแล้วก็คือโอกาสในการพิศมรรคาที่ยอดเยี่ยมที่สุด เพื่อที่จะได้อาศัยหินของภูเขาลูกอื่นมากลึงเป็นหยกของตัวเอง
“นี่แสดงให้เห็นว่าวันนี้เจียงเซ่อไม่ได้มีความมั่นใจมากพอว่าจะสังหารข้าให้ตายคาที่ได้”
นักพรตหัวเราะก๊ากไม่หยุด พึมพำกับตัวเองว่า
“หากคิดว่าสามารถช่วงชิงชัยชนะไว้ได้อย่างมั่นคง ไยเจียงเซ่อต้องคิดเล็กคิดน้อยกับผลได้ผลเสียเพียงเล็กน้อยเท่านี้ด้วยเล่า ยังต้องกลัวว่าข้าจะแอบขโมยเรียนเคล็ดวิชาอันละเอียดอ่อนและเส้นทางคร่าวๆ ในการโจมตีป่ายอวี้จิงไปอีกหรือ?”
เจียงเซ่อนวดคลึงปลายคาง ในที่สุดก็พอจะเข้าใจความรู้สึกของผู้ฝึกลมปราณบางคนได้บ้างแล้ว ผู้ฝึกยุทธปากเหม็น ทำให้คนรังเกียจจริงๆ
“ชอบนิ่งดูดายเช่นนี้ แต่ละคนเห็นข้าเล่นละครลิงหรือ?”
ในที่สุดเจียงเซ่อก็หมดความอดทน
“ทุกท่าน หากยังไม่เผยกายอีก คนรักเจ้าขุนเขาและพันธมิตรของพวกเจ้าก็จะต้องถูกฆ่าตายทั้งเป็นแล้วจริงๆ นะ”
บงการมหามรรคา เปลี่ยนจากแขกมาเป็นเจ้าบ้านได้อย่างง่ายดาย กักป่ายอวี้จิงจำลองและเฉินผิงอันที่มีความเป็นเทพไว้ได้ชั่วคราว เจียงเซ่อถอยกรูดไปด้านหลัง หลอมรวมเข้ากับกายธรรมที่อยู่ด้านหลัง กายธรรมยื่นมือออกมาคว้า กำหอกยาวโพ่เจิ้นไว้ในมือ เดินออกไปไม่กี่ก้าวก็มาอยู่ตรงหน้าของนักพรตหนุ่มคนนั้น กวาดหอกออกไปในแนวขวาง ซัดเข้าที่หน้าอกของกายธรรมนักพรต มีเศษหยกกระจายออกไปนับไม่ถ้วน นักพรตโซเซถอยหลัง ป่ายอวี้จิงที่ “สูงเท่าตัวคน” ก็ขยับเคลื่อนไปด้านหลังตามไปด้วย จากนั้นเจียงเซ่อก็เอาหอกทิ่มเข้าไปที่หัวใจของนักพรต ในป่ายอวี้จิงมีเส้นแสงจำนวนนับไม่ถ้วนผุดขึ้นมา ก่อนจะมารวมตัวกันอยู่ตรงจุดที่กายธรรมของนักพรตสัมผัสกับปลายหอก และเจียงเซ่อก็ไม่ถอนหอกยาวกลับมา เดินออกไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ดันให้ทั้งนักพรตและป่ายอวี้จิงถอยกรูดไปข้างหลังพร้อมกัน
เจียงเซ่อกวาดตามองไปรอบด้านแล้วหัวเราะหยัน
“เอาหน้าอกทุบหินใหญ่ให้แหลก เช่นนี้น่าดูหรือไม่?! คนดูไม่ต้องควักเงินจ่าย แต่จะไม่มีเสียงร้องให้กำลังใจบ้างเลยหรือ?”
“สหายเจียงอย่าเพิ่งใจร้อน”
ในป่ายอวี้จิง เฉินผิงอันยืนพิงราวรั้ว สองมือสอดไว้ในชายแขนเสื้อ เงยหน้ามองกายธรรมที่ถือหอกของเจียงเซ่อ ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า
“สหายช่วยสั่งสมคุณธรรมทางวาจาเสียหน่อย อย่าให้ทำลายความปรองดอง”
ต่อให้เป็นเจียงเซ่อที่จิตแห่งมรรคาแข็งแกร่งปานนี้ก็ยังถูกคำพูดผายลมนี้ทำให้โมโหไม่เบา เจียงเซ่อเพิ่มน้ำหนักมือให้มากขึ้น ปลายแหลมของหอกยาวโพ่เจิ้นแทงทะลุเข้าไปในป่ายอวี้จิง ผู้ฝึกยุทธถามหมัด ผู้ฝึกตนประลองมรรคา คิดอยากจะผลาญเลือดลมกำลังกายและปราณวิญญาณฟ้าดิน ความเสียหายของวัตถุแห่งชะตาชีวิตชิ้นใดก็ตามที่ผ่านการหลอมใหญ่ของผู้ฝึกลมปราณ ล้วนเรียกว่าเป็นการทำลายรากฐานมหามรรคาได้ทั้งสิ้น นี่จะต้องเป็นภัยแฝงที่หนักหนายิ่งกว่าการกัดกร่อนทำลายตบะหลายสิบปีหรือร้อยปีเสียอีก ช่องโหว่บนมหามรรคาเช่นนี้มีภัยร้ายที่ทิ้งไว้เบื้องหลังมากมายไร้ที่สิ้นสุด ก็เหมือนต้นตอของโรคที่ถูกทิ้งไว้ของผู้ฝึกยุทธในยุทธภพ ส่วนจุดจบที่ต้องถูกทำร้ายทางจิตวิญญาณ จิตใจแหลกสลาย คุณูปการถูกลดทอนให้น้อยลง มีอะไรบ้างไม่ใช่อุปสรรคใหญ่เทียมฟ้าในการผสานมรรคาในอนาคตสำหรับผู้ฝึกบำเพ็ญตน ง่ายที่จะกลายมาเป็นจิตมาร? ยิ่งขอบเขตของผู้ฝึกตนสูงเท่าไร ช่องโหว่ในอดีตที่มองดูเหมือนไม่สะดุดตา เล็กเท่ารูเข็มก็จะยิ่งเปลี่ยนไปใหญ่เท่าหลุมบนท้องฟ้า ผู้ฝึกลมปราณคิดอยากจะให้ขอบเขตสูงขึ้นแล้วค่อยเอาวัตถุภายนอกมาซ่อมแซมความเสียหายของจิตแห่งมรรคา สวรรค์ไม่ไร้เส้นทางให้คนเดิน ก็ได้เหมือนกัน ไปชดเชยฟ้าเอาแล้วกัน วันนี้เฉินผิงอันถูกทำลายวัตถุแห่งชะตาชีวิตที่มีความเกี่ยวพันกับชีวิตและมหามรรคาของเขาไปกี่มากน้อยแล้ว?
เจียงเซ่อทำท่าเหมือนกระจ่างแจ้ง คงไม่ใช่ว่าไอ้หมอนี่คิดจะใช้วิธีที่ตรงกันข้ามหรอกนะ? อย่าเห็นว่าเฉินผิงอันมีสถานะเยอะ วิธีการเยอะ แต่แท้จริงแล้วภัยแฝงกลับเยอะยิ่งกว่า ยกตัวอย่างเช่นไม่มีจิตหยินจิตหยาง ถูกลิขิตมาแล้วว่ามิอาจหลอมวัตถุแห่งชะตาชีวิต ผู้ฝึกกระบี่และผู้ฝึกยุทธต่างก็ไม่บริสุทธิ์ทั้งคู่… สมมติไว้ก่อนว่าร่างกายและจิตวิญญาณของตนจะต้องมีช่องโหว่บางอย่างที่ไม่อาจซ่อมแซมปะชุนได้ ก็เลยมาทำการ “ประลองวรยุทธบนสนามรบ” ที่เหมือนกับการ “สลายมรรคา” ครั้งหนึ่ง ผู้ฝึกบำเพ็ญตน หมื่นคาถาอาคมล้วนว่างเปล่า ใช้แค่ร่างกายหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณดั้งเดิม ตัดสินใจอำมหิตเด็ดขาด ใช้วิธีสละของนอกกายทั้งหมด ให้หลงเหลือเพียงแค่จิตแห่งมรรคาที่ใสสะอาดดวงเดียว?
เจ้าตัวดี คือคำว่า “การศึกษาเพื่อความรู้ ยิ่งเรียนยิ่งเพิ่มพูนวันต่อวัน การปฏิบัติเพื่อเข้าถึงหนทางแห่งเต๋า ยิ่งเดินยิ่งลดละวันต่อวัน” กับประโยคที่ว่า “หนทางแห่งฟ้า ย่อมลดส่วนเกินเพื่อหล่อเลี้ยงสิ่งที่ขาดพร่อง” อย่างนั้นหรือ? สามารถอธิบายคำโบราณแบบนี้ได้ด้วยหรือ?! เป็นความคิดที่อัศจรรย์จริงๆ ก่อนหน้านี้เจียงเซ่อเอ่ยวิจารณ์ไปประโยคหนึ่งว่า “คนธรรมดามีชื่อเสียง” ก็ช่างน่าน้อยใจแทนเจ้าขุนเขาหนุ่มที่เป็นทั้งผู้ฝึกกระบี่ เป็นทั้งผู้ฝึกยุทธ แล้วก็เป็นทั้งผู้ฝึกตนสายยันต์ผู้นี้เหลือเกิน ไม่เสียแรงที่ข้าไปสืบหาข่าวของเจ้ามาจากทั่วทุกหนทุกแห่ง หลีกเลี่ยงไม่ให้สิ่งที่ทำมาสูญเปล่า การต่อสู้ครั้งแรกหลังออกจากภูเขาก็มาติดกับดัก ถูกสหายเก่าอย่างพวกจือสือ ปี้เซียวหัวเราะเยาะ การคุมเชิงกันวันนี้ มีเรื่องประหลาดใจอยู่บ้าง แต่ก็ยังเป็นความผิดหวังที่มีมากยิ่งกว่า หรือว่าคนหนุ่มคนหนึ่งที่ได้ครอบครองครึ่งของหนึ่งจะมีตบะเพียงเท่านี้เอง? จนกระทั่งถึงตอนนี้ก็ไม่ใช่ว่ายังคงไร้เรี่ยวแรงให้เอาคืนอยู่ดีไม่ใช่หรือ?
กายธรรมทั้งสองอยู่ใกล้กันในระยะประชิด เจียงเซ่อจึงคิดจะเอาหอกแทงทะลุป่ายอวี้จิงและหน้าอกของนักพรต และเวลานี้เอง นักพรตที่ในมือถือตราประทับห้าอสนีก็ใช้ความเร็วที่ฟ้าผ่าไม่ทันป้องกันหูขว้างตราประทับเข้าใส่เจียงเซ่อ หมัดของเจียงเซ่อไม่อาจต่อยมันให้แตกได้ ทำได้แค่ซัดให้มันไปหล่นอยู่ตรงจุดอื่น ตราประทับกลิ้งหลุนๆ อยู่กับพื้น ใช้ตราประทับอาคมกระแทกใส่คน มองดูเหมือนบุ่มบ่าม ไม่มีความเกี่ยวข้องกับกลิ่นอายเซียนแม้แต่น้อย ทว่ากลับใช้ปณิธานหมัดของท่าเทพตีกลองสายฟ้า
เจียงเซ่อเกิดความสงสัยในใจ ปากเอ่ยเยาะเย้ย
“ฟ้าร้องดังฝนตกเบา วางแผนทุกย่างก้าว ผลกลับปูพื้นออกมาเป็นท่าไม้ตายเช่นนี้น่ะหรือ?”
เฉินผิงอันขมวดคิ้วน้อยๆ คิดเป็นร้อยตลบก็ยังไม่เข้าใจ ไฉนตราประทับอาคมห้าอสนีถึงได้สูญเสียประสิทธิภาพไปเกินครึ่ง การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเพียงชั่วพริบตา นี่เป็นเหตุให้วิธีการมากมายที่เตรียมไว้เบื้องหลังร่ายใช้ไม่ออก หากจะพูดว่าอาศัยแค่ตราประทับชิ้นนี้มาทำให้เจียงเซ่อบาดเจ็บสาหัส เขาไม่ได้คิดเช่นนี้ แต่ตราประทับอาคมห้าอสนีชิ้นนี้เป็นจุดเริ่มต้นของท่าไม้ตายที่แท้จริงหลายกระบวนท่าหลังจากนี้ของเฉินผิงอัน กลับจริงแท้แน่นอน เป็นเหตุให้ยามที่ใช้วิธีการนี้ อย่าว่าแต่เฉินผิงอันจะรู้สึกประหลาดใจเป็นทบทวีเลยแม้กระทั่งเจียงเซ่อก็ยังเข้าใจผิดคิดว่าเฉินผิงอันจะเล่นลูกไม้อะไร
บนยอดของเสาที่เอนเอียงต้นนั้น เฉินผิงอันชุดเขียวที่ปล่อยให้ความเป็นเทพตั้งตัว เป็นศัตรูกับเจียงเซ่อลงมือช่วยคลี่คลายสถานการณ์เป็นครั้งแรก หยิบเอาธนูคันใหญ่ลักษณะโบราณเรียบง่ายอันหนึ่งออกมา ง้างสายจนเหมือนดวงจันทร์เต็มดวง มีสายทว่าไร้ลูกธนู เสียงปังดังหนึ่งครั้ง แสงกระบี่สีทองเส้นหนึ่งก็ถูกสาดยิงออกไป ลากเอาเส้นยาวพร่าตาที่ยาวอย่างถึงที่สุดตามหลัง เหมือนกระบี่ยาวอิงฟ้า เจียงเซ่อชักหอกยาวออกมา ใช้ปลายหอกต้านทานแสงกระบี่ที่พุ่งมาด้วยพลานุภาพน่าครั่นคร้ามเส้นนั้น กระแทกให้ “ลูกธนู” ดอกนั้นแตกกระจาย
“เด็กบ้านนอกขาเปื้อนโคลนก็มีโรครักความสะอาดด้วยหรือ?”
ใบหน้าเจียงเซ่อเต็มไปด้วยแววเย้ยหยัน
“หรือจะบอกว่าไม่กล้าให้ความเป็นเทพถือกระบี่?”
ร่างจริงของเฉินผิงอันที่สวมชุดเขียวอยู่บนยอดเขาหัวเราะ
“ดูเอาเถอะ เกิดเหตุพลิกผันขึ้นแล้ว ดูท่าใต้หล้ามืดสลัวน่าจะเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นแล้ว”
“การต่อสู้ครั้งหนึ่ง เพิ่งจะอุ่นมือเท่านั้น แต่กลับได้รับความเสียหายมากขนาดนี้แล้ว ไม่เสียดายสักนิดเลยจริงๆ หรือ?”
เจียงเซ่อกระจ่างแจ้งอยู่ในใจ มองร่างจริงของเฉินผิงอันที่อยู่ตรงหน้า ก่อนจะหันไปมองบุคคลตรงจุดสูงที่เป็นเวทอำพรางตาผู้นั้น
“ใช่แล้ว ความเป็นเทพเป็นผู้นำก็จะต้องเป็นเช่นนี้ ไม่มีใจก็ไร้ความผิด”เฉินผิงอันสองคน สลับตำแหน่งกัน เฉินผิงอันที่อยู่ตรงหน้าเจียงเซ่อถอนเวทอำพรางตาออก นั่นต่างหากจึงจะเป็นครึ่งของหนึ่งที่มีความเป็นเทพที่แท้จริง ข้างกายของเขามีกระบี่เซียนสี่เล่มปรากฏขึ้นมา “เฉินผิงอัน” ผู้นี้ขยับลำคอ ยกมือขึ้นโบกชายแขนเสื้อ ดวงตาสีทองคู่นั้นถึงกับฉายประกายเร่าร้อน ยิ้มกว้างเอ่ยว่า
“เจียงเซ่อ “ข้า” คนนั้นทำอะไรไม่รวดเร็วฉับไว บอกตามตรงนะ ข้าผู้อาวุโสทนกับเจ้ามานานมากแล้ว”เจียงเซ่อยิ้มเอ่ย
“เหตุผลเดียวกัน”
ผู้ไร้เทียมทานที่แท้จริง มาอยู่ในวิถีทางโลกทุกวันนี้ก็ไม่ถือว่าเป็นคำพูดที่ใหญ่โตอะไร คาดว่ารอกระทั่งอวี๋โต้วหลอมภูเขาอวี้จิงเสร็จสิ้นก็คงได้เวลาที่เขาจะเลื่อนเป็นขอบเขตสิบห้าเทียมแล้ว แต่คิดอยากจะเป็นบุคคลอันดับหนึ่งของโลกมนุษย์ในหลายๆ ใต้หล้าก็จะมีหายนะที่ต้องข้ามผ่านไปให้ได้ เขาเจียงเซ่อเป็นเช่นนี้ อวี๋โต้วก็ย่อมต้องเป็นเช่นเดียวกัน คิดดูแล้วความโกลาหลของใต้หล้ามืดสลัวได้เกิดขึ้นแล้ว เปลี่ยนจากวิถีทางโลกที่สงบสุขกลายเป็นโลกที่วุ่นวาย จากนั้นจะเปลี่ยนมาเป็นสงบสุขอีกครั้งได้อย่างไร… นั่นก็อาจเป็นจุดแห่งเคราะห์กรรมของอวี๋โต้วเป็นได้
มองคนหนุ่มตรงหน้าที่ใช้แผนการทั้งหมด ใช้ทุกวิธีการที่มีตรงหน้าผู้นี้ ไม่เห็นความทดท้อทอดอาลัยใดๆ จากหว่างคิ้วของเขาแม้แต่น้อย เพราะถึงอย่างไรวิธีการพวกนี้ของเฉินผิงอัน เดิมทีก็ควรเอาไว้ใช้รับมือกับอวี๋โต้ว เหล้ากาหนึ่งที่อยู่ในศาลา มีความหมายว่าอย่างไร? ยากยิ่งนักที่เจียงเซ่อจะไม่จดจำกลุ่มบัณฑิตในยุคบรรพกาลที่เปี่ยมไปด้วยความฮึกเหิมห้าวหาญ ใจกล้าแกร่งเปี่ยมพลังดั่งไฟลุกโชน ทว่านิสัยกลับไม่ได้ถูกพันธนาการไว้ด้วยกฎระเบียบอันตายตัว แต่ไหนแต่ไรมาก็แบ่งแยกบุญคุณความแค้นได้อย่างชัดเจนเสมอ
เจียงเซ่อยกหอกยาวขึ้นมาชี้ไปยังจุดสูง ถามอย่างเกียจคร้านว่า
“ผู้ครองกระบี่ก็ดี ครึ่งของหนึ่งก็ช่าง ช่วยเอาความสามารถแท้จริงที่ไม่ฉูดฉาดเต็มไปด้วยลูกเล่นออกมาหน่อยได้หรือไม่?”
“ได้สิ”
ร่างจริงของเฉินผิงอันที่อยู่ในจุดสูงกระทืบเท้าหนึ่งที พริบตาเดียวก็กระเทือนให้ยันต์ปราณแท้จริงสองตำลึงหลายร้อยแผ่นที่อยู่บนมือสองข้างและขาสองข้างหายวับไป ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า
“คิดอยากจะใช้จิตวิญญาณของร่างกายนี้มาเป็นจักรวาล ก็ต้องทำให้มันกลายมาเป็นหุนตุ้น (สภาพดั้งเดิมก่อนโลกจะเกิดการแยกแยะระหว่างฟ้าและดิน) เสียก่อน”เจียงเซ่อพยักหน้า
“คนหนุ่ม ช่างกล้าคิดจริงๆ”
นาทีถัดมา เจียงเซ่อก็ถูกเฉินผิงอันยื่นมือมากดหัว พลิกร่างเขาลงกับพื้น