กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1148.2 ไม่มีเรี่ยวแรงเอาคืน
บทที่ 1148.2 ไม่มีเรี่ยวแรงเอาคืน
“น่าเสียดายที่เจ้าไม่ประสบความสำเร็จทั้งการเรียนวรยุทธและการหลอมกระบี่ ต่างก็ไม่มีคำว่า “บริสุทธิ์” น่าสงสาร กลับกลายเป็นว่าความเป็นเทพที่เจ้ามองเป็นศัตรูที่ใหญ่ที่สุดบนมหามรรคาต่างหากถึงจะเป็นเพียงหนึ่งเดียวที่มีโอกาสจะบริสุทธิ์ ยิ่งน่าสงสารกว่าเดิมอีก”
เบื้องหน้ามีทะเลสาบใหญ่ขวางทาง เจียงเซ่อดูแคลนที่จะเดินอ้อมไป จึงเดินตรงดิ่งเข้าไปข้างใน เหยียบลงไปบนพื้นผิวกระจกสีเขียวมรกตที่อ่อนนุ่มราวกับดินโคลน ปราณกระบี่ที่ทำท่าหมายมั่นปั้นมือล้วนถูกบังคับสยบกำราบเอาไว้ ขนาดคนที่หยิ่งทระนงอย่างเจียงเซ่อก็ยังจำต้องเอ่ยชื่นชมอยู่ในใจว่าเจ้าเด็กเฉินผิงอันผู้นี้เพิ่งจะมีอายุขัยการฝึกตนแค่เท่าไรเอง แต่ถึงกับสามารถสะสมทรัพย์สมบัติไว้ได้มากขนาดนี้
“กินอะไร กินโชคชะตาบู๊ กินปราณวิญญาณ สมบัติอาคม เงินเหรียญทองแดงแก่นทอง แท่นสังหารมังกร ฯลฯ ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็นการกินข้าวหัวขาดหนึ่งชาม ผลกลับกลายเป็นว่าได้ดีความเป็นเทพไปทั้งหมด”
“ฟังคำแนะนำข้าสักคำ ขังมันไว้ไม่อยู่หรอก การชักคะเย่อครั้งนี้ผลลัพธ์ได้ถูกกำหนดเอาไว้นานแล้ว ดิ้นรนไปก็ไร้ประโยชน์ ไม่สู้ยอมแพ้ไปสักครึ่งหนึ่ง ให้ความเป็นเทพได้ยืดขยายอย่างเต็มที่ ไยจะไม่ใช่ความอิสระอีกอย่างหนึ่งเล่า”
ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ เฉินผิงอันถึงได้แต่งกายแบบนักพรตเต๋า สวมกวานดอกบัวไว้บนศีรษะ เรือนกายสวมชุดคลุมเต๋าผ้าโปร่งสีเขียว มือซ้ายถือแส้ปัดฝุ่นสีขาวหิมะ มือขวาถือประคองเจดีย์ป่ายอวี้จิงจำลองขนาดจิ๋ว ทั่วร่างคือปราณเต๋าเข้มข้นเหมือนสิ่งที่จับต้องได้จริง มีประกายแสงม่วงเหลืองที่เจิดจ้าพร่าตา ด้านหลังส่องรัศมีแสงของตะวันจันทรา ในที่สุดก็ยอมเปิดปาก แต่กลับเป็นการเอ่ยสัพยอกเจียงเซ่อ
ของเลียนแบบที่ลอยอยู่เหนือฝ่ามือของเฉินผิงอันที่เป็น “นักพรต” คนนั้น ป่ายอวี้จิงที่มี ห้านครสิบสองหอเรือนต่างก็มีประกายแสงเรืองรองเล็กๆ สาดส่องออกมาเป็นเส้นๆ และยังมีตำราลับสีเขียวเป็นจุดๆ ที่ส่องแสงเรื่อเรืองเช่นกัน เจียงเซ่อได้ยินก็ทั้งขันทั้งฉุน ในการมองเห็น ตรงใจกลางทะเลสาบมีศาลายอดแหลมปูหลังคาด้วยแก้วใสสีเขียวแห่งหนึ่ง มีมือกระบี่ชุดขาวคนหนึ่งที่ดูเหมือนจะกำลังต้มเหล้ารอต้อนรับแขก เดินถือกระบี่ออกมาจากศาลา ยิ้มเอ่ยอย่างห้าวเหิมว่า
“ลูกผู้ชายฝีมือดี จงบอกชื่อแซ่มา หลังจากดื่มเหล้ากับข้าไปแล้วก็ถึงคราวที่เจ้าจะได้ขึ้นเขาไปต่อสู้กับอธรรมแล้ว”
เจียงเซ่อรู้สึกประหลาด จึงไม่เสียเวลาพูดคุยกับอีกฝ่าย เรือนกายพุ่งกระโจนไปข้างหน้า ยกหอกขึ้นมา แทงภาพลวงตามือกระบี่ที่ขวางทางอยู่เบื้องหน้าให้แหลก บอกว่าเป็นภาพลวงตาก็เพราะปรากฏอยู่ในสายตาของเจียงเซ่อเท่านั้น หากปรมาจารย์วิถีวรยุทธทั่วไปมาเห็นเข้า ผู้ฝึกยุทธขอบเขตปลายทางมาเจอเข้า ไม่แน่ว่าอาจต้องเปลืองเรี่ยวแรงมากมายกว่าจะโจมตีให้อีกฝ่ายพ่ายแพ้ไปได้ เพียงไม่นานเจียงเซ่อก็เข้าใจจุดเชื่อมโยงของเรื่องราว เอ่ยอย่างไม่ใส่ใจว่า
“ผู้ฝึกยุทธขอบเขตสิบเอ็ดที่เกิดจากจินตนาการ ไม่อาจเอามาใช้ประโยชน์ในงานใหญ่ได้”
นักพรตเฉินผิงอันยิ้มบางๆ
“อย่าพูดมาก จะลดทอนมาดของยอดฝีมือไปเสียเปล่าๆ สหายจงเรียนรู้จากข้าให้มากๆ ตระหนักถึงสัจธรรมในการรักษาพลังจิตให้ได้ครบถ้วนอย่างกระจ่างแจ้งมานานแล้ว”โบกแส้ปัดฝุ่นไปทางเจียงเซ่อหนึ่งที นักพรตทิ้งประโยคหนึ่งไว้ว่า
“คนที่อำมหิตโหดร้าย กระทำผิดต่อวิถีแห่งมรรคา แล้วยังกล้าปลดปล่อยความโหดเหี้ยมอย่างไร้เหตุผลเช่นเจ้า จงรับความตายไปแต่โดยดี”
เจียงเซ่อหลุดหัวเราะพรืด หากจะบอกว่าการปล่อยหมัดใส่เขาคือการนับบรรพบุรุษกลับเข้าสำนัก ถ้าอย่างนั้นเจ้าเด็กนี่ร่ายวิชาอภินิหารกองทัพหยินข้ามผ่านดินแดนบทนี้ นี่คือตัดสินใจเด็ดขาดแล้วว่าจะเปลี่ยนมาใช้แซ่เจียงแล้วหรือ?
เห็นว่าบนพื้นผิวทะเลสาบมีการจัดขบวนทัพ ลองประมาณการณ์ดูคร่าวๆ ก็มีกองทัพหยินภูตผีอยู่หลายแสนตน ต่างฝ่ายต่างจัดขบวนรบ ชูธงใหญ่ผืนแล้วผืนเล่า แม่ทัพใหญ่ที่เป็นผู้นำบ้างก็สวมเสื้อเกราะถืออาวุธ บ้างก็นั่งบัญชาการ ทันใดนั้นเสียงเสื้อเกราะของกองทัพหยิน เสียงกีบเท้าม้า และเสียงรัวกลองที่อยู่บนทะเลสาบก็ดังราวกับฟ้าผ่า พุ่งทะยานเข้าไปในชั้นเมฆ กลิ่นอายแห่งการเข่นฆ่ามารวมตัวกัน เมฆหนาดำทะมึนหลายก้อนก่อตัวขึ้นกลางอากาศ มัลละถือศาสตราวุธเทพสวมเสื้อเกราะวิเศษรวมตัวกันเหมือนฝูงตั๊กแตน มากมายจนนับไม่หวาดไม่ไหว ส่งผลให้เหนือทะเลเมฆแต่ละยอดดำทะมึนเหมือนสีหมึก
เจียงเซ่อถือหอกตรงดิ่งเข้าไปในศาลา ไม่มีความคลางแคลงใจแม้แต่น้อย ยกเหล้าอุ่นกานั้นขึ้นมากระดกดื่มจนหมดแล้วเช็ดปาก พยักหน้า สุราดี โยนกาเหล้าทิ้งไป เดินออกมาจากศาลา เจียงเซ่อเอ่ยอย่างเฉยเมยว่า
“ทัพทลาย”
หากจะบอกว่าก่อนหน้านี้เจียงเซ่อถือหอกทำลายขบวนทัพคือวิธีการของผู้ฝึกยุทธที่ใช้กำลังของคนคนเดียวปราบสิบคน ถ้าอย่างนั้นตอนนี้ก็คือคำว่าเอ่ยวาจาคาถาตามติดอย่างสมชื่อแล้ว คำว่า “ทัพทลาย” เหมือนอสนีบาตที่ผ่าเปรี้ยงไปทั่วฟ้าดิน กองทัพหยินบนทะเลสาบและแม่ทัพเทพกลางเมฆจำนวนนับล้านล้วนไม่มีใครที่หลุดลอดไปได้ พริบตานั้นก็ถูกฟันจนสิ้นซาก ควันเข้มข้นกลิ้งหลุนๆ ซัดตลบอยู่ระหว่างฟ้าดิน เสียงร้องโหยหวนดังไปทั่วทุกหนแห่ง หากตั้งใจฟังให้ดีก็คล้ายกับจะมีเสียงสะอื้นคร่ำครวญของสตรีนับไม่ถ้วนดังขึ้นๆ ลงๆ ด้วย
เจียงเซ่อแสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน คนที่ทำสงครามมีหรือจะสนใจฝุ่นผงที่แค่ลมพัดมาก็ปลิวหายไปพวกนี้ หากทำสงครามอย่างใจอ่อนไร้ความหนักแน่น ป่านนี้จิตแห่งมรรคาก็คงถูกทำลายเสียหายไปนานแล้ว
“สหายโปรดหยุดก่อน ไม่สู้ปลีกเวลาว่างมาอ่านตำรา”
นักพรตคนนั้นสะบัดชายแขนเสื้อคลี่กางม้วนภาพประวัติศาสตร์ม้วนยาว ทุกหนทุกแห่งล้วนมีแต่สนามรบแปลกใหม่ บ้างก็เป็นซากปรักสนามรบโบราณที่กลิ่นอายแห่งความตายแผ่อบอวล นอกจากจะจำแลง “ตำราพิชัยยุทธ” ม้วนหนึ่งออกมาแล้ว เฉินผิงอันยังโยนแส้ปัดฝุ่นที่อยู่ในมือไปทางเจียงเซ่อเบาๆ ด้วย แส้ปัดฝุ่นพลันแผ่กระจายออกเป็นเส้นด้ายแห่งผลกรรมจำนวนนับไม่ถ้วน แล้วล้อมพันร่างกายธรรมที่ไม่เคยปรากฏออกมาของปฐมบรรพบุรุษสำนักการทหารผู้นั้นเอาไว้ บนเชือกทุกเส้นล้วนมีวิญญาณผีร้ายนับพันนับหมื่น
เจียงเซ่อขมวดคิ้วน้อยๆ สีหน้าไม่มีความมั่นใจขนาดนั้นอีกแล้ว
“วิชาชั่วร้ายนอกรีตชั้นต่ำ ก็ยังกล้าวาดฝันว่าจะกัดกินร่างทอง”
กายธรรมที่ตั้งตระหง่านอยู่ด้านหลังมีลางว่าจะกระเทือนเส้นด้ายเล็กๆ สีทองพวกนั้นให้แตก
ขณะเดียวกันนักพรตเฉินผิงอันก็ประกบสองนิ้ว ตั้งท่ามุทราไปเบื้องหน้าตัวเอง ปากเอ่ยสัจธรรม ใบหน้าประดับยิ้มน้อยๆ
“ข้าจะทำลายมันให้สิ้นซาก เพื่อช่วยผดุงความเป็นธรรมแทนสวรรค์”
นักพรตเฉินผิงอันเงยหน้ามองฟ้า มหามรรคาฟ้าครามเหมือนกำแพงกางกั้น ตะวันจันทราอยู่บนผนังเดียวกัน ไม่มีทางออก กักตัววีรบุรุษบนเส้นทางนับแต่อดีตตราบจนปัจจุบันไว้กี่มากน้อย ร่างจริงของภาพดวงดาวบนท้องฟ้าคือวัตถุจื่อชื่อที่เป็นจานฝนหมึกโบราณซึ่งแกะสลักตะวันจันทราไว้ในที่เดียวกัน ด้านหลังจานฝนหมึกเจาะช่องดวงดาวไวี่ยี่สิบแปดดวง ได้มาจากเจิ้งจวีจง เอามาใช้เก็บเงินเหรียญทองแดงแก่นทองหลายร้อยเหรียญ
ศึกนอกฟ้า เฉินผิงอันที่ขอบเขตต่ำที่สุดกลับเป็นคนรับหน้าที่บัญชาการจุดศูนย์กลาง ควบคุมการโคจรของค่ายกลใหญ่ ได้วัตถุจื่อชื่อที่ไม่ได้บอกอย่างชัดเจนว่าต้องคืนหรือไม่ชิ้นนี้มา ระหว่างที่เฉินผิงอันปิดด่านก็เกิดความคิดดีๆ บางอย่าง อาศัยวิชาลับหลอมวัตถุที่แม้กระทั่งเรือหลิวเสียก็ยังหลอมสำเร็จได้ที่กู้ช่านถ่ายทอดให้ เฉินผิงอันถึงกับสามารถหลอมวัตถุจื่อชื่อชิ้นนี้เป็นถ้ำสวรรค์ขนาดเล็กแห่งหนึ่งได้จริงๆ พิสูจน์ว่าวิธีการนี้ทำได้ เรียกว่าวิชาอภินิหารได้อย่างสมชื่อ ส่วนการวาดยันต์ก็มีกลิ่นอายเรียบง่ายของนักพรตบรรพกาลมากพอที่จะเอาของปลอมมาสวมรอยเป็นของจริง ทำให้เจินเหรินยุคโบราณที่อายุขัยการฝึกตนยาวนานหลายคนเข้าใจผิดคิดว่าเป็นลายมือของนักพรตบรรพกาลบางท่าน
เนื่องจากหลี่ไหวเอา “ยันต์ผีวาด” เล่มนั้นให้เขายืม ด้านบนบันทึกวิชาพื้นฐานของการสื่อสารกับวิญญาณ อัญเชิญเทพเอาไว้ กระบี่จำลองหลายเล่มที่หยวนหลิงเตี้ยนแห่งยอดเขาจื่อเสวียนมอบให้และส่วนที่ไหว้วานให้หลิวจิ่งหลงซื้อมาจากภูเขาชังกระบี่ของอุตรกุรุทวีป ล้วนเอามาหลอมใหญ่หมดแล้ว ไม่สนหรอกว่าเจ้าจะเป็นอาวุธวิเศษ สมบัติอาคมหรืออาวุธกึ่งเซียน ไม่ว่าจะจ่ายเงินซื้อมาหรือ “เก็บตกมาได้จากข้างทาง” ในมือมีชิ้นหนึ่งก็นับชิ้นหนึ่ง เฉินผิงอันล้วนหลอมใหญ่ให้กับวัตถุแห่งชะตาชีวิตที่มีความเกี่ยวข้องกับมรรคาของตัวเองทั้งสิ้น เอามาใช้เติมเต็มช่องโพรงลมปราณใหญ่แต่ละแห่ง
ภายใต้มหามรรคาฟ้าครามที่ตะวันจันทราอยู่ร่วมกำแพงเดียวกัน การเข่นฆ่าครั้งนี้ต่างฝ่ายต่างก็แสดงความสามารถของตัวเอง ต่อให้เจ้าเจียงเซ่อจะบุกรุดหน้าเหมือนผ่าลำไม้ไผ่ มองดูเหมือนเข้าไปอยู่ในดินแดนไร้คนในแม่น้ำแห่งกาลเวลา ต่อให้เจ้าจะสลับหยินหยางบังคับฟ้าดินให้เป็นเหมือนโม่หิน ก็ล้วนเป็นสิ่งที่เจ้าเจียงเซ่อต้องรับผลกรรมเอง เอาทั้งตบะและวิชาอภินิหารมา “ฝนหมึก” ก็เท่านั้น ถึงอย่างไรก็เป็นจุดจบที่ทั้งสองฝ่ายที่คุมเชิงกันต่างก็ลดทอนกำลังกันและกัน
ในมือเฉินผิงอันถือประคองป่ายอวี้จิงจำลองเอาไว้ และนครหนันหัวของป่ายอวี้จิงก็มีนักพรตหนุ่มสวมกวานดอกบัวอีกคนหนึ่งที่ในมือถือตราประทับหกด้านที่แกะสลักที่เสริมคำว่า “คำสั่งลู่เฉิน” เข้าไปด้านหน้าตราประทับ สิ่งศักดิ์สิทธิ์บรรพกาลสามสิบหกตนพากันลืมตาขึ้นอย่างพร้อมเพรียง ภาพเหตุการณ์พลันแปรเปลี่ยน นักพรตหนุ่มเรียกกายธรรมใหญ่ยักษ์ออกมา ชายแขนเสื้อใหญ่พลิ้วสะบัด ลอยออกมาจากนครหนันหัว ระดับความสูงไม่ด้อยกว่าร่างทองของเจียงเซ่อ เฉินผิงอันกลับเรือนกายเล็กจ้อยเท่าเมล็ดงา ไปหลบอยู่ในจุดที่สูงที่สุดของป่ายอวี้จิง ป่ายอวี้จิงพุ่งชนกับโม่บดมหามรรคาฟ้าดินของเจียงเซ่อที่กำลังเคลื่อนขยับ ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดที่ทำให้คนใจสั่น คล้ายกับเสียงเหล็กแหลมที่ค่อยๆ แกะสลักภาพลงไปบนแก้วกระจก
ครู่หนึ่งต่อมา ป่ายอวี้จิงนี้ก็เหมือนจะขัดขวางการหมุนวนของโม่บดไว้ได้ เป็นเหตุให้ฟ้าดินทั้งแห่งเริ่มเกิดการโยกคลอนเล็กน้อย เฉินผิงอันสอดสองมือไว้ในชายแขนเสื้อ เรือนกายที่สวมชุดสีเขียวโยกไปพร้อมกับห้านครสิบสองหอเรือนที่อยู่ข้างล่างด้วย เจียงเซ่อหยิบโพ่เจิ้นขึ้นมาอีกครั้ง บิดหมุนข้อมือเบาๆ พลิกหมุนหอกยาว เปลี่ยนใจกะทันหัน เจียงเซ่อไม่ได้รีบร้อนทำลายป่ายอวี้จิงที่เป็นของเลียนแบบชิ้นนั้นให้แหลกเละ เพียงแค่เพราะเจียงเซ่อมองแผนการของเฉินผิงอันออกในปราดเดียวจึงไม่ต้องการให้เจ้านี่ได้สมปรารถนา