กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1166-1
เจียงเซ่อได้แต่มองดูอู๋ซวงเจี้ยงจรดพู่กันเซียนบันทึกประวัติศาสตร์โดยที่ทำอะไรไม่ได้ ตัวเขาเองเหมือนคนนอกสถานการณ์ที่มาชมความครึกครื้นเสียมากกว่า ในเมื่อเลือกที่จะให้อู๋ซวงเจี้ยงเป็นผู้เขียนประวัติศาสตร์ ก็เท่ากับว่าเฉินผิงอันเป็นฝ่ายยก “ชื่อเสียง” ให้กับอู๋ซวงเจี้ยง
“บันทึกประวัติศาสตร์” บทนี้เป็นอย่างไร ไม่ต้องพูดถึงว่าจะเป็นตำราประวัติศาสตร์ของทางการเลย เพราะเนื้อหาของมันเหมือนประวัติศาสตร์นอกกรอบมากกว่า
เจียงเซ่อส่ายหน้ายิ้มเอ่ย
“ขี้ขลาดกลัวเกิดเรื่องเช่นนี้มาเป็นอิ่นกวานได้อย่างไร กลัวจะตกเป็นที่ต้องสงสัยว่ายึดครองคุณความชอบใหญ่เทียมฟ้ามาเป็นของตนอย่างนั้นหรือ? หรือกลัวว่าจะต้องแบกรับผลกรรม ไม่กล้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับกลียุควุ่นวายของใต้หล้ามืดสลัว?”เจียงเซ่อพูดกับตัวเองว่า
“หากเป็นเช่นนี้ก็พอจะเข้าใจได้อยู่บ้าง ตัวการร้ายที่ทำให้ใต้หล้าแห่งหนึ่งตกอยู่ในความวุ่นวาย ในสามสถานะอย่างตำแหน่ง ชื่อเสียงและผลประโยชน์นี้ ก็เป็นเฉินผิงอันที่มีแต่ชื่อที่ถือว่าเสียเปรียบมากที่สุด”อู๋ซวงเจี้ยงยิ้มเอ่ย
“ข้าเดาว่าบนสวรรค์ก็มีประวัติศาสตร์นอกกรอบที่สมชื่ออยู่บทหนึ่งเช่นกัน เขียนไว้ว่าเฉินผิงอันแห่งโลกมนุษย์ วางค่ายกลสังหารเจียงเซ่อ ช่วงชิงตำแหน่งควบกับชื่อเสียงของอีกฝ่าย ระหว่างนี้ฝีมือในการเล่นหมากล้อมของโจวมี่ด้อยกว่าระดับหนึ่ง ฆ่าคนไม่สำเร็จกลับกลายมาเป็นพันธมิตรกัน ออกแรงช่วยเหลือค่อนข้างมาก?”
เฉินผิงอันหรี่ตาหนึ่งทีแต่กลับไม่ได้ปฏิเสธ เจียงเซ่อตกตะลึง จิตใจของบัณฑิตทุกวันนี้สกปรกจริงๆ!
อู๋ซวงเจี้ยงกล่าว “เฉินอิ่นกวาน เจ้าสามารถเปิดราคามาได้ตามสบายเลย”
ศึกในวันนี้มีกระบี่บินแห่งชะตาชีวิตสองเล่มเพิ่มมาจาก ‘ความว่างเปล่า’ บวกกับกระบี่จำลองสี่เล่มที่เขามอบให้ ในฐานะผู้ฝึกกระบี่ เชื่อว่าเรื่องของการหลอมกระบี่ เฉินผิงอันคงมีงานให้หลอมแล้วจริงๆ
เจียงเซ่อพลันถามว่า “ไม่อยากรู้หรือว่าทำไมข้าถึงได้ล้มเลิกความคิดที่จะ… ดิ้นรนก่อนตาย?”
เฉินผิงอันกล่าว
“ข้าไม่ถาม พอไปถึงเรือราตรี เจ้าเองก็ต้องเป็นฝ่ายอธิบายด้วยตัวเอง ถึงเวลานั้นมีแต่จะยิ่งขายหน้า เพราะไม่แน่เสมอไปว่าจะมีใครยินดีถาม แบบนั้นจะไม่ยิ่งแย่หรอกหรือ ”
เจียงเซ่อสะอึกอึ้งพูดไม่ออก ในฐานะผู้อาวุโส ตำหนิเจ้าแค่ไม่กี่คำ ไฉนถึงยังเจ้าคิดเจ้าแค้นเช่นนี้
เจียงเซ่อพึมพำกับตัวเองว่า
“หากศักยภาพของพวกเจ้าสามคนอ่อนด้อยกว่านี้ ตายก็ตาย แพ้ก็แพ้ หนีก็หนี ผลลัพธ์ควรเป็นอย่างไรก็ควรต้องเป็นอย่างนั้น”
“เช่นเดียวกัน พวกเจ้าอาศัยความสามารถเอาชนะไปได้อย่างสวยงาม ว่องไวไม่อืดอาดชักช้าเลยแม้แต่น้อย ข้าตกอยู่ในสภาพการณ์อย่างตอนนี้ ไม่เหลืออะไรสักอย่าง จะเป็นคนก็ไม่ใช่คน จะเป็นผีก็ไม่ใช่ผี ไม่ใช่เทพไม่ใช่เซียน ข้าย่อมยอมรับ”
พูดมาถึงตรงนี้ สีหน้าของเจียงเซ่อก็เป็นประกายสดใส
“นอกจากเรื่องที่ไม่สามารถอยู่ในสองสภาวะสมบูรณ์แบบเพื่อชั่งน้ำหนักประโยคที่ว่า “เจ้าตาย ข้ารอด’ ของเจิ้งจูจีจงว่าเป็นจริงหรือเท็จ ซึ่งข้าค่อนข้างจะรู้สึกเสียดายแล้ว เรื่องอื่นๆ ก็ล้วนสาแก่ใจอย่างมาก แน่นอนว่าการสยบกำราบบนมหามรรคาอีกมากมายที่มองไม่เห็นซึ่งทำให้หงุดหงิดอย่างถึงที่สุด ข้าผู้แซ่เจียงมิอาจฟื้นคืนตบะสูงสุดมาได้ แต่ก็อยู่ในการวางแผนการของพวกเจ้า ในศึกสงคราม ย่อมใช้เล่ห์กลเป็นหลัก ตามเหตุตามผลแล้วก็ควรเป็นเช่นนี้”
“ข้าออกจากภูเขามาในครั้งนี้ ก่อนหน้านั้นได้ทิ้งถ้อยคำฮึกเหิมเอาไว้ นั่นไม่ใช่คำลวงจงใจหลอกเด็กรุ่นหลังเช่นเจ้าอย่างแน่นอน เพียงแต่ว่ายังมีทางอีกเส้นที่ข้าอยากเดิน เงื่อนไขก็คือรู้อย่างชัดเจนว่าทางสายแรกเดินไปไม่ได้ มีเพียงพวกเจ้าขวางทางได้สำเร็จ ดักปล้นชิงบนมรรคาไปได้ ถึงจะมีบทสนทนาระหว่างพวกเราในตอนนี้”
เจียงเซ่อมองอู๋ซวงเจี้ยง ก่อนจะหันไปมองเจียงซ่างเจินแล้วเอ่ยว่า
“บุรุษผู้ยิ่งใหญ่ เมื่อคราวถึงวาระและหน้าที่มีไม่อาจปล่อยให้เรื่องรักใคร่อ่อนไหวมารบกวนได้ มิใช่ว่าไม่รู้สึกอะไรเลย เพียงแต่ว่าจำต้องทำใจให้แข็งดุจศิลา นี่เปิดเผยตรงไปตรงมายิ่งกว่าการเล่นเล่ห์เพทุบายของวงการขุนนางในราชสำนักโลกยุคหลัง และการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างจวนเซียนบนภูเขาและตระกูลใหญ่ล่างภูเขามากนัก”
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ หากไม่เป็นข้าผู้แซ่เจียงที่มีปราณสังหารอบอวลเป็นผู้เขียนหน้าแรกของบทใหม่กับมือตัวเอง หรือไม่ก็ต้องให้ชื่อของเจียงเซ่ออยู่ช่วงท้ายสุดของบทเก่าที่นองไปด้วยเลือด บ้างก็เป็นคนเก่าที่สังหารคนใหม่ พิสูจน์ว่าวันนี้ไม่เหมือนในอดีต หรือไม่ก็เป็นคนใหม่ที่ฆ่าคนเก่า่…”
สุดท้ายเจียงเซ่อเหมือนให้ข้อสรุปแบบตอกปิดฝาโลงแก่ตัวเอง
“แพ้ชนะกับเป็นตายล้วนเป็นข้าที่รนหาที่เอง”
ชุ่ยตงซานพยักหน้า หากไม่มีนิสัยใจคอเช่นนี้ ไม่มีความกล้าหาญเช่นนี้ เจียงเซ่อก็ไม่ใช่เจียงเซ่อแล้ว นี่ก็น่าจะเป็นดังคำโบราณที่บอกว่าแม้พยัคฆ์ตาย สง่าราศีก็ยังไม่จางหาย เจียงซ่างเจินถอนหายใจ
ไม่เสียแรงที่เป็นปฐมบรรพบุรุษสำนักการทหาร พูดจามีพลัง ทั้งๆ ที่เป็นคำพูดที่เรียบง่าย เหมือนคำพูดสัพเพเหระทั่วไป แต่คนนอกฟังแล้วกลับจิตใจหวั่นไหว หากตนสามารถทำตามอย่าง เอามาปรับใช้ในเรื่องความรัก จะไม่เท่ากับว่ากำราบทุกสิ่งที่ขวางหน้า ยังจะมีเทพธิดาและจอมยุทธหญิงคนใดที่สามารถต้านทานได้อีก?
เจียงเซ่อปรายตามองเจียงซ่างเจิน
“เจ้านี่มันคือสุนัขที่ไม่เปลี่ยนนิสัยกินอาจมจริงๆ เสียแรงที่ก่อนหน้านี้ข้ามองเจ้าสูง”
ใบหน้าเจียงซ่างเจินเต็มไปด้วยความอ่อนใจ เอาแต่จับจ้องข้าไม่ยอมปล่อยเสียทีหรือ?
“แต่พวกเจ้าก็อย่าดีใจกันเร็วเกินไปนัก”
เจียงเซ่อกำสองมือเป็นหมัดวางไว้บนหัวเข่า
“ลองจินตนาการดู สลับเปลี่ยนตำแหน่ง หากพวกเจ้าคือหนึ่งในเทพที่นั่งบัญชาการณ์สรวงสวรรค์บรรพกาลแห่งนั้น มองผู้หลอมลมปราณเหล่านั้นเหมือนฝูงมด เหมือนฝูงตั๊กแตนที่กรูกันเข้ามา ในฐานะสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะรู้สึกเช่นไร?”
อู๋ซวงเจี้ยงสะบัดชายแขนเสื้อ จำแลงภาพเหตุการณ์ที่เจียงเซ่อบรรยายไว้ออกมา ทุกคนจึงเหมือนมาอยู่ตรงหน้าประตูใหญ่ของสรวงสวรรค์บรรพกาล อยู่บนฟ้าคอยมองพื้นดิน
เห็นเพียงว่าสรรพชีวิตบนพื้นล้วนมารวมตัวกันอยู่สี่ทิศทาง แล้วก็เริ่มเดินขึ้นฟ้า ในบรรดานั้นนอกจากหอบินทะยานสองแห่งแล้วก็ยังมีนักพรตอีกนับไม่ถ้วนที่จับมือกันบินทะยาน บนพื้นดินที่กว้างใหญ่เหมือนปูไว้ด้วยธารดวงดาวพรั่งพราวเส้นหนึ่ง ถึงกับแจ่มจ้าสะดุดตายิ่งกว่าบนสวรรค์ ประหนึ่งจิตแห่งมรรคาที่บริสุทธิ์ดวงหนึ่งของนักพรตที่มีชื่อว่าโลกมนุษย์
ภายใต้การนำพาของ “หมอผี” จำนวนนับไม่ถ้วน พวกเขาสร้างหอสูงขึ้นมา จุดคบเพลิง เพียงแต่ว่าครั้งนี้พวกเขาไม่ได้ร้องรำเซ่นไหว้บูชาเพื่อขอให้เหล่าองค์เทพโปรดปรานและให้อภัย แต่ขอพรให้กับสรรพชีวิตในโลกมนุษย์ แสงไฟแต่ละจุดทยอยกันถูกจุดติดขึ้นมา คำพูดภาษาโบราณก็ทยอยกันดังขึ้นเป็นระลอก เพลิงใหญ่ลามไปทั่วทุ่งกว้าง เชื่อมโยงติดต่อกันเป็นแถบๆ เกิดเป็นภาพมังกรเพลิงหลายต่อหลายตัวที่เลื้อยคดเคี้ยว
จิตวิญญาณของเจียงซ่างเจินสายไหว พึมพำว่า
“ไฉนในโลกมนุษย์ถึงมีคนที่ยอม… สังเวยตัวเองในเวลาเดียวกันมากมายขนาดนี้?”ชุ่ยตงซานช่วยอธิบายให้ฟัง
“เพราะพวกเราไม่เคยมีชีวิตอยู่ในช่วงเวลาที่ยากลำบากนั้น และพวกเราก็ไม่เคยมีช่วงเวลาที่เป็นนายแห่งชะตาชีวิตตัวเองได้นานนับหมื่นปี ไม่เคยมีวันเวลานานหมื่นปีที่ใจคนผ่อนคลายไปตามธรรมชาติแต่วิถีทางโลกกลับเปลี่ยนไป มีดีมีเลว
ก็เหมือนอย่างที่ป๋ายจิงบอกว่านักพรตในทุกวันนี้ หัวเราะก็ไม่ได้หัวเราะจริงๆ ร้องไห้ก็ไม่ได้ร้องไห้อย่างแท้จริง ความนัยนอกเหนือจากคำพูดของนางก็คือ จิตแห่งมรรคาของพวกเราซับซ้อนจนเราไม่ใช่เราอีกต่อไปแล้ว
ก็เหมือนที่เจียงเซ่อรู้สึกว่านักพรตในทุกวันนี้ ในเรื่องของการวางแผนเล่นงานใจคน ร้ายกาจมากกว่าที่คนของเมื่อหมื่นปีก่อนจะเทียบได้ติด ถึงกับสามารถวกวนอ้อมค้อม อีกทั้งยังแม่นยำได้ถึงเพียงนี้“
พูดถึงแค่ศึกที่แผ่นดินจมดิ่งที่ใบถงทวีป แน่นอนว่ามีผู้เฒ่าอย่างเทียนจวิน ผู้เฒ่าของภูเขาไท่ผิง และสวนิยวนแห่งสำนักกุยหยก แล้วก็มี ‘คนวัยกลางคน” อย่างเจียงซ่างเจิน แต่ที่มากกว่านั้นกลับเป็นคนรุ่นเยาว์ที่กล้าสละชีวิตอย่างไม่กลัวตาย
บางทีโลกมนุษย์เมื่อหมื่นปีก่อนก็น่าจะเป็นเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่จิตใจบริสุทธิ์กระมัง
เจียงเซ่อมองชุ่ยตงซานที่สร้างคนเครื่องกระเบื้องขึ้นมาหลายคน ยิ้มเอ่ยว่า
“ช่วงแรกเริ่มของการสร้างเผ่ามนุษย์ ก็ใช่ว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะไม่มีการพิจารณาเป็นของตัวเอง ดังนั้นจึงได้สร้างด่านหลายด่านไว้อย่างตั้งใจ ป้องกันไม่ให้มดตัวน้อยเป็นใหญ่ในโลกมนุษย์แล้วเกิดความละโมบไม่รู้จักพอ ปรารถนาอยากได้มากกว่านั้น“
“ยกตัวอย่างเช่นแสวงหาความเป็นอมตะไม่เสื่อมสลาย มีชีวิตอยู่เคียงคู่กับฟ้าดิน”
“มดที่เป็นดั่งฝุ่นผงในโลกมนุษย์ถึงกับกล้าเพ้อฝันว่าจะได้เข้าไปอยู่ในตำหนักแห่งเทพ”
“ควรจะดึงดูดเอาควันธูปที่บริสุทธิ์ที่สุดในโลกมนุษย์ไปอย่างไรเพื่อให้ร่างทองไร้มลทินของเทพใกล้เคียงกับคำว่านิรันดรกาล ทั้งยังสามารถรับประกันได้ด้วยว่าต้นกำเนิดของควันธูปพวกนี้จะยอมเชื่อฟังแต่โดยดี นั่นก็คือต้องทำให้มนุษย์ที่อยู่บนพื้นดินเผชิญหน้ากับเรื่องหนึ่งไปตลอดกาล นั่นคือการไม่รู้ถึง ‘มรรคา’ และความหวาดกลัวของ “ใจ”
เจียงเซ่อกล่าว
“หายนะที่มาเยือนอย่างไร้ลางบอกเหตุ ภัยพิบัติมากมายที่ปรากฏบนพื้นดิน ความเสื่อมโทรมอย่างต่อเนื่องของเรือนกายที่มีเลือดเนื้อและโรคภัยต่างๆ ความกำเริบเสิบสานของสิ่งมีชีวิตที่กินเนื้อมากมายซึ่งมีเผ่าปีศาจเป็นหนึ่งในนั้น ทำให้นอกจากความหวาดกลัวที่มหาศาลที่สุดแล้ว เผ่ามนุษย์ยังเกิดความรู้สึกอีกอย่างหนึ่งมากที่สุด แต่ในที่สุดวันหนึ่ง มันก็กดข่มความเจ็บปวดลงไปได้”
เจียงเซ่อยิ้มเอ่ย
“บนร่างของอาจารย์เจิ้ง ดูเหมือนว่าจะไม่มีความรู้สึก “เดือดดาล” นี้”
เฉินผิงอันกล่าว
“เบื้องหน้าหรือควรจะพูดว่าเบื้องล่างความหวาดกลัว ความเดือดดาล ความปรารถนา ฯลฯ พื้นฐานที่แท้จริงของความเป็นมนุษย์ บางทีอาจเป็นความหิวโหย”
“เพื่อป้องกันไม่ให้พวกเราล้ำเส้น ยิ่งนานก็ยิ่ง “ไม่ใช่คน” เทพยุคบรรพกาลจึงได้จัดวางด่านไว้หลายด่าน”
เจียงเซ่อกล่าว
“อย่างแรก ช่วงแรกเริ่มของการก่อกำเนิดของเผ่ามนุษย์ มีทั้งความเป็นมนุษย์ที่หวังจะมีชีวิตอยู่รอด แต่กลับแอบซ่อนจิตใจดั้งเดิมที่แสวงหาความตายเอาไว้ ไม่จำเป็นต้องสืบเสาะอย่างละเอียด เพราะมองไปทั่วโลกมนุษย์ก็มีให้พบเห็นได้ทุกหนทุกแห่ง
การปล่อยตัวไปตามความปรารถนาในด้านต่างๆ โดยไม่รู้จักยับยั้งชั่งใจ ทั้งตัณหา คำพูดและอาหาร ดื่มกินเกินพอดี สนุกสนานกับกามารมณ์ เรียกร้องสิ่งใดเกินขอบเขต และอะไรอีกหลายอย่างทำนองเดียวกันนี้ ไม่รู้จักรักษาจิตวิญญาณเอาไว้ให้ครบถ้วน สิ้นเปลืองแรงใจไปเปล่าๆ เจ็ดอารมณ์หกปรารถนามีมากเกินไม่ต่างอะไรจากภูเขามีดทะเลเพลิง ใช้ชีวิตอย่างทุกข์ทรมาน หากในความเป็นมนุษย์แอบแฝงความปรารถนาที่อยากจะตายเอาไว้ก็สามารถจำกัดระดับความสูงของโลกมนุษย์บนแผ่นดินได้”
ชุ่ยตงซานกล่าว
“ผู้ฝึกบำเพ็ญตนพิถีพิถันในเรื่องของจิตใจสะอาดบริสุทธิ์ไร้ความปรารถนา อยู่ให้ห่างไกลจากเรื่องทางโลก ไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องทางโลก แสวงหาโฉมหน้าดั้งเดิม รู้จักตัวเองอย่างถ่องแท้ แสวงหาสิ่งที่อยู่ภายใน เดินไปบนฟ้า
เรื่องของการฝึกตนก็คือการทำผิดต่อความเป็นมนุษย์ คำกล่าวที่ว่า “ผู้ฝึกบำเพ็ญตนนั้น ไม่ถือว่าเป็นมนุษย์แล้วกล่าวได้ถูกต้องแล้ว และนี่ก็คือคำอธิบายที่ดีที่สุดต่อคำถามยากใหญ่เทียมฟ้าข้อนี้”
“อย่างที่สอง เรือนกายที่มีเนื้อหนังมังสาห่อหุ้มซึ่ง “เกิดมาก็เพื่อตาย” ได้เป็นตัวตัดสินความสั้นยาวของอายุขัย ร่างมนุษย์อายุขัยของมนุษย์สั้น เรือนกายเปราะบางอ่อนแอ จึงสามารถควบคุมได้ ความเป็นไปได้ก็มีน้อย”
“แต่หากเผ่ามนุษย์อ่อนแอมากเกินไป ได้แต่กลายมาเป็นอาหารเติมเต็มท้องของเผ่าปีศาจบนพื้นดิน ก็จะชักนำให้ควันธูปบางเบา การดำรงอยู่ของเผ่ามนุษย์ก็จะไม่มีความหมายสำหรับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แล้วนี่ก็คือตรรกะที่ขัดแย้งกันซึ่งไม่เล็กเลย
ดังนั้นพวกเขาจึงได้มอบวิถีวรยุทธ์ให้กับโลกมนุษย์ก่อนวิชาอภินิหารและเวทคาถา ทว่าขอบเขตร่างทองก็คือคอขวด ไม่มีทางมอบให้เผ่ามนุษย์ไปมากกว่านั้น”
เหนือขอบเขตร่างทองของวิถีวรยุทธ์ก็คือขอบเขตเดินทางไกล เรือนกายมนุษย์สามารถ “จำแลงเป็นขนนก” ได้เหมือนนกที่บินไปตามสายลม เนื่องจากการทะยานลมของเผ่ามนุษย์คือการออกจากพื้นดินไปโดยพลการ จึงถูกเทพมองเป็นการล้ำเส้นอย่างหนึ่ง
เจียงซ่างเจินถามอย่างใคร่รู้ “ทำไมเทพที่ไม่เคยทำเรื่องผิด ถึงได้เปลี่ยนใจล่ะ?”
หากเผ่ามนุษย์ถูกพันธนาการไว้ที่วิถีวรยุทธ์ซึ่งมีขีดจำกัดไปตลอด ไม่มีวิชาคาถาวิชาอภินิหาร ไหนเลยจะมีศึกเดินขึ้นสวรรค์ในภายหลังได้?
ชุ่ยตงซานกล่าว “โจวอันดับหนึ่งก็ได้ครอบครองพื้นที่มงคลถ้ำเมฆาที่เป็นต้นกำเนิดแห่งทรัพย์สินเงินทองเหมือนกันไม่ใช่หรือ?”
เจียงซ่างเจินถามอย่างสงสัย “มีน่ะมี แต่นี่เกี่ยวอะไรกับคำถามของข้าด้วยล่ะ?”