กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1166-2
เจิ้งจูจีจงอธิบายได้ละเอียดมากกว่า
“เมื่อเจ้าได้ครอบครองพื้นที่มงคลระดับล่างแห่งหนึ่งแล้วก็ต้องอยากจะยกระดับขั้นของมันให้เป็นพื้นที่มงคลระดับกลาง พอกลายมาเป็นพื้นที่มงคลระดับกลางแล้วก็อยากให้เป็นระดับบน
พอมีพื้นที่มงคลระดับบนก็อยากจะให้ถ้ำสวรรค์กับพื้นที่มงคลเชื่อมติดกัน เกิดสถานการณ์ที่ฟ้าและดินเชื่อมโยงถึงกัน แล้วก็อยากจะสร้างพันโลกธาตุขนาดเล็กที่มหามรรคาเพียบพร้อม สามารถโคจรได้ด้วยตัวเอง สุดท้ายอยากจะสร้างพันโลกธาตุขนาดเล็กขึ้นมาสามพันแห่งก็จะกลายมาเป็นพันโลกธาตุขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง”
อู๋ซวงเจี้ยงพูดเสริมมาว่า
“ถอยมาพูดหนึ่งก้าว ต่อให้ตัวเจ้าเองไม่อยากได้มากกว่านี้ก็ต้องมีคนข้างกายที่หวังอยากกระตุ้นให้เรื่องนี้สำเร็จ”เจียงเซ่อกล่าวต่ออีกว่า
“ข้อที่สาม สรวงสวรรค์บรรพกาลไม่มีทางนั่งมองอยู่เฉยๆ โดยไม่สนใจ บางครั้งที่โลกมนุษย์มีใครโดดเด่นขึ้นมาเป็นกรณีพิเศษ วิถีแห่งฟ้าและเหล่าทวยเทพก็มักจะต้องยื่นมือไปเด็ดส่วนที่เด่นนั้นทิ้งไป”
“ก็เหมือนอย่างการกลับชาติมาเกิดใหม่ของผู้ฝึกตนโลกยุคหลัง การผลัดเปลี่ยนราชวงศ์ก็คือการแสดงออกอย่างหนึ่งของ ‘สวรรค์ชิงชัง” เช่นเดียวกัน ใช้การบอกลาสิ่งเก่ามาต้อนรับสิ่งใหม่
หมื่นปีก่อน ผู้ฝึกตนกลุ่มของพวกบรรพจารย์สามลัทธิถึงอย่างไรก็มิอาจใช้วิถีใหม่มาเปลี่ยนวิถีเก่าได้อย่างสมบูรณ์แบบ สำหรับ ‘ระบบสืบทอด” มากมายก็มีการรักษาและสืบทอดต่อไป หวังว่าหลังจากที่สามารถ “เป็นนาย” ได้แล้วจะทำการแก้ไขความผิดและเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง
ดังนั้นจึงมี…”
อู๋ซวงเจี้ยงยิ้มเอ่ย
“การประชุมริมลำคลอง มรรคาจารยเ์ต๋าเป็นผู้นำพาให้ลงนามสัญญาหมื่นปีครั้งนั้น”
“หลายๆ ใต้หล้า แม้กระทั่งเปลี่ยวร้างเองก็ยังต้องลองดูว่าจะสามารถหาวิธีแก้ไขที่เหมาะสมที่สุดให้กับโลกมนุษย์ได้หรือไม่ ทำให้ความเป็นมนุษย์ที่ซับซ้อนกับความเป็นเทพที่บริสุทธิ์ แน่นอนว่ายังมี ความเป็นสัตว์ที่สามารถมองว่าเป็นความบริสุทธิ์ได้เช่นเดียวกัน ทำให้ระหว่างสามอย่างนี้ก่อเกิดความสมดุลที่ลุ่มลึกอย่างหนึ่ง”
“ดูว่าหลังจากที่โลกมนุษย์ได้พักฟื้นหมื่นปีจะมี “นักพรตกลุ่มที่สอง” ที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิมปรากฏขึ้นมาได้หรือไม่”
โจวมี่รู้สึกว่าบรรพจารย์สามลัทธิพ่ายแพ้แล้ว พ่ายแพ้อย่างสิ้นเชิง อู๋ซวงเจี้ยงพลันถามว่า
“บรรพจารย์เจียงรู้สึกว่าอย่างไร?”
เจียงเซ่อยิ้มกล่าว “ไม่ดีไม่เลว พอใช้ได้กระมัง”
“ด้านหนึ่งให้มดตัวใหญ่บางส่วนบนพื้นดินเป็นได้เพียงตั๊กแตนตัวใหญ่เท่านั้น”
“อีกด้านหนึ่ง หากมดตัวนี้กลายเป็นภูต บังเอิญโชคดีได้บินขึ้นไปบนฟ้าคราม ก็สามารถเข้ามาแทนที่ตำแหน่งเทพที่ว่างเปล่าของสรวงสวรรค์บรรพกาลที่ยิ่งนานก็ยิ่งเพิ่มเยอะมากขึ้นได้”
“ดังนั้นหอบินทะยานสองแห่งที่แรกเริ่มอยู่ใน “ใต้หล้า” จึงมีผลประโยชน์อย่างใหม่ ขณะเดียวกันก็เอามาใช้ชักนำเซียนดินให้ขึ้นสู่ตำแหน่งเทพด้วย”
คำว่า “ใต้หล้า’ ของเจียงเซ่อคือคำกริยา คือการถ่วงสมดุลกันอย่างหนึ่ง
เดิมทีหอบินทะยานก็คือทางลัดที่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ใช้เยื้องกรายลงมายังพื้นดิน แต่กลับกลายเป็นเส้นทางเพียงหนึ่งเดียวของสรรพชีวิตซึ่งมีสติปัญญาที่ฝึกตนกลายเป็นเทพได้สำเร็จ
ขึ้นไปบนหอบินทะยานก็คือการเดิมพันครั้งใหญ่ครั้งหนึ่ง หากไม่สำเร็จ ไม่อาจไปถึงด้านบนสุด กายดับมรรคาสลายไปอย่างสิ้นเชิง กลายเป็นเถ้าแห่งเคราะห์กรรมแล้ว เป็นฝุ่นผงที่ร่วงหล่นลงมา หวนกลับคืนสู่พื้นดินใหม่อีกครั้ง ส่วนที่ทำได้สำเร็จถึงอย่างไรก็มีอยู่น้อยมาก
หยางเหล่าโถวแห่งร้านยาตระกูลหยาง หนึ่งในสิบสองเทพชั้นสูง เขาก็คือเผ่ามนุษย์ขอบเขตบินทะยานคนแรกของโลกมนุษย์ที่ขึ้นไปถึงบนยอดสูงสุด ดังนั้นเขาจึงถูกขนานนามว่าเป็นบรรพบุรุษแห่งเซียนดิน อีกทั้งยังมีเจตนาที่ดีต่อเผ่ามนุษย์
แต่นักพรตบรรพกาลส่วนใหญ่กลับไม่ยินดีจะเดินขึ้นไปบนหอบินทะยาน เมื่อเป็นเช่นนี้การเดินขึ้นฟ้าจึงเจอกับอุปสรรค นักพรตจำต้องถูกบีบให้พัฒนาไปในแนวกว้าง เหมือนน้ำที่ไหลเอ่อไปทั่วบริเวณรอบด้าน
มีพื้นที่ประกอบพิธีกรรมและถ้ำสถิตมากขึ้นเรื่อยๆ เหมือนพงหนามที่เป็นดั่งปลายกระบี่ชี้ขึ้นฟ้า นักพรตแต่ละคนทุ่มเทแรงใจจนหมดสิ้นเพื่อสร้างเส้นทางเลียนแบบช่องทางเทพขึ้นมา ศึกษาหาเวทคาถาที่มากกว่าเดิม
นครที่เหล่ามนุษย์ธรรมดามารวมตัวกันยิ่งนานก็ยิ่งมีมาก แม้ว่ากิ่งก้านจะหนาใบจะใหญ่ แต่กลับเปี่ยมไปด้วยพลังชีวิตชีวา เหล่านักพรตครอบครองถ้ำสถิตดึงดูดเอาปราณวิญญาณฟ้าดิน
แต่ในเมื่อต้องมีวันหนึ่งที่ขีดจำกัดมาถึง จึงได้เริ่มแสวงหาระบบเส้นสายการสืบทอด รับเอาลูกศิษย์ที่ไม่มีความเกี่ยวโยงทางสายเลือด แล้วเริ่มแตกกิ่งก้านสาขาออกไป บันทึกวิชาอภินิหารและเวทคาถาลงสมุดเอาไว้ ให้ ‘มรรคา” ของตนสืบทอดต่อไปได้
ก็เหมือนการให้ชีวิตได้มีการสืบทอดต่อไปโดยใช้วิธีการอีกอย่างหนึ่ง หัวกำแพงของนครยิ่งนานก็ยิ่งสูง เผ่ามนุษย์ที่อยู่ในนครยิ่งนานก็ยิ่งมาก จึงมีเค้าโครงของกฎระเบียบ มารยาทพิธีการ กฎหมายและประเพณีท้องถิ่นของโลกยุคหลัง
ทุกหนทุกแห่งในโลกมนุษย์ล้วนคือเขตแดนที่ตัดสลับถักทอกัน มี “คุณธรรมจริยธรรม” ที่เป็นที่ยอมรับกันโดยปริยาย
แน่นอนว่าต้องมีการแบ่งแยกดีกับเลว สวมเสื้อผ้าที่มากพอจะให้อบอุ่นต้านทานความหนาว ก็เริ่มแสวงหาความงดงามความหรูหรา ความสวยงามที่ไม่เกี่ยวข้องกับการดำรงชีวิต
เมื่อเทียบกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่แทบจะดำรงอยู่เป็นนิรันดรกาลไม่เสื่อมสลายแล้ว เผ่ามนุษย์ที่อยู่บนพื้นดิน ราวกับว่าชะตาชีวิตอันแสนสั้นที่เดี๋ยวก็เป็นเดี๋ยวก็ตาย ใจแห่งการแสวงหามรรคาสั่นคลอนไม่หยุดนิ่ง
เมื่อเทียบกับฟ้าดินที่กว้างใหญ่ไพศาลหาที่สิ้นสุดไม่ได้แล้ว ความรู้สึกเล็กจ้อยกับความรู้สึกว่างเปล่าของตัวเอง การปรากฏและการพัฒนาของคำพูดและภาษาก็ยิ่งทำให้ในใจของเผ่ามนุษย์เกิดความหิวโหยและความเหนื่อยล้าที่ทับซ้อนกันเป็นชั้นๆ
“หลังจากนั้นด่านที่สี่ก็ปรากฏขึ้นมา เผ่ามนุษย์ขัดเกลาร่างกายให้แข็งแรง เสริมสร้างให้เรือนกายที่มีเลือดเนื้อแข็งแกร่ง จากนั้นจึงฝึกวิชาคาถา
หากจะบอกว่าอายุขัยสามารถขยายให้ยืนยาวออกไปได้ ความเป็นมนุษย์ก็สามารถถูกกลั่นกรองเอาส่วนขุ่นมัวออก เหลือเพียงความดีงามให้คงอยู่เป็นรูปเป็นร่าง ยิ่งนานวันก็ยิ่งขยับเข้าใกล้ความเป็นเทพ
คำว่า “หิวโหย” ของเฉินผิงอัน จึงถูกขยายใหญ่เอาไว้อย่างไร้ขีดจำกัด แรกเริ่มสุดเผ่ามนุษย์สังหารเผ่าปีศาจก็เพื่อการดำรงอยู่ เผ่ามนุษย์สังหารเผ่ามนุษย์ด้วยกันเอง การประลองกำลังและการเข่นฆ่าระหว่างนักพรตในยุคบรรพกาล ก็เพื่อให้กลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์อีกประเภทหนึ่งในโลกมนุษย์ได้เร็วกว่าเดิม ได้ไวว่าเดิม ได้สูงกว่าเดิม
ในขอบเขตแต่ละขั้นก็มีคอขวดของแต่ละขั้น จุดที่เป็นกุญแจสำคัญที่สุดก็คือ หลังจากนั้นจิตมารจะลอยขึ้นมาบนผิวน้ำ เกิดเป็นเงาของเหล่านักพรต”
“แต่ว่านักพรตคนแรกของโลกมนุษย์ท่านนั้น การปรากฏตัวของเขาก็คือหนึ่งในตัวแปรที่ใหญ่ที่สุด”
“เป็นเขาที่สอนเหล่านักพรตว่าที่แท้มรรคาสามารถฝึกกันได้เช่นนี้ เส้นทางสามารถเดินกันได้เช่นนี้ ไม่จำเป็นต้องให้เจ้าตายข้ารอด ได้แต่เดินไปบนทางสะพานไม้ท่อนเดียวเท่านั้น”
“แรกเริ่มการถ่ายทอดมรรคาของเขาไม่เด่นชัดนัก ได้แต่ถูกผลักดันไปตามวันเวลานักพรตที่ยิ่งนานก็ยิ่งมีเพิ่มมากขึ้นรู้สึกว่าเขาต่างหากที่ถูกต้อง”
“สุดท้าย ข้อที่ห้าก็คือจำนวนรวมของเผ่ามนุษย์ หากไม่มีการปูพื้นเช่นนี้แล้วยังกล้าเพ้อฝันว่าจะเดินขึ้นฟ้าไปงัดข้อกับทวยเทพพวกนั้นน่ะหรือ? พวกเจ้าคิดว่าใต้หล้าทั้งหลายในทุกวันนี้ จำนวนประชากรมนุษย์คือเผ่าพันธุ์ที่มีมากที่สุดแล้วหรือ?”
เจียงเซ่อหัวเราะหยัน
“เมื่อเทียบกับโลกมนุษย์ในยุคบรรพกาล กฎระเบียบของสิ่งมีชีวิตในทุกวันนี้ก็เรียกได้ว่าเป็นการดำรงอยู่ที่แทบจะสูญพันธุ์แล้ว ”
กล่าวมาถึงตรงนี้ เจียงเซ่อก็มองไปยังพวกเจิ้งจูจีจง
“สิ่งศักดิ์สิทธิ์แห่งภูเขาสายน้ำของพื้นที่แห่งหนึ่งในทุกวันนี้ ได้ครอบครองศาล จะได้กินควันธูปที่บริสุทธิ์สักกี่มากน้อย?”
เจียงเซ่อชี้ไปที่สมอง
“เจ้าคิดว่าสถานการณ์ใหญ่ในโลกมนุษย์ล้วนเกิดจากความ ‘ระมัดระวัง’ และ ‘การวางแผน” อย่างนั้นหรือ? ผิดแล้ว ผิดมหันต์เลยล่ะ”
เจียงเซ่อยกมือขึ้นกำเป็นหมัดแรงๆ
“ล้วนเป็นสถานการณ์ปัจจุบันและแนวโน้มของเหตุการณ์ที่อาศัยพละกำลังชนกระแทกออกมา ดวงตาของทุกคนล้วนมืดดำ ไหนเลยจะมองเห็นวันพรุ่งนี้ วันนี้จะมีชีวิตรอดไปได้หรือไม่ก็ยังบอกได้ยาก”เจียงเซ่อชี้ไปที่หัวใจ
“ความเหมือนและแตกต่างระหว่างนักพรตกับเทพ ชะตาที่แท้จริงอยู่แค่ตรงนี้เท่านั้น”
เจียงซ่างเจินรู้สึกปลงอนิจจังยิ่งนัก คำพูดประโยคนี้ของบรรพจารย์เจียงจี้ไปถึงส่วนลึกในใจข้าได้อย่างแท้จริง
ชุ่ยตงซานด่าขำๆ
“ฟังแค่ไม่กี่ประโยค เลือดร้อนๆ ก็พลุ่งพล่านแล้ว หากโจวอันดับหนึ่งมีชีวิตอยู่เมื่อหมื่นปีก่อน ก็คือคนกินขนมเปี๊ยะที่ต้องหิวตาย”
อู๋ซวงเจี้ยงกล่าว “ไม่เป็นอย่างนั้นทั้งหมดหรอก”
เจียงเซ่อหลุดหัวเราะพรืด “อ้อ?”
อู๋ซวงเจี้ยงกล่าว
“สมมติว่าเป็นจุดที่แนวโน้มสถานการณ์มุ่งไป ในบางเวลาบางสถานที่ จะต้องมีวีรบุรุษที่ประสบความสำเร็จสร้างผลงานได้คนหนึ่งปรากฏตัวขึ้นมาอย่างแน่นอน ถ้าอย่างนั้น “คนบางคนนั้น” จะใช่ข้าหรือไม่ก็ไม่สามารถอาศัยแค่การเดิมพันอย่างเดียวได้เท่านั้น”เจียงเซ่อเอ่ยอย่างเฉยเมยว่า
“ถ้าอย่างนั้นคนโชคดีอย่างพวกเจ้าก็ไม่เคยผิดหวังอย่างแท้จริงกันมาก่อน”อยู่ดีๆ เจียงเซ่อก็เอ่ยเหน็บแนมขึ้นมาว่า
“เรื่องของการตั้งชื่อ เจ้าหนูเจ้ายังขาดความหมายบางอย่างไป”
สามขั้นของขอบเขตปลายทางของผู้ฝึกยุทธ ปราณโชติช่วง, คืนความจริง, เทพมาเยือน ล้วนเป็นเจียงเซ่อที่เป็นคนตั้งชื่อให้
อยู่ในวัดวาอาราม มนุษย์ธรรมดาจุดธูปหอมสามดอก หากจริงใจและศรัทธามากพอก็จะสามารถเชื่อมโยงไปถึงเทพได้
แต่กลับไม่รู้ว่าร่างกายมนุษย์ก็คือตำหนักเทพแห่งหนึ่ง เพียงแค่เพราะลมปราณแท้จริงที่บริสุทธิ์กลุ่มนั้นก็คือควันธูป!
มีหรือไม่มีลมปราณแท้จริงที่บริสุทธิ์ก็คือกุญแจสำคัญที่จะกลายเป็นผู้ฝึกยุทธได้หรือไม่ ความหนาบาง ความแข็งแกร่งอ่อนด้อย ความสั้นยาวของลมปราณแท้จริงที่บริสุทธิ์ก็คือความแคบกว้างของรากฐานและความสูงต่ำของผลสำเร็จบนวิถีวรยุทธ์ แล้วมีหรือที่ผู้ฝึกยุทธจะไม่มองเป็นดังชีวิต?
นิสัยใจคอและจิตแห่งมรรคาของผู้ฝึกตนคนใดบ้างที่ไม่ถูกวัตถุแห่งชะตาชีวิตส่งผลกระทบแทรกซึม?
ยกตัวอย่างเช่นกระบี่บินแห่งชะตาชีวิตสองเล่มสำหรับลู่จือ หรือยกตัวอย่างเช่นเจียวน้ำถานเซวียสำหรับกูช่าน
เจียงเซ่อกล่าว
“ทำไมผู้ฝึกยุทธเต็มตัวถึงไม่กลัวการพัวพันของผลกรรมมากที่สุด แม่ทัพบู๊กุมอำนาจ วางแผนช่วงชิงบัลลังก์ มีมากมายจนนับไม่ถ้วน ผู้ฝึกบำเพ็ญตนกล้าที่จะสังหารจักรพรรดิผู้ครองแคว้นหรือเหล่าขุนนางและเชื้อพระวงศ์ที่มีโชคชะตาบุ๋นติดกายอย่างพร่ำเพรื่อหรือ?
พอถึงเวลานั้นก็เป็นได้แค่ราชครู แค่เจินเหรินผู้พิทักษ์แคว้น ผู้ถวายงานของเชื้อพระวงศ์บ้าง แซ่แค่เทพเซียนเหล่านี้ทำผิดเพียงเล็กน้อยก็จะเจอเคราะห์กรรม
หัวของตาเฒ่าฮ่องเต้ ผู้ฝึกยุทธกลับกล้าจะเด็ดกล้าจะสับ พูดถึงแค่สายของผู้ชำระมลทิน มีสตรีกี่มากน้อยที่เคยเด็ดหัวของเจ้าแห่งแคว้นหนึ่ง เอามีดแทงไปที่หัวใจของเจ้าผู้เหนือหัวมาก่อน พวกนางมีใครบ้างที่ไม่มีพื้นฐานเป็นผู้ฝึกยุทธ”
ยิ่งวิถีวรยุทธ์ในโลกมนุษย์สูงเท่าไร ควันธูปก็ยิ่งบริสุทธิ์ สามารถเชื่อมโยงไปถึงเทพได้มากเท่านั้น ยิ่งจำนวนผู้ฝึกยุทธที่เหนือขอบเขตร่างทองขึ้นไปมีมากเท่าไร ควันธูปที่ลอยกรุ่นจากพื้นดินขึ้นไปบนฟ้าก็ยิ่งหนามากเท่านั้น
เจ้าคิดว่าตัวการร้ายที่ทำให้วิถีแห่งสวรรค์พังทลายมีแค่ศึกแห่งน้ำและไฟครั้งนั้นจริงๆ หรือ?
ผู้ถือกระบี่กับผู้สวมเสื้อเกราะแตกแยกกันมาก่อนหน้านั้นนานแล้วต่างหาก
“ศึกระหว่างน้ำและไฟที่ต่อสู้กันจนฟ้าถล่มดินทลายครั้งนั้น เป็นแค่ผลลัพธ์ที่ “แน่นอน” ซึ่งเกิดจากการรวมตัวกันของ “ความบังเอิญ” นับไม่ถ้วนก็เท่านั้น”