กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1175.1 คนเขียนตำราในห้องหนังสือ
อู๋หวงเฉิงถึงกับรู้สึกหายใจไม่ออก
เสิ่นเฉินไม่เสียแรงที่เป็นเจ้ากรมผู้เฒ่าที่อยู่ในวงการขุนนางมาหกสิบกว่าปี เพียงแค่กวาดตามองเร็วๆ ไปทางฮ่องเต้ที่อยู่หลังโต๊ะทรงพระอักษรเท่านั้น เวินเอ่อร์แห่งกรมโยธาคือลูกศิษย์ของเสิ่นเฉิน เขาก้มหน้าจิบน้ำบ๊วยเย็นไปอีกหนึ่ง น้ำบ๊วยนี้จะมีให้เฉพาะในการประชุมเล็กเท่านั้น ต่อให้เป็นแซ่สกุลของซ่างจู้กั๋วก็ยังไม่ได้ดื่ม
เยี่ยนหย่งเฟิง ขุนนางแห่งศาลหงหลูคือเจ้าประมุขคนปัจจุบัน คือสกุลเยี่ยนจื่อจ้าว คือผู้เฒ่าที่มีลักษณะดุดันแข็งกร้าว อยู่ที่นี่แต่ไหนแต่ไรมาก็แค่มาขานชื่อเท่านั้น
หม่าหยวนเจ้ากรมอาญาลุกขึ้นยืน สะบัดป้ายหยกที่อยู่ตรงเอว ครู่หนึ่งต่อมาในห้องทรงพระอักษรก็มีถาดทรายแห่งหนึ่งโผล่มา มีสิ่งปลูกสร้างเล็กจิ๋วสีเขียวมรกตอยู่ด้านบนถาดทราย ตัวอักษรสีทองแสดงให้เห็นถึงที่ว่าการแต่ละแห่ง หม่าหยวนเหมือน “หยิบของออกจากในกระเป๋า” เปิดคลังอักษร “ตี” (ดิน) แห่งหนึ่งจากในที่ว่าการกรมกลาโหมที่ย่านหนันซวินซึ่งอยู่ด้านหนึ่งของระเบียงพันก้าว จากนั้นหยิบเอา “เรือนหานโจว” ที่อยู่ในนั้นออกมา ตามมาด้วยการหา “แคว้นชิว” ที่อยู่ในเรือนออกมาได้อย่างแม่นยำ
หม่าหยวนชี้ไปยังม้วนกระดาษฉบับหนึ่งที่เตรียมไว้บนโต๊ะนานแล้ว ยื่นนิ้วจิ้มไป ม้วนกระดาษม้วนนั้นก็มาปรากฏอยู่กลางอากาศในห้องทรงพระอักษร หม่าหยวนเดินไปหยิบมาไว้ในมือ มองไปยังฮ่องเต้ ซ่งเหอยิ้มเอ่ย “ให้ท่านราชครูดูก่อน”
หม่าหยวนยื่นม้วนกระดาษส่งให้เฉินผิงอันแล้วเจ้ากรมอาญาท่านนี้ก็ไม่รีบร้อนกลับไปนั่งที่ คลังเอกสารของกรมอาญาแห่งนั้นกับอู่ต่อเรือที่ใช้สร้างเรือกระบี่ ล้วนเป็นความลับอันดับหนึ่งของราชสำนักต้าหลี สมาชิกของกรมอื่นคิดอยากจะอ่านบันทึกลับก็ต้องผ่านการตรวจสอบและอนุมัติอย่างเข้มงวดหลายขั้นตอน ต่อให้เป็นฝ่ายในของกรมอาญาเองก็ยังมีกฎระเบียบมากมายในขั้นตอนต่างๆ มิอาจเกิดข้อผิดพลาดได้
แม้ว่าจะมีกฎเยอะ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องช้า เบียดบังผลประโยชน์ส่วนรวมเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว คิดอยากจะฉวยโอกาสทำตามธรรมเนียมที่เสื่อมทราม หรือไม่ก็ใช้ฝีมือที่สูงส่งกว่าหน่อย ทำการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กันอย่างลับๆ? หรือไม่วันนั้นอารมณ์ไม่ดีถูกใครชักสีหน้าใส่ก็เลยจงใจสร้างความลำบากใจให้กับสมาชิกของกรมอื่น? หรือเป็นแซ่สกุล ภูเขา วงการขุนนางที่มีฐานะแตกต่างกัน ไม่ถูกกับคนที่อยู่เบื้องบน ในที่สุดวันนี้ก็ตกมาอยู่ในเงื้อมมือของข้าที่อยู่เบื้องล่าง จะต้องขัดขวางเล่นงานเจ้าสักหน่อย หลังจากนี้จะได้พิสูจน์กับเบื้องบนได้ว่าตนเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันเพียงใด?
ในอดีตทุกๆ เดือนชุยฉานจะต้องกำหนดเวลาในการตรวจสอบเอกสารราชการประเภทนี้ แต่นี่ยังเป็นแค่ “เอกสารทางการ” ที่เห็นกันภายนอกเท่านั้น ความจริงก็คือเมื่อสามปีก่อน ชุยฉานก็คอยจับตามองทุกคำพูดทุกการกระทำของขุนนางทุกคนในกองงานต่างๆ ฝ่ายเอกสารของกรมอาญาแล้ว นิสัยใจคอของมนุษย์คือสิ่งที่ไม่แน่นอน แต่พลังความเคยชินอันยิ่งใหญ่ของคนคนหนึ่งสามารถถูกอบรมฝึกฝนกันได้ สามปีผ่านไป ชุยฉานเอาบัญชีเก่ามาพลิกเปิดในรวดเดียว คนที่ควรได้รางวัลก็ให้รางวัล คนที่ควรเลื่อนขั้นก็ได้เลื่อนขั้น
วิธีการลงโทษมีมากมายสารพัดอย่าง ชอบนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวนั้นเพื่อใช้อำนาจให้ถึงที่สุดนักไม่ใช่หรือ? ถอดหมวกขุนนางของเจ้าลงมาก่อน อีกทั้งชั่วชีวิตนี้ก็อย่าหวังว่าจะมีความอนาคตบนเส้นทางของการเป็นขุนนางอีก ทางสายนี้ถือว่าขาดสะบั้นอย่างสิ้นเชิงแล้ว
ขุนนางที่เป็นคนแนะนำก็ถูกลดขั้นตามไปด้วย ขุนนางผู้สอดส่องตรวจตราที่มองไม่เห็นปัญหาก็อย่าหวังว่าจะหนีไปได้ หากเป็นลูกหลานตระกูลขุนนาง มีสิทธิพิเศษที่สืบสายมาจากทางตระกูล ยกตัวอย่างเช่นรายชื่อที่จะได้เข้าไปศึกษาในกั๋วจื่อเจี้ยน จำนวนของไร่นาล้วนถูกลดจำนวนลงตามความเหมาะสมโดยไม่มีข้อยกเว้น หากถูกหักลดจนไม่เหลือพอให้ลงโทษแล้ว ก็ไปหาผู้อาวุโสในตระกูลที่เป็นขุนนางอยู่ในราชสำนัก ควรว่ากล่าวตักเตือนก็ว่ากล่าวตักเตือน ควรลดเงินเดือนก็ลดเงินเดือน ควรลาออกจากการเป็นขุนนางก็ลาออก ส่วนเรื่องหลังจากกลับไปที่ว่าการหรือศาลบรรพชนของตระกูลก็ถือเป็นเรื่องในบ้านที่ต้องปิดประตูคุยกันเองแล้ว
เอาเป็นว่าไม่ว่าจะเป็นสาเหตุโดยละเอียด ข้อบังคับว่าด้วยการให้รางวัลและการลงโทษ แบบแผนการบังคับใช้กฎหมาย และราชกิจจานุเบกษาที่ส่งลงไปถึงระดับเขตการปกครองและจังหวัด ก็ล้วนเขียนบอกไว้ให้เจ้าอย่างชัดเจนครบถ้วนแล้ว ข้าชุยฉานอยู่เพียงลำพังตัวคนเดียวมาโดยตลอด ไม่มีระบบสืบทอดสายบุ๋น ไม่มีลูกศิษย์ในความหมายที่เข้มงวด ไม่มีลูกหลานคนในครอบครัว ไม่มีญาติสนิทมิตรสหาย ไม่มีปัญญาชนที่ปณิธานตรงกัน ไม่มีสหายบนภูเขาที่สนิทสนมคุ้นเคย ไม่จำเป็นต้องสร้างทรัพย์สินส่วนตัวใดๆ ไม่รับการมอบรางวัลใดๆ จากทางราชสำนัก ปีแล้วปีเล่าทุกๆ ปีได้เงินเดือนแค่หนึ่งเหรียญเงินเกล็ดหิมะเท่านั้น
ดังนั้นหากความคิดเห็นทางการเมืองไม่สอดคล้องกับข้า ถ้าอย่างนั้นก็เป็นเจ้าที่ผิด หากว่ามีความเห็นต่างในเรื่องบางอย่างที่เป็นรูปธรรม ก็สามารถส่งมอบเอกสารราชการมาให้ ชุยฉานจะอ่านด้วยตัวเองทั้งหมด ส่วนที่ตอบกลับก็หมายความว่ามีจุดดีที่สามารถเอาไปใช้ประโยชน์ได้ ส่วนที่ไม่ได้ตอบกลับก็จะถูกส่งกลับไปทางเดิม หมายความว่ามีแต่คำพูดไร้สาระ แต่ว่าด้านนอกของจดหมายที่บรรจุเอกสารราชการจะประทับตราประทับขุนนางของที่ว่าการเฉพาะของราชครู
หากมีความสามารถมากกว่านั้นก็มาหาชุยฉานได้โดยตรง จะทะเลาะกันซึ่งๆ หน้าก็ได้ หนึ่งในเงื่อนไขก็คือตัวเจ้าเองและประวัติข้าราชการสองฉบับที่รับรองให้เจ้าสามารถข้ามลำดับชั้นเข้าร่วมการประชุมหารือล้วนทนรับการตรวจสอบได้ ข้อที่สอง ขุนนางชั้นสูงอย่างเก้ามนตรีใหญ่ที่เคยเป็นหัวหน้าเจ้าก็ต้องรับรองว่าเจ้าจะไม่ทำให้เวลาอันมีค่าของราชครูแห่งแคว้นเสียเปล่า
การกระทำที่เป็นการผ่อนคลายอารมณ์เพียงหนึ่งเดียวของซิวหู่ในปีนั้นก็คือ ออกจากหอเหรนิอวิ๋นอือวิ้จื่ออวิ๋น เดินออกจากตรอกไปช้าๆ ไปชมทิวทัศน์บนหัวกำแพงเมืองเพียงลำพัง การที่พวกขุนนางคนสำคัญกลุ่มของเสิ่นเฉินรู้สึกไม่ชินกับการประชุมครั้งนี้ ก็เพราะเจ้าของเก้าอี้คนก่อนอย่างซิวหู่ผู้นั้น ไม่ว่าจะเป็นการประชุมเช้าหรือการประชุมเล็กในห้องทรงพระอักษร ไม่ว่าจะพูดคุยเรื่องอะไรกับใคร อารมณ์ของชุยฉานก็แทบจะไม่เคยมีขึ้นลง ไม่มีทางเหมือนเฉินผิงอันในวันนี้ที่เปิดเผยอารมณ์ของตัวเองอย่างตรงไปตรงมา แน่นอนว่าการประชุมคราวก่อน เฉินผิงอันเหมือนซิวหู่มากกว่า
เฉินผิงอันพลิกเปิดหน้าเอกสารอ่านอย่างรวดเร็ว ก่อนที่สีหน้าจะคลายลง เอกสารชุดนี้ไม่หนา ถือเป็นการสรุปรวมมาอย่างประณีตตั้งใจ ด้านล่างบุคคลสำคัญและเรื่องสำคัญทั้งหลายที่มีคำอธิบาย มีสารบัญระบุไว้…บอกได้แค่ว่าพอใช้ได้ ดังนั้นเฉินผิงอันจึงยังคงส่ายหน้าปฏิเสธไปโดยตรง
“เชื้อพระวงศ์ แม่ทัพบู๊ประจำชายแดน ชาติตระกูล ขุนนางที่มีความชอบด้านการทหาร ผู้ฝึกตน ยุทธภพ สิ่งศักดิ์สิทธิ์แห่งภูเขาสายน้ำ รวมแล้วเจ็ดรายการใหญ่ ส่วนที่ถูกกรมอาญาเลือกออกมาบันทึกลงเอกสาร กลับมีคนแค่เก้าสิบสามคน จำนวนคนน้อยเกินไปแล้ว ต้องเพิ่มอีก ”
“กรมอาญาไปตรวจสอบที่คลังอักษรเหริน (คน) อีกรอบหนึ่ง ไปหาตามรายการอย่างพวกคหบดีท้องถิ่น หรือผู้ที่เร้นกายอย่างสันโดษอยู่ในชนบท ฯลฯ แล้วลงมือทันที โดยเฉพาะอย่างยิ่งให้สำรวจและรวบรวมพวกปัญญาชนที่อยู่ในชนบท ผู้ที่ปิดประตูเขียนตำราอยู่ในเรือน ผู้ที่รวมกลุ่มกันจัดการสอน ขอแค่เกี่ยวพันไปถึงการปกครองของราชสำนักต้าหลีและความรู้สึกที่มีต่อกองทัพชายแดน ไม่ว่าจะเป็นการพูดจากปาก การเขียนลงบนกระดาษ คำพูดที่ดี คำพูดที่ไม่ดี ล้วนห้ามตกหล่น ”
สายตาของหม่าหยวนฉายแววประหลาด อารมณ์ซับซ้อนอย่างถึงที่สุด นี่ใต้เท้าราชครูท่านเคยแอบเข้าไปเดินเล่นข้างในมาก่อนหรือไม่? ไม่อย่างนั้นจะรู้เรื่องวงในของกองงานต่างๆ ในกรมอาญาของข้าเหมือนสมบัติในบ้านตัวเองเช่นนี้ได้อย่างไร?
ขุนนางหนุ่มสิบกว่าคนที่กำลังก้มหน้าก้มตาจรดพู่กันราวกับบินอยู่ที่โต๊ะ รีบลุกขึ้นยืนทันใด แล้วก็เริ่มค้นหาและคัดเอาเอกสารที่อยู่บนชั้นวางหนังสือคนละชั้นออกมาได้อย่างคล่องแคล่ว ขณะเดียวกันนั้นก็ยังมีขุนนางอายุน้อยอีกกลุ่มหนึ่งที่รับผิดชอบคัดกรอง จัดระเบียบและบันทึกตัวอักษร เพราะถึงอย่างไรก็เป็นข้อมูลที่ใช้ในการประชุมเล็กของห้องทรงพระอักษรซึ่ง “ส่งตรงให้แก่จักรพรรดิ” จำเป็นต้องมีความแม่นยำไร้ข้อผิดพลาด พยายามใช้ตัวอักษรที่น้อยที่สุดในการให้ข้อมูลที่มากที่สุด
เห็นสีหน้าที่เปลี่ยนไปอย่างลุ่มลึกของอิ่นกวานหนุ่ม หม่าหยวนก็ถอนหายใจโล่งอก กรมอาญาของตนยังพอจะมีต้นกล้าที่ดีอยู่หลายต้น แน่นอนว่าเฉินผิงอันไม่ได้ไปทำตัวเป็นวิญญูชนบนชื่อคานอยู่ที่กรมอาญา แต่เขากลับคร้านที่จะอธิบายอะไร เพียงแต่ว่าในฐานะอิ่นกวานที่ปีนั้นแยกประเภทและจัดระเบียบข้อมูลทั้งหมดของคฤหาสน์หลบร้อนและคฤหาสน์หลบหนาวเพียงลำพัง งานประเภทนี้เขาจึงคุ้นเคยอย่างถึงที่สุด วิชาความรู้อย่างหนึ่งเมื่อบรรลุถึงจุดสูงสุดแล้ว ต่อให้จะมีการเปลี่ยนแปลงแค่ไหนก็หนีไม่พ้นรากฐานเดิมได้
พูดถึงแค่จำนวนกระดาษที่สอดไว้ในชุดเอกสารพวกนี้ก็มีมากนับหมื่นแผ่นแล้ว เฉินผิงอันเอ่ยว่า “เรือกระบี่หกลำที่ตอนนี้อยู่ในความดูแลของกรมโยธาชั่วคราวให้ลอยขึ้นฟ้าทันที มอบให้ฝ่ายกองทัพของต้าหลีเป็นผู้รับผิดชอบ มุ่งหน้าไปยังหานโจว”
“นอกจากนี้ก็ให้ใช้รูปแบบเอกสารราชการของกรมกลาโหมแจ้งไปทางราชสำนักแคว้นชิว ให้ถอนกองทัพชายแดนสองกองที่ก่อกบฏ กองทัพขึ้นมาเองโดยพลการกลับทันที”
“ออกคำสั่งไปยังแม่ทัพของหานและเว่ยสองมณฑลของต้าหลีให้เคลื่อนทัพไปตั้งค่ายใหม่ ให้เลือกเอาแค่ทหารม้าอาวุธเบาที่ฝีมือดีกลุ่มหนึ่งไปก็พอ ให้แต่ละฝ่ายไปประจำการอยู่ตามที่ตั้งค่ายทหารตามแนวชายแดนของแคว้นชิว แม่ทัพผู้บังคับบัญชาสามารถตัดสินใจได้ด้วยตนเอง”
“กรมพิธีการแจ้งสิ่งศักดิ์สิทธิ์แห่งภูเขาสายน้ำทั้งหมดในอาณาเขตของหานโจวให้ถอยกลับเข้าไปในร่างทองในศาลของตัวเอง รอฟังคำสั่งทางทหารจากต้าหลี ช่วงนี้ใครที่กล้าละเมิดกฎอย่างเปิดเผย จะต้องกลายไปเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์เถื่อนทั้งหมด ถูกทำลายร่างทองทันที ขณะเดียวกันหากมีเบาะแสหรือหลักฐานว่าทางขุนนางบุ๋นบู๊ทุกคนของแคว้นชิวติดต่อกับแคว้นอื่น ก็ให้รายงานให้ทางกรมอาญาต้าหลีทราบทันที อนุญาตให้ส่งกระบี่บินแจ้งข่าวมาได้”
“ในอาณาเขตของหานโจว รวมถึงอีกสามมณฑลที่มีชายแดนติดกัน ขุนนางบุ๋นบู๊ของต้าหลีทุกคน ไม่ว่าจะใช้วิธีการแบบใดก็ล้วนต้องตรวจสอบให้ครบถ้วนว่าในช่วงห้าปีที่ผ่านมานี้มีผลประโยชน์ใดร่วมกับแคว้นชิวบ้าง ต่อให้มีแค่เงินหนึ่งตำลึง ภาพอักษรหนึ่งภาพก็ล้วนต้องจดลงบันทึกมาไว้ให้ข้า ”
เมื่อ “คำสั่งลายมือ” แต่ละข้อของราชครูถูกสั่งออกไป พริบตานั้นในห้องทรงพระอักษรก็ยุ่งวุ่นวายกันทันที เสิ่นเฉินหัวเราะร่าถามว่า “ต้องการให้ดึงตัวกองทัพชายแดนต้าหลีที่มีภูมิลำเนาอยู่ที่แคว้นชิวกลับมาจากเปลี่ยวร้างด้วยหรือไม่?”
จ้าวตวนจินพยักหน้า “สามารถทำได้”
คนเหล่านี้ที่ติดตามกองทัพม้าเหล็กต้าหลีมุ่งหน้าไปยังสนามรับของเปลี่ยวร้าง ไม่ว่าพวกเขาจะมีชาติกำเนิดอย่างไร มีตำแหน่งขุนนางสูงหรือต่ำ ล้วนมีสถานะเดียวกันคือทหารเฒ่า เฉินผิงอันส่ายหน้า “ไม่มีความจำเป็น”
จ้าวตวนจินขมวดคิวน้อยๆ เสิ่นเฉินกลับเก็บอารมณ์ได้ดี ไม่ได้พูดอะไร เฉินผิงอันกล่าวต่อไปว่า “สายลับและนักรบพลีชีพในการดูแลของกรมกลาโหมและกรมอาญาที่ถูกจัดวางไว้ในแคว้นชิว สถานะในปัจจุบัน สถานที่ซ่อนตัว รวมไปถึงประสบการณ์ชีวิตของพวกเขาที่จัดเก็บเข้าคลังเอกสาร ต้องเขียนรายชื่อออกมาอย่างละเอียดฉบับหนึ่งทันที นอกจากนี้ก็เขียนรายชื่อของแม่ทัพบู๊ นายทหารระดับสูงของแคว้นชิวที่เคยเข้าร่วมกองทัพชายแดนต้าหลีและเคยลงสนามรับที่เมืองหลวงสำรอง บวกกับแม่ทัพบุ๋นระดับกลางของแคว้นชิวออกมาด้วย ท่าทีที่พวกเขามีต่อราชสำนักต้าหลีเป็นอย่างไร รู้สึกดี เป็นกลาง หรือมีเจตนาร้าย กรมกลาโหมและกรมอาญาเคยมีการระบุที่ชัดเจนทำนองเดียวกันนี้หรือไม่?”
อู๋หวงเฉิงรองเจ้ากรมกลาโหมพยักหน้าเอ่ย “ทางฝั่งของกรมกลาโหมมีอยู่ทั้งหมด! ไม่เพียงแค่นี้เท่านั้น ขุนนางบุ๋นบู๊คนสำคัญของแคว้นชิวที่มีท่าทีเป็นกลาง ท่าทีเปลี่ยนแปลงไปหลังเกิดสงครามก็มีการให้คำประเมินไว้อยู่เหมือนกัน รวมไปถึงขุนนางที่ภายนอกมองดูเหมือนเกลียดแค้นต้าหลีของพวกเราอย่างลึกซึ้ง นิสัยส่วนตัวและความชื่นชอบเป็นอย่างไร ล้วนมีบันทึกไว้อย่างละเอียด”
หม่าหยวนเจ้ากรมอาญาหลุดหัวเราะพรืด แต่ก็ยังพูดความจริงเสียงดังว่า “ตอนนี้กรมอาญายังไม่มีมาตรการนี้”
แต่เฉินผิงอันกลับไม่ได้ตำหนิกรมอาญาเพราะเหตุนี้ กลับกันยังพูดกับอู๋หวงเฉิงว่า “รองเจ้ากรมอู๋จำไว้ด้วยว่าหลังจากนี้ให้ปรึกษาเรื่องนี้กับกรมอาญาอย่างละเอียด แล้วค่อยคัดลอกเอาบันทึกเนื้อหาการประชุมฉบับหนึ่งส่งไปยังที่ว่าการราชครู”
อู๋หวงเฉิงพยักหน้า หม่าหยวนมีท่าทีประหลาดใจอย่างเห็นได้ชัด เฉินผิงอันครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็เอ่ยว่า “การประชุมขนาดเล็กครั้งนั้น ให้รวมขุนนางของกรมกลาโหมไปด้วย ไม่จำเป็นต้องให้ขุนนางหลักของกรมคลังสามท่านไปเข้าร่วมการประชุม แค่หยวนไหว้หลางก็พอแล้ว ทำให้แคว้นชิวอยู่อย่างสงบเสงี่ยมเป็นเรื่องที่ง่ายมาก ส่วนที่ยากคือควรจะเก็บกวาดเรื่องเละเทะหลังจากนี้อย่างไร หนีไม่พ้นให้กรมคลังควักเงินออกมาสักเล็กน้อย แค่ต้องจับตามองขุนนางมีอำนาจที่ชอบเงิน เทพเซียนบนภูเขาและคนดังในยุทธภพก็พอ ส่วนพวกคนที่เสียอำนาจจากความขัดแย้งระหว่างกลุ่มอำนาจและคนที่ถูกเพื่อนร่วมงานในวงการขุนนางผลักไสอย่างรุนแรง สรุปก็คือพวกขุนนางบุ๋นบู๊ของแคว้นชิวที่ต้องอัดอั้นไม่อาจทำตามปณิธานได้ ก็อย่าได้ปล่อยผ่าน คนที่ต้องการเงินก็ให้เงิน คนที่ต้องการตำแหน่งขุนนางก็ให้ตำแหน่ง คนที่ต้องการชื่อเสียงก็ให้เหมือนกัน อย่างมากที่สุดก็รอสักห้าหกปี หรือสิบปี พวกเราค่อยช่วยเปลี่ยนขุนนางกลุ่มเก่าของแคว้นใต้อาณัติอักษรเดียวแห่งนี้ให้กลายเป็นขุนนางผู้มีความสามารถที่มีใจภักดีต่อแคว้นเหนือหัวทั้งหมด”