กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1175.2 คนเขียนตำราในห้องหนังสือ
“นี่เป็นแค่หนึ่งในมาตรการมากมายในการเก็บกวาดเรื่องเละเทะ ช่วงนี้ข้าจะเขียนเรื่องเกี่ยวกับว่าควรจะ “เก็บกวาดเรื่องเละเทะ” อย่างไรไว้ให้ฉบับหนึ่ง แล้วคัดลอกส่งไปให้ขุนนางที่มีคุณสมบัติเข้าร่วมการประชุมเล็ก หวังว่าถึงเวลานั้นทุกท่านจะตอบกลับอย่างรวดเร็ว ตัวอักษรไม่จำกัด ยิ่งมากยิ่งมีประโยชน์ ทางที่ดีที่สุดคือให้กลายเป็นระเบียบราชสำนักที่มีข้อบังคับให้ยึดถือเป็นแบบแผน วันหน้าหากต้องจัดการเรื่องทำนองนี้อีกครั้งก็แค่ทำไปตามแบบแผนก็พอ”
เฉินผิงอันขยับสายตาไปอีกทาง ถามว่า “ฝ่าบาท ข้าจะไปที่ระเบียงพันก้าว ปรึกษาเรื่องรายละเอียดต่อจากนี้กับขุนนางกรมกลาโหมและกรมอาญาสักหน่อย”
ซ่งเหอกล่าว “ท่านราชครูไม่ต้องไปไหน พูดคุยกันที่นี่ได้เลย แต่หากท่านราชครูคิดว่าไปที่นั่นได้ผลกว่า ข้าก็สามารถตามไปที่นั่นได้”
เฉินผิงอันลังเลเล็กน้อย ก่อนเอ่ยว่า “ถ้าอย่างนั้นก็ไปจัดการเรื่องนี้ในที่ว่าการราชครูแล้วกัน ”
ซ่งเหอลุกขึ้นยืน ยิ้มเอ่ย “กวารเหรินสามารถพาท่านราชครูไปดูที่นั่นได้พอดี”
เฉินผิงอันลุกขึ้นยืน พลันถามว่า “ทางฝั่งที่ว่าการราชครูก็น่าจะมีการจัดวางที่คล้ายคลึงกันนี้กระมัง?”
ซ่งเหอหลุดขำอย่างอดไม่อยู่ “มี แล้วยังกว้างขวางกว่าห้องทรงพระอักษรด้วย”
เฉินผิงอันเอ่ยเสียงเบา “ศิษย์พี่ของข้าไม่กลัวว่าจะล้ำเส้นเลยนะ”
พวกขุนนางคนสำคัญทั้งหลายที่เดิมทีหากฮ่องเต้เป็นคนเปิดปากพูดก็จะไม่ค่อยกล้าหัวเราะออกเสียง พอได้ยินว่าราชครูเป็นคนแฉเองก็พากันหัวเราะเสียงดังลั่น เฉินผิงอันมองไปยังผู้เฒ่าหน้าดุที่เงียบขรึมพูดน้อยอย่างเยี่ยนหย่งเฟิงแห่งศาลหงหลู แล้วเอ่ยว่า “เดี๋ยวส่งคนไปบอกให้หานเอ้อและหลิวเหวินจินไปรอที่นอกประตูที่ว่าการราชครูแล้วให้เยี่ยนเจียวหร่านไปที่นั่นด้วย ข้ามีเรื่องอยากจะปรึกษากับเขา”
เยี่ยนหย่งเฟิงพยักหน้ารับ เฉินผิงอันเอ่ยว่า “ให้เฉาเกิงซินกับจ้าวเหยาไปที่นั่นด้วย”
จ้าวเหยาแห่งกรมอาญา เฉาเกิงซินแห่งกรมขุนนาง รองเจ้ากรมที่อายุน้อยมีความสามารถทั้งสองคนนี้ แน่นอนว่าต่างก็มีคุณสมบัติในการเข้าร่วมประชุมเล็ก เพียงแต่ว่าวันนี้มีธุระให้ต้องไปเจอกัน การประชุมเล็กในห้องทรงพระอักษร ตามระเบียบแล้วจะมีเก้ามนตรีใหญ่ ซึ่งมีเจ้ากรมของหกกรมเป็นหนึ่งในนั้น และยังมีเก้ามนตรีเล็ก บวกกับรองเจ้ากรมของอีกหกกรม ผู้รับผิดชอบสำนักกิจการราชวงศ์ แม่ทัพที่ดูแลความสงบเรียบร้อยในเมืองหลวง ฯลฯ ล้วนสามารถมาเข้าร่วมได้ แต่ไม่แน่เสมอไปว่าจะต้องเข้าประชุมทุกครั้ง การประชุมเล็กในบางครั้ง เจ้ากรมของกรมหนึ่งสามารถ “ลาหยุด” ขาดการประชุมได้
อู๋หวงเฉิงแห่งกรมกลาโหมก็คือผู้สูงศักดิ์คนใหม่ของราชสำนักที่เป็นคนดังในวงการขุนนาง บวกกับที่เจ้ากรมผู้เฒ่าเสิ่นอายุมากแล้ว ถูกเฉาผิงเอ่ยสัพยอกว่าเป็นตาเฒ่าที่ “มีแต่ลมเข้าไม่มีลมออก” ดังนั้นรองเจ้ากรมกลาโหมซ้ายขวาสองคน สวอี้อู๋รองเจ้ากรมฝ่ายซ้ายที่รับผิดชอบประสานงานด้านรายละเอียดกิจธุระทางการทหารกับเปลี่ยวร้างก็ได้ม้วนเสื่อหอบออกไปจากที่ว่าการโดยตรงแล้ว ส่วนอู๋หวงเฉิงที่รับผิดชอบกิจทางการทหารในแคว้นกลับต้องเข้าร่วมการประชุมเล็กทุกวันอย่างไม่มีเว้นว่าง
ยกตัวอย่างเช่นวันนี้ สวอี้อู๋ก็จำเป็นต้องปรึกษาเรื่องงานด้านความมั่นคงทางการทหารกับเยี่ยนเจียวหร่านแห่งสกุลเยี่ยนจื่อจ้าวในที่ว่าการ แล้วก็อย่าได้รู้สึกว่าอู๋หวงเฉิงที่มาจากสนามรบจะเป็นคนหยาบกระด้างอะไร นี่ก็คือคนมีชีวิตที่เดินออกมาจากภูเขาศพทะเลเลือด
ในบรรดาแซ่สกุลซ่างจู้กั๋วที่มีน้อยจนนับนิ้วได้ของราชสำนักต้าหลี สกุลกวนแห่งเขตอวินไจ้มณฑลอีโจว กวนอี้หร่านหลานชายคนโตทายาทสายตรงของกวนอิงเซี่ยเจ้ากรมผู้เฒ่าทุกวันนี้ตำแหน่งขุนนางยังต่ำ เป็นแค่ซือหลางในกองชิงลีกรมคลังเท่านั้น ห่างจากการได้เข้าประชุมขนาดเล็กโดยยังมีบันไดอีกหลายขั้นที่ต้องก้าวข้ามไป ผู้อาวุโสในตระกูลหลายคนต่างก็เป็นแค่ขุนนางชั้นล่างไร้อำนาจของที่ว่าการน้ำใสบางแห่งในกลุ่มเก้ามนตรีเล็ก
ตระกูลซ่างจู้กั๋ว (เสาค้ำยันแคว้น ขุนศึกระดับสูง) ของฮองเฮาอวี๋เหมี่ยนถูกราชสำนักสัพยอกว่าเป็น “สกุลอวี๋เฝิ่นหม่า” (ขี่ม้า) ไม่มีขุนนางอยู่ในเมืองหลวง ทว่าในกองทัพชายแดนต้าหลีกลับมีชื่อเสียงอย่างมาก ซ่างจู้กั๋วหยวนฉง นามอวิ๋นสุ่ย รูปร่างผอมสูงโปร่ง มีกลิ่นอายตำราอบอวล คือบิดาของหยวนเจิงติ้งขุนนางผู้ตรวจการของหงโจว ซ่างจู้กั๋วเฉาเฉียว เรือนกายใหญ่โถกำยำ คือพี่ชายของเฉาผิงทูตผู้ตรวจการ เฉาเฉียวยังเป็นบิดาของเฉาเกิงซิน รองเจ้ากรมขุนนางด้วย
ในวงการขุนนางต้าหลีมีคำกล่าวที่ว่า “เฉาหยวนไม่ร่วมทาง’ มาโดยตลอด แม่ทัพบู๊ที่ได้รับสถานะเป็นทูตผู้ตรวจการรวมทั้งสิ้นหกคนของต้าหลีในเวลานี้ซึ่งรวมซูเกาซานและเฉาผิงเป็นหนึ่งในนั้น คนที่ยังมีชีวิตอยู่บนโลกมีแค่สี่คน สถานะซ่างจู้กั๋วสามารถสืบทอดต่อไปในตระกูลได้ ทว่าทูตผู้ตรวจการกลับสืบทอดต่อไม่ได้
เล่าลือกันว่าปัจจุบันราชสำนักต้าหลีมีภาพเลื่อนขั้นขุนนางเก็บอยู่แปดภาพ อันที่จริงก็คือเส้นทางในการเลื่อนขั้นขุนนางแปดเส้นที่บ้างก็อยู่ในที่แจ้งบ้างก็อยู่ในที่ลับ สกุลเยี่ยนจื่อจ้าวที่เป็นแซ่สกุลซ่างจู้กั๋วเหมือนกัน แม้ว่าเจ้าประมุขคนปัจจุบันจะคือเยี่ยนหย่งเฟิง ทว่าคนที่ดูแลกิจธุระต่างๆ อย่างแท้จริงกลับเป็นเยี่ยนเจียวหร่านที่อยู่เบื้องหลัง ตลอดทั้งราชสำนักต้าหลีต่างก็มีเขาเป็นผู้รับผิดชอบในการโยกย้าย ตรวจสอบ และตัดสินใจเรื่องการเลื่อนขั้นลดขั้นของผู้ฝึกตนติดตามกองทัพทุกคนของราชสำนักต้าหลี
เพียงแต่น่าเสียดายซูเกาซานแม่ทัพใหญ่ที่ชาติกำเนิดยากจนผู้นั้น คนแรกที่ได้รับสถานะทูตผู้ตรวจการแห่งราชสำนักต้าหลีท่านนี้ รบตายไปในสนามรบแล้ว ต่างก็พูดกันว่าในฐานะทหารสนิทคนรู้ใจของลั่วอ๋องซ่งมู่ การที่อู๋หวงเฉิงรองเจ้ากรมสามารถเลื่อนขั้นมาตลอดทางจนมาถึงกรมกลาโหมของเมืองหลวงได้นั้น ก็อยู่ที่ว่าเขาเองก็มีชาติกำเนิดต่ำต้อยไม่ต่างจากผู้ตรวจการซู ศูนย์กลางของราชสำนักต้าหลีจำเป็นต้องมีบุคคลที่เป็นเสาค้ำยันซึ่งมีชาติกำเนิดเช่นนี้อยู่สักสี่ห้าคน
ในบ้านมีคนแก่ก็เหมือนมีสมบัติ ในราชสำนักของแคว้นก็ใช้หลักการเหตุผลเดียวกันนี้
เฉินผิงอันประคองเจ้ากรมผู้เฒ่าเสิ่นให้ลุกขึ้นยืน เดินออกจากห้องทรงพระอักษรไปด้วยกัน ห่างจากระเบียงพันก้าวไม่ถือว่าไกลแต่ก็ไม่ใกล้เช่นกัน ฮ่องเต้ซ่งเหอมีธุระด่วนจึงพาขันทีผู้ถือตราประทับแห่งซือหลี่เจี้ยนไปยังที่อื่นแล้ว ในฐานะผู้หลงใหลในการเป็นขุนนางตัวเป้งของภูเขาลั่วพั่ว เด็กสาวสวมหมวกขนเตียวจุ๊ปากไม่หยุด คนพวกนี้ล้วนเป็นกลุ่มคนที่หมวกขุนนางใหญ่ที่สุดในแจกันสมบัติทวีปแล้ว
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “เรื่องจัดพิมพ์ตำรา พูดคุยกันเป็นอย่างไรบ้าง?”
เซียโก่วเอ่ยอย่างมีโทสะ “ทราบข้อมูลมาจากอาจารย์ผู้เฒ่า ถึงได้รู้ว่าในกระเป๋าต้องมีเงินอยู่บ้างถึงจะพิมพ์ตำราวางขายได้ น่าเบื่อจริงๆ” เฉินผิงอันเพียงคลี่ยิ้มรับ
เสิ่นเฉินถาม “ราชครูต้องการชุดขุนนางที่เอาไว้สวมใส่ในวันปกติหรือไม่?” เฉินผิงอันส่ายหน้า “ไม่ต้องแล้ว มันแปลกๆ น่ะ เอาเหมือนราชครูชุยก็แล้วกัน”
เสิ่นเฉินถามอีก “ไม่ต้องการชุดราชการ แล้วชุดราชสำนักที่ต้องสวมในงานพิธีเฉลิมฉลองหรืองานบวงสรวงใหญ่ล่ะ?”
เฉินผิงอันพยักหน้ายิ้มรับ “ชุดราชสำนักต้องมีสองชุด ทำไม นี่ก็ต้องให้ข้าควักเงินจ่ายเองด้วยหรือ?”
เสิ่นเฉินยิ้มเอ่ย “กรมคลังไม่ถึงขั้นขี้เหนียวขนาดนี้หรอก”
เฉินผิงอันถาม “ไม่เคยถามเลยว่าเงินเดือนของราชครูได้เท่าไร?”
เสิ่นเฉินยิ้มตาหยี “หากราชครูยัง “อิงตามเดิม” ก็คือหนึ่งเหรียญเงินเกล็ดหิมะ” เฉินผิงอันกล่าว “ถือว่าไม่น้อย”
เสิ่นเฉินเอ่ย “ไม่รับเป็นเดือน แต่รับเป็นปี” เฉินผิงอันยิ้ม “ไม่ถือว่าเยอะ”
เสิ่นเฉินตบหลังมือของราชครูหนุ่มเบาๆ พูดกลั้วหัวเราะว่า “ข้าเดินช้าหน่อย แต่ก็ยังพอเดินได้” เสียงไม้เท้าดังป๊อกๆ เคาะไปตามผิวถนนที่เดิน ไม้เท้าหวายเล็กเรียวในมือของผู้เฒ่าจึงดูแล้วแข็งแรงมากเป็นพิเศษ
เฉินผิงอันปล่อยมือ หันไปส่งสายตาให้กับอู๋หวงเฉิง อู๋หวงเฉิงรีบมาประคองเจ้ากรมผู้เฒ่าแทนท่านราชครูทันที เสิ่นเฉินไม่ได้ปฏิเสธ แต่ปากกลับยังคงไม่รับน้ำใจ “รองเจ้ากรมอู๋รีบร้อนอยากเป็นเจ้ากรมขนาดนี้เชียวหรือ พร้อมใจกับราชครูแอบบอกเป็นนัยกับตาแก่หนังเหี่ยวอย่างข้าว่าร่างข้าครึ่งหนึ่งได้ลงไปอยู่ในดินแล้ว?”
อู๋หวงเฉิงมีใจละเอียดอ่อนก็จริง แต่ถึงอย่างไรก็เป็นคนไม่รู้จักพูด จึงไม่รู้ว่าควรจะตอบเช่นไร เสิ่นเฉินยิ้มเอ่ย “นำทัพทำสงคราม ใช้ดาบและม้าอย่างไม่โง่เขลาก็พอ ราชครู ใช่หลักการเหตุผลข้อนี้หรือไม่?”
เฉินผิงอันกล่าว “เมื่อครู่ตอนที่อยู่ในห้องทรงพระอักษร รองเจ้ากรมอู๋ก็แค่ช้ากว่าก้าวเดียว ถึงได้เถียงไม่ทันข้า” อู๋หวงเฉิงไม่รู้จะวางตัวอย่างไรเลยจริงๆ
เสิ่นเฉินเอ่ยเนิบช้าว่า “โดยทั่วไปแล้วการก่อกบฏก็มีอยู่สองสถานการณ์ ชาวบ้านที่อยู่นอกที่ว่าการรู้สึกว่าใช้ชีวิตอยู่ต่อไปไม่ได้แล้วจริงๆ บนถนนคนกินคน นี่ไม่ใช่คำเปรียบเปรยอะไรแล้ว หรือไม่ก็โจรร้ายขุนนางชั่วคิดอยากจะช่วงชิงบัลลังก์ลองเป็นฮ่องเต้ดูสักตั้ง แต่ทางฝั่งของแคว้นชิว ข้าคิดแล้วกลับไม่เข้าใจ”
“การประชุมในห้องทรงพระอักษรวันนี้ แรกเริ่มใช่ว่าในใจของทุกคนที่นั่งอยู่จะไม่มีความเห็นต่างต่อการใช้กำลังต่อแคว้นชิวของราชครูเสียเลย เพียงแต่ว่าพลังอำนาจของราชครูเข้มข้น พวกเขาจึงไม่กล้าพูดออกมา ผู้ถวายงานในภูเขาก็เพิ่งจะเลื่อนเป็นขอบเขตสิบสี่ด้วย ใครจะกล้าพูดอะไร การประชุมต่อจากนั้น ในใจของพวกเขาก็น่าจะรู้ว่าควรทำอย่างไรแล้ว แต่ละคนได้รับการกล่อมเกลามาจากผู้ใหญ่ในตระกูลตั้งแต่เด็ก รอกระทั่งตัวเองได้เป็นขุนนางใหญ่ก็ล้วนกลายมาเป็นตาเฒ่าเจ้าเล่ห์ไหลลื่นเป็นน้ำมันที่ขับเรือตามกระแสลมจนเคยชิน ในเมื่อเจ้าเล่ห์ไหลลื่นเป็นน้ำมัน ถ้าอย่างนั้นไม่ว่าจะเป็นลมพัดคลื่นใหญ่กระทบแค่ไหน น้ำมันก็ไม่มีทางจมลงไปในน้ำได้”
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “ข้ารู้อะไรเป็นอะไร”
เสิ่นเฉินกล่าว “รู้จริงหรือ? ช่วงไม่กี่ปีมานี้ ลูกหลานที่ไม่เอาไหนบางคน รวมถึงเครือญาติที่กร่างใช้อำนาจกดขี่รีดไถชาวบ้านในท้องถิ่นที่บ้านเกิดของข้า ก็รู้เหมือนกันหรือ?”
หลังจากที่ราชครูชยุออกจากตำแหน่งไป ก่อนที่เฉินผิงอันจะมารับหน้าที่เป็นราชครู ราชสำนักต้าหลีที่ได้ยึดครองแผ่นดินครึ่งทวีปก็กว้างใหญ่มากจริงๆ และแจกันสมบัติทวีปก็ไม่ทำสงครามแล้ว
เฉินผิงอันเอ่ย “ในใจของเจ้ากรมผู้เฒ่าเสิ่นรู้อะไรเป็นอะไร ข้าก็ยิ่งรู้ เดิมทีคิดอยากจะลงดาบกับแมลงโง่เง่าของตระกูลเสิ่นกลุ่มนั้นอยู่บ้างจริงๆ แต่เจ้ากรมผู้เฒ่าเสิ่นก็ไม่จำเป็นต้องจงใจทำเช่นนี้ ข้าเป็นขุนนางใหม่ไฟแรงสามกอง ท่านส่งจดหมายกลับไปให้ทางตระกูลแค่ฉบับเดียวก็พอแล้ว หนึ่งเพราะเจ้ากรมผู้เฒ่าอายุมากแล้ว ข้ายยังต้องปรึกษาเรื่องสมัญญานามของเสิ่นเฉินกับฮ่องเต้ไว้ล่วงหน้า ทางฝั่งกรมพิธีการไม่มีคุณสมบัติจะให้ข้อเสนอแนะ อีกอย่างหากข้าจะเชือดไก่ให้ลิงดูจริงๆ ก็ต้องเลือกพวกตัวใหญ่ๆ หน่อย พวกตัวเล็กตัวน้อยไม่มีความหมายหรอก”
เสิ่นเฉินขมวดคิว “จ้าวเหยาแห่งกรมอาญาลงมือจริงจังแล้วหรือ?”
เฉินผิงอันพยักหน้า “ก่อนหน้านี้ข้าก็ได้บอกกับจ้าวเหยาไปแล้วว่าหากจะตรวจสอบก็ต้องตรวจสอบให้ถึงที่สุด ในเรื่องของเวลาไม่มีคำว่าไม่ถือสาความผิดในกาลก่อน ในเรื่องของบุคคลไม่มีจำกัดเพดานสูงสุด ตรวจสอบไปเจอใครก็คือคนนั้น ขอแค่มีความเกี่ยวข้องก็ถือว่ามีความผิดที่สั่งสอนไม่เข้มงวด”
เสิ่นเฉินทำท่าจะพูดไม่พูด เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “ข้าจะกะน้ำหนักให้ดี นับตั้งแต่เด็กมาก็ชอบสังเกตสีหน้าท่าทางคนอื่นอยู่แล้ว อาหารร้อยบ้านไม่อร่อยหรอกนะ”
เสิ่นเฉินยิ้มตามไปด้วย “รสชาติของข้าวร้อยบ้านยากจะกลืน หรือว่ากว่าจะกินข้าวได้ร้อยบ้านก็ไม่ง่ายเลย?”
เฉินผิงอันกล่าว “ปากบอกว่าอร่อย ขอแค่ได้กินข้าวอิ่มสักมื้อก็มีรสชาติอย่างถึงที่สุดแล้ว ก็แค่ว่าในใจรู้สึกไม่ดีเท่านั้น”
เสิ่นเฉินเอ่ย “ท่านราชครูก็ต้องดูแลสภาพจิตใจของฮ่องเต้อย่างเหมาะสมด้วย”
เฉินผิงอันกล่าว “แน่นอนอยู่แล้ว ”
เสิ่นเฉินถาม “เจ้าคิดว่าฮ่องเต้มีธุระจริงหรือหลอก?” เฉินผิงอันกล่าว “ไม่สำคัญหรอก”
เสิ่นเฉินเงยหน้ามองไปยังดวงอาทิตย์ที่ไม่ถือว่าอยู่สูงสักเท่าไร ประหนึ่งอัญมณีสีทองเม็ดหนึ่งที่ฝังเลื่อมอยู่ในแก้วใสสีฟ้าคราม
เฉินผิงอันยิ้มกล่าาว “ยังดี ไม่มีใครเอ่ยมาว่า ไยต้องระดมกำลังใหญ่โตให้สิ้นเปลืองกำลังแคว้น ไม่สู้ราชครูไปเยือนหานโจวด้วยตัวเองสักรอบ หรือไม่ก็เอ่ยประโยคหนึ่งบอกให้ผู้ถวายงานโม่เซิงออกกระบี่ก็ได้แล้วไม่ใช่หรือ”
เสิ่นเฉินกล่าว “การประชุมขนาดเล็กต้องไม่มีแน่ แต่ในการประชุมเช้ากลับไม่แน่เสมอไป ไม่ได้บอกว่าพวกเขาไม่กลัวเจ้า แต่ในวงการขุนนางนี่นะ อย่างไรก็ต้องผลักบุคคลที่คล้ายคลึงกับ “ทหารลาดตระเวน” สักสองสามคนออกมาหยั่งเชิงความใจกว้างและเส้นต่ำสุดในการทำเรื่องต่างๆ”
เงียบไปครู่หนึ่ง เสิ่นเฉินก็ถามว่า “ทางฝั่งของหานโจวคือจะใช้เรือกระบี่กวาดล้างสนามรับ แล้วค่อยใช้ทหารม้าติดอาวุธเบาสองกอง ตรงดิ่งไปที่เมืองหลวงแคว้นชิวหรือ?”
เฉินผิงอันกลับตอบไม่ตรงคำถาม “เจ้ากรมผู้เฒ่ารู้สึกว่าทำไมในการประชุมเล็กถึงได้ไม่มีคนประเภทนี้?” เสิ่นเฉินหัวเราะ
ราชครูหนุ่มกับเจ้ากรมผู้เฒ่าคล้ายพูดคุยเรื่องสัพเพเหระทั่วไป ทว่าอู๋หวงเฉิงที่อยู่ข้างๆ กลับฟังด้วยอาการเสียววาบไปทั้งตัว เขาคิดอยากจะก้าวเร็วๆ จากไป หรือไม่ก็อุดหูเอาไว้ แต่เขากลับยังต้องประคองเจ้ากรมผู้เฒ่าไม่ใช่หรือ?