กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1176.1 แกล้มสุรา
หญิงสาวสองคนที่ทำหน้าที่เป็น “คนเฝ้าประตู” ของจวนราชครู แต่งกายด้วยชุดคล่องตัว คนหนึ่งสวมชุดผ้าแพร คนหนึ่งสวมชุดสีเขียว ประหนึ่งดอกโบตั๋นกับต้นไผ่เขียวขจี พวกนางแยกกันเฝ้าอยู่ตรงระเบียงสองเส้นที่เชื่อมโยงเรือนชั้นที่สองกับชั้นที่สามเข้าด้วยกัน ต่างก็พกดาบใหญ่และดาบสั้นรูปแบบของกองทัพชายแดนต้าหลีไว้ตรงเอว
ในห้อง หานเอ้อที่ยืนอยู่พูดเสียงสั่น
“คือการร่ายใช้วิชาดินแดนมายาของตระกูลเซียน อันที่จริงหลิวเหวินจินยังไม่ตาย ใช่หรือไม่?!”
ต่างก็พูดกันว่าผู้ฝึกบำเพ็ญตนบนภูเขามีจักรวาลในชายแขนเสื้อ สามารถหดย่อพื้นที่จำแลงได้สารพัดอย่าง สามารถใช้ของปลอมมาสวมรอยเป็นของจริง
เฉินผิงอันใช้ตำราที่ม้วนไว้เคาะหัวเข่าเบาๆ เอ่ยว่า
“หลิวเหวินจิน อายุสี่สิบสามปี รับตำแหน่งเจ้ากรมพิธีการแคว้นชวิ สวมรอยสถานะมาสิบเก้าปี ชื่อจริงคือเจิงหล่าน ภูมิลำเนาอยู่ในราชวงศ์ป๋ายซวงเก่า คือคนของเขตฮวาเซียง เป็นตระกูลใหญ่ที่มีชื่อเสียงในพื้นที่ สืบทอดบรรดาศักดิ์กันมาหลายรุ่นหลายสมัย น่าเสียดายที่เป็นลูกอนุภรรยา เขตฮวาเซียงบังเอิญยิ่งนัก”
หานเอ้อเงียบงัน ยืนอยู่ข้างเก้าอี้ ในใจของเด็กหนุ่มชินอ๋องตะลึงพรึงเพริดสุดขีด
ตายไม่ได้ ยังตายไม่ได้! ยังมีปณิธานอีกมากมายเหลือเกินที่ยังไม่เป็นจริง เขายังไม่ได้ใช้สถานะของจักรพรรดิพระองค์ใหม่ของแคว้นชวิมาแบกรับหน้าที่ ช่วยให้สกุลหานแคว้นชวิหลุดพ้นจากการเป็นแคว้นใต้อาณัติ ไม่จำเป็นต้องมอบของบรรณาการให้กับแคว้นเหนือหัวอีกต่อไป จะไม่ทำให้บรรพบุรุษทั้งหลายต้องอับอายอีกต่อไป
เฉินผิงอันเอ่ย
“แรกเริ่มข้าก็กังวลว่าหลิวเหวินจินจะใช้สายลับที่มีสถานะสองอย่างหรือไม่ จึงให้กรมอาญา หรือแม้กระทั่งกรมกลาโหมตรวจสอบเอกสารทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับหลิวเหวินจินอย่างละเอียดอีกครั้ง ดูว่ามีอะไรตกหล่นหรือไม่ ผลลัพธ์ก็คือไม่มี”
สองตาของหานเอ้อแดงก่ำ มือกำเป็นหมัดแน่น กลัวบุรุษชุดเขียวอย่างถึงที่สุด แต่กลับกลายเป็นว่าเด็กหนุ่มเริ่มเกิดความกล้า เช่นเขี้ยวเคี้ยวฟันเอ่ยว่า
“การเก็บภาษีซ้ำซ้อนของแคว้นชวิ หานโจวเหนือเกินกว่ามาตรฐานของมณฑลมากมายในต้าหลี หลิวเหวินจินบอกว่าสกุลซ่งต้าหลีจงใจกดข่มแคว้นชวิ เพื่อให้ชาวบ้านในท้องถิ่นมิอาจทำกิน เสียงบ่นดังระงมต่อเนื่อง ต้องมีสักวันที่คนลุกขึ้นมาชูธงก่อกบฏ ราชสำนักต้าหลีจงใจจะทำให้แคว้นชวิต้องแตกสลายจากภายในในระยะเวลาสามสิบปี ถึงเวลานั้นต้าหลีค่อยฉวยโอกาสยกทัพไปปราบกบฏ สะบั้นชะตาแคว้นของสกุลหานแคว้นชวิ แม้กระทั่งสถานะของแคว้นใต้อาณัติก็ยังรักษาไว้ไม่ได้”
เฉินผิงอันยิ้มถาม
“เรื่องที่สกุลหานสมคบคิดกับกระโจมทัพเผ่าปีศาจตอนทำสงครามอย่างลับๆ ไฉนเจ้ากรมหลิวถึงไม่อธิบายและป่าวประกาศออกมาด้วยล่ะ?”
หานเอ้อเดือดดาล
“เจ้าพูดเหลวไหล! ปีนั้นเสด็จพ่อก็แค่ไม่ยินดีจะทำตามคำสั่งทหารของต้าหลี ไม่ยอมให้บุรุษอายุต่ำกว่าสี่สิบปีของแคว้นชวิต้องลงสู่สนามรบ เจรจากับกรมกลาโหมเมืองหลวงสำรองอยู่หลายครั้งก็ไร้ผล เสด็จพ่อถึงได้พาวตัวไปเสี่ยงอันตราย ไปเยือนเมืองหลวงสำรองเพื่อพบเจ้าโจรชาติสุนัขลั่วอ๋องซ่งมู่ผู้นั้น เสด็จพ่อถึงขั้นให้คำสัญญาว่าชายฉกรรจ์ของแคว้นชวิ หรือแม้กระทั่งเด็กน้อยที่ขอแค่จับอาวุธขึ้นสู้ได้ไหว ล้วนสามารถไปฆ่าปีศาจที่สนามรบได้ ขอแค่ต้าหลียกเลิกคำสั่งนั้น วันนั้นฝนตกกระหน่ำ จักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่แห่งแคว้นกลับต้องคุกเข่าอยู่บนพื้น ซ่งมู่กลับไม่ยอมตอบตกลง แม้กระทั่งพบหน้าก็ยังไม่มาพบเขา!”
“เจ้ากรมหลิวไม่ไปเป็นนักเล่านิทานอยู่ใต้สะพานก็ช่างน่าเสียดายเหลือเกิน”
เฉินผิงอันหัวเราะก่อนเอ่ยว่า
“หากจะบอกว่าให้คนอื่นต้องมากินน้ำแกงประตูปิด ฟังเสียงโขกหัว ซ่งจีซินก็ทำเรื่องแบบนี้ได้ลงจริงๆ”
หานเอ้อแค่นเสียงหยัน
“ลั่วอ๋องซ่งมู่สมคบคิดกับทูตผู้ตรวจการซูเกาซาน คนหนึ่งจิตใจอำมหิต คนหนึ่งวิธีการเหี้ยมโหด คิดอยากจะร่วมมือกันเชือดไก่ให้ลิงดู สยบขวัญแคว้นทั้งหลาย ซูเกาซานจึงนำทัพบุกเข้าไปเข่นฆ่าถึงในวังหลวง ทำร้ายเสด็จพ่อ! เขาซูเกาซานจิตใจทะเยอทะยาน คิดอยากจะให้ตำแหน่งทูตผู้ตรวจการที่คว้ามาอยู่ในมือได้แล้ว กลายเป็นยศที่สามารถสืบทอดต่อในตระกูล ฝ่ายบู๊เป็นเสาหลัก ฝ่ายบู๊ออกตรวจการแผ่นดิน เพื่อที่จะได้ให้เหล่าตระกูลผู้ที่มีคุณูปการทางการทหารที่อาศัยการฆ่าคนจนร่ำรวยขึ้นมามั่งคั่งสูงส่ง สืบเนื่องไปชั่วลูกชั่วหลาน รุ่นแล้วรุ่นเล่า!”
เฉินผิงอันหรี่ตาลง ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า
“หลิวเหวินจินนี่ไม่ใช่คนจริงๆ ฆ่าคนก็แค่ให้หัวตกพื้นเท่านั้น? หากรู้แต่แรกว่าเป็นเช่นนี้ก็ไม่ควรให้เขาตายง่ายไป”
เด็กหนุ่มชินอ๋องพูดจนน้ำลายแตกฟอง พูดด้วยความฮึกเหิมเร่าร้อน พูดจนลืมตัวเองไม่มีสีหน้าหวาดกลัวอีกแม้แต่น้อย
“หลิวเหวินจินยังบอกว่าปีนั้นราชสำนักต้าหลีบังคับให้ย้ายออกจากพื้นที่ทะเล หากในระยะเวลาที่กำหนด ชาวประมงและชาวเกาะริมทะเลยังไม่ยอมย้ายออกไปจากมาตุภูมิของตัวเองจะต้องถูกประหารโดยไม่มียกเว้น ตราสั่งการทหารของกองทัพต้าหลีเหมือนยันต์เร่งชีวิต แต่กลับไม่มอบเรือที่เพียงพอมาให้ เป็นเหตุให้บนเส้นทางของการเคลื่อนย้ายกลาดเกลื่อนไปด้วยโครงกระดูก ผู้คนอดอยากจนถึงขั้นต้องแลกลูกกิน น่าสังเวชจนแทบไม่อาจทนมอง ผีร้ายวิญญาณอาฆาตที่ต้องตายภายใต้คมดาบ หิวตาย จมน้ำตาย จนถึงทุกวันนี้ก็ยังป้วนเปี้ยนอยู่ริมทะเลไม่ยอมไปไหน”
“การบริหารบ้านเมืองด้วยบู๊ ปกครองทหารด้วยบู๊ของราชสำนักต้าหลีพวกเจ้าในทุกวันนี้ ล้วนสร้างขึ้นบนกระดูกขาวของคนที่ตายไปพร้อมกับความอยุติธรรมนับไม่ถ้วน พลทหารและชาวบ้านของแคว้นทั้งหลายที่ต้องตายด้วยน้ำมือของกองทัพชายแดนต้าหลี เมื่อเทียบกับตายด้วย…”
เฉินผิงอันอดทนฟังมาถึงตรงนี้ก็ร้องเบาๆ ว่า
“หืม?”
อันที่จริงไม่ได้มีการใช้วิธีการของตระกูลเซียนใดๆ หานเอ้อกลับเหมือนถูกคนบีบคอ ล้วนเป็นเพราะความตกใจจาก… พลังอำนาจที่เขาก็บอกไม่ถูกเหมือนกัน ร่างทั้งร่างของหานเอ้อเหมือนแพหนังแกะล่องแม่น้ำที่ถูกทิ่มเบาๆ อากาศข้างในก็ถูกปล่อยออกจนฟีบแบน เด็กหนุ่มถูกความหวาดกลวกลบทับอีกครั้ง
มีสตรีเอ่ยขึ้นเสียงเบาว่า
“ราชครู หยวนฮว่าจิง ซ่งซวี อวี๋อวี๋ สามคนจากสายแผนภูมิดินมาแล้ว”
เฉินผิงอันเอ่ย
“ไม่พบอวี๋อวี๋ ให้นางกลับไปทางเดิม”
นางจึงขวางเด็กสาวที่มาจากสกุลอวี๋หม่าเพิ่น อีกทั้งลำดับอาวุโสในตระกูลยังไม่ต่ำเอาไว้ แต่ปล่อยอีกสองคนที่เหลือมาให้พวกเขาสองคนเดินเข้ามาที่เรือนหลัง ก่อนหน้านี้ก็เป็นนางที่ใช้กระบี่ตัดหัวของหลิวเหวินจิน หิ้วไปพบหน้าเด็กหนุ่ม
อวี๋อวี๋ทำท่าจะพูดแต่ไม่พูด แต่กลับได้รับการบอกเป็นนัยทางสายตาจากซ่งซวีที่มีสถานะเป็นองค์ชายต้าหลีว่าอย่าดื้อ รีบกลับไปเสีย
เฉินผิงอันเอ่ยกบัเด็กหนุ่มว่า
“หานเอ้อ ข้าสามารถยอมรับในความโง่ของเจ้าได้ ดังนั้นข้าถึงได้ปลีกเวลามาพูดคุยกบัเจ้าจนถึงตอนนี้ แต่หากจิตใจเลวร้าย รากฐานเละเทะอย่างสิ้นเชิงแล้ว ข้าก็ไม่ถึงขั้นต้องโกรธเจ้ากับคนตายคนหนึ่ง ไม่จำเป็นเลย แต่ข้าจะต้องเสียใจภายหลังที่ให้เจ้าข้ามธรณีประตูนี้มา เจ้าถึงกับไม่มอบความประหลาดใจให้ข้าเลยแม้แต่น้อย ในเมื่อเจ้าทำให้ข้าเสียใจภายหลัง ถ้าอย่างนั้นภายใต้นโยบายแคว้นที่กำหนดไว้แล้ว และภายใต้กฎระเบียบของคำสั่งทหารกองทัพชายแดนต้าหลี ข้าก็จะให้ชนชั้นสูงที่มีอำนาจของแคว้นชวิเจ็บปวดมากขึ้นหน่อย ขุดกระดูกที่เน่าเละนั้นลึกลงไปอีกหน่อย”
ร่างของหานเอ้อเริ่มสั่นเป็นตะแกรงร่อนอีกครั้ง เขาไม่ได้เสแสร้งจริงๆ ในตำราสอนไว้แค่ว่าควรจะเป็นฮ่องเต้เป็นขุนนางอย่างไร ไม่ได้สอนเรื่องนี้ไว้นี่นา
ผู้ฝึกกระบี่ขอบเขตก่อกำเนิดลูกหลานสกุลหยวนเสาค้ำยันแคว้น กับซ่งซวีองค์ชายต้าหลีที่รออยู่นอกประตู ต่างก็เรียกอย่างเคารพอยู่ในกฎในระเบียบว่า ท่านราชครู
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย
“หาเก้าอี้นั่งลงเอาเอง เรียกพวกเจ้าสองคนมา เพราะอยากจะให้พวกเจ้าไปเยือนหานโจวที่อยู่นอกแคว้นชวิสักรอบ ร่วมมือกับจ้าวเหยาแห่งกรมอาญาจับตามองคนกันเองบางคน จ้าวเหยากับเฉาเกิงซินรออยู่ในห้องข้างฝั่งซ้ายของเรือนชั้นสองแล้ว รายละเอียดต่อจากนี้พวกเจ้าก็ปิดประตูคุยกันเอาเอง อีกอย่างซ่งซวี เจ้าไปเตือนอวี๋อวี๋สักหน่อย บอกนางว่าอย่าได้ฉลาดเกินจนถูกความฉลาดย้อนกลับมาทำร้าย”
ซ่งซวีกับหยวนฮว่าจิงต่างก็ยกเก้าอี้มานั่งลง พยักหน้ารับ ก่อนหน้านี้หยวนฮว่าจิงได้ไปฝึกกระบี่อยู่ที่หอกระบี่ช่วงระยะเวลาหนึ่ง ได้ผลประโยชน์มาไม่น้อย และผลประโยชน์ด้านวิถีกระบี่ก็มีเยอะมาก เขาได้เจอกับทั้งเฒ่าหูหนวกและเซี่ยโก่ว ฝ่ายแรกรู้สึกว่าเขาคือวัตถุดิบที่สร้างได้ที่เหนือกว่าผู้อื่นในด้านของความขยันหมั่นเพียร หากโชคดีกว่านี้สักหน่อย ชีวิตนี้ก็มีโอกาสจะเลื่อนเป็นเซียนเหริน ดังนั้นถึงได้พูดคุยเรื่องความเข้าใจในการหลอมกระบี่ของตนกับหยวนฮว่าจิงมากหน่อย
ส่วนฝ่ายหลังก็รู้สึกว่า “หยวนจวีไฉ (วัตถุดิบชิ้นใหญ่หรือผู้มีพรสวรรค์ชั้นยอด) ผู้นี้คือผู้เชี่ยวชาญในการคำนวณบวกเพิ่ม ยากที่จะพูดคุยสื่อสารด้วยจริงๆ” เพียงแต่เด็กสาวสวมหมวกขนเตียวเห็นว่าคุณสมบัติของเขาแย่ก็เลยถามเขาไปว่า
“ลมปราณเบาบางดุจเส้นด้ายลอยแขวน บนหนทางแห่งมรรคา ต้องลดละวันแล้ววันเล่า เจ้าพอจะเข้าใจหรือไม่”
หยวนฮว่าจิงที่มีการเตรียมความพร้อมมาอย่างรัดกุมจึงเลือกที่จะปิดด่านอยู่ที่หอบูชากระบี่ เพียงแต่ไม่อาจฝ่าทะลุขอบเขตได้ ตอนที่ออกมาจากหอบูชากระบี่ก็ยังไม่กลายเป็นผู้ฝึกกระบี่ขอบเขตหยกดิบ ความยากลำบากนั้นมีเพียงตัวหยวนฮว่าจิงเองที่รู้ ไม่พูดคุยยังดี แต่พอพูดคุยกับพวกเขาก็ยิ่งรู้สึกว่าคอขวดขอบเขตก่อกำเนิดของตัวเองใหญ่และสูงยิ่งกว่าเดิมแล้ว
เพียงแค่เพราะประโยคนั้นของเซี่ยโก่วทำให้หยวนฮว่าจิงรู้สึกเหมือนจะบรรลุถึงอะไรบางอย่าง จิตแห่งมรรคาพลันลดฮวบลง วิถีกระบี่ก็พลันว่างเปล่า ดังนั้นการที่ไม่อาจฝ่าทะลุขอบเขตได้ แม้ว่ามีความเสียดายอยู่บ้างเล็กน้อย แต่ท่ามกลางความมืดมิดที่มองไม่เห็น หยวนฮว่าจิงย่อมมีจุดที่ตัวเองภาคภูมิใจ อารมณ์ความรู้สึกเช่นนี้มิอาจบอกกล่าวแก่คนนอกได้
เฉินผิงอันถาม
“ไทเฮาสาวของแคว้นชวิผู้นั้น ไม่ใช่สายลับต้าหลีที่มีปณิธานอยู่ที่ความตายจริงๆ หรือ?”
หานเอ้อที่อยู่ด้านข้างเหมือนเด็กนักเรียนประถมที่ถูกลงโทษให้ยืนพลันรู้สึกเหมือนถูกสายฟ้าฟาด ในสมองเหมือนมีแต่แป้งเปียก แหลกสลายไปในทันที เซถอยไปด้านหลัง เด็กหนุ่มยื่นมือมาคว้าที่วางแขนเก้าอี้ หลังมือเกร็งจนเส้นเอ็นปูดโปน
หยวนฮว่าจิงกล่าว
“ใช่แล้วอย่างไร ไม่ใช่แล้วอย่างไร”
ความนัยนอกเหนือจากประโยคนี้ก็เรียบง่ายอย่างมาก แต่ไหนแต่ไรมาราชครูก็ไม่ห่างเหินกับเรื่องของการจัดขบวนทัพวางแผนการรบอยู่แล้ว ทว่าเรื่องลับวงใน กฎระเบียบของวงการนักรบพลีชีพและสายลับ อินกวานคนสุดท้ายของกำแพงเมืองปราณกระบี่กลับไม่แน่เสมอไปว่าจะเข้าใจและได้สัมผัสอย่างลึกซึ้ง เฉินผิงอันไม่เห็นเป็นสำคัญ
ซ่งซวีส่ายหน้า เอ่ยว่า
“ข้าสามารถยืนยันกับราชครูได้เลยว่า นางไม่ใช่นักรบพลีชีพของต้าหลีที่ถูกจัดวางไว้ในแคว้นชวิแน่นอน”
เฉินผิงอันพยักหน้า
“ถ้าอย่างนั้นก็ง่ายแล้ว”
ผ่านการชดเชยของกรมอาญาและกรมกลาโหม รายชื่อฉบับที่สองจึงรวบรวมคนได้สามร้อยยี่สิบคน นอกจากนี้ยังมีสายลับของแคว้นอื่นอีกห้าสิบกว่าคน แต่ว่าครึ่งหนึ่งนั้นมีสองสถานะหรืออาจถึงขั้นสามสถานะ ยังต้องมีการตรวจสอบคัดกรองอีกรอบถึงจะได้
เฉินผิงอันปรายตามอง หานเอ้อน้ำตาไหลนองเต็มใบหน้าอย่างที่ไม่อาจห้ามตัวเองได้
ถ้าหาก? ถ้าหาก? ไม่ว่าจะเป็นคำตอบแบบใด เด็กหนุ่มชินอ๋องก็เสียใจอย่างถึงที่สุด รู้สึกถึงความสิ้นหวัง
เด็กสาวสวมหมวกขนเตียวอยู่ตรงระเบียง พูดประจบหญิงสาวสวมชุดผ้าแพรที่คิ้วตางามล้ำ ทว่ากลับมีบุคลิกเฉยเมยเย็นชา
“ว้าว พี่สาวหน้าตางดงามจริงๆ ออกกระบี่ฟันคนก็ทำได้สวยงามมาก”
หญิงสาวยิ้มบางๆ
“รองผู้ถวายงานเซี่ยอย่าล้อเล่นเลย”
เซี่ยโก่วถามอย่างสงสัย
“เจ้าเปิดปากพูดได้ด้วยหรือ?”
ผู้ฝึกยุทธหญิงคนนั้นก็สงสัยเหมือนกัน
“ทำไมข้าถึงจะพูดไม่ได้ล่ะ?”
เซี่ยโก่วเอ่ย
“ก่อนหน้านี้อยู่ในระเบียงของการประชุมเล็ก มีอาจารย์ผู้เฒ่าสวมชุดหม่างคนหนึ่ง เขาถนอมคำพูดดุจทองคำเลยล่ะ”
สตรีอธิบายว่า
“กฎระเบียบฝ่ายในของวังหลวงของราชวงศ์ไม่เหมือนกับกฎระเบียบของจวนราชครู”
เซี่ยโก่วนึกเรื่องหนึ่งขึ้นได้ก็แอบถามว่า
“พี่สาว เจ้าเป็นขุนนางมาจนเคยชินแล้ว เจ้าขุนเขาบ้านข้าเคยเอ่ยคำพูดประหลาดประโยคหนึ่ง เจ้าช่วยอธิบายให้ฟังหน่อยได้ไหม? เขาบอกว่า ‘ปัญญาชนที่ศึกษาวิชาความรู้ ไม่ควรไปยุ่งเรื่องการเมืองในราชสำนัก แค่แตะก็จะแหลกสลาย’ หมายความว่าอย่างไร?”
สตรีิยิ้มเอ่ย
“น่าจะบอกว่าต่อให้จะเป็นปัญญาชนที่ศึกษาวิชาความรู้แค่ไหน ก็ไม่มีทางเฉลียวฉลาดเกินไปกว่าบัณฑิตที่เป็นขุนนาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งยังเป็นขุนนางใหญ่ ในเมื่อเป็นเช่นนี้ก็จงสร้างคำวาทะ ศึกษาวิชาความรู้อยู่ในห้องหนังสือไปแต่โดยดีเถอะ อาจจะสร้างผลงานที่สืบทอดต่อให้คนรุ่นหลัง ทิ้งร่องรอยเอาไว้ได้บ้าง แต่นี่เป็นแค่การคาดเดาของข้าเท่านั้น ความคิดที่แท้จริงของท่านราชครู ข้าหรือจะรู้ได้”
เซี่ยโก๋วยกนิ้วโป้งให้ แล้วก็เริ่มควักชายแขนเสื้อ
“คือคนที่อ่านตำรามาจนเต็มอิ่มเหมือนกัน! พี่หรงอวี๋ ข้าเขียนบันทึกการเดินทางไว้เล่มหนึ่ง โปรดลองอ่าน”
นางโบกมือ
“ฝูชิงชอบวรรณกรรม รองผู้ถวายงานเซี่ยสามารถเอาไปให้นางอ่านได้ อย่าเอามาให้ข้าอ่านเลย”
เซี่ยโก่วเก็บสมุดเล่มนั้นลงไป ส่ายหน้าเอ่ย
“ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ต้องหรอก ข้าดูโหงวเฮ้งคนเป็น ข้ากับพี่ฝูชิงน่าจะไม่ค่อยถูกกันเท่าไร”
เอวบางเกินไป ก้นใหญ่เกินไป อกก็ตั้งตระหง่านเกินไป ประเด็นสำคัญคือนางยังจงใจแอบซ่อนเอาไว้ด้วย แม้ว่าหรงอวี๋จะสงสัย แต่ก็ไม่ถามถึงต้นสายปลายเหตุ เพียงแค่คิดไปว่าเป็นวิชาความรู้ของผู้ฝึกบำเพ็ญตนบนภูเขาเท่านั้น