กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1175.3 คนเขียนตำราในห้องหนังสือ
เสิ่นเฉินกล่าว “ตอนนั้นเป็นหนุ่มอารมณ์พลุ่งพล่าน ด้วยความโมโหจึงลาออกจากราชการ นอกจากด่าชุยฉานว่าเป็นคนต่างถิ่นแล้ว อันที่จริงยังด่าเขาที่เป็นราชครูต้าหลีด้วยว่าจะต้องใช้เทพเซียนมาคิดเป็นเงินเดือน เสแสร้งอะไรกับข้า อันที่จริงด่าไปเยอะมาก เพียงแต่ว่าตอนนั้นสำเนียงท้องถิ่นค่อนข้างหนัก มีภาษาถิ่นของบ้านเกิดบางอย่างแทรกไปด้วย ขุนนางในเมืองหลวงจึงฟังไม่เข้าใจนัก”
“รอกระทั่งเดาได้ว่าเขาคือเทพเซียนก่อกำเนิด หึ ตอนนั้นก่อกำเนิดของแจกันสมบัติทวีปก็คือเทพเซียนผู้อาวุโสบนยอดเขาอย่างสมศักดิ์ศรีแล้ว ข้าก็โมโหอีก ในเมื่อเป็นราชครูแล้ว ยังสร้างกองทัพชายแดนต้าหลีขึ้นมาเองกับมือ สงครามเหล่านั้นต่อสู้กันดุเดือดมากแค่ไหน ทำไมไม่ลงมือ? ดังนั้นถึงได้บอกอย่างไรล่ะว่า หากข้าอายุน้อยกว่านี้สักสามสิบสี่สิบปี การประชุมเล็กในวันนี้ก็คงจะถามคำถามสองข้อก่อนหน้านั้นต่อหน้าไปแล้ว” “แต่ตอนนี้กลับไม่เป็นแบบนั้นแล้ว”
อยู่ในวงการขุนนาง นอกจากจะฝึกปรือฝีมือในการเป็นขุนนาง ทำเรื่องที่จับต้องได้จริงแล้ว ความเจ้าเล่ห์ ความอดทน ความอำมหิต ล้วนขาดไม่ได้สักอย่างเดียว แน่นอนว่ายังต้องมีโชคในการเป็นขุนนางด้วย
เสิ่นเฉินเอ่ยอย่างปลงอนิจจัง “การขัดเกลาตัวเองในเส้นทางราชการช่างยากเหลือเกิน ลอยและจมอยู่ท่ามกลางกระแสคลื่นเชี่ยวกราก”
เฉินผิงอันสอดสองมือไว้ในชายแขนเสื้อ เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า “การล่องลอยและจมจ่อมอยู่ในวงการขุนนาง เมฆและคลื่นผันผวนแปรปรวน จนได้เห็นยอดเขาผุดขึ้นกะทันหัน ถึงได้รู้ว่าสิ่งที่นิ่งสงบไม่เคลื่อนไหวนั้นจึงจะเป็นภูเขาที่แท้จริง”
เสิ่นเฉินหยุดเดิน สะบัดแขนให้อู๋หวงเฉิงปล่อยมือ เจ้ากรมผู้เฒ่ายิ้มเอ่ย “ราชครู ให้รองเจ้ากรมอู๋ไปประชุมเถอะ ข้าคงไม่เดินไกลไปถึงที่ว่าการราชครูแล้ว ต้องกลับไปนอนกลางวันสักหน่อย”
เฉินผิงอันพยักหน้ายิ้มเอ่ย “หลังจากนี้ที่ว่าการต้าหลีแห่งแรกที่ข้าจะไปเยือนต้องเป็นห้องโถงใหญ่ของกรมกลาโหมแน่นอน”
เสิ่นเฉินเอ่ยเสียงเบา “เรื่องของสมัญญานาม ราชครูช่วยพูดดีๆ ให้ฮ่องเต้ฟังสักหน่อย ประเมินไปในทางที่ยิ่งใหญ่หน่อย”
เฉินผิงอันยิ้มบางๆ “ต้องทำตามหลักความถูกต้องไม่ลำเอียง”
เสิ่นเฉินใช้ไม้เท้าหวายตีไปที่อู๋หวงเฉิงหนักๆ “ยังไม่ไปอีก นำทางให้ราชครูสิ? ควรออกเดินทางได้แล้ว !”
อู๋หวงเฉิงจึงพาเฉินผิงอันไปยังที่ว่าการพิเศษซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อราชครูโดยเฉพาะ ซึ่งก็อยู่ใกล้กับระเบียงพันก้าวเช่นกัน ที่ว่าการที่สำคัญที่สุดของเมืองหลวงล้วนมารวมกันอยู่ที่ย่านหนันซวินและตรอกเคอเจียสองฟากฝั่งของระเบียงพันก้าว นอกจากนี้ก็ถือเป็นเตาเย็น เก้าอี้เย็น (เปรียบเปรยถึงตำแหน่งที่ไม่มีความสำคัญ ไม่มีใครเหลียวแล) ในวงการขุนนาง แน่นอนว่าคนที่กล้าคิดเช่นนี้ ส่วนใหญ่ก็ล้วนมาจากตรอกอีฉือ ตรอกฉือเอ๋อร์กันทั้งนั้น
ฮ่องเต้มีธุระจริงๆ แต่กลับไปหาฮองเฮาอวี๋เหมี่ยนที่ตำหนักฝ่ายใน เรื่องในบ้าน แต่หากเป็นเรื่องในบ้านของโอรสสวรรค์ก็คือเรื่องของบ้านเมือง ราชครูซิวหูอาจารย์ชุยฉานเคยพาซ่งเหอองค์รัชทายาทที่ชื่อจริงคือซ่งมู่ไปเดินอยู่ในตลาดเมืองหลวงที่เจริญรุ่งเรืองด้วยกัน เล่าให้เด็กหนุ่มฟังว่าคำกล่าวที่ว่า “จิตใจของจักรพรรดิ” ที่ในตำราประวัติศาสตร์มักจะเขียนถึงบ่อยๆ และพวกขุนนางมักจะพูดคุยกันในทางส่วนตัวบ่อยๆ สรุปแล้วคือสิ่งใดกันแน่
ไม่ใช่ว่าแกล้งทำเป็นมีนิสัยประหลาด โหดเหี้ยมแล้งน้ำใจ ความคิดทุกอย่างล้วนทำให้พวกขุนนางคาดเดาได้ยาก แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะใจกว้างอ่อนโยนอภัยให้คนอื่นได้ทุกเมื่อ แก่นแท้นั้นอยู่แค่ที่คำว่า “ลึก” เท่านั้น สามารถบรรจุสิ่งของได้มากมาย รวมเอาความโกรธเกรี้ยว ความน้อยเนื้อต่ำใจ วางไว้ในส่วนลึกของหัวใจ จากนั้นก็…ฆ่าพวกมันทิ้ง!
เดินอยู่บนเส้นทาง ฟังขันทีผู้คุมตราประทับของซือหลี่เจี้ยนเล่าให้ฟังเรื่องบันทึกการเดินทาง ฮ่องเต้ก็ยิ้มเอ่ย “พูดคุยกับแม่นางเซียผู้ถวายงานอันดับรองของภูเขาลั่วทั่งถูกชะตามากหรือ?”
ขันทีเฒ่ารีบตอบทันใดว่า “เป็นบ่าวที่ละเมิดกฎระเบียบแล้ว”
ฮ่องเต้โบกมือ ถามอย่างประหลาดใจ “จงใจมาพูดคุยผูกมิตรกับเจ้า คือกลยุทธ์การเจรจาของนางหรือว่าเป็นความจริงใจ?” แม้ว่าในใจของขันทีเฒ่าจะมีข้อสรุปแล้ว แต่ก็ยังเอ่ยว่า “บ่าวก็ยังไม่แน่ใจ”
ฮ่องเต้ยกสองแขนขึ้นยืดสองสามที โคลงศีรษะ ยืดหน้าอก อันที่จริงเขาอารมณ์ไม่ดีอย่างมาก
อันที่จริงจวนราชครูต้าหลีก็คือบ้านพักขุนนางแห่งหนึ่ง แต่ชุยฉานไม่เคยพักอยู่ที่นี่ ทุกคืนจะต้องกลับไปที่ตรอกเล็กแห่งนั้น ตามหลักแล้วการประเมินขุนนางเมืองหลวงและขุนนางท้องถิ่นคือความสำคัญในสำคัญอีกทีซึ่งเป็นการรับประกันว่าการบริหารบ้านเมืองจะดำเนินไปอย่างมีระบบแบบแผน แต่นอกจากเมื่อสิบปีก่อนที่ราชครูชุยฉานมีอำนาจรับผิดชอบอย่างเต็มที่แล้ว ภายหลังก็มอบให้สองกรมอย่างกรมขุนนางและกรมพิธีการผลัดกันดูแล ส่วนที่ว่าการอีกสองแห่งที่เหลือก็ให้คอยช่วยเหลือสนับสนุน มีเพียงการตรวจสอบตนเองของขุนนางฝ่ายตรวจสอบซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการตรวจตราของราชสำนักเท่านั้นที่เมื่ออยู่บนมือของชุยฉานก็ไม่เคยเป็นแค่เครื่องประดับ แต่ไหนแต่ไรมาก็เป็นจวนราชครูที่จับตามองด้วยตัวเองมาโดยตลอด
และทางฝั่งบ้านพักที่เป็นเรือนสามชั้นแห่งนี้ ห้องข้างซ้ายขวาของเรือนพักชั้นที่สองก็มีเลขานุการฝ่ายบุ๋นสามสิบกว่าคนที่มาคอยช่วยงานอยู่ที่นี่ ดังนั้นจึงถูกเรียกขานเป็นสำนักฮั่นหลินเล็กของราชสำนักต้าหลี
“คนเฝ้าประตู” คือสตรีอายุยี่สิบต้นๆ สองคน พวกนางต่างก็เป็นผู้ฝึกยุทธเต็มตัว ว่ากันว่าเป็นลูกกำพร้าของแม่ทัพปู่สองท่าน
เฉินผิงอันและอู๋หวังเฉิงเดินตรงไปประชุมในหอโถงใหญ่ ประมาณครึ่งชั่วโมงผ่านไป ขุนนางทุกคนที่อยู่ในหอโถงก็แยกย้ายกันกลับไป
เรือกระบี่หกลำได้ออกเดินทางไปยังชายแดนของแคว้นชิวที่อยู่ในหานโจวแล้ว พวกมันเหมือนทะเลเมฆหกผืนที่ทิ้งเงามืดขนาดยักษ์ไว้บนพื้นดิน ทหารม้าฝีมือดีสองกองที่สวมเสื้อเกราะยันต์ก็กรีธาทัพแล้ว บนทางหลวงของหานโจว เกราะเหล็กเงาวับ ฝุ่นตลบคละคลุ้ง
หนึ่งผู้ใหญ่หนึ่งเด็กที่ถูกศาลหงหลูเชิญมาที่นี่ มารออยู่ที่หน้าประตูที่ว่าการนานถึงหนึ่งชั่วโมงเต็ม ตลอดทางไม่เห็นทหารสวมเสื้อเกราะที่จัดการกำลังแน่นหนาเข้มงวด ยืนอยู่ตรงหน้าประตูนี้ก็ไม่มีใครมาสนใจพวกเขา
หานเอ้อเด็กหนุ่มชินอ๋องที่เดิมที่ควรได้รับการแต่งตั้งตำแหน่งอ๋องให้ไปประจำพื้นที่ศักดินายืนเหม่อลอยอยู่ใต้แสงอาทิตย์ หลิวเหวินจินเจ้ากรมพิธีการของแคว้นชิวที่อยู่ข้างกันกำลังอยู่ในวัยหนุ่มฉกรรจ์ ยืนเอวตรงหลังตั้ง สีหน้าไร้อารมณ์
เด็กหนุ่มชินอ๋องถูกหญิงสาวคนหนึ่งที่มีสีหน้าเคร่งขรึม ท่วงท่าองอาจพามายังห้องข้างห้องหนึ่งของเรือนสามชั้น ลักษณะของห้องคล้ายกับห้องหนังสือของตระกูลที่พอมีอันจะกินในเมืองหลวงแคว้นชิว นางหมุนกายจากไปเงียบๆ ทิ้งเด็กหนุ่มไว้เพียงลำพัง ในห้องค่อนข้างโล่ง เส้นแสงลอดทะลุหน้าต่างเข้ามากระทบลงบนพื้นอิฐเขียว สามารถมองเห็นฝุ่นจำนวนนับไม่ถ้วนที่ล่องลอยอยู่กลางความว่างเปล่าใต้แสงอาทิตย์เบาๆ ได้
ซิวหูราชครูชุยฉานผู้นั้น ปีนั้นก็บริหารปกครองแคว้นต้าหลีอยู่ที่นี่หรือ? เก้าอี้ตัวที่ใช้รับรองแขกซึ่งตอนนี้ว่างเปล่า เขาก็เคยนั่งมาก่อนหรือ?
หานเอ้อที่ลมหายใจถี่กระชั้นทำจิตใจให้มั่นคง ได้แต่ใช้หางตามองประเมินภาพบรรยากาศในห้อง ไม่กล้าขยับศีรษะ กลัวว่าจะถูกเจ้าของห้องเอาข้ออ้างว่าลอบสืบข่าวของต้าหลีมาใช้กับตน ก็ในตำราประวัติศาสตร์เรื่องแบบนี้เขียนไว้นี่นา
น้ำเสียงอบอุ่นดังออกมาจากในห้อง “เข้ามา”
เด็กหนุ่มรีบก้มหน้าเดินข้ามธรณีประตูเข้าไป เงยหน้าขึ้นมองตามเสียงไปยังชั้นหนังสือแถวหนึ่งที่สูงจรดเพดาน บุรุษปักปิ่นหยกสวมชุดกว้าตัวยาวสีเขียว สวมรองเท้าผ้า คลี่ยิ้มน้อยๆ ด้วยสีหน้าอ่อนโยน “ห้องหนังสือของราชครูชุยอยู่ที่อื่น ที่แห่งนี้เพิ่งจะถูกจัดขึ้นใหม่”
คงเป็นเพราะตอนที่เดินมา ชินอ๋องหนุ่มน้อยเคยจินตนาการถึงภาพเหตุการณ์ต่างๆ มานับไม่ถ้วน ความโกรธเกรี้ยวปานฟ้าผ่าของขุนนางตำแหน่งสูงบางท่านจากกรมพิธีการหรือไมกี่กรมกลาโหม น้ำเสียงแข็งกร้าวสีหน้าขึงขัง หรือไม่ก็เป็นเงาดาบเงากระบี่ตวัดวาบ ศีรษะก็หล่นกลิ้งลงบนพื้น หากไม่ใช่ของเขาก็เป็นของเจ้ากรมหลิว หรืออาจจะเป็นทั้งสองหัวที่หล่นลงพื้นไปด้วยกัน แต่ไม่ว่าอย่างไรก็คิดไม่ถึงว่าเป็นสถานที่ที่เงียบสงบเช่นนี้ หานเอ้อจึงมึนงงอยู่บ้าง บุรุษไม่ได้สวมชุดราชการของต้าหลี และยิ่งไม่ใช่สีอาจารย์สอนหนังสือที่สอบเคอจวี่ไม่ราบรื่น ได้แต่ใช้ชีวิตอย่างเหนื่อยล้าตกอับ
คนผู้นั้นถาม “หานเอ้อ เจ้ายินดีมาเป็นตัวประกันด้วยตัวเอง หรือว่าถูกบังคับมา?” หานเอ้อตอบหนักแน่นอย่างไม่ลังเล “แน่นอนว่าเต็มใจมาเอง!”
เฉินผิงอันเหน็บตำราเล่มนั้นไว้ใต้รักแร้ ลากเก้าอี้สองตัวมาไว้ใกล้ๆ กับหน้าต่าง “นั่งลงคุยกัน ไหนลองบอกสิว่าทำไมถึงยินดีมาที่นี่”
หานเอ้อหรือจะกล้านั่ง จึงถามหยั่งเชิงว่า “ท่านอาจารย์คือ ?” ทำไมคนผู้นี้ถึงได้ปรากฏตัวที่นี่ คือขุนนางชนชั้นสูงบางคนที่ไม่อาจดูกันแค่หน้าตา คือลูกหลานของขุนพลระดับสูงที่ทางตระกูลฝากความหวังไว้มาก? หรือไม่ก็เป็นองครักษ์ประจำตัว เป็นนักรบพลีชีพของราชครูชุยที่มีศาสตร์คงความเยาว์? ดังนั้นถึงสามารถมาหยึดครองห้องแห่งนี้ได้เพียงลำพัง? หรือว่าเป็นเลขานุการฝ่ายบุ๋นของต้าหลีที่จัดการงานจุกจิกอยู่ที่นี่?
แล้วนับประสาอะไรกับที่ในตำรายังมักจะมีกุนซือชุดขาวที่คอยวางแผนอยู่หลังม่าน กำหนดกลยุทธ์วางทิศทางให้กับบ้านเมือง พอจบเรื่องก็จากไป เกี่ยวกับร่องรอยของซิวหู่ผู้คนพากันพูดไปหลากหลาย ลี้ลับซับซ้อน หานเอ้อที่อยู่ในวังหลวงแคว้นชิวได้ยินได้ฟังมาจนหูชาแล้ว
เฉินผิงอันกลับเอ่ยแค่ว่า “หานเอ้อ เจ้ารู้หรือไม่ว่าแคว้นชิวต้องทำสงครามอีกแล้ว? ทำสงครามจะต้องมีคนตายเยอะมาก” หานเอ้อสงสัยไม่เข้าใจ นี่ไม่ใช่คำพูดไร้สาระหรอกหรือ? เพียงแต่พอคิดได้ว่ามีความเป็นไปได้มากที่อีกฝ่ายจะเป็นคนสนิทของราชครูชุย ก็รู้สึกว่าสองประโยคนี้ซุกซ่อนความหมายที่ใหญ่มาก เพียงแต่ว่าตอนนี่ตนยังไม่เข้าใจก็เท่านั้น
บุรุษเอ่ย “แน่นอนว่าในบรรดาคนที่ตายได้รวมเจ้าแล้วก็หลิวเหวินจิน เจ้ากรมหลิวที่อยากจะทิ้งชื่อเสียงอันดีงามไว้ในประวัติศาสตร์ด้วย” ต่อให้หานเอ้อจะรู้จุดจบของตัวเองมานานแล้ว แต่เมื่อเขาได้ยินประโยคนี้จากปากของ “ขุนนางในจวนราชครูต้าหลี” สีหน้าก็พลันขาวซีดไร้สีเลือด ชาไปทั้งหนังหัว เย็นวาบที่สันหลัง
หานเอ้อเห็นว่าบุรุษคนนั้นยังคงคลี่ยิ้มดังเดิม น้ำเสียงทุ้มนุ่ม ทว่าเนื้อหาที่พูดกลับทำให้ชินอ๋องเด็กหนุ่มรู้สึกเหมือนมีไอเย็นๆ พุ่งออกไปจากกลางกระหม่อม
“แล้วก็เพราะเจ้าเองก็เป็นคนตาย แล้วก็อยู่ในเมืองหลวงพอดี บังเอิญกับที่อายุยังไม่มาก ข้าถึงได้ยอมพูดคุยกับเจ้ามากหน่อย” ถึงอย่างไรหานเอ้อก็เป็นเชื้อพระวงศ์ชั้นสูงตัวจริง ไหนเลยจะเคยได้พบเจอเหตุการณ์เช่นนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลิวเหวินจินที่เป็นที่พึ่งสำคัญยังไม่อยู่ข้างกายด้วย เด็กหนุ่มพยายามทำให้ตัวเองดูใจกล้า แต่นั่งอยู่ตรงนั้นก็ไม่ต่างอะไรจากการนั่งอยู่บนพรมเข็ม ร่างสั่นสะท้านราวกับร่อนตะแกรงอย่างห้ามไม่ได้
บุรุษกล่าว “แต่ข้าเพิ่งจะมาเป็นขุนนาง ก่อนหน้านี้ไม่ค่อยคุ้นเคยกับการทหารของต้าหลีเท่าใดนัก ยิ่งขนบธรรมเนียมของหานโจวและการปกครองภายในของแคว้นชิวก็ยิ่งไม่รู้ ทำงานราชการเสร็จแล้วก็เลยมาคุยกับเจ้า”
“ต่อจากนี้ข้าถามเจ้าตอบ? หากเจ้ามีคำถาม แน่นอนว่าก็ถามข้าได้เหมือนกัน แคว้นใต้อาณัติทางเหนือของลำน้ำใหญ่ที่รักษาชื่อของแผ่นดินไว้ได้ก็มีอยู่สามสิบกว่าแห่ง แคว้นชิว ยังเป็นแคว้นอักษรเดียว ราชสำนักต้าหลีที่เป็นแคว้นเหนือหัว อันที่จริงก็ไม่ถือว่าปฏิบัติย่ำแย่ต่อสกุลหานของพวกเจ้า แล้วก็เป็นเพราะราชครูชยุกับหลิวชิงเฟิงตั้งใจจะให้พวกเจ้ากระโดดออกมา หากเป็นข้าบางทีอาจไม่ปล่อยตามใจพวกเจ้าตั้งแต่แรกแล้ว” หานเอ้อได้แต่เงียบงัน
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “หลิวเหวินจินไม่อยู่ข้างกายก็เลยไม่กล้าพูดหรือ? ข้าถึงได้เชิญสายลับราชวงศ์ป๋ายซวงเก่าผู้นี้มาที่นี่ด้วยอย่างไรล่ะ ” พูดไปทางนอกห้อง “พาหลิวเหวินจินเข้ามา”
เพียงไม่นานหานเอ้อก็ได้พบหลิวเหวินจิน ในมือของหญิงสาวหิ้วศีรษะที่โชกไปด้วยเลือดเข้ามา เฉินผิงอันโบกตำราที่ม้วนอยู่ในมือ นางจึงขยับศีรษะนั้นออกไป หานเอ้อรีบยกมือปิดปาก เกือบจะอาเจียนออกมา
เฉินผิงอันส่ายหน้า ยิ้มบางๆ เอ่ยว่ำ “อายุน้อย ฝีมือการแสดงไม่เลว ทั้งๆ ที่รู้ว่าข้าเป็นใครตั้งแต่แรก แต่กลับเสแสรงได้สมจริงยิ่งนัก ก็แค่ว่ายังไม่แน่ใจว่าเฉินผิงอันแห่งภูเขาลั่วพั่วจะใช่ราชครูคนใหม่ของต้าหลีหรือไม่สินะ?”
ดวงตาของหานเอ้อเปลี่ยนมาเป็นเฉียบคม ใช้ฝ่ามือเช็ดมุมปาก ลุกขึ้นยืนช้าๆ ก้มหัวคารวะ “หานเอ้อแห่งแคว้นใต้อาณัติคารวะราชครูต้าหลี”
เฉินผิงอันยิ้มกล่าว “แคว้นชิวไม่ใช่แคว้นใต้อาณัติของต้าหลีแล้ว ดังนั้นความคิดของเจ้าที่อยากแสวงหาความร่ำรวยท่ามกลางความเสี่ยง เดิมพันว่าจะเป็นเจ้าผู้ครองแคว้นใต้อาณัติคนใหม่จึงไม่เป็นไปตามที่หวังแล้ว”
หานเอ้อพลันเงยหน้าขึ้น ใบหน้าเต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ “ราชครูจะเปิดฉากเข่นฆ่าครั้งใหญ่อยู่ในหานโจว ยกทัพเข้าไปในอาณาเขตแล้วฆ่าคนบริสุทธิ์อย่างพร่ำเพรื่อจริงๆ หรือ?”
เฉินผิงอันส่ายหน้า “ถูก แล้วก็ผิดด้วย ฆ่าแค่จะฆ่าคนอย่างพวกเจ้าที่คิดว่าการทำสงคราม ต่อให้กองทัพชายแดนตายจนสิ้นซากแล้วก็ไม่มีทางที่พวกเจ้าจะต้องตาย”
เกร็ดความรู้เพิ่มเติม: ระบบการบริหารรายสำนักและที่ว่าการของต้าหลี
เพื่อให้เข้าใจถึงโครงสร้างอำนาจในเนื้อเรื่องที่เงินฝังอัน (ในฐานะราชครูคนใหม่) เข้าไปจัดการได้ดียิ่งยึ้น นี่
คือโครงสร้างโดยสังเยป:
· จานรายครู (Imperial Preceptor’s Office): เปรียบเสมือนศูนย์กลางบัญชาการสูงสุดที่อยู่เหนือกฎ
เกณฑ์ปกติ มีอำนาจตรวจสอบและสั่งการทุกกรม
· กรมอาญา (Ministry of Justice): รับผิดชอบเรื่องกฎหมาย การตรวจสอบความผิดขุนนาง และการ
กักเก้บเอกสารสับ (เช่น คลังอักษรเหริน ที่ระบุข้อมูลบุคคลสำคัญ)
· กรมกลาโหม (Ministry of War): ดูแลเรื่องการทหาร เรือกระบี่ (อาวุธสำคัญของต้าหลี) และ
ยุทธศาสตร์ขายแดน
· ศาลทงหลู (Court of State Ceremonial): รับผิดชอบเรื่องการต้อนรับทูตและพิธีกรรมระหว่าง
แคว้น รวมถึงการจัดการกับแคว้นได้อาณัติ