กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1177.2 ฟ้าสว่างแล้ว
รีบมาจากสถานที่ฝึกบำเพ็ญตนเนินฝูเหยา มายืนอยู่นอกประตูเรือน
เฉินผิงอันหยุดยืนอยู่ครู่หนึ่งก็ไม่ได้เดินเข้าไปข้างใน ปล่อยให้คนเก่าแก่ในยุทธภพสองคนได้พูดคุยเรื่องในยุทธภพกันไป
ที่เนินฝูเหยา ต่อให้จะมีหลิวเสียนหยางช่วยถ่ายทอดเวทกระบี่ให้ด้วยตัวเอง แต่การพัฒนาก็ยังคงเป็นไปอย่างเชื่องช้า
หนึ่งเพราะเวทกระบี่บทนี้มีธรณีประตูสองขั้น ที่หนึ่งปรากฏชัดที่หนึ่งถูกซ่อนไว้
ภายนอกแน่นอนว่าต้องมีความสามารถในการทำความเข้าใจสูง มีจิตกระบี่ใสสะอาดที่สอดคล้องกับเวทกระบี่
ในทางกลับกันกลับมีข้อเรียกร้องที่ประหลาด นั่นคือเรียกร้องผู้ฝึกกระบี่ว่าหากไม่มีความฝันใดๆ เลย ก็ต้องมีความฝันเยอะมาก อีกทั้งยังสามารถจดจำฝันได้ด้วย
ก่อนหน้านี้เฉินผิงอันสามารถข้ามธรณีประตูแล้วฝึกเวทกระบี่นี้ได้ก็ถือว่าไม่ง่ายอย่างมากแล้ว
อีกอย่างก็ต้อง “ยกคุณความชอบ” ให้กับภาพบรรยากาศฟ้าดินร่างมนุษย์ที่เป็นหุ่นตุ้นวุ่นวาย
ที่ทำให้เฉินผิงอันฝึกเวทกระบี่บทนี้ได้อย่างยากลำบากเกินกว่าจะหาคำใดมาบรรยายได้
นอกจากนี้ก็ยังมีเซียโก่วคอยช่วยผลักดันอยู่ข้างๆ จึงยิ่งแสดงให้เห็นถึงความโง่เขลา และคุณสมบัติที่ธรรมดาอย่างมากของเฉินผิงอัน
มาถึงเรือนไม้ไผ่ ยืนอยู่ริมหน้าผามองแสงจันทร์สุกสกาว มองภูเขาฉีตุน เมืองหงจู๋ซึ่งเป็นจุดตัดของแม่น้ำสามสายที่แสงไฟสว่างเรืองรอง
ตอนกลางวันอยู่ในที่ว่าการได้เปิดเอกสารคดีความของกรมพิธีการอ่าน หยางฮวาฉางชุนโหวทำงานจริงจังอย่างมาก
จวนโหวลำน้ำใหญ่ไม่รับการแสดงความยินดีจากใคร หลายปีมานี้นางมักจะออกไปลาดตระเวนอำเภอและเขตการปกครองที่อยู่ภายใต้การดูแลของตัวเองเพียงลำพังเป็นประจำ
ไม่ต้องมีคนติดตาม ไม่ต้องมีขบวนเดินทาง แล้วก็ไม่ทักทายคนในวงการขุนนางภูเขาสายน้ำของในพื้นที่ เดินย่ำผ่านหลายพันอำเภอ
เมื่อเทียบกันแล้วเฉาหย่งหลินหลีโหวถือว่าทำอะไรตามกฎระเบียบของวงการขุนนางมากกว่า
วิธีการรอบคอบรัดกุม ขยันมานะ คือภาพบรรยากาศอีกอย่างหนึ่ง
เฉินผิงอันยังตรวจสอบไปเจอเรื่องของเฉินเหวินเชียนที่เพิ่งจะมาเสริมตำแหน่งเฉียนถังจ่างที่ว่างอยู่
และยังมีป้ายเตงิเทพวารีแม่น้ำเถี่ยฝูที่อยู่หน้าประตูบ้านของตัวเอง
นอกจากนี้ยังอนุญาตให้หลีชิงจู๋เทพวารีแม่น้ำอวี๋เย่โยกย้ายไปสร้างศาลสร้างเทวรูปอยู่ที่ริมแม่น้ำหนีเสอเว่ยโจวในตำแหน่งที่เท่าเดิม
ขณะเดียวกันก็ให้ซูหรุ่ยเทพวารีแม่น้ำหนีเสอโยกย้ายมารับตำแหน่งที่แม่น้ำอวี๋เย่แทน
เฉินผิงอันเรียกเซียโก่วมาหา บอกว่าจะออกเดินทางไปดูทัศนียภาพเลียบลำน้ำใหญ่ ถือโอกาสทดสอบผลลัพธ์ของยันต์สามภูเขาเลียนแบบไปด้วย
เซียโก่วไม่ปฏิเสธอยู่แล้ว จะได้เพิ่มสีสันให้กับบันทึกภูเขาสายน้ำเล่มนั้นด้วย!
เรียกใช้ยันต์สามภูเขาเลียนแบบที่ข้อเสียเพียงหนึ่งเดียวก็คือย่นระยะทางได้ไม่ไกลมากพออยู่หลายครั้ง
ไปหยุดอยู่ที่กลุ่มเทือกเขาแห่งหนึ่งแล้วมุ่งหน้าไปยังอาณาเขตของขุนเขากลาง ลำน้ำใหญ่ทางตะวันออกและตะวันตกมาจากกลุ่มภูเขาทางทิศเหนือและทิศใต้หานโจวต้าหลี
เมืองหลวงแคว้นชิว ร้านอาหารเช้าแห่งหนึ่งที่อยู่ใกล้กับถนนหลวง
ชายหนุ่มเงียบขรึมกับเด็กสาวใบหน้าเต็มไปด้วยกระรวบรวมเอาทรัพย์สินของมีค่าใส่ไว้ในห่อสัมภาระ
ยังต้องรอให้ประตูเมืองเปิดจึงมานั่งกินอาหารเช้าที่นี่ก่อน
พวกเขาสั่งเกี๊ยวน้ำสองชามที่ทั้งอร่อยและราคาถูก ไส้เยอะ แป้งบาง
แล้วยังมีสาหร่ายม่วง กุ้งแห้ง เต้าหู้แห้งที่หั่นเป็นเส้นให้กินแกล้ม กลางโต๊ะวางกระบอกไม้ไผ่ที่ใส่ตะเกียบไว้จนเต็มกับถ้วยน้ำจิ้มหลากหลายชนิด
คนหนุ่มดึงตะเกียบคู่หนึ่งออกมา จิ้มหน้าโต๊ะเบาๆ หนึ่งทีด้วยความเคยชิน แล้วเริ่มก้มหน้าก้มตากิน
เด็กสาวเบี่ยงตัวหันข้าง หันหลังให้กับพ่อค้า ก่อนจะหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาจากชายแขนเสื้อ เช็ดตะเกียบอยู่สองสามทีก่อนจะเริ่มกิน
คีบเกี๊ยวตัวหนึ่งเข้าปาก เด็กสาวหรี่ตาลง เคี้ยวอย่างละเอียด อร่อยจริงๆ
คนหนุ่มเหลือบมองนาง เกี๊ยวน้ำข้างทางราคาสามเหวิน เจ้าก็กินด้วยมาดของคุณหนูตระกูลใหญ่ขนาดนี้
ต้นหลิวต้นหยางอ่อนช้อยประหนึ่งเอวบางของเด็กสาวอายุสิบห้า เรือนร่างของนางดีมาก
น่าเสียดายที่ใบหน้าไม่งดงาม พ่อค้ายกเกี๊ยวน้ำที่ควันร้อนลอยระอุไปให้ลูกค้าคนใหม่ที่นั่งอยู่โต๊ะข้างๆ
ใช้ภาษาทางการของต้าหลีที่พูดได้อย่างคล่องปากเอ่ยว่า ลูกค้าเชิญกินตามสบาย แล้วก็ไปทำงานของตัวเองต่อ
เด็กสาวเอ่ยเสียงเบา “ท่านพี่ อยู่ที่นี่ก็ดีอยู่แล้ว ทำไมจู่ๆ ต้องจากไปด้วยล่ะ? ข้าเพิ่งจะปลูกดอกไม้ไว้ในลานบ้าน จ่ายเงินไปหลายตำลึง เอาไปด้วยก็ไม่ได้”
พวกเขาสวมหน้ากากที่คนในยุทธภพใช้กันเป็นประจำ ออกจากบ้านมาอยู่ข้างนอกเรียกขานกันเป็นพี่ชายกับน้องสาว
เมื่อหลายปีก่อนก็มาลงหลักปักฐานอยู่ที่นี่ เปิดร้านข้าวต้มทุนต่ำร้านหนึ่ง
บุรุษที่ปักปิ่นหยกสีหมึกเพียงแค่เคี้ยวเกี๊ยวน้ำของตัวเองไป เด็กสาวรู้ว่าเขาเป็นคนระมัดระวังรอบคอบ จึงใช้เสียงในใจถามว่า
“ท่านบอกว่าแคว้นชิวก็ดีมากไม่ใช่หรือ ยังอยากจะหาโอกาสเปิดภูเขาก่อตั้งพรรคอยู่ที่นี่เลยนะ
ข้าเดาว่าเป็นเพราะมีเซียนซือมองรูปโฉมใต้หน้ากากของพวกเราออกใช่หรือไม่ ท่านพี่ขอโทษด้วยนะ เดือดร้อนให้ท่านต้องย้ายบ้านอีกแล้ว”
ชายหนุ่มเผยสีหน้าไม่สบอารมณ์ เอ่ยอย่างหงุดหงิดว่า
“บอกกับเจ้าตั้งกี่รอบแล้วว่าข้าไม่ได้สนใจว่าเจ้าจะเป็นหรือจะตาย ข้าแค่กังวลว่าหากทิ้งขว้างเจ้าจะทำให้ผู้ถ่ายทอดมรรคาที่นิสัยยากจะคาดเดาท่านนั้นอารมณ์เสีย ชีวิตนี้ข้าก็จะไม่มีความหวังบนมหามรรคา ได้แต่เป็นผู้ฝึกตนอิสระที่ชีวิตเอาแน่เอานอนไม่ได้ ได้แต่เกลือกกลิ้งอยู่ในโคลนตมตลอดไปเท่านั้น”
เขาเป็นคนพูดจาตรงไปตรงมา หลายปีมานี้ที่เดินทางหาประสบการณ์ร่วมกัน อยู่ด้วยกัน จึงไม่ทำให้รู้สึกเหนื่อยนัก
ยกตัวอย่างประโยคที่บอกว่า “ข้าชอบความงาม แต่ไม่ใช่ความงามของสตรี ดังนั้นเจ้าวางใจได้เลย ต่อให้ถอดเสื้อผ้าออกหมด ข้าก็ไม่คิดจะเป็นโจรเด็ดบุปผา”
“รอให้ข้าหาคนผู้นั้นเจอ กราบเขาเป็นอาจารย์ มีศักดิ์เป็นอาจารย์และศิษย์กันแล้ว พวกเราก็แยกย้ายกันไปทางใครทางมัน ข้าไม่อยากถูกเจ้าเป็นตัวถ่วงอีกแล้ว”
“สมกับเป็นนังจิ้งจอกจริงๆ ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็ล้วนสร้างปัญหาที่นั่น”
เห็นท่าทางน่าสงสารน้ำตาคลอเจียนจะหยดของนาง ผู้ฝึกตนหนุ่มก็ยิ่งหงุดหงิด ใช้ตะเกียบแยกเกี๊ยวน้ำออกเป็นสองท่อน เด็กสาวจึงยอมเป็นคนใบ้แต่โดยดี
ด้านบนหยกของคนหนุ่มแกะสลักบทกวีฮวาเจียนด้วยตัวอักษรเสี่ยวข่ายเล็กเท่าหัวแมลงวันหลายบท เป็นทั้งรสนิยมส่วนตัว แล้วก็เป็นการทักทายผู้ฝึกตนและผู้ฝึกยุทธในยุทธภพอย่างหนึ่ง
คนหนุ่มอธิบายอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “แคว้นชิวกำลังจะโกลาหลแล้ว”
เด็กสาวร้องหา “ทุกวันนี้ใครจะกล้ามาหาเรื่องแคว้นชิว? แคว้นใต้อาณัติอักษรเดียวเชียวนะ คนเล่านิทานในเหลาสุราของเมืองหลวงต่างก็พูดกันว่าแม่ทัพหานโจวที่ตั้งค่ายอยู่ที่ร่องต้าอวี๋ปกครองกองทัพอย่างเข้มงวดไม่ใช่หรือ ปีนั้นตอนที่อยู่ในสนามรบของเมืองหลวงสำรองเขาทั้งอาจหาญทั้งยังเชี่ยวชาญการรบอย่างมากด้วยไม่ใช่หรือ?”
คนหนุ่มหัวเราะหยัน “เจ้าไม่ได้ไปเหลาสุรากับโรงงิ้วมานานแค่ไหนแล้ว? ข้าจะให้เวลาเจ้าครึ่งวัน ลองไปฟังดูอีกทีสิ?”
วันๆ รู้จักแต่จะปลูกต้นไม้ดอกไม้ อ่านแต่นิยายบุรุษมากความสามารถกับโฉมสะคราญพวกนั้น พอเข้าครัวผูกผ้าผูกเอวจับเขียง ก็เหมือนได้บัญชาการฟ้าดินเล็กอย่างไรอย่างนั้น ไม่เคยสนใจเรื่องนอกตัวอะไรอีก
เด็กสาวน้อยใจอยู่บ้าง ก็ไม่ใช่ว่ากลัวจะสร้างปัญหาให้เจ้าหรือไร
รอกระทั่งรู้ว่าเขามีความคิดที่จะเปิดภูเขาก่อตั้งพรรค นางก็ยิ่งไม่กล้าออกจากบ้านไปตามสถานที่ที่มีคนพลุกพล่านอีก
เพียงแต่เด็กสาวกวาดตามองไปรอบด้าน ไม่เห็นเหมือนว่าจะเกิดความวุ่นวายเลยนะ
เป็นเพราะในเมืองหลวงมีคนเป็นขุนนางใหญ่คนใดหรือไม่ก็ใครที่นำทัพไปทำสงครามข้างนอกคิดจะรังแกลูกกำพร้าแม่หม้ายสกุลหาน วางแผนช่วงชิงบัลลังก์อย่างนั้นหรือ?
ทว่าทุกวันนี้คนที่มีอำนาจมากที่สุดในราชสำนักก็ไม่ใช่เชื้อพระวงศ์ฝ่ายมารดาที่ยึดครองตำแหน่งสูงอยู่ในราชสำนักหรอกหรือ?
หากนางจำไม่ผิดล่ะก็ ทุกวันนี้คนที่ดูแลหมวกขุนนาง ดูแลถุงเงิน แม้กระทั่งดูแลดาบในเมืองหลวงและชายแดน ก็ล้วนแซ่เดียวกับไทเฮาเหนียงเหนียงทั้งนั้นเลย
มีอยู่ครั้งหนึ่งนางเคยได้เห็นขบวนเดินทางของพวกเขา ตั้งขบวนใหญ่โตอย่างไม่สนจะเป็นการล้ำฐานะเลยแม้แต่น้อย
ยังดีที่พวกเขาแค่กำเริบเสิบสานบนใบหน้า สายตาและเครื่องประดับที่หรูหรางดงามเท่านั้น ไม่เคยได้ยินว่ามีการกระทำที่เป็นการคร่าชีวิตคนบริสุทธิ์มาก่อน
เด็กสาวทอดสายตามองไปยังประตูเมือง สองข้างทางเบียดแน่นไปด้วยแผงลอย รถเข็น ไม่ว่าอะไรก็มีขายครบหมด
มีพ่อค้าที่เดินอยู่บนถนนกำลังหาพื้นที่ว่าง บนบ่าแบกคานหาบอันโตเหมือนภูเขาลูกย่อม บรรจุสินค้ามากมายละลานตาทั้งผีเสื้อกระดาษหลากสี แมลงปอไม้ไผ่ กลองป๋องแป๋ง
รอให้ฟ้าสว่างก็จะยิ่งสวยกว่านี้ หึ ล้วนเอาไว้ล่อให้พวกเด็กๆ อยากได้แล้วค่อยหลอกเอาเงินในกระเป๋าของพ่อแม่พวกเขา
มีผู้เฒ่านั่งยองอยู่ข้างทาง สองมือสอดกันไว้ในชายแขนเสื้อ กำลังพูดคุยกับสัพเพเหระกับพ่อค้าร้านข้างๆ ที่ก็ตื่นแต่เช้ามาทำมาหากินเช่นกัน
ข้างเท้าของเขามีถังน้ำวางอยู่ ด้านในคือปลาที่ยังมีชีวิตหลายตัว บางครั้งก็มีเสียงปลาโดด สะเก็ดน้ำกระจาย จะเกิดความวุ่นวายได้อย่างไร?
นางถาม “พวกเราจะไปเขตแยนจือ แคว้นไฉ่อีหรือ?”
สายตาของคนหนุ่มเลื่อนลอย ส่ายหน้ากล่าว “ไปทำอะไรที่นั่น ไม่มีอะไรให้ต้องคิดถึง”
หลายปีมานี้พวกเขามีชีวิตพึ่งพากันและกัน มีความรู้สึกเหมือนพี่ชายน้องสาวที่ต้องพลัดที่นาคาที่อยู่อยู่บ้างจริงๆ
ระหว่างที่เดินทางไปทางใต้ของลำน้ำใหญ่ คงเป็นเพราะสาวงามเป็นต้นเหตุแห่งหายนะ คลื่นมรสุมที่พบเจอตลอดทางก็ล้วนมีต้นเหตุมาจากนางทั้งนั้น
ผู้ฝึกตนทำเนียบและยังมีผู้ฝึกตนอิสระอีกบางส่วนที่นั่น ฝ่ายแรกทำอะไรไร้คุณธรรมยิ่งกว่าฝ่ายหลังอย่างมาก
ก็แค่ควบคุมปากไม่อยู่ พูดจาโอ้โลมไม่กี่ประโยค แต่ฝ่ายแรกกลับควบคุมมือของตัวเองไม่ได้แย่งชิงกันอย่างหน้าด้านๆ!
แย่งไม่ได้ก็ร่วมมือกบัทางการในท้องถิ่นใช้แผนการชั่วร้าย พวกเขาจึงได้แต่เดินทางไปทางเหนือ พอมาหยุดอยู่ที่หานโจวซึ่งค่อนข้างจะใกล้กับลำน้ำใหญ่ วิถีทางโลกก็สงบสุขขึ้นมากแล้ว
ดังนั้นเขาถึงได้มีความคิดที่จะหาพื้นที่เหมาะๆ มาบุกเบิกเป็นถ้ำสถิตเป็นสถานที่ฝึกบำเพ็ญตน
เอกสารผ่านด่านและทะเบียนบ้านของพวกเขาล้วนเป็นของจริง ชาติกำเนิดสะอาดผ่านการตรวจสอบได้ หาไม่แล้วก็ไม่มีทางเดินทางมาถึงที่นี่ได้
ร้านเกี๊ยวน้ำมีลูกค้าที่ท่วงท่าผ่อนคลายสบายอารมณ์อีกสองคนเดินเข้ามา
คนหนึ่งคือปัญญาชนวัยกลางคน อีกคนคือเด็กสาวสวมหมวกขนเตียว
การประชุมที่เร่งด่วนสิ้นสุดลง ไทเฮาสาวก็กลับไปที่ตำหนัก
เบื้องหน้าคือนางกำนัลคอยถือโคมไฟ ด้านหลังก็มีสาวใช้คอยถือชายกระโปรงยาวให้
หากไม่ได้แต่งองค์ทรงเครื่อง ใครเล่าจะจินตนาการได้ว่าสตรีหน้าตางดงามผู้นี้ก็คือคนที่มีอำนาจมากที่สุดของแคว้นชิว
นางเกิดความคิดกะทันหันจึงไปที่บ่อน้ำพุร้อน เดินออกจากสระน้ำที่ไอร้อนลอยคละคลุ้ง
เผยให้เห็นผิวพรรณงดงามขาวนวลราวกับหยกมันแพะ ภายใต้การปรนนิบัติจากนางกำนัล
นางสวมใส่ผ้าแพรต่วนตัวยาว บางราวปีกจักจั่น เผยให้เห็นส่วนโค้งส่วนเว้าอย่างเต็มที่
สีหน้าของนางคล้ายหงุดหงิด แต่แท้จริงกลับอารมณ์ดีอย่างมาก
ไปเอนกายนอนลงบนเตียง นางกำนัลรีบปลดม่านมุ้งลงทันใด
ภาพที่เห็นได้อย่างเลือนลางนั้นประหนึ่งงูขาวบิดเลื้อยตัว
สตรีนวดคลึงเบาๆ เสียงครวญแผ่วเบาราวเสียงยุงที่ดังลอดออกมาข้างนอกทำให้นางกำนัลเรือนกายสูงโปร่งคนหนึ่งที่ยืนอยู่ข้างเตียงหน้าแดงก่ำเนื่องจากฝึกวรยุทธมาตั้งแต่เล็ก
คุ้นเคยกับดาบและธนูเป็นอย่างดี ทำให้นางไม่เหมือนกับนางกำนัลที่บอบบางนุ่มนิ่มทั่วไป
นางรู้ดีว่าอีกเดี๋ยวนางก็จะได้เข้าไปปรนนิบัติไทเฮาเหนียงเหนียงแล้ว
สตรีสายตาเฉียบคม พลันนั้นดวงตาก็พร่ามัวไปด้วยม่านน้ำตา ร้องเรียกขานชื่อของชู้รักเบาๆ ในใจกลับคิดว่าให้พวกมันตายกันไปให้หมด
ตายไปพร้อมกับเจ้าแก่วิปริตผู้นั้นหน้าตาอัปลักษณ์หนังเหี่ยวแห้งเหมือนเปลือกไม้
กลิ่นปากเหม็นคาวคลุ้งด้วยกลิ่นสุราทำให้คนอยากจะอาเจียน
เจ้าเด็กต่ำช้าสองคนนั้นก็ช่างน่าตายเหลือเกิน ไฉนถึงได้หน้าตาเหมือนเขาเพียงนั้น
หลิวหลางเคยบอกว่าจะพานางโบยบินไปด้วยกัน เป็นยวนยางที่ครองรักกันเนิ่นนาน
ไปอยู่ทางทิศใต้ที่เป็นบ้านเกิดของเขา หาสถานที่ที่ภูเขาเขียวน้ำใสสร้างคฤหาสน์อยู่ด้วยกัน…
เขายังบอกด้วยว่าไปถึงเมืองหลวงต้าหลีที่มีมังกรซ่อนพยัคฆ์หมอบแห่งนั้น เขาก็ยังคงมีวิธีที่จะเอาตัวรอด