กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1178.1 ประโยคนี้คือประโยคปิดท้าย
จวนที่พักขุนนางมีแค่สามชั้น แต่กลับกินอาณาบริเวณกว้างขวางมาก
ตรงกลางของลานเรือนทั้งสามชั้นแยกกันปลูกต้นอู๋ถงที่พุ่มใบหนาครึ้ม ไม่ใช่ของเก่าแก่ของตระกูลเซียน ว่ากันว่ามีอายุเท่ากับที่ว่าการ
พอถึงช่วงฤดูใบไม้ร่วงที่ใบไม้เริ่มกลายเป็นสีทอง บางครั้งก็มีใบไม้ที่ปลิวมาตามลมลอดทะลุหน้าต่างมาตกลงบนโต๊ะของพวกคนหนุ่มเบาๆ แล้วก็จะถูกเก็บเอาไว้ บ้างก็เอาไว้ทำเป็นที่คั่นหนังสือ ถือเป็นนิมิตหมายที่ดี
ต้นสนเก่าแก่ต้นหนึ่งที่ย้ายจากภูเขาตระกูลเซียนแห่งหนึ่งมาปลูกที่นี่ กิ่งก้านเป็นปมเปลือกเหมือนเกล็ดมังกร ใบเป็นพุ่มหนาสีเขียวขจี สายลมเย็นโชยเป็นระลอกที่ลอดผ่านร่องใบถี่แน่นคล้ายจะเย็นกว่าที่อื่น
ใต้ต้นไม้มีก้อนอิฐเขียวทรงยาวล้อมเป็นวงต่างม้านั่ง เพื่อสะดวกให้พวกขุนนางในห้องต่างๆ ของเรือนออกมาพักผ่อนคุยเล่นกัน
ท่ามกลางร่มเขียวขจียังมีโต๊ะหินอีกตัวที่หน้าโต๊ะแกะสลักเป็นกระดานหมากเอาไว้ ทุกครั้งที่แสงตะวันสีทองลอดผ่านพุ่มไม้หนาเป็นชั้นๆ ลงมาสาดส่องลงบนโต๊ะ ก็ราวกับเซียนเหรินกำลังวางเม็ดหมาก
ยังมีต้นท้ออีกต้นหนึ่งที่อยู่ในเรือนด้านหลัง ชุยฉานเป็นคนปลูกเสริมกับมือตัวเองเมื่อสิบกว่าปีก่อน
ตอนนั้นหรงอวี๋ยังเป็นแม่นางน้อยที่พอคิดถึงบ้านก็มักจะร้องไห้น้ำมูกน้ำตานองเต็มใบหน้า รอกระทั่งหรงอวี๋ค่อยๆ เติบโตเป็นเด็กสาวสะโอดสะองก็ได้อ่านบทกวีไพเราะมากมายเกี่ยวกับดอกท้อจากในตำรา
วางพู่กันลงบนที่วางพู่กันกระเบื้องรูปทรงสามภูเขา ปิดเอกสารคดีความฉบับหนึ่งลง
เฉินผิงอันเรียกฝูชิงเข้ามา อยากจะขอเอกสารลับฉบับหนึ่งจากนาง ช่วงยี่สิบปีล่าสุดนี้ ขั้นตอนอันเป็นรูปธรรมในการตรวจสอบหน่วยงานราชการต่างๆ ของเมืองหลวง รวมไปถึงยามที่อยู่ในจวนแห่งนี้ทุกวัน ชุยฉานได้พบใครบ้าง ใช้เวลานานแค่ไหน หากมีบันทึกเนื้อหาการประชุมอย่างละเอียดด้วยก็ยิ่งดี
คิดไม่ถึงว่าฝูชิงจะบอกว่าจวนราชครูไม่มีเอกสารที่ว่านี้ เฉินผิงอันถามหยั่งเชิง
“ทางฝั่งของกรมอาญาล่ะ?”
ฝูชิงส่ายหน้า “ยิ่งไม่มีการเก็บเอกสารประเภทนี้”
เฉินผิงอันปวดหัวอยู่บ้าง เอนหลังพิงเก้าอี้ สองมือสอดกันไว้ในชายแขนเสื้อ เงยหน้ามองฝ้าเพดาน
แคว้นแห่งหนึ่งก็เหมือนร่างกายมนุษย์ จำนวนสำมะโนครัว กองกำลังทหารที่ประจำการและอัตราการเก็บภาษีบนหน้ากระดาษ ฯลฯ ก็เหมือนรูปโฉมของคน สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเนื้อ
นอกจากนี้ยังมีการหมุนเวียนทางการค้าที่คล้ายคลึงกับการหมุนเวียนทรัพย์สินเงินทองของพวกชาวบ้าน การสัญจรไม่หยุดหย่อนตามจุดพักม้าของทางหลวง ก็เหมือนเลือดลมของมนุษย์
ศักยภาพในการสู้รบที่แท้จริงบนสนามรับของทหารชายแดนก็เหมือนเส้นเอ็นและกระดูกที่อยู่ใต้ผิวหนัง
ส่วนการศึกษาการสั่งสอนในสำนักศึกษา ในโรงเรียนประถมตามหมู่บ้านชนบท จิตใจของพวกชาวบ้าน ฯลฯ โดยรวมแล้วก็คือ จิตวิญญาณซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดของมนุษย์
ดังนั้นแคว้นแห่งหนึ่งก็มีเส้นชีพจรของตัวเอง เบาะแสที่เฉินผิงอันอยากจะหาให้เจอก็คือ การศึกษาว่าชุยฉานตรวจชีพจรให้กับต้าหลีอย่างไร
ฝูชิงกล่าว
“เรียนท่านราชครู หรงอวี๋ความจำดี นางหกขวบก็ได้เข้ามาอยู่ที่นี่แล้ว อยากให้เรียกนางมาหรือไม่?”
เฉินผิงอันพยักหน้า “ให้นางเข้ามาหน่อย”
หรงอวี๋มาเคาะประตูเบาๆ อย่างรวดเร็ว เดินข้ามธรณีประตูเข้ามาด้วยฝีเท้าแผ่วเบา เลือกที่ยืนเงียบๆ อยู่บนก้อนอิฐเขียวก้อนหนึ่งที่คล้ายจะถูกกำหนดไว้แล้ว
เฉินผิงอันยิ้มถาม
“ฝูชิงบอกว่าเจ้าความจำดีมาก จำได้ดีแค่ไหน?”
หรงอวี๋กล่าว
“เรียนท่านราชครู สิ่งที่ได้เห็นได้ยินมาอย่างน้อยในเวลาสิบปี ข้าล้วนจำได้อย่างแม่นยำ สามารถเขียนออกมาได้ และวาดออกมาได้ แล้วยังเลียนแบบน้ำเสียงที่พูดได้ด้วย”
เฉินผิงอันอึ้งตะลึง
หรงอวี๋อธิบายว่า
“ไม่ใช่วิชาอภินิหารที่สวรรค์ประทานให้หรือเป็นวิชาลับตระกูลเซียนอะไร ก็แค่ความจำดีเท่านั้นจริงๆ”
นางชี้ไปที่หัวของตัวเอง ยิ้มเอ่ยว่า
“ข้าถูกราชครูชุยพามาที่นี่ ตอนนั้นเป็นเพราะอายุยังน้อยจึงค่อนข้างจะมีอิสระ อีกอย่างหากเป็นเรื่องที่ราชครูชุยไม่ได้เตือนไว้ก่อนหรือมีคำสั่งอย่างชัดเจน โดยทั่วไปแล้วก็เท่ากับการยอมรับโดยปริยายว่าสามารถทำได้
ด้วยเหตุนี้ กิจวัตรประจำวันภายในระยะเวลาสิบปีของราชครูชุย ได้เจอใครที่ห้องหนังสือ พูดคุยกันนานแค่ไหน ราชครูชุยนั่งนิ่งไม่ขยับหรือลุกขึ้นมาต้อนรับ ให้ขุนนางยืนพูดหรือยกเก้าอี้มาให้ใคร
คุยกันเสร็จแล้ว ราชครูชุยได้ไปส่งแขกหรือไม่ ไปส่งถึงตรงไหน หน้าประตู หรือว่าหน้าประตูระเบียงของเรือนชั้นสองชั้นสาม หรือว่าเดินไปส่งจนถึงประตูใหญ่ของจวน
ราชครูชุยได้รั้งแขกให้อยู่กินข้าวต่อหรือไม่ ทุกวันเขาขอเอกสารคดีความอะไรจากหน่วยงานใดบ้าง การไปกลับของสำเนาเอกสารประเภทต่างๆ ระหว่างที่จวนกับที่ว่าการของระเบียงพันก้าว ขอแค่ผ่านมือของข้า ส่วนที่ไม่กล้าจดลงกระดาษเองโดยพลการ ก็ล้วนจดจำไว้ในนี้หมดแล้ว”
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย
“ถ้าอย่างนั้นช่วงนี้เจ้าอาจจะต้องลำบากหน่อย แล้วคัดลอกสิ่งที่เจ้าจำได้ออกมาให้หมด”
หรงอวี๋ถาม
“ราชครูชุย มักจะไปเดินเล่นอยู่ในลานบ้านด้านนอกเป็นประจำ ทุกวันกินอะไร บางครั้งที่ไปกินข้าวข้างนอกได้พูดคุยกับเลขานุการฝ่ายบุ๋นคนใดบ้าง รวมถึงเนื้อหาในการถามตอบระหว่างขุนนางพวกนั้น การเปลี่ยนแปลงอันละเอียดอ่อนของสีหน้าท่าทาง หลังจากราชครูชุยกินข้าวอิ่มแล้วลุกขึ้นยืน สีหน้าที่พวกเขาแสดงออกมา เรื่องพวกนี้ล้วนต้องเขียนด้วยไหม?”
เฉินผิงอันหลุดหัวเราะอย่างอดไม่อยู่ โบกมือเอ่ย
“เรื่องพวกนี้ไม่ต้องหรอก”
หรงอวี๋ขอตัวลากลับไป ฝูชิงยังคงเฝ้าอยู่ที่ระเบียงข้างนอก บางครั้งก็ขยับเท้าเดินไปตรวจตราเรือนสองชั้นด้านหน้าของจวนราชครูรอบหนึ่ง
ขุนนางหนุ่มจากหน่วยงานต่างๆ ก่อนหน้านี้ต่างก็มองภาพการเดินช้าๆ ผ่านหน้าต่างของฝูชิงเป็นทัศนียภาพอันงดงาม มองเป็นบุญตาที่สามารถผ่อนคลายอารมณ์ได้
ทว่าตอนนี้ไม่เป็นเช่นนั้นแล้ว
เซียโก่วนั่งอยู่ที่ธรณีประตูอย่างสงบ ฟังเสียงสวบสาบยามที่ปลายพู่กันตวัดลงบนกระดาษ
เฉินผิงอันพูดชวนคุยโดยไม่เงยหน้า แต่ยังตวัดพู่กันไม่หยุด
“มีป้ายหยกของจวนราชครูแผ่นนั้น เจ้าสามารถเดินเล่นอยู่ในเมืองหลวงได้ตามสบาย ไม่ต้องมานั่งเบื่ออยู่ที่นี่ สามารถไปหาหนังสืออ่าน ไปที่หอเก็บตำราของกองโหราศาสตร์ สำนักฮั่นหลินและกั๋วจื่อเจี้ยนได้ สถานที่เหล่านี้มีตำราหายาก ตำราที่มีเล่มเดียวเก็บไว้เยอะมาก จำไว้ว่าแค่แอบอ่าน แต่อย่าแอบขโมยมา”
เซียโก่วเอ่ย “ไม่เห็นจะน่าสนุกตรงไหน”
เฉินผิงอันนึกเรื่องหนึ่งขึ้นได้ก็เอ่ยว่า
“เจ้าส่งกระบี่บินไปที่ยอดเขาจี๋เชื้อหน่อย บอกให้เพ่ยเซียงแห่งแคว้นหูส่งคนมา เอาเป็นหลัวฟู่เม่ยลูกศิษย์ผู้สืบทอดของนาง ให้นางอยู่ในแคว้นหูเป็นผู้ฝึกตนสายผู้คุมกฎก็เท่ากับเอาคนมีความสามารถไปใช้ในงานเล็กน้อย
โก่วจื่อ เจ้าไปบอกฝูชิงว่าให้ไปสั่งป้ายผู้ถวายงานอันดับสามแผ่นหนึ่งที่กรมอาญา แล้วหาตำแหน่งขุนนางที่ระดับขั้นต่ำที่สุดให้กับหลัวฟู่เม่ย บันทึกลงเอกสารให้เรียบร้อย วันหน้านางสามารถฝึกประสบการณ์อยู่ในกรมอาญาได้”
เซียโก่วเอ่ยอย่างสงสัย
“เจ้าขุนเขา ภูตจิ้งจอกน้อยอย่างหลัวฟู่เม่ยนั่นไม่ใช่ว่ากำลังติดตามพวกซุนหว่านเหยียน เฉานี่และหยวนหวงไปหาประสบการณ์อยู่ที่ใบถงทวีปหรือไร?”
เฉินผิงอันหน้าไม่เปลี่ยนสี
“ถ้าอย่างนั้นก็ส่งกระบี่บินไปแจ้งชุยตงซานโดยตรง แล้วค่อยให้เขาบอกกับเพ่ยเซียง”
เซียโก่วถอนหายใจ รู้ว่านี่ก็คือโรคที่ทิ้งไว้ภายหลังจากการต่อสู้ใหญ่ครั้งนั้น การ “หลงลืม” บางอย่างที่เดิมทีใช้กักขังความเป็นเทพเอาไว้เหมือนกลีบดอกไม้ปลิวปราย ถูกบดขยี้กลายเป็นผุยผงไม่เหลืออีกแล้วจริงๆ
ทว่าเซียโก่วถึงอย่างไรก็คือเซียโก่ว นางไม่ถึงขั้นต้องกลัดกลุ้มมุ่นคิ้วเพราะเรื่องนี้ ก็แค่เสียดายนิดๆ เท่านั้น
เซียโก่วกระโดดออกไปแล้ว เฉินผิงอันก็หยุดพู่กัน สะบัดข้อมือ นวดคลึงหว่างคิว จากนั้นหยิบหยกขาวที่มีไว้ถอเล่น ซึ่งยังไม่ผ่านการแกะสลักเป็นรูปร่างขึ้นมากำไว้ในฝ่ามือ
ของชิ้นนี้คือวัสดุที่ใช้ไม้เท้าเดินป่างัดออกมาท่ามกลางกระแสน้ำของลำคลองที่ไหลเชี่ยวกรากระหว่างการเดินทางหาประสบการณ์
เกี่ยวกับเรื่องตัวเลือกของเจ้ากรมขุนนางต้าหลี เฉินผิงอันได้ถามความเห็นของคนสองคนก่อน
คนหนึ่งคือฮ่องเต้ซ่งเหอ อีกคนคือหลินเจิงเฉิงที่เป็นขุนนางหลักคนแรกของศูนย์ตัดต้นไม้เขตอวี่จาง หงโจว
เนื้อหาที่หลินเจิงเฉิงตอบกลับมาในจดหมายเรียบง่ายมาก
แผนการที่ยอดเยี่ยมก็คือราชครูเป็นผู้นำกรมขุนนางด้วยตัวเองไปอย่างยาวนาน
แผนการระดับกลางคือ หากไม่เลือกคนคนหนึ่งมาจากขุนนางของหกกรมในเมืองหลวงสำรอง ทางที่ดีที่สุดคืออายุไม่เกินหกสิบปี ไม่ก็เลือกเอาจากแม่ทัพบู๊ชายแดน ในเมื่อขุนนางบุ๋นเสิ่นเฉินยังสามารถดูแลกรมกลาโหมได้ ถ้าอย่างนั้นให้แม่ทัพที่มีคุณูปการคุณความชอบมารับตำแหน่งผู้นำกรมขุนนาง มุ่งมั่นเพื่อความก้าวหน้าก็ไม่ถือเป็นอะไร ไม่อย่างนั้นก็ให้รองเจ้ากรมขุนนางของเมืองหลวงอย่างฝานเชี่ยถือโอกาสได้เลื่อนตำแหน่ง คนผู้นี้ปฏิบัติตามกฎระเบียบก็ถือว่าพอจะเอามาใช้งานได้สักสี่ห้าปี
แผนระดับล่างก็คือเลือกเจ้าประมุขคนปัจจุบันหรือไม่ก็เป็นว่าที่เจ้าประมุขคนถัดไปของแซ่สกุลซ่างจู้กั๋วสักคนมา ราชครูจับสลากเลือกก็ยังได้
ตัวเลือกที่ดีที่สุดของเจ้ากรมขุนนางในใจของฮ่องเต้ซ่งเหอ ทำให้เฉินผิงอันรู้สึกตกตะลึงอย่างยิ่ง คือ หลินโส่วอี
แต่ฮ่องเต้ก็มีตัวเลือกที่จะมาทำหน้าที่ช่วงเปลี่ยนผ่านอยู่สี่ห้าคน ได้แก่ หม่าหยวน เฉาเฉียว หยวนฉง ฉางซุนเม่า เว่ยหลี แต่ละคนต่างก็มีข้อดีของตัวเอง
เฉินผิงอันเขียนใบรายชื่อขึ้นมาฉบับหนึ่ง คือรายชื่อขุนนางบุ๋นบู๊ของต้าหลีที่เขาอยากที่จะพบในช่วงนี้ บอกให้หรงอวี๋และฝูชิงไปติดต่อกับที่ว่าการของกรมต่างๆ
หวังอีฝู่ ผู้ฝึกยุทธขอบเขตยอดเขา บุคคลอันดับหนึ่งของแม่ทัพปู่แห่งราชวงศ์สกุลหลูในอดีต หลังจากที่แคว้นล่มสลายก็กลายมาเป็นองครักษ์ของไทเฮาหนันจาน ไม่ได้ต่างจากหยางฮวาฉางชุนโหวแห่งลำน้ำใหญ่คนปัจจุบันมากนัก
ภายหลังก็ใช้สถานะของเลขานุการฝ่ายบู๊รับหน้าที่เป็นองครักษ์ของหลิวชิ่งเฟิง ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนไปตามสถานที่ต่างๆ เป็นมือปราบมาหลายครั้ง หลังจากหลิวชิ่งเฟิงตายไป หวังอีฝู่ก็ลาออกจากการเป็นขุนนาง ไม่ได้กลับไปใช้ชีวิตในช่วงบั้นปลายในอาณาเขตของราชวงศ์สกุลหลูเก่า แต่เลือกจะเร้นกายอยู่ในหมู่ชาวบ้านของเมืองหลวงสำรอง
เว่ยหลี่ ขุนนางแคว้นหวงถิงแคว้นใต้อาณัติเก่าของต้าสุย รับหน้าที่เป็นผู้ว่าการมณฑลหลงโจวต้าหลี เวลาประมาณสามสิบปีก็ได้เลื่อนขั้นหลายขั้นจนกลายมาเป็นเจ้ากรมพิธีการของเมืองหลวงสำรอง
เหวยเลี่ยง ผู้ฝึกตนสำนักนิติธรรม คอยช่วยเหลือชุยฉานในการตั้งกฎระเบียบของบนภูเขา เรียบเรียงทำเนียบสิ่งศักดิ์สิทธิ์ คือผู้บัญชาการใหญ่ของแคว้นชิงหลวนเก่า เป็นรองเจ้ากรมขุนนางฝ่ายซ้ายของเมืองหลวงสำรอง
หลิวสวินเหม่ย ลูกหลานเมล็ดพันธุ์แม่ทัพตรอกฉือเอ๋อร์ คุณูปการทางการสู้รบโดดเด่น คือหนึ่งในขุนนางผู้ตรวจการลำน้ำใหญ่ ปัจจุบันคือรองเจ้ากรมกลาโหมฝ่ายขวาของเมืองหลวงสำรอง
เฉาเม่า แม่ทัพแห่งอวี่โจว แม่ทัพแห่งแคว้นสือหาว ชื่อเดิมคือสวี่เม่า แต่งงานกับบุตรสาวสายตรงของสกุลหยวนเสาค้ำยันแคว้น หงเฝิงเสี่ย ฉายาว่า “อวี่เฟิง”
เต้าเจิง แห่งเมืองหลวงในสำนักเต้าสู่ สังกัดหน่วยฉงซวีเมืองหลวงต้าหลี เต้ากวานขอบเขตโอสถทอง และยังเป็นผู้ฝึกกระบี่คนหนึ่งด้วย
หานอี แม่ทัพประจำมณฑล ประจำการอยู่ในพื้นที่ชานเมืองหลวง เคยเป็นแม่ทัพเฝ้าด่านชายแดนที่เชื่อมติดกับแคว้นหวงถิง
และยังมีหลางจงอีกสามคนที่มาจากกรมคลัง กรมขุนนางและกรมกลาโหม
กวนอีหราน หลางจงกองชิงลี่กรมคลัง ต่างก็พูดกันว่ากรมขุนนางทั้งกรมของต้าหลีล้วนเป็นของตระกูลเขา กรมขุนนางแซ่กวนมานานหลายปีแล้ว กวนอีหรานเองก็เป็นหนึ่งในขุนนางผู้ตรวจการสามคนเช่นกัน
หลิวชิ่งเฟิงที่อายุมากที่สุดเป็นได้ถึงเจ้ากรมพิธีการเมืองหลวงสำรอง หลิวสวินเหม่ยก็เป็นรองเจ้ากรมกลาโหมเมืองหลวงสำรอง กลับเป็นกวนอีหรานที่ชาติกำเนิดดีที่สุดที่มีอนาคตบนเส้นทางของการเป็นขุนนางธรรมดาที่สุด แต่ก็ไม่ถึงกับว่ามีอุปสรรคอะไรมากมาย
หลางจงกองชิงลี่ฝ่ายบวงสรวงกรมพิธีการเมืองหลวง ซึ่งซ่งหานหง ออกจากเมืองหลวงไปปฏิบัติงาน มีนามแฝงค่อนข้างเยอะ แค่สลับ “ตำแหน่ง” ของชื่อกับแซ่ก็พอ หลางจงผู้เฒ่าอยู่ในตำแหน่งนี้ไม่ย้ายรังไปไหนมานานหลายปีแล้ว เป็นคนรู้จักเก่ากับหลีจิน เทพวารีแม่น้ำชงตันที่เปิดร้านขายหนังสืออยู่ในเมืองหงจู๋
ในอดีตทั้งเคยเข้าร่วมการ “ล้อมล่า” ครั้งหนึ่งแล้วก็เคยไปเยือนจวนของผีสวมชุดเจ้าสาว ยิ่งเคยไปเยือนทะเลสาบซูเถียนมารอบหนึ่ง ก่อนหน้านี้ไม่นานเพิ่งจะมาเจอเฉินผิงอัน เจ้ากรมขุนนางถูกเรียกขานว่าเป็นขุนนางสวรรค์ ถ้าอย่างนั้นหลางจงท่านนี้ก็คือขุนนางสวรรค์น้อยแห่งวงการขุนนางภูเขาสายน้ำแล้ว
เฉาเป่าเซียง แห่งกองคัดเลือกทหารของกรมกลาโหม ยังควบตำแหน่งผู้ดูแลกิจธุระในยุทธภพส่วนหนึ่งของราชสำนักต้าหลีด้วย คอยรับตัวยอดฝีมือในยุทธภพเข้ามาอยู่ในกองงานต่างๆ ของกรมกลาโหมอย่างลับๆ
คนที่อยู่เมืองหลวงจะได้สิทธิ์ให้มาเยือนจวนราชครูก่อน เฉินผิงอันจงใจวงชื่อของกวนอีหรานเอาไว้ เจอคนผู้นี้ก่อน คนอื่นๆ ที่เหลือล้วนปล่อยตามสบายได้
นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตนี้ที่กวนอีหรานได้เหยียบย่างเข้ามาในที่ว่าการราชครูที่กล่าวขานถึงในตำนาน
กองชิงลี่สิบแปดกองของกรมคลัง ดูแลถุงเงินของราชสำนักต้าหลี
ฝูชิงรออยู่หน้าประตู พาขุนนางคนแรกที่ราชครูเรียกเข้าพบอย่างเป็นทางการผู้นี้เดินเข้าประตูใหญ่ของที่ว่าการไป
กวนอีหรานเห็นต้นอู๋ถง เข้ามาในลานเรือนชั้นสองก็เห็นต้นสนโบราณ และยังมีหัวหลายหัวที่โผล่มาจากในห้องด้านข้าง คนพวกนี้ล้วนเหมาะกับการเป็นขุนนางใหญ่อย่างมาก
จากนั้นเดินไปบนระเบียง เห็นต้นท้อต้นหนึ่งที่ผ่านช่วงดอกไม้บานไปแล้ว จึงเหลือแค่ใบเขียวขจี รวมถึงบุรุษชุดเขียวที่ยืนอยู่ข้างต้นท้อ สองมือไพล่หลัง ในมือข้างหนึ่งถือพัดไม้ไผ่หยกเล่มหนึ่ง
กวนอีหรานเคยเป็นแม่ทัพปู่มาก่อน แล้วก็เคยเป็นขุนนางบุ๋น แต่กระนั้นก็ยังเลือกที่จะคารวะด้วยการประสานมือโค้งคำนับ ทั้งยังต้องบังคับตัวเองให้กลั้นขำ เอ่ยเสียงดังกังวานว่า
“กวนอีหรานหลางจงแห่งกองชิงลี่กรมคลัง คารวะท่านราชครู”
เฉินผิงอันขยับเท้าเดินนำเข้าไปในห้อง ยิ้มเอ่ย
“ยุ่งมากเลย ได้แต่ปลีกเวลามาคุยกับเจ้าหนึ่งเค่อ อีกเดี๋ยวจะต้องเรียกหานอีและใต้เท้าหลางจงของกองคัดเลือกทหารและกองบวงสรวงมาพูดคุยธุระกับพวกเขาอีก”
เข้ามาในห้องกันแล้ว เฉินผิงอันก็ยกเก้าอี้สองตัวมาวางใกล้กับประตู กวนอีหรานนั่งลงแล้วก็สะบัดชุดขุนนาง ยกขาไขว่ห้าง เจ้าตัวดีขวัญกล้าเทียมฟ้า นี่คือจะเปลี่ยนจากแขกมาเป็นเจ้าบ้านแล้วหรือ?
เฉินผิงอันเองก็ทำตาม
หางตาของกวนอีหรานเหลือบไปเห็นสตรีที่อยู่หน้าประตูตรงระเบียง แค่สบตากันกวนอีหรานก็ใจฝ่อ วางขาที่ไม่อยู่ในกฎระเบียบข้างนั้นลงทันที
คนฉลาดที่เชี่ยวชาญในการคาดคะเนใจผู้อื่นในวงการขุนนางมีเยอะมากจริงๆ คนเบื้องบนที่ตัวเองได้สัมผัสและพอจะเข้าใจได้มีอยู่สี่ห้าคน ไม่ต้องการอะไร แค่ต้องทำความเข้าใจสิ่งที่พวกเขาพูดจากปากและสิ่งที่พวกเขาคิดอยู่ในใจให้ชัดเจน สองอย่างนี้แตกต่างกัน ไม่อาจเอามารวมกันได้
เบื้องล่างก็มีคนอีกกลุ่มใหญ่ พวกเขาต้องการอะไร สิ่งใดที่ตนมอบให้ได้ สิ่งใดที่ตนมอบให้ไม่ได้ก็ต้องแยกแยะให้ชัดเจนเช่นกัน หลักการเหตุผลพวกนี้ คนของถนนอีฉือและตรอกฉือเอ๋อร์เข้าใจได้ตั้งแต่อายุสิบกว่าขวบแล้ว
ขุนนางหลายคนอาจต้องใช้เวลายี่สิบสามสิบปีกว่าจะเข้าใจ ถึงขั้นที่ว่าใคร่ครวญไปทั้งชีวิตก็ยังไม่กระจ่างแจ้ง กวนอีหรานถือเป็น “คนโง่”
หาไม่แล้ว เขาก็ไม่มีทางไปเป็นผู้ฝึกตนติดตามกองทัพในกองทัพชายแดนต้าหลี ไม่ได้เป็นขุนนางในท้องถิ่นอย่างเฉาเกิงซิน หยวนเจิงติ้งที่ผ่านการขัดเกลาประสบการณ์เลื่อนขั้นในวงการขุนนางได้อย่างมั่นคง
ท่านผู้เฒ่ากวนก็อำมหิตจริงๆ หลานชายคนโตผู้นี้บอกว่าจะใช้นามแฝง ไม่ใช่นามสกุลกวน ต้องการอาศัยความสามารถที่แท้จริงมาเลื่อนขั้นขุนนาง สะสมคุณความชอบในกองทัพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่อนุญาตให้ทางตระกูลไปพูดคุยกับกองทัพชายแดนไว้ก่อน ท่านผู้เฒ่ากวนก็ไม่ไปพูดคุยอะไรจริงๆ
ตอนที่เพิ่งไปถึงชายแดน โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงห้าหกปีแรก ทำสงครามกับราชวงศ์สกุลหลูที่เป็นเหมือนแมลงร้อยขาฆ่าไม่ตายอย่างดุเดือดไปหลายครั้ง บนสนามรับกวนอีหรานได้ช่วยชีวิตพลทหารและเพื่อนร่วมงานหลายคน แล้วก็เคยถูกคนอื่นช่วยด้วยเช่นกัน
รอกระทั่งกองทัพม้าเหล็กต้าหลีเหยียบย่ำชะตาแคว้นสกุลหลูขาดสะบั้น มีครั้งหนึ่งในงานเลี้ยง กวนอีหรานที่อยู่ในกลุ่มคนถูกแม่ทัพใหญ่ที่ครอบครองอักษรเจินซึ่งเคยเป็นขุนนางเมืองหลวงจำได้ แม่ทัพที่เป็นผู้บัญชาการของกวนอีหราน เดิมยังรู้สึกว่าเจ้าเด็กนี่คือวัตถุดิบที่สร้างได้ (เปรียบเปรยถึงคนที่สามารถฝึกฝนให้เก่งกาจมีความสามารถได้) คิดอยากจะแนะนำสตรีให้เขาแต่งงานด้วย
ผลคือ พอได้รู้ตัวตนที่แท้จริงของกวนอีหราน แม่ทัพทั้งตกตะลึงทั้งตกใจ เหงื่อเย็นหลั่งเปียกสันหลัง หากเจ้าเด็กนี่เกิดเรื่องในกองทัพของตน จะเกิดอะไรขึ้น?
แม่ทัพท่านนี้แสร้งทำเป็นไม่รู้ตัวตนของกวนอีหรานก่อน ตบหัวของคนหนุ่มเต็มแรงเอ่ยคำพูดให้กำลังใจสองสามประโยค จากนั้นก็เดือดดาลปานฟ้าผ่า ส่งจดหมายฉบับหนึ่งไปให้กับเจ้าคนผู้หนึ่งที่ในอดีตเคยเป็นลูกน้องเก่าในกรมกลาโหมของตน แต่ภายหลังกลับเลื่อนขั้นได้ว่องไว ยิ่งในราชสำนัก ตัวอักษรไม่มาก แค่สามคำ “ไอ้แม่..ด!”
ข้าผู้อาวุโสแค่ให้เจ้าเลือกต้นกล้าที่ดีที่ทางตระกูลเข้าใจเรื่องพิชัยสงคราม โดนแทงก็ไม่ร้องว่าเจ็บมา ไม่ได้บอกให้เจ้าส่งบรรพบุรุษน้อยนี่มาสักหน่อย!