กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1178.2 ประโยคนี้นี่คือประโยคปิดท้าย
ก่อนหน้านี้ที่ว่าการกรมคลังไม่ได้บอกอะไรกับเขาเลย บอกแค่ว่าให้ไปที่จวนราชครูรอบหนึ่ง
กวนอีหรานกลับเข้าใจได้ในทันที ราชครูเรียกพบ ต้องเป็นเฉินผิงอันที่มารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ
แล้ว จุ๊ๆ เจ้าจิ่งควนผู้นี้ช่างโชคดีจริงๆ มีโชคในวงการขุนนางเหลือเกิน ขวางอย่างไรก็ขวางไม่อยู่! เหล้าที่เลี้ยงไปที่ลำคลองชางผู่ก่อนหน้านี้ไม่ได้เสียเปล่า
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย
“ตอนที่ประชุมกันเรื่องตัวเลือกคนที่จะมาเป็นเจ้ากรมขุนนาง ฝ่าบาทได้ถือโอกาสพูดคุยเรื่องเส้นทางการเลื่อนขั้นเป็นขุนนางของกวนหลางจงด้วย”
กวนอีหรานพลันรู้สึกหัวโตเป็นกระด้งทันใด เจ้าคนแซ่เฉิน นี่ก็เรียกว่าคุยเล่นด้วยหรือ?! อย่าใช้คำว่าถือโอกาสสิ อย่าคุยเลยจะดีกว่า
กวนอีหรานวางเท้าลงอีกครั้งอย่างขุ่นเคือง เปลี่ยนมานั่งตัวตรงอย่างสำรวม
เฉินผิงอันกำพัดไม้ไผ่ไว้ในมือ ถูกับฝ่ามือเบาๆ เอ่ยว่า
“ข้าบอกกับฝ่าบาทว่ากวนหลางจงคือคนที่ไม่เสพติดการเป็นขุนนางเลย ทั้งดีแล้วก็ไม่ดี
หากเป็นคนที่เสพติดการเป็นขุนนางมากก็ง่ายที่จะปีนป่ายขึ้นสู่ที่สูงโดยไม่เลือกวิธีการ แน่นอนว่าพวกเขาก็สามารถทำเรื่องที่จับต้องได้จริงได้เช่นกัน เพียงแต่ว่าส่วนลึกในใจ บนลูกคิดรางเล็ก และบนสมุดบัญชี ถึงอย่างไรก็มีพื้นฐานเป็นความเห็นแก่ตัว คิดว่ารอให้ข้าเป็นขุนนางใหญ่แล้วจะเป็นอย่างไร หลอกทั้งตัวเองแล้วก็หลอกทั้งคนอื่น
แต่หากไม่เสพติดการเป็นขุนนางเลยก็ไม่ได้เหมือนกัน หากไม่ใช่ว่าวันใดถูกทำให้สะอิดสะเอียนเกินทน ละทิ้งไปกลางทาง โยนภาระทิ้งไว้ หรือไม่ก็จะล่องลอยไปตามกระแสคลื่นของมหาสมุทรแห่งการเป็นขุนนาง แต่อยู่ไปวันๆ เท่านั้น แม้ว่าในใจจะใสกระจ่างราวกับกระจก แต่ทำอะไรไม่มีความรับผิดชอบ ไม่มีทางออกหน้าเด็ดขาด
ก่อนหน้านี้นานมากแล้วก็เคยอ่านเจอในตำรา หรือไม่ก็เคยได้ยิน ‘ภาษาลับในราชสำนัก’ บางอย่างที่ถูกวงการขุนนางยกให้เป็นแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้อง ยกตัวอย่างเช่นคิดอยากจะเป็นขุนนางใหญ่ หากไม่ไปเกิดในครรภ์ที่ดีก็ต้องทำเรื่องถูกกับคนที่ถูก เรื่องจริงก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าคำกล่าวพวกนี้มีเหตุผลอยู่บ้างจริงๆ”
กวนอีหรานถอนหายใจ เอ่ยว่า
“เฉินผิงอัน เจ้าไม่ควรมาลุยน้ำขุ่น เป็นผู้ฝึกตนก็ดีอยู่แล้ว พิสูจน์มรรคาเป็นอมตะก็ดีแล้วไม่ใช่หรือ”
เฉินผิงอันยิ้มกล่าว
“เจ้าขุนเขาแห่งภูเขาลั่วพั่วไม่ใช่ขุนนางหรือไร? อิ่นกวานแห่งกำแพงเมืองปราณกระบี่ไม่ใช่ขุนนางหรือ? การเสพติดการเป็นขุนนางของข้ามีมากกว่าเจ้า”
กวนอีหรานเถียงไม่ออก
เฉินผิงอันกล่าว
“ดังนั้นข้าถึงได้แนะนำฮ่องเต้ว่า ในอนาคตอีกสิบยี่สิบปีข้างหน้า กวนอีหรานจะต้องวนเวียนไปตามกรมต่างๆ อย่างน้อยที่สุดก็ได้เป็นเก้ามนตรีใหญ่ไปครบรอบหนึ่ง สร้างวีรกรรมยิ่งใหญ่ไว้ในวงการขุนนาง หลังจากนั้นประสบการณ์ก็มีแล้ว อายุก็ถึงวัยสมควรแล้ว คิดอยากจะลาออกกลับบ้านเกิดไปพร้อมกับยศบัณฑิต หรือจะขยับเดินข้างหน้าไปอีกก้าว ก็ต้องดูแค่ความต้องการของรองเจ้ากรมกวนแห่งเมืองหลวงและเจ้ากรมกวนของเมืองหลวงสำรองแล้ว”
กวนอีหรานดวงตาเป็นประกาย
“หากเป็นการเลื่อนขั้นขุนนางเช่นนี้ก็ทำได้จริงๆ นะ!”
ขอแค่ช่วงไม่กี่ปีนี้ไม่ถูกทางตระกูลหรือพรรคบนภูเขาจับมัดโยนไปไว้ในตำแหน่งสูงบางอย่าง กวนอีหรานก็ไม่ถือสาจริงๆ หากจะต้องค่อยๆ เลื่อนขั้น ทำเรื่องที่จับต้องได้จริงที่ตอนนี้ไม่มีความเกี่ยวข้องกับการบริหารแผ่นดินที่มีมุมมองสูงกว้างไกลไปอย่างมั่นคงทีละก้าว
ทุกวันนี้เขาเป็นแค่หนึ่งในหลางจงสิบแปดคนของกองชิงลี่ ก็ต้องปฏิเสธงานเลี้ยงในวงการขุนนางไปกี่มากน้อยแล้ว? ทำลายความสัมพันธ์และมิตรภาพส่วนตัวยามวัยเยาว์ไปกี่มากน้อยแล้ว?
เฉินผิงอันเอ่ยสัพยอก
“เอาล่ะ คุยเล่นเสร็จแล้ว ถ้าอย่างนั้นก็ค่อยๆ อดทนไปเถอะ หลางจงขุนนางระดับห้าเล็กๆ คนหนึ่ง วันหน้าคิดอยากจะมาเจอราชครูที่นี่ก็มีโอกาสไม่มากแล้ว”
กวนอีหรานโล่งใจเหมือนได้ยกภูเขาออกจากอก รีบลุกขึ้น กุมหมัด เอ่ยว่า
“ไปแล้วๆ ข้าน้อยไม่กล้าถ่วงเวลาการเข้าพบเหล่าขุนนางของท่านราชครูที่ต้องยุ่งหัวหมุนเหมือนลูกข่างหรอก”
เฉินผิงอันกล่าว
“กินมื้อเที่ยงที่นี่ด้วยกันก่อน ข้ามีห้องครัวของตัวเอง วางใจเถอะ หักจากเงินเดือนของราชครู”
กวนอีหรานไม่แม้แต่จะหันหลังกลับ เดินก้าวยาวๆ ไปทางระเบียง โบกมือ เอ่ย
“คราวหน้าๆ คราวหน้าค่อยว่ากัน”
ฝูชิงพาเขาออกจากจวนผ่านประตูข้างของเรือนด้านหน้า จากนั้นขยับเท้าไปทางประตูใหญ่ พาหานอีมายังที่แห่งนี้แทน
รอกระทั่งราชสำนักป่าวประกาศสถานะของราชครูอย่างเป็นทางการก็ไม่ต้องมีพิธีรีตองเช่นนี้แล้ว
ในบรรดากองทัพประจำมณฑลที่มีตำแหน่งประจำอยู่ของราชสำนักต้าหลี หานอีที่ทำหน้าที่ควบคุมดูแลกองทัพประจำเมืองหลวงและยุทโธปกรณ์ส่วนหนึ่งของเมืองหลวงก็คือบุคคลอันดับหนึ่งอย่างสมชื่อ
ฝูชิงสังเกตเห็นว่าแม่ทัพผู้เฒ่าที่กุมอำนาจสำคัญท่านนี้ตื่นเต้นมาก ระหว่างที่รออยู่ตรงหน้าประตูที่ว่าการก็คอยจัดคอเสื้ออยู่ตลอด พาหานอีไปที่เรือนด้านหลัง เข้าไปในห้องหนังสือ
หานอีที่มีเหงื่อซึมบนหน้าผากมีท่าทางลังเลอย่างเห็นได้ชัด แต่สุดท้ายแม่ทัพผู้เฒ่าก็ปิดประตูให้เบาๆ ฝูชิงรออยู่ข้างนอกเพียงไม่นานก็ได้ยินเสียงหัวเราะดังกังวานของหานอีดดังมาจากข้างใน พูดเสียงดังว่าราชครูกล่าวได้ถูกต้องแล้ว ทำสงครามง่าย แต่เป็นขุนนางยาก
ไม่ถึงหนึ่งเค่อ หานอีก็เดินเบี่ยงตัวออกมาจากในห้อง สีหน้าผ่อนคลาย ไม่ลืมบอกราชครูว่าไม่ต้องไปส่ง
หานอีรับคำสั่งลับจากราชครูไปเรื่องหนึ่ง ในช่วงเวลาหลายปีนี้ เรื่องที่จะสนใจหรือไม่สนใจก็ได้ ให้ลองสนใจดู ก่อนจะมา ไม่ยอมรับเซียนกระบี่อะไร ถึงขั้นไม่ยอมรับศิษย์น้องของราชครูชุย แต่สองคำว่า “อิ่นกวาน” หานอียอมรับ!
ต่อมาก็เป็นเฉาเป่าเซียง ขุนนางหลักแห่งกองคัดเลือกทหาร คือชายฉกรรจ์ร่างกายกำยำ แม้ว่าจะได้เลื่อนขั้นขุนนางแล้ว อีกทั้งยังเป็นการเลื่อนสองขั้นเป็นกรณีพิเศษ แต่ตอนที่จากไป สีหน้าของเขากลับหม่นหมอง
แต่เฉินผิงอันก็เดินมาส่งจนถึงหน้าประตูเรือนชั้นกลาง จากนั้นก็หยุดเท้า เพียงไม่นานฝูชิงก็พาหงเฝิงเสียเต้าเจิงแห่งเมืองหลวงมา พวกเขาไม่ได้ไปที่เรือนด้านหลัง แต่นั่งลงกันที่ม้านั่งหินเขียวทรงยาวใต้ร่มต้นสนโบราณ
ก่อนหน้านี้เคยเจอกันไปแล้วครั้งหนึ่ง ตอนนั้นยังคงเป็นเฉินผิงอันที่พาเสี่ยวโม่และเซี่ยนเว่ยเป็นฝ่ายไปเยี่ยมเยือนถึงที่
หงเฝิงเสียที่ดูแลนักพรตที่ได้รับธรรมโองการทุกคนในเมืองหลวง อันที่จริงในใจค่อนข้างจะรู้สึกประหลาด เต้ากวานที่ตำแหน่งใหญ่กว่าตนอย่างหานจิงหลิงแห่งหน่วยฉงซวีต้าหลีก็อยู่ในเมืองหลวงเหมือนกัน ไฉนราชครูถึงไม่พบเขา แต่เรียกตนมาพบแทน?
คุยเล่นกันอยู่พักหนึ่ง ราชครูหนุ่มที่สีหน้าอบอุ่นผู้นั้นถึงได้บอกว่าช่วงนี้ตนจะไปเยือนหน่วยฉงซวีรอบหนึ่ง ไปรบกวนการฝึกตนอย่างสงบของหานเจินเหริน พอรู้เรื่องนี้อารมณ์ของหงเฝิงเสียก็ดีขึ้นทันใด รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้มีส่วนร่วม
ซ่งหานหงหลางจงแห่งกองชิงลี่ฝ่ายบวงสรวง ผู้เฒ่าคนนี้ก็คือหนึ่งในเจ็ดจิตวิญญาณของบรรพจารย์รองสำนักการทหาร บรรยากาศผ่อนคลาย เฉินผิงอันคุยไปถึงกิจธุระในวงการขุนนางภูเขาสายน้ำ สุดท้ายถามคำถามหนึ่งว่า
“ศิษย์พี่ชุยได้มอบไข่มุกหลิงซีไว้ให้หรือไม่?”
ซ่งหานหงประหลาดใจอยู่บ้าง แต่ก็พยักหน้า
“ใช่แล้ว แต่กลับบอกข้าว่าให้เก็บเอาไว้อย่าเอามาใช้”
เฉินผิงอันกล่าว
“ตอนนี้เอามาใช้ได้แล้ว”
ซ่งหานหงพยักหน้า “ผู้น้อยรับคำสั่ง”
ไปถึงนอกประตู เฉินผิงอันรับป้ายหยกแผ่นหนึ่งมาจากฝูชิง จากนั้นจึงมอบให้กับซ่งหานหง “สามารถมาปรึกษาพูดคุยที่นี่ได้ทุกเมื่อ” ซ่งหานหงขอตัวลากลับไป
เฉินผิงอันคิดแล้วก็เอ่ยว่า
“ฝูชิง เจ้าไปแจ้งหลินโส่วอีหน่อยว่า หากช่วงนี้มีเวลาว่างให้มาที่นี่หน่อย บอกว่าข้ามีธุระจะคุยกับเขา ไม่ใช่จะทวงหนี้ แล้วเจ้าก็ไปบอกให้กรมพิธีการให้เอาต้นฉบับกระดาษคำตอบของการสอบใหญ่ระดับเมืองหลวงและการสอบหน้าพระที่นั่งสามปีล่าสุดออกมาตรวจสอบด้วย”
ฝูชิงพยักหน้า นางย่อมรู้จักหลินโส่วอี คือคนบ้านเกิดเดียวกัน ทั้งยังวัยเดียวกันกับราชครู ได้ยินว่าก่อนหน้านี้ไม่นานได้ไปปิดด่านที่ตำหนักฉางชุน เลื่อนขั้นเป็นห้าขอบเขตบน เคยหน้าที่เป็นคนเฝ้าศาลของลำน้ำใหญ่ที่เมืองหลวงสำรอง
‘ต้นฉบับ’ ของกระดาษคำตอบข้อสอบหรือ? ถ้าอย่างนั้นแม้กระทั่งรูปแบบตัวอักษรก็ยังต้องตรวจสอบหรอื? ดูจากความหมายของราชครูคือเตรียมจะเสนอให้หลินโส่วอีเข้าร่วมการสอบเคอจวี่ สอบให้ได้ตำแหน่งราชการเพื่อมาเป็นขุนนางหรือ?
ในใจของฮ่องเต้ซ่งเหอมีตัวเลือกของเจ้ากรมทั้งหกกรมในอนาคตไว้แล้ว พวกเขาเหล่านั้นได้แก่ หลินโส่วอี กวนอีหราน เฉาเกิงซิน หยวนเจิงติ้ง จ้าวเหยา อู๋หวงเฉิง
ทางทิศใต้ของระเบียงพันก้าว ที่ว่าการกรมคลังย่านหนันซวินกับศาลหงหลูที่อยู่ฝั่งตรงข้าม หน้าประตูของที่ว่าการฝ่ายแรกมองดูแล้วยากจน ส่วนฝ่ายหลังกลับมีพลังอำนาจที่ยิ่งใหญ่หรูหรา แล้วก็เป็นทัศนียภาพอย่างหนึ่งของวงการขุนนางต้าหลีเช่นกัน
ฝ่ายหนึ่งแกล้งจน อีกฝ่ายหนึ่งโอ้อวดความรวย
เจ้ากรมหม่าหยวนเรียกกวนอีหรานมาหา ทั้งไม่ได้ถามมาก แล้วก็ไม่ได้พูดอะไรมาก เพียงบอกกับกวนอีหรานว่าวันหน้าให้ใส่ใจมากๆ พูดให้น้อย กวนอีหรานพยักหน้ารับแรงๆ พลางเดินไปเปิดลิ้นชักไปทั่ว สุดท้ายก็เอาใบชากระปุกหนึ่งไปได้สำเร็จ
ทำเอาหม่าหยวนโมโหจนด่าว่าเจ้าเด็กหน้าเหม็น เจ้ามันเป็นบิดาของข้าจริงๆ อาจารย์ผู้คุมสอบเคอจวี่ของหม่าหยวนก็คือท่านผู้เฒ่ากวนแห่งกรมขุนนาง ท่านปู่ทวดของกวนอีหราน
ปีนั้นหม่าหยวนเลื่อนขั้นเจ็ดชั้นภายในสามปีอยู่ในกรมขุนนาง ต่อให้จะมีสถานะของสกุลหม่าโผหยาง แต่กระนั้นก็ยังคงทำให้คนทั้งวงการขุนนางรู้สึกเหลือเชื่อได้อยู่ดี ไม่ว่าจะมองอย่างไรหน้าตาของหม่าหยวนก็ไม่ได้เหมือนท่านผู้เฒ่ากวนตอนเป็นหนุ่มเลยนะ
ภาพตารางเลื่อนยศแปดภาพที่บ้างก็อยู่ในทางลับบ้างก็อยู่ในทางแจ้งของราชวงศ์ต้าหลี เส้นทางในวงการขุนนางเส้นที่เหลือถึงอย่างไรก็ไม่ได้ชัดเจนและเป็นรูปธรรมเท่าพวกมัน
ซ่งจ่างจิงแห่งกองทัพชายแดน ซ่งมู่ลั่วอ๋องแห่งเมืองหลวงสำรอง ไทเฮาหนันจาน ตระกูลกวนกรมขุนนาง ซ่างจู้กั๋วหยวน เฉา สกุลเยี่ยนจื่อจ้าวที่ดูแลผู้ฝึกตนติดตามกองทัพทั้งหมดของต้าหลี รวมไปถึงหม่าหยวนที่เคยเป็นเจ้ากรมของสองกรม
กวนอีหรานถือกระปุกใบชาเดินไปที่หน้าประตู ยิ้มทะเล้นพูดว่า
“ข้าไม่ค่อยกล้าไปหาเรื่องให้ท่านปู่เหมาด่า เจ้าช่วยถามถึงสุขภาพของเขาแทนข้าหน่อยนะ ใต้เท้าเจ้ากรมรีบทำเวลาเข้าล่ะ อย่าได้ไม่ใส่ใจ”
ใบหน้าหม่าหยวนเต็มไปด้วยแววรังเกียจ ยิ้มด่าขำๆ ไปสองสามประโยค บอกให้เขารีบไสหัวไป
เก้ามนตรีใหญ่ในราชสำนัก นอกจากหกกรมแล้ว ที่เหลืออีกสามฝ่ายก็คือสำนักตรวจการแผ่นดิน สำนักสารบรรณกลาง และศาลใหญ่ต้าหลี สำนักตรวจการแผ่นดินและสำนักสารบรรณกลาง ขุนนางหลักคือขั้นสองชั้นโท ร้อยปีที่ผ่านมานี่ก็เป็นสองแซ่ หยวน แซ่เฉาที่ผลัดกันนั่งครอง
คนที่เข้าร่วมการประชุมเล็ก หยวนฉง เจ้าประมุขสกุลหยวนเสาค้ำยันแคว้น ทุกวันนี้ก็คือหัวหน้าสำนักตรวจการแผ่นดิน ส่วนเฉาเฉียวก็คือตุลาการศาลต้าหลี
จ่างซุนเม่า เป็นคนของเมืองหลวงต้าหลี ตระกูลเป็นแค่ตระกูลปัญญาชนระดับกลาง คืออดีตหัวหน้าศาลหงหลู เพิ่งจะย้ายไปรับตำแหน่งทงจือสื่อ (มีหน้าที่หลักในส่วนของการส่งสารและธุรการราชการ) ขณะเดียวกันก็ได้รับยศมหาบัณฑิตของหอวัฒนธรรม
วงการขุนนางเมืองหลวงต่างก็รู้สึกว่าท่านผู้เฒ่าคงใกล้จะปลดเกษียณกลับไปใช้ชีวิตบั้นปลายแล้ว ราชสำนักจึงต้องปูพื้นฐานไว้สำหรับการตั้งสมัญญานามในอนาคต
สมัญญานามนั้นกรมพิธีการจะเป็นฝ่ายประเมินหรือฮ่องเต้เป็นคนตั้งให้ก็ยังมีกฎที่เข้มงวดอยู่สี่ห้าข้อ
จ่างซุนเม่าที่อยู่ในวงการขุนนางต้าหลีเป็นคนรุ่นอาวุโสเดียวกันกับเสิ่นเฉิน เพียงแต่ว่าหมวกขุนนางเล็กกว่าเล็กน้อย คือหนึ่งในเก้ามนตรีเล็กของศาลหงหลู ถึงอย่างไรก็เทียบกับขุนนางใหญ่ผู้ถือครองตราประทับของกรมกลาโหมไม่ได้
ได้รับเกียรติเลื่อนขั้นเป็นขุนนางหลักของสำนักสารบรรณกลาง ความห่างของสองฝ่ายก็น้อยลงแล้ว การที่จ่างซุนเม่าสามารถถอยออกไปจากตำแหน่งนี้ได้ก็ถือว่าไม่เลวอย่างมากแล้ว
รอกระทั่งกวนอีหรานจากไป ในใจหม่าหยวนก็พอจะมั่นใจได้บ้างแล้ว ไม่ได้กล้าเพ้อฝันว่าตัวเองจะเข้าไปเสริมตำแหน่งขุนนางสวรรค์ของกรมขุนนางที่ว่างอยู่นั้น แต่ไม่ว่าอย่างไรก็คิดไม่ถึงว่าเป็นจ่างซุนเม่าที่เข้ามาในช่วงเปลี่ยนผ่าน แล้วค่อยเลื่อนขั้นอีกที
ในจวนราชครู เพียงไม่นานฝูชิงก็ย้อนกลับมาที่หน้าประตู เอ่ยเสียงเบาว่า
“ท่านราชครู ฝ่าบาทมาถึงแล้ว”
เฉินผิงอันหลุดหัวเราะ มาตรงเวลากินข้าวพอดีเลยนะ มีเพียงขันทีผู้คุมตราประทับแห่งกองซือหลีเจี้ยนคนเดียวเท่านั้นที่ติดตามฮ่องเต้มาที่นี่
ฮ่องเต้เสด็จมาเยือนด้วยพระองค์เอง หรงอวี๋จึงวางพู่กันไว้ชั่วคราว ช่วยฝูชิงยกอาหารไปที่เรือนด้านหลังอย่างคล่องแคล่ว
ทำงานนี้เสร็จแล้วหรงอวี๋ก็ยิ้มเอ่ยกับฝูชิงว่าเรื่องการเก็บชามและตะเกียบ วันนี้เป็นหน้าที่เจ้าแล้ว
ฝูชิงพยักหน้า นางหันหลังให้กับเรือนด้านหลัง เงยหน้ามองต้นสนเก่าแก่ที่ปลูกอยู่ในลานบ้าน
เพราะการจัดการของราชครูชุยนางจึงได้รู้เรื่องลับเรื่องหนึ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกับใต้หล้าไพศาล
ใต้หล้ามืดสลัว อวี๋โตว้ เจ้าลัทธิแห่งป๋ายอวี๋จิงนั่งบัญชาการณ์ภูเขาอวี๋จิง ได้เลื่อนขั้นเป็นขอบเขตสิบห้า เทียมสังหารขอบเขตสิบสี่สี่คนและผู้ฝึกกระบี่ขอบเขตบินทะยานคนหนึ่งติดต่อกัน
คนแรกที่มุ่งหน้าไปถามกระบี่ต่อป๋ายอวี๋จิงเพียงลำพังก็คือเจ้าอารามซุนแห่งอารามเสวียนตู หลังจากนั้นจึงเป็นอู๋ซวงเจียงแห่งตำหนักสุ่ยฉู เกากูแห่งภูเขาตี้เฝ่ย ภิกษุเจียงซิว ผู้ฝึกตนใหญ่ขอบเขตสิบสี่สามคน รวมถึงเป่าหลินเซียนกระบี่หญิง
อาศัยเพียงผลงานการสู้รับส่วนนี้ก็สามารถเรียกได้ว่าไม่เคยมีปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์และจะไม่มีใครทำได้อีกในอนาคต ไม่เสียแรงที่เป็นผู้ไร้เทียมทานที่แท้จริง
……
ช่วงเที่ยงวัน ฉวยโอกาสที่เจ้าขุนเขาเปิดเตาเล็กกินข้าว เซียโก่วก็กลับไปที่หอบูชากระบี่รอบหนึ่ง
ช่วงนี้เซียโก่วมีความตั้งใจในการถ่ายทอดมรรคาอย่างมาก ย้ายจากภูเขาเที่ยวอวี๋กลับมาหอบูชากระบี่ ด้านหนึ่งก็รับลูกศิษย์ที่ภาคภูมิใจไว้คนหนึ่ง อีกด้านหนึ่งก็เป็นตัวอ่อนผู้ฝึกตนของยอดเขาฮวาอิงที่เป็นได้แค่ตัวอ่อนเท่านั้นจริงๆ เป็นหัวหน้าใหญ่ผายลมอะไรนั่น ตำแหน่งอาจารย์ใหญ่ล้วนเป็นแค่ชื่อเสียงเลื่อนลอย ให้กานธรรมดาเป็นคนออกแรงก็แล้วกัน
ก่อนหน้านี้เซียโก่วมอบแผ่นหยกแผ่นหนึ่งให้กับไฉอู๋ บอกกับแม่นางน้อยอย่างชัดเจนว่าของสิ่งนี้สามารถส่งมอบต่อได้ อย่าได้ยึดติดอยู่กับอคติที่เกิดจากการเข้าข้างแค่ฝ่ายของตน
คู่รักเจียงเซ่อกับอู่เหยียนพักอยู่บนภูเขาแค่คนเดียว เที่ยงวันของวันนี้ก็ลงจากภูเขาไปแล้ว บอกว่าจะไปท่องเที่ยวเก้าทวีปของไพศาลสักรอบ ก่อนจะไปเยือนใต้หล้าบงกชก็อาจจะกลับมาที่แจกันสมบัติทวีปอีกที ไม่กล้าพูดตรงๆ ด้วยซ้ำว่าจะกลับมาที่ภูเขาลั่วพั่ว
ตอนที่พวกเขาลงจากภูเขา เผยเฉียนก็ไม่ได้ปรากฏตัว ก่อนจะลงจากภูเขา เจียงเซ่อถูกเด็กชายชุดเขียวมาดักรอหน้าประตูตั้งแต่เช้าตรู่ ลากเขาไปดื่มเหล้ามื้อเช้าด้วยกัน
บนโต๊ะมีการแบ่งสูงต่ำ ดื่มจนเด็กชายชุดเขียวลงไปนอนกลิ้งอยู่ใต้โต๊ะ เอ่ยถ้อยคำของคนเมาที่หลังจากพูดไปก็จำไม่ได้แล้ว พอสร่างเมาก็ลืมคำพูดที่เอ่ยตอนเมา นี่ก็น่าถือว่าเป็นการดื่มที่แท้จริง
เจียงเซ่อรู้สึกว่าต้องมองงูน้อยแห่งแม่น้ำอวี๋เจี้ยนที่ปฏิบัติต่อคนอื่นด้วยความจริงใจผู้นี้เสียใหม่ ไม่ว่าจะอยู่บนโต๊ะหรือนอกโต๊ะก็ล้วนมีคุณธรรมน้ำใจอย่างมาก
“น้ำในยุทธภพลึก ใจคนอันตราย นายท่านเจ้าขุนเขาของข้าจริงใจเกินไปแล้ว เป็นคนดีเกินไปแล้ว ดังนั้นข้าเฉินหลงิจวิน นายท่านใหญ่เฉิน! ขอแค่เจอคนแปลกหน้าบนภูเขาก็จะต้องสืบเสาะความตื้นลึกของอีกฝ่ายเสียหน่อย เพื่อที่จะได้ทำให้นายท่านเจ้าขุนเขารู้ถึงวิธีการและนิสัยใจคอของอีกฝ่าย! หากว่าเป็นคนจิตใจดีก็ย่อมไม่มีทางถือสาอะไรข้ามากนัก แต่หากเป็นคนใจร้าย ข้ามีพรสวรรค์เลิศเลอ เนื้อหนังหนา ก็จะแบกรับไปก่อนสักหมัดสองหมัด…”
“ข้าโง่ ทำอะไรไปมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว
หลังลงมาจากภูเขา เจียงเซ่อก็ยืนอยู่ตรงซุ้มป้ายประตูภูเขาอยู่นานมาก นักพรตที่ปักปิ่นไม้บนศีรษะเอานิ้วแตะน้ำลายพลิกเปิดหน้าหนังสือ
นักพรตหลินเฟยจิงยุ่งจากงานที่ภูเขาเซียงฮว่อเสร็จก็มาที่นี่ ตะโกนเรียกไกลๆ ว่าอาจารย์ เซี่ยนเว่ยถึงได้เปลี่ยนหนังสือเล่มใหม่
และเซี่ยนเว่ยก็เพิ่งสังเกตเห็นเจียงเซ่อที่อยู่ข้างกายและสตรีออกเรือนแล้วที่อยู่ห่างไปไม่ไกล เซี่ยนเว่ยเองก็ฝึกปรือจิตแห่งมรรคามาได้แล้ว หน้าจึงไม่แดงใจไม่เต้น โอภาปราศรัยกับชายฉกรรจ์ผู้นั้นจนรู้ว่าพวกเขาสองสามีภรรยาจะลงจากภูเขาออกเดินทางไกลแล้ว นักพรตหนุ่มเอ่ยรั้งไว้พอเป็นพิธี ไร้ผล ก็ได้แต่มองส่งพวกเขาเดินจากไปบนเส้นทาง แผ่นหลังค่อยๆ จากไปไกล
หอบูชากระบี่ เด็กสาวสวมหมวกขนเตียวนั่งล้อมอยู่รอบโต๊ะหินกับพวกไฉอู๋
ภูเขาลูกนี้นอกจากเจ้าประมุขกวอที่เป็นลูกพี่ใหญ่ซึ่งไปลาดตระเวนภูเขาเป็นเพื่อนหมี่ลี่น้อยแล้ว เฒ่าหูหนวกก็ได้ย้ายไปอยู่ที่ภูเขาเที่ยวอวี๋ โยวอวี๋ลูกศิษย์ของเขาที่เป็นผู้ฝึกกระบี่ขอบเขตโอสถทองก็ตามไปสร้างกระท่อมอยู่ที่นั่นด้วย
ทั้งฟังคำบรรยายทั้งฝึกตนไม่ถ่วงรั้งกัน เติงเจี้ยนผิงก็ยิ่งทะนุถนอมโชควาสนาที่ได้มาไม่ง่ายนี้
เหยาเสียวเหยียน แม่นางน้อยได้ครอบครองกระบี่บินแห่งชะตาชีวิตสามเล่ม นางคือคนที่ไม่ร้อนใจในการหลอมกระบี่มากที่สุด อิ่นกวานไม่ได้พูดอะไร อาจารย์ก็ไม่เร่งรัด แม้กระทั่งหนิงเหยาก็ยังบอกกับนางว่าไม่ต้องรีบร้อน ถ้าอย่างนั้นนางก็ไม่เกรงใจแล้วนะ
เวลานี้นางไม่อยู่บนภูเขา แม่นางน้อยเรียนวิชาอำพรางตัวบทหนึ่งมาจากอาจารย์ จงพกยันต์กระบี่ไว้ตรงเอว เสียงสวบดังทีเดียวก็ไปถึงตรอกฉี่หลงของเมืองเล็ก กำลังยืนกินขนมเป็นเพื่อนอาจารย์ที่หน้าประตู บอกว่าต้องฉลองกันสักหน่อย