กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1178.3 ประโยคนี้คือประโยคปิดท้าย
น่าหลันอวี๋เตี้ยชอบเดินทางไปพร้อมกับเรือข้ามฟาก มีห้องอยู่ติดกับจางเจียเจิน นักบัญชีน้อย จึงกลายเป็นนักบัญชีน้อยน้อยคนหนึ่ง เรื่องของการหลอมกระบี่มีหรือจะถูกถ่วงรั้งเอาไว้?
อาจารย์ของตนให้เงินฝนธัญพืชมาหลายถุง ตำราลับก็มอบให้กองใหญ่ สมบัติอาคมก็ยิ่งมีอยู่หลายชิ้นแล้ว ยังมีสถานที่ฝึกบำเพ็ญตนขนาดจิ๋วอีกแห่งหนึ่งที่ทำให้นางสามารถหลอมลมปราณได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
ซุนชุนหวังปิดด่านฝึกตนอีกแล้ว แม้กระทั่งในฝันนางก็ยังอยากจะเป็นขอบเขตหยกดิบ ไม่ใช่ว่าจะเปรียบเทียบอะไรกับไฉอู๋สหายรัก เพียงแค่เพราะหนิงเหยาเคยรับปากนางว่าขอแค่เลื่อนเป็นห้าขอบเขตบนก็จะกลายเป็นลูกศิษย์ที่ได้รับการบันทึกชื่อของหนิงเหยาได้!
ส่วนป๋ายเสวียนที่เวลานี้นั่งดื่มชาโกว่ฉี่อยู่ข้างโต๊ะ ก็ไม่อาจพูดได้ว่าเขาสามวันตกปลาสองวันตากแห เรื่องของการหลอมกระบี่ก็ถือว่าขยันหมั่นเพียรอยู่เหมือนกัน เพียงแต่ว่าสิ่งของกลัวการเปรียบเทียบกันมากที่สุด
มีซุนชุนหวังอยู่ที่หอบูชากระบี่ ช่วงนี้ยังมีไฉอู๋ที่ฝ่าทะลุขอบเขตติดต่อกันเปรี้ยงปร้างเหมือนจุดประทัด ถึงได้ทำให้เขาดูเหมือนเศษสวะมากเป็นพิเศษ
ก่อนหน้านี้ได้ยินห่านขาวใหญ่บอกว่าที่ยอดเขาจี๋หลิงมีผู้ฝึกยุทธแซ่เจียงคนหนึ่งมาเยือน หมัดเท้าร้ายกาจอย่างยิ่ง แค่มองก็รู้แล้วว่าเป็นยอดฝีมือ ป๋ายเสวียนได้ยินก็ฮึกเหิมทันใด ไปสืบข่าวที่นั่นตั้งแต่เช้าตรู่ เพราะถึงอย่างไรเขาก็ทำอะไรรอบคอบ จึงไม่ได้พูดถึงตำราวีรบุรุษเล่มนั้นง่ายๆ
รอกระทั่งรู้สึกว่าถึงเวลาอันเหมาะสมแล้ว ป๋ายเสวียนจึงสอบถามไปว่ามีความคิดอยากจะร่วมสร้างวีรกรรมยิ่งใหญ่ ร่วมมือกันสั่งสอนเผยเฉียนสักรอบไหม ผลคือถูกชายร่างกายกำยำมองด้วยสายตามองคนโง่ ยื่นมือมากดหัวเจ้าลูกกระต่ายน้อย หันหน้าเข้าไปทางประตูใหญ่ แล้วเตะจนเขาลอยออกมาจากห้อง
ต่อให้การกรีธาทัพไม่ราบรืน แต่ป๋ายเสวียนก็ไม่ท้อถอย ระหว่างที่ทะยานลมก็บีบนวดกันกลับมาที่หอบูชากระบี่
เซียโก่ว ไฉอู๋ ป๋ายเสวียน ผู้ฝึกกระบี่เด็กสาวคนหนึ่งชื่อว่าอู๋เฉิน เวลานี้นั่งล้อมโต๊ะกัน
แผ่นหยกนี้เป็นสหายปี้เซียวที่มอบให้ เนื้อหาที่บันทึกอยู่ในแผ่นหยกก็คือเนื้อหาการถ่ายทอดมรรคาครั้งสุดท้ายของเกากูแห่งภูเขาตี้เฝ่ยที่ตำหนักหัวหยาง มีการอธิบายสามเรื่อง
อธิบายเรื่องความต่างระหว่างจิตและวิญญาณของมนุษย์ธรรมดา
อธิบายว่าควรจะสร้างช่องโพรงลมปราณสามร้อยหกสิบห้าแห่งขึ้นมาเป็นสะพานอมตะได้อย่างไร
อธิบายถึงเรื่องเวทกระบี่
เซียโก่วคลายตราผนึกบนแผ่นหยกออก มอบให้กับไฉอู๋ลูกศิษย์ผู้สืบทอดของตนเอง ผู้ฝึกกระบี่ขอบเขตหยกดิบคนหนึ่งที่อายุยังไม่ถึงสิบขวบ
แม่นางน้อยนั่งอยู่ข้างโต๊ะ มือหนึ่งถือถ้วย มือหนึ่งถือแผ่นหยก ท่าทางตอนดื่มด่ำรสมีชาติกริ่มๆ เล็กน้อยสมกับเป็นผีเหล้าน้อย
เวลาผ่านไปประมาณหนึ่งก้านธูป เซียโก่วก็ยิ้มตาหยีถามว่า
“ไฉอู๋อา ‘สามอธิบาย’ ที่อยู่บนนั้น เจ้าฟังเข้าใจหรือไม่?”
แม่นางน้อยส่งเสียงเรอเพราะฤทธิ์สุรา ก่อนจะรินให้ตัวเองอีกถ้วย พยักหน้าเอ่ยว่า
“ฟังเข้าใจสิ อธิบายได้ตื้นเขินเข้าใจง่ายกว่าการถ่ายทอดมรรคาของเจ้าขุนเขาพวกเราเสียอีก”
เซียโก่วพยักหน้า
“คุณสมบัติของเจ้าธรรมดา อีกทั้งอายุยังน้อย ไม่เข้าใจคำบรรยายบนมหามรรคาที่ลี้ลับลุ่มลึกของเจ้าขุนเขาพวกเราก็ถือเป็นเรื่องปกติ”
ไฉอู๋ทำท่าจะพูดไม่พูด แต่ก็รู้สึกว่านางควรต้องปฏิบัติต่ออาจารย์ด้วยความจริงใจ จึงถามอย่างสงสัยว่า
“เจ้าขุนเขาบอกว่า คุณสมบัติของข้าดีเกินไป เขาสอนไม่ได้”
เซียโก่วปรายตามอง “แล้วเจ้าก็เชื่อหรือ?”
ไฉอู๋ขมวดคิ้ว “หลอกข้าหรือ?”
เซียโก่วหลุดหัวเราะพรืด
“เจ้าคุณสมบัติดีเกินไป? เมื่อก่อนอาจารย์ก็เคยเห็นคนที่มีคุณสมบัติอย่างเจ้ามามากมายก่ายกอง เยอะแยะดารดาษไปหมด ถามกระบี่กับพวกเขา ในคนสิบคนที่โดนฟาด อย่างน้อยก็มีครึ่งหนึ่งที่มีคุณสมบัติอย่างเจ้า ส่วนอีกครึ่งหนึ่งนั้นก็น่าจะดีกว่าเจ้าหน่อย”
“อีกอย่างนะ คุณสมบัติของเจ้าขุนเขาไม่ดีหรือ? ตอนนี้เจ้าก็ลองออกไปตะโกนนอกประตูดูสิว่าจะโดนซ้อมหรือไม่ จะมีผู้ฝึกตนด่าเจ้าหรือไม่?”
“ไฉอู๋ เจ้าน่ะนะ รับข้าเป็นอาจารย์แล้ว หางคงชี้ขึ้นฟ้าเลยสินะ”
ฟังมาถึงตรงนี้ไฉอู๋กึ่งเชื่อกึ่งกังขา เงยหน้ากระดกเหล้าดื่มอีกใหญ่ แล้วพลันลุกขึ้นยืน
“อาจารย์ ข้าจะไปฝึกตนในห้องแล้ว”
เซียโก่วโบกมือ
“อย่าหยิ่งยโส อย่าใจร้อนวู่วาม พยายามให้มาก สามารถไปที่ภูเขาเที่ยวอวี่ได้ แต่อย่าไปบ่อย”
เจ้าคือลูกศิษย์ผู้สืบทอดของข้า เซียโก่วเชียวนะ ไปภูเขาเที่ยวอวี่เพื่อฟังคำบรรยายการถ่ายทอดมรรคาของเฒ่าหูหนวกที่เป็นผู้ถวายงานธรรมดาน่ะหรือ? ไม่กลัวว่าจะถูกเขาหลอกเข้ารกเข้าพงหรืออย่างไร
แต่บางครั้งไฉอู๋ก็ยังไปนั่งอยู่ที่นั่น หลักๆ แล้วก็เพื่อฟังคำบรรยายของนักพรตทั้งหลายที่มาจากภูเขาเถาฝู เห็นว่านางตัวเล็ก พอถามอายุแล้วรู้ว่ายังไม่ถึงสิบปีก็มีพี่สาวหลายคนที่มาลูบหัวบีบแก้ม ไฉอู๋ไม่ชอบแต่ก็ไม่รำคาญ
คนที่ชอบเอ่ยสัพยอกก็จะถามไฉอู๋ว่าขอบเขตถ้ำสถิตหรือยัง? คนที่จริงจังหน่อยก็จะถามว่าขอบเขตสองหรือขอบเขตสามแล้ว? ทุกวันนี้มีฉายาด้านการฝึกตนแล้วหรือยัง?
แต่กลับไม่มีใครกล้าถามง่ายๆ ว่าอาจารย์ของนางเป็นใคร
ในบรรดาตัวอ่อนผู้ฝึกตนของยอดเขาฮวาอิ่งมีเด็กสาวคนหนึ่งชื่อว่าอู๋เฉิน นิสัยน่ารักซุกซน แต่ชอบทำตัวแก่นแก้ว จึงถูกเพื่อนเรียกว่าเสี่ยวถู่ นางกับไฉอู๋ค่อนข้างจะสนิทสนมกันมักจะนั่งฟังคำสอนด้วยกันบ่อยๆ
บวกกับที่เฒ่าหูหนวกเห็นว่านางเป็นผู้ฝึกกระบี่จึงบอกให้อู๋เฉินไปเดินเล่นที่หอบูชากระบี่ได้ แต่กลับไม่ได้พูดมาตรงๆ ว่าให้นางไป “ตามหาโชควาสนา” หากเป็นเด็กสาวทั่วไป ก็คงคิดว่าเป็นคำพูดตามมารยาทที่ไม่อาจคิดเป็นจริงเป็นจังได้
แต่ทุกครั้งที่มีเวลาว่างอู๋เฉินกลับมานั่งเล่นที่นี่จริงๆ แม้จะซื่อแต่ก็ไม่ได้ขาดไหวพริบ หาไม่แล้วก็คงไม่ได้ไปอยู่ที่ภูเขาเที่ยวอวี่
สิ่งที่นางได้เห็นได้ยินมาจากที่นี่ นางไม่เคยเอาไปแพร่งพรายต่อข้างนอก ยกตัวอย่างเช่น นางรู้ว่าไฉอู๋ถึงกับเป็นลูกศิษย์ผู้สืบทอดของ “ป๋ายจิ่ง” หัวหน้าครูสอน กลับมาถึงภูเขาเที่ยวอวี่นางก็รักษาความลับปิดปากแน่นสนิท
แต่อยู่ที่หอบูชากระบี่ ความเข้าใจจากการฝึกตนที่บางครั้งตระหนักรู้ได้จากการฟังคำบรรยาย จากการสอบถาม นางกลับไม่เคยเก็บไว้เป็นความลับ แต่พูดคุยให้เหล่าสหายฟังไปด้วยกัน
ความน่าหงุดหงิดเพียงหนึ่งเดียวก็คืออาจารย์ใหญ่ป๋ายจิ่งมักจะชอบถามนางต่อหน้า ว่าเจิงต้าเฟิงเป็นอย่างไร รูปโฉมหล่อเหลา องอาจหรือไม่
ในที่สุดป๋ายเสวียนก็อดทนไม่ไหว ขมวดคิ้วถามข้อสงสัยในใจออกมา
“ฟัง? ไม่ใช่ว่าอ่านหรอกหรือ? ฟังกะผายลมอะไร?”
ไฉอู๋หยุดเดิน แล้วก็ไม่รู้ว่าควรจะอธิบายอย่างไร ตัวอักษรบนแผ่นหยก มองร้อยรอบก็ไม่เบื่อ แล้วก็เพราะนางอ่านหลายครั้งแล้ว จึงเกิดการขานรับที่น่าประหลาดบางอย่าง ทำให้ข้างหูหรือไม่ก็ในใจ คล้ายจะมีคนมาพูดให้ฟัง ไฉอู๋เองก็ไม่ได้คิดอะไรมาก แค่คิดว่าเป็นความหมายที่ชัดเจนในตัวเองจากการอ่านตำราเป็นร้อยรอบ
เซียโก่วแทะเมล็ดแตง หัวเราะร่วนเอ่ยว่า
“ป๋ายเสวียนอา เจ้าต้องไปฟังการสอนของกานธรรมดาบ่อยๆ นะ การถ่ายทอดมรรคาของเขา เจ้าฟังเข้าใจแน่”
ป๋ายเสวียนเอ่ยอย่างมีโทสะ “ป๋ายจิ่ง เจ้าเลิกพูดจาเหน็บแนมในเรื่องไม่เป็นเรื่องกับข้าเสียที พวกเราสองคนต่างก็แซ่ป๋าย ทำไมถึงเข้าข้างคนนอกนักเล่า”
เซียโก่วเอ่ยอย่างกระจ่างแจ้ง “นั่นสิ นั่นสิ วันหน้ารับรองว่าจะถ่ายทอดเวทกระบี่ที่พลังพิฆาตไม่ธรรมดาให้เจ้าสี่ห้าบท! เรียนรู้วิชารักษาชีวิตรอดไว้สักหน่อยดีไหมล่ะ? ให้คนที่ถูกเจ้าถามกระบี่เรียนรู้ให้มากหน่อย!”
ป๋ายเสวียนถาม “จริงหรือ?”
เซียโก่วกลอกตามองบน “พูดไร้สาระอะไร เจ้าก็พูดเองแล้วว่าพวกเราสองคนต่างก็แซ่ป๋าย ข้าต้องยอมสอนเจ้าอยู่แล้ว!”
ป๋ายเสวียนร้อนใจแล้ว “ข้าถามเจ้าว่าเจ้ามีเวทกระบี่ที่สูงส่งจริงๆ หรือไม่ต่างหากเล่า!”
เซียโก่วปรายตามอง “ไฉนเจียงเซ่อถึงไม่ได้ซ้อมให้เจ้ากลายเป็นคนฉลาดกันนะ?”
เด็กสาวอู๋เฉินที่ฟังอยู่ข้างๆ ยิ้มกว้าง ป๋ายเสวียนรู้สึกขายหน้า จึงหิ้วกาน้ำชาขึ้นมา ปิดประตูแรงๆ ไปฝึกกระบี่ในห้องแล้ว
อู๋เฉินเองก็หวนกลับไปที่ภูเขาเที่ยวอวี่
เซียโก่วหมุนตัวหันหลังพิงโต๊ะหินอย่างเกียจคร้าน เอาหมวกขนเตียววางไว้บนโต๊ะสองแขนกอดอก ฮ่าๆ สวรรค์ช่วยข้าจริงๆ เสี่ยวโม่ได้มอบกระบี่บินแห่งชะตาชีวิตเล่มหนึ่งให้กับไฉอู๋ก่อน ข้าค่อยถ่ายทอดเวทกระบี่ให้กับลูกศิษย์ผู้สืบทอด ช่างเป็นคู่สวรรค์สรรสร้างจริงๆ!
ลุกขึ้นยืน เซียโก่วหยิบยันต์สามภูเขาที่เป็นของเลียนแบบออกมาจากชายแขนเสื้อ
ที่ว่าการจวนราชครูไม่มีที่ให้เดินเล่น พี่หญิงหรงอวี๋ก็ยุ่งอยู่กับการเขียนอะไรไม่รู้ และนางยังไม่ถูกชะตากับฝูชิง เซียโก่วจึงไปเยือนเมืองหลวงแคว้นชิวที่ตั้งอยู่ในหานโจวอีกครั้ง……
ธงผืนใหญ่โบกสะบัดดังพับๆ อยู่ท่ามกลางสายลมบนท้องฟ้าที่พัดกระโชกแรง หานโจว ชายแดนแคว้นชิว เหนือเรือกระบี่ลำหนึ่งที่ยังไม่ได้ตั้งชื่อ
ในห้องประชุมเปี่ยมไปด้วยปราณสังหาร ซือถูชิกวงที่เป็นผู้ว่ามณฑลหลู่ส่ง แม่ทัพแห่งหานโจว ข้างกายขุนนางใหญ่ในพื้นที่ศักดินาสองคนนี้ต่างก็มีขุนนางบุ๋นบู๊ใต้อาณัติยืนอยู่ พวกเขาก็แค่อยู่ที่นี่ถึงได้ดูไม่สะดุดตา หากกลับไปยังที่ว่าการของแต่ละคน หากใช้คำกล่าวของปัญญาชนแคว้นชิวมาพูดก็คือ แค่ผายลมทีเดียวก็เหมือนเสียงฟ้าร้องอยู่ในวงการขุนนางของบางเขตบางจังหวัดในหานโจวแล้ว
ระดับขั้นของเขตและจังหวัดของราชสำนักต้าหลีจะอยู่ระหว่างมณฑลและอำเภอ แต่จังหวัดจำนวนมากต่างก็ขึ้นตรงต่อเมืองหลวงหรือไม่ก็เมืองหลวงสำรอง ดังนั้นเขตการปกครองของสถานที่ต่างๆ ล้วนอยากจะเลื่อนขั้นเป็นจังหวัดกันทั้งนั้น ทว่าผู้ว่าของมณฑลกลับไม่แน่เสมอไปว่าจะยอมตอบตกลง
ราชสำนักต้าหลีถูกเรียกขานว่าเป็นแคว้นร้อยมณฑล แม่ทัพประจำมณฑลกลับมีไม่ถึงสามสิบคน ตั้งฐานทัพอยู่ในสถานที่ที่เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่ทุกฝ่ายต้องแย่งชิง ส่วนใหญ่ก็จะปกครองงานด้านการทหารของหลายมณฑล แน่นอนว่าระหว่างแม่ทัพประจำมณฑลทั้งหลายกลุ่มนี้ แต่ละคนต่างก็มีการแข่งขันกัน แต่ละคนต่างก็มีสมุดบัญชีหนึ่งเล่ม
ยกตัวอย่างเช่น ในการปกครองของเจ้ามีอู่ต่อเรือหวงเทียน ข้าเองก็ได้ครอบครองท่าเรือหนิวเจียวที่ชื่อเสียงเลื่องลือไปทั้งทวีปเหมือนกัน
เส้นทางการเลื่อนขั้นขุนนางของแม่ทัพบู๊ค่อนข้างจะเรียบง่าย หากโชคดีได้เป็นถึงแม่ทัพประจำมณฑล ขยับข้างหน้าไปอีกหน่อยก็จะมีการแบ่งเป็นแม่ทัพสิบสองท่านที่มี “ซื่อเจิง ซื่อเจิ้น ซื่อผิง” ซึ่งตำแหน่งแบ่งออกเป็นขั้นสอง ชั้นสองชั้นโทและขั้นสามชั้นเอก หรือไม่ก็ย้ายไปรับหน้าที่เป็นเจ้ากรม รองเจ้ากรมอยู่ในที่ว่าการกรมกลาโหมของสองสถานที่อย่างเมืองหลวงและเมืองหลวงสำรอง ตำแหน่งที่สูงที่สุดคือทูตผู้ตรวจการที่เป็นขั้นหนึ่งชั้นโท
และยังมีขุนนางที่อู่ต่อเรือของกรมโยธาทีจะติดตามขึ้นมาบนเรือด้วยที่ต้องจับตามองสภาพการเดินเรือของเรือกระบี่ทั้งหกลำ
เรือกระบี่หกลำ มีสามลำที่อยู่ในช่วงกำลังก่อสร้าง ยังไม่ถือว่าเสร็จสมบูรณ์ ไม่เป็นไรขอแค่ลอยขึ้นฟ้าได้ก็พอแล้ว ถือเสียว่าเป็นการตรวจสอบล่วงหน้าก่อนที่เรือกระบี่จะ “ลงน้ำ” ตามระเบียบแล้วจะถือว่าอยู่ในสังกัดของกรมโยธา หากลอยขึ้นฟ้าก็จะกลายเป็นสมบัติของกองทัพชายแดนต้าหลีแล้ว
ฝ่ายหนึ่งเหมือนลูกสาวออกเรือน รู้สึกเศร้าอย่างถึงที่สุด อีกฝ่ายหนึ่งเหมือนแต่งภรรยาเข้าบ้าน แน่นอนว่าต้องปีติยินดีชื่นมื่น
ดังนั้นขุนนางของกรมโยธาที่ดูแลเรือกระบี่และเรือข้ามฟากขุนเขาหกลำ จึงได้เย่อหยิ่งจองหองอย่างที่หาได้ยาก ก่อนที่จะส่งมอบให้กับแม่ทัพกรมกลาโหมที่มีความสัมพันธ์ไม่เลวต่อกัน ในทางส่วนตัวก็จะตอกย้ำตามระเบียบขั้นตอนการทำงานว่า
“เร็วเข้า รีบเรียกท่านพ่อสิ!”
ขุนนางกรมกลาโหมที่มีหน้าที่ตรวจรับดูแลก็ไม่สนใจหน้าตาค่ำค่าแค่นี้ เรียกก็เรียกสิ นานวันเข้าก็กลายเป็นธรรมเนียมอย่างหนึ่ง
หานโจวคือมณฑลใหญ่ ดังนั้นจึงตั้งตำแหน่งรองแม่ทัพขึ้นมา รองแม่ทัพของหานโจวคือสตรีคนหนึ่งนามว่าหวงเหมยเซียน มีพื้นฐานเป็นผู้ฝึกตนสำนักการทหาร นางอายุเกือบหา้สบิปี คิวยาวมาก ผิวคล้ำเล็กน้อย ใบหน้าเย็นชา
เวลานีสวมเสื้อเกราะ แต่กลับไม่ได้ยืนอยู่ข้างกายหลู่ส่ง ช่วยกันวิเคราะห์ศึกษาเรื่องการจัดวางกำลังพลของแคว้นชิว แต่ยืนอยู่ใต้ภาพแผนที่ขนาดใหญ่ยักษ์ของแคว้นชิวที่ยาวสองจั่งเต็มๆ แน่นอนว่าใช้การวาดแบบตระกูลของบนภูเขา ขอแค่ขอบเขตมากพอ สายตาดีพอ แล้วมองอย่างละเอียด แม้กระทั่งเส้นทางเล็กๆ ในชนบท ก็ล้วนชัดเจนกระจ่างตา
นับแต่โบราณมาผู้ที่เชี่ยวชาญด้านพิชัยสงครามส่วนใหญ่แล้วจะมีความชอบเฉพาะตัวอยู่อย่างหนึ่ง หรือควรจะพูดว่าความพิเศษที่มีรวมกันของพวกเขา นั่นก็คือชอบจดจำแผนที่
นางมีประวัติชีวิตที่ไม่ต่างจากอู๋หวงเฉิงรองเจ้ากรมกลาโหมของเมืองหลวงสักเท่าไร ล้วนเป็นแม่ทัพบู๊ผู้มีคุณูปการที่โดดเด่นอยู่ในสนามรบของนครมังกรเฒ่าและเมืองหลวงสำรอง หวงเหมยเซียนสวมเสื้อเกราะยันต์ธรรมดา เงยหน้ามองภาพแผนที่ เอามือกดดาบศึกด้วยความเคยชิน บนหลังมือเต็มไปด้วยรอยบาดแผล
นางเคยเป็นผู้ฝึกตนติดตามกองทัพที่มาจากสายของร่องต้าหนี ศาลลมหิมะ เพียงแต่ว่าอยู่ในกองทัพชายแดนต้าหลีมาจนเคยชินแล้ว และยิ่งชอบนำทัพทำสงคราม จึงตัดใจไม่ได้เลยเลือกที่จะทิ้งสถานะบนทำเนียบของตระกูลเซียนไปเสีย
นอกจากคนตัดฟืนที่ขึ้นเขาไปตัดต้นไม้น้อยครั้งแล้ว จนถึงทุกวันนี้ชาวบ้านที่อาศัยอยู่รอบอำเภอและเขตการปกครองก็ยังไม่รู้ว่าในภูเขาถึงกับมีกองทัพกองหนึ่งมาตั้งฐานประจำการอยู่
ชินอ๋องเด็กหนุ่มของแคว้นชิว หานเอ้อ ยืนอยู่ข้างกายจ้าวเหยา รองเจ้ากรมอาญา
ในฐานะ “ตัวประกันแคว้นศัตรู” ซึ่งเป็นคนนอกเพียงหนึ่งเดียวบนเรือกระบี่ สภาพการณ์ของหานเอ้อจะน่ากระอักกระอ่วนเพียงใด แค่คิดก็พอจะรู้ได้
สายตาเฉียบคมจากแม่ทัพบางคนของต้าหลีประหนึ่งเข็มทิ่มแทง มีข่าวของสถานที่ต่างๆ ถูกส่งมารวมกันที่นี่อย่างต่อเนื่อง มีทั้งรายงานลับที่มาจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์แห่งภูเขาสายน้ำที่อยู่รอบด้าน แล้วก็มีทั้งจากนักรบพลีชีพ สายลับของต้าหลี
แม่ทัพมณฑลหานโจว หลู่ส่ง มีสีหน้าเป็นปกติ แต่การที่ขุนนางของกรมอาญาสอดมือเข้าแทรกเรื่องนี้ แม้กระทั่งรายงานข่าวก็ยังถูกบันทึกลงเอกสาร คล้ายกับการถูกควบคุม ทำให้แม่ทัพประจำมณฑลหานโจวอย่างเขาอดรู้สึกไม่สบอารมณ์อย่างเลี่ยงไม่ได้
ต้าหลีในอดีต ตอนที่ยังเป็นหนึ่งในแคว้นใต้อาณัติของราชสำนักสกุลหลู แต่ก่อนหน้านั้นทางกองทัพถึงได้มีการ “ควบคุมกองทัพ” หากจะบอกว่าจ้าวเหยาสามารถจัดเตรียมเอกสารลับของกรมอาญาได้ การปรากฏตัวของเขาและกลุ่มขุนนาง รวมถึงเหล่าผู้ฝึกตนติดตามกองทัพ ยังถือว่าพอจะรับได้อยู่บ้าง ถ้าอย่างนั้นเฉาเกิงซินแห่งกรมขุนนางล่ะมันเรื่องอะไรกัน? คิดจะมาเลื่อนขั้นขุนนางให้ใครที่นี่ หรือไม่ก็ลดระดับขั้นขุนนางใครหรือ?
ระหว่างการกรีธาทัพ ไอ้หมอนี่ยังดื่มเหล้าด้วย?!
ตรงเอวห้อยน้ำเต้าบรรจุเหล้าเปลือกสีม่วงแวววับ หลบอยู่ในมุมในสุดของห้อง หันหลังให้ทุกคนแล้วแอบดื่มเหล้าสองสามอึก
แต่ขุนนางหลายคนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างก็ค่อนข้างประหลาดใจในเรื่องหนึ่ง โจวไห่จิงหนึ่งในสี่ปรมาจารย์ใหญ่ของแจกันสมบัติทวีป นางมาได้อย่างไร?
นางเองก็เป็นคนโปรดของตระกูลชนชั้นสูง ก็เลยมาเป็นองครักษ์ประจำตัวให้กับลูกหลานตระกูลเสาค้ำยันแคว้น? ต้องทำถึงขนาดนั้นด้วยหรือ?
เฉาเกิงซินผงกปลายคาง ใช้เสียงในใจยิ้มเอ่ย
“เห็นหรือยัง รองแม่ทัพหานโจวท่านนี้ต่างหากถึงจะเป็นคนอำมหิตที่แท้จริง”
หลายปีมานี้หวงเหมยเซียนส่งรายงานมายงักรมกลาโหมของเมืองหลวงอยู่หลายครั้ง ยื่นเรื่องของให้นางได้นำทัพบุกเข้าเข่นฆ่าที่เมืองหลวงแคว้นชิว ใช้เลือดล้างวังหลวงและที่ว่าการแห่งต่างๆ หลังจากนั้นกองทัพใต้บัญชาการของนางก็จะปักหลักอยู่ที่นี่ ให้เวลานางแค่สี่ห้าเดือน มากสุดคือครึ่งปี แค่ต้องสังหารพวกกระดูกแข็งในเมืองหลวงและในท้องถิ่นให้สิ้นซากก็พอ ถ้าอย่างนั้นก็จะเหลือแต่กระดูกอ่อนๆ แล้ว
หวงเหมยเซียนมีเรื่องในใจ เรือกระบี่ลอยขึ้นกลางอากาศครั้งนี้ ขออย่าให้เป็นฟ้าร้องดังฝนตกเบาเลย นั่นจะกลายเป็นเรื่องตลกที่อับอายขายขี้หน้าแล้วจริงๆ
……
ฮ่องเต้ออกไปจากจวนขุนนางแล้ว
ในเรือนด้านหลัง ฝูชิงมองราชครูที่เอาสองมือสอดไว้ในชายแขนเสื้อ เดินเล่นอยู่ในลานบ้านครู่หนึ่ง คอยเงยหน้ามองต้นท้ออยู่เป็นระยะ
จากนั้นบุรุษวัยกลางคนสวมชุดเขียวที่เหมือนคนในยุทธภพมากกว่าก็กลับไปที่ห้องหนังสือ จัดการงานที่คั่งค้างต่ออีกครั้ง
ในห้องที่เงียบสงบแห่งหนึ่งของเรือนชั้นสอง หรงอวี๋นวดดวงตา นางเปิดสมุดเล่มหนึ่งบนโต๊ะ เนื่องด้วยราชครูชุยเป็นคนปลูกต้นท้อไว้ที่เรือนด้านหลังกับมือตัวเอง หลายปีมานี้เวลานางอยู่ว่างไม่มีอะไรทำก็มักจะเลือกเอาบทกวีไพเราะที่เกี่ยวข้องกับดอกท้อมาคัดลอกด้วยลายมือตัวเอง แล้วรวบรวมเป็นรูปเล่ม
บทเปิดฉากก็คือประโยคที่ว่า “ดอกท้อของวัดบนภูเขาเริ่มเบ่งบานสะพรั่ง”
หลังจากนั้นก็เป็นประโยคว่า “โบตั๋นเริ่มผลิบานดุจเปลวเพลิงเผาไหม้ ท้อเซียนอยู่ในช่วงบุปผาร่วงโรย”
ประโยคสุดท้ายกลับเป็นราชครูชุยที่เขียนด้วยลายมือตัวเอง ด้วยเหตุนี้หรงอวี๋จึงไม่คัดลอกต่อแล้ว เป็นเหตุให้ประโยคนี้กลายเป็นประโยคปิดท้าย ประโยคปิดฉาก
“ดอกท้อตามหามือกระบี่”