กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1179.2 ฟ้าห้า คนห้า
ในที่สุดก็มาถึงแล้ว ภูเขาลั่วพั่วในตำนาน
ในอดีตต่างก็พูดกันว่าเว่ยเยียนฮ่องเต้ผู้บุกเบิกแคว้นหนันเยวี่ยน ที่ส่งคนให้ไปตามหาเซียนทั่วทุกหนแห่ง สุ่ยโย่วเปียนที่พกกระบี่บินทะยาน แต่กลับมีจุดจบที่น่าเศร้าเพราะร่างต้องเหลือแต่โครงกระดูก ในประวัติศาสตร์พวกเขาต่างก็เคย…ถูกบันทึกชื่อลงในทำเนียบ ติดอันดับ กลายเป็นเซียนอยู่ที่นี่
เรือเฟิงยวนจอดเทียบท่าที่ท่าเรือหนิวเจียว พวกเขาต่างลงจากเรือ คนที่มารอรับพวกเขาขึ้นภูเขาอยู่ที่นี่คือชายฉกรรจ์คนหนึ่งชื่อว่าเจิงต้าเฟิง กับเจ้าคนหน้าขาวที่ชื่อประหลาดว่าเวินจื่อซี
พวกเขาบอกว่าตัวเองคือครูสอนหมัดของยอดเขาอิงอวี่ ภูเขาเที่ยวอวิ๋น คนหนึ่งคือครูฝึกอย่างเป็นทางการ ส่วนอีกคนเป็นตัวสำรอง ครูฝึกชั่วคราว เวินจื่อซีที่ตรงเอวห้อยยันต์กระบี่ หยิบยันต์กระดาษพับแผ่นหนึ่งออกมาจากในชายแขนเสื้อ โยนขึ้นไปกลางอากาศง่ายๆ ปล่อยให้มันกลายเป็นเรือยนต์ตระกูลเซียนลำหนึ่ง ที่บนตัวเรือมีอักขระยันต์ส่องประกายแสง
ใต้ท้องเรือมีเมฆหมอกสีเขียวเป็นระลอกผุดลอยขึ้นมา ลอยแนบติดพื้นดินของท่าเรือ รอบด้านของเรือยนต์มีไอหมอกอบอวล ทุกคนพากันขึ้นเรือ
เวินจื่อซีที่เหมือนคนขับเรือโบกชายแขนเสื้อหนึ่งครั้ง เรือยนต์ลำหนึ่งที่แกะสลักมาจากหยกขาวก็พลันลอยขึ้นกลางอากาศ พุ่งไปอย่างว่องไวราวสายฟ้าแลบ ลากลำแสงเส้นหนึ่งทิ้งไว้กลางอากาศ เรือยนต์อ้อมผ่านภูเขาฮุยเหมิง ลอดทะลุทะเลเมฆผืนหนึ่งที่อยู่ระหว่างภูเขาลั่วพั่วกับยอดเขาทียนตู ก่อนจะชะลอลงจอดบนเส้นทางหน้าประตูภูเขาช้าๆ
เวินจื่อซีบอกว่ามาถึงแล้ว รอกระทั่งทุกคนลุกขึ้นยืน รองเท้าแต่ละคู่ก็ลอดทะลุใต้ท้องเรือสัมผัสกับพื้นดินเบาๆ ไอหมอกสีเขียวพลันสลายหายไป เวินจื่อซีทำมุทรา เรือยนต์ก็เหมือนได้รับคำสั่ง กลับกลายไปเป็นกระดาษพับแผ่นหนึ่งอีกครั้ง แสงเรืองรองเปล่งวาบหนึ่งทีก็ผลุบหายเข้าไปในชายเสื้อของชุดคลุมอาคม
หากเป็นในอดีตก่อนที่จะมาเรียนวิชาหมัดบนภูเขา เวินจื่อซีจะชอบทำเรื่องที่เหมือนแปะคำว่า “เงิน” และคำว่า ‘เซียน” ไว้บนหน้าผากแบบนี้อย่างมาก ทว่าทุกวันนี้ความคิดแบบนี้กลับเจือจางลงมากแล้ว พอเห็นพวกสาวงามในโลกมนุษย์ก็ไม่รู้สึกหวั่นไหวอีกต่อไป การโอ้อวดสมบัติที่มีกลิ่นอายเซียนของคนบนภูเขาประเภทนี้ กลับทำให้เวินจื่อซีรู้สึกว่าน่าเบื่ออย่างถึงที่สุด
หากไม่เป็นเพราะเจิงต้าเฟิงดึงดันจะพาเขาไปรับรองแขกที่ท่าเรือหนิวเจียวด้วยกันให้ได้ บอกว่ายันต์กระบี่ไม่อาจแบ่งหรือให้กันยืมได้ จะให้พาแขกกลุ่มใหญ่เดินเท้าไปถึงหน้าประตูของภูเขาลั่วพั่วก็คงไม่ดี เวินจื่อซีคิดว่าตอนนี้ตนยังมีสถานะเป็น “ตัวสำรอง” อยู่ด้วย ก็ควรจะช่วยเหลือเท่าที่ความสามารถอันน้อยนิดของตนจะอำนวย ถึงจะได้ไปฟังคำสั่งสอนที่ยอดเขาฮว่าอิงและได้สอนหมัดที่ยอดเขาอิงอวี่ ภูเขาเที่ยวอวิ๋นต่อไปได้
ไปถึงลานประลองยุทธของยอดเขาอิงอวี่ พวกเขาถึงได้รู้ว่าเด็กหนุ่มเด็กสาวที่มาเรียนหมัดอยู่ที่นี่มีแค่แปดคนเท่านั้น แต่กลับมีอาจารย์สอนหมัดอยู่หลายคน อาจารย์ใหญ่คือเจิงต้าเฟิง อาจารย์รองเฉินยวนจี ผู้สอนสำรองเวินจื่อซี และยังมีเจ้าขุนเขาเฉิน เผยเฉียน พ่อครัวเฒ่า จงเชียน เด็กชายผมขาวคนหนึ่งที่รับหน้าที่เป็นขุนนางผู้เรียบเรียงตำราของภูเขาลั่วพั่วที่บางครั้งก็จะมาชี้แนะวิชาหมัดที่นี่เหมือนกัน เพียงแต่ว่าพวกเขาไม่ได้มาบ่อยๆ ก็เท่านั้น นี่ไม่ใช่ว่าคนสอนหมัดเกือบจะมีมากกว่าคนฝึกหมัดแล้วหรอกหรือ?
เวินจื่อซีรู้ดีว่าเจิงต้าเฟิงพูดจาเหลวไหล แต่ก็ไม่สะดวกจะแฉอีกฝ่าย
พวกหยวนหวงยังได้เห็นจงเชียนเดินแอ่นอกตบหน้าท้องอยู่ในลานประลองยุทธอย่างผ่อนคลาย บุคคลอันดับหนึ่งด้านวิถีวรยุทธของใต้หล้าบ้านเกิด คนบ้านเดียวกันที่ว่ากันว่าเป็นคนหลงใหลในวรยุทธที่เจ็บใจที่วันหนึ่งตัวเองฝึกวิชาหมัดอยู่ในภูเขาได้ไม่ครบสิบสองชั่วโมง?
อู๋เจียงนั่งยองที่ชายขอบของลานประลองยุทธ พึมพำว่า “ผู้มีพรสวรรค์ด้านการเรียนวรยุทธไม่มีค่าขนาดนี้เลยหรือ?”
ระหว่างที่เดินทางหาประสบการณ์ หากไม่ได้อยู่บนเรือข้ามฟากที่ลอดผ่านทะเลเมฆก็อยู่ที่ท่าเรือตระกูลเซียนที่มีแต่เรื่องประหลาดน่าอัศจรรย์ใจเต็มไปหมด ส่วนใหญ่ล้วนพบเจอแต่บุคคลที่เป็นดั่งเทพเซียน พอเห็นมากเข้าก็ไม่รู้สึกอะไร กลับเป็นปรมาจารย์ผู้ฝึกยุทธระดับหัวแถวของใบถงทวีปที่ได้เห็นอยู่แค่ไม่กี่คน ผลคือพอมาถึงภูเขาเที่ยวอวิ๋นแห่งนี้ ได้เห็นทีก็เห็นเป็นกลุ่มใหญ่
เด็กหนุ่มเด็กสาว แต่ละคนต่างก็เป็นผู้มีพรสวรรค์ที่มีปณิธานหมัดล้อมรอบกาย พายุหมัดก่อตัวแข็งแกร่งกันทั้งนั้น
ซุนหว่านเหยียนไปที่ยอดเขาฮว่าอิงกับหลัวฟู่เม่ย ฝ่ายแรกยืนอยู่นอกหน้าต่างฟังนักพรตคนหนึ่งกำลังบรรยายถึงความรู้เรื่องสายยันต์พอดี ฝ่ายหลังไม่สนใจเรื่องนี้จึงไปเดินเล่นเองคนเดียว ได้เจอกับหญิงสาวที่งดงามมากคนหนึ่งซึ่งมีฉายาว่าเหม่ยเจิง นางสร้างกระท่อมอยู่ที่ลำธาร
หลัวฟู่เม่ยไม่ขลาดกลัว เป็นฝ่ายชวนนางคุย สาวงามสองคน เรือนกายอรชรอ้อนแอ้นพูดคุยเสียงเบาเหมือนเสียงนกท่ามกลางแมกไม้เขียว
โจวฮูถามคำถามคล้ายไม่ใส่ใจว่าอะไรคือ “คอยอุดปะรอยรั่วให้สมบูรณ์ ฟ้าห้า คนห้า?”
หลัวฟู่เม่ยหลุดหัวเราะพรืด คาถามใหญ่เทียมฟ้าประเภทนี้ สหายถามข้าทำไม ต้องไปถามอิ่นกวานถึงจะถูก กว่าจะรักษาตำแหน่งผู้ถวายงานอันดับหนึ่งไว้ได้ไม่ใช่เรื่องง่าย
เจียงซ่างเจินบอกว่าเขาจะไปที่สำนักเจินจิงสักรอบเพื่อผ่อนคลายจิตใจ พักผ่อนให้หายตึงเครียดสักหน่อย จูเหลียนจึงบอกให้เขาช่วยดูเจิงเย่ด้วยว่าเป็นอย่างไร เจียงซ่างเจินย่อมตอบตกลงอย่างว่องไว
ทะยานลมไปถึงท่าเรือหนิวเจียว เจียงซ่างเจินสังเกตเห็นสีขาวหิมะกองหนึ่งนั่งยองอยู่ใกล้กับป้ายไม้แผ่นหนึ่งที่ตั้งอยู่ข้างทาง ชุ่ยตงซานลุกขึ้นยืน หันหน้ามายิ้มเอ่ย
“จะไปทะเลสาบซูเจี้ยนกับเจ้าสักรอบ ขุนเขาสายน้ำยาวไกล จะได้ไม่เงียบเหงา”
เจียงซ่างเจินยิ้มถาม “เจ้าสำนักชุ่ย ข้าไปสำนักเจินจิงเพื่อโอ้อวดความร่ำรวย เจ้าไปทำอะไร?”
ชุ่ยตงซานสะบัดชายแขนเสื้อ บ่นว่า “ห่างเหินกันแล้ว เรียกเจ้าสำนักชุ่ยทำไม”
เจียงซ่างเจินที่เกือบจะได้เป็นรองเจ้าขุนเขาหัวเราะหึๆ ชุ่ยตงซานเองก็รู้ว่าเรื่องนี้ตัวเองทำไม่ถูก จึงรีบเปลี่ยนเรื่องคุยทันใด
“คิดไปคิดมา สิ้นเปลืองความคิดจิตใจข้าไปไม่น้อย ในที่สุดก็พอจะคาดเดาได้แล้ว ข้ารู้สึกว่าหากเจียงเซ่อไม่ได้พูดความจริง ก็เป็นเขาที่มองพลาดไปเอง อันที่จริงเจ้าอาจจะมีความเกี่ยวข้องกับหนึ่งจิตวิญญาณของบรรพจารย์รองสำนักการทหารจริงๆ เพียงแต่ว่านางร่ายเวทอำพรางตาที่ค่อนข้างสูงส่งเอาไว้ ยกตัวอย่างเช่น วิญญาณหนึ่งดวงถูกผ่าออกเป็นสองส่วน เจียงซ่างเจินแห่งพื้นที่มงคลถ้ำเมฆาได้ครอบครองไปครึ่งหนึ่ง จากนั้นค่อยมอบให้ “จลู่” แห่งตรอกฝูลู่ถ้ำสวรรค์หลีจี๋ต้าหลีครึ่งหนึ่ง แบบนี้ก็ปิดแผ่นฟ้าข้ามมหาสมุทรได้แล้วไม่ใช่หรือ?”
เจียงซ่างเจินปากอ้าตาค้าง ห่านขาวใหญ่นี่เจ้าค่อนข้างจะพูดจาเหลวไหลไปหน่อยแล้วนะ?
“หลอกเจ้า? เจ้าคิดดูนะ อดีตชาติของนางนั้นร้ายกาจปานใด ปีนั้นการถามมรรคาบนยอดเขาของนางกับเกากูเป็นอย่างไร ถึงกับตีกันจนเกิดซากปรักจวลู่ขึ้นมาได้เลย! ดังนั้นนางมาที่นี่ก็ทั้งเป็นโอกาสที่ป่ายอวี้จิงให้นางได้ทำความดีชดใช้ความผิด เดิมทีควรจะช่วยปกป้องมรรคาให้คนผู้หนึ่งระยะทางหนึ่ง ส่วนร่างจริงในอดีตชาติของนาง คาดว่าก็น่าจะมีการวางแผนเป็นของตัวเอง ยกตัวอย่างเช่น ดูว่าจะมีโอกาสติดต่อกับ “พวกเจ้า” ที่อยู่ในใต้หล้าไพศาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าได้หรือไม่? ในเมื่อแผนการไม่สำเร็จ ทางฝั่งป่ายอวี้จิงก็ได้แต่เรียกตัวนางกลับไป ทุกวันนี้ยิ่งหนูจลู่นั้นก็จะได้รับการ ‘กลับคืน’ สู่ป้ายไม้แล้ว? เป็นอย่างไรแบบนี้สมเหตุสมผลพอหรือไม่?”
สีหน้าของเจียงซ่างเจินเคร่งเครียดทันที
“กลับมาพูดถึงเจ้า ก่อนหน้านี้อยู่ในพื้นที่มงคลดอกบัวของอารามกวานเต๋า ได้รู้จักกับอาจารย์ของข้า ออกมาจากพื้นที่มงคลเพียงไม่นานก็ไดเ้จอเจ้าดื่มแซ่จั่วบนทะเล หลังจากนั้นมาก็มาสนิทสนมกับอาจารย์ของข้าอย่างรวดเร็ว? ไม่ลองอนุมานย้อนกลับไปอีกหน่อย เจ้ากับลู่ฝ่างที่เป็นหนึ่งในเจ็ดวิญญาณนั้นรู้จักกันได้อย่างไร กลายเป็นเพื่อนรักกันได้อย่างไร? อาศัยแค่ว่าถูกชะตากันเท่านั้นหรือ? อีกอย่างเจ้าอยู่อุตรกุรุทวีปขอบเขตโอสถทองคนหนึ่งที่เป็นคนต่างถิ่นกลับมีชีวิตที่เจริญรุ่งเรือง เจ้าลองนับดูเอาเองเถอะว่า เคยเจอหายนะใหญ่แต่รอดตายมาได้กี่ครั้ง? หนึ่งครั้งถือว่าตัวเองมีความสามารถจริง สองครั้งถือว่าโชคดี สามครั้งเพราะบรรพบุรุษสะสมบุญกุศลเอาไว้ ครั้งที่สี่คือดวงแข็ง แต่ห้าครั้งหกครั้งล่ะ? นี่ถือเป็น ‘บัญชาจากสวรรค์ที่มองไม่เห็นหรือไม่’ ชัดเจนว่ามีใครกำลังปกป้องเจ้าอยู่ใช่หรือไม่? เมื่อหมื่นปีก่อน นางเลือกที่จะให้ความช่วยเหลือเจียงเซ่อเป็นบุคคลอันดับสองของสำนักการทหาร หมื่นปีให้หลัง เจ้าก็ได้กลายเป็นผู้ถวายงานอันดับหนึ่งของภูเขาลั่วพั่วมาตั้งแต่แรกเลยไม่ใช่หรือ? ยังจำได้หรือไม่ว่าคราวก่อนที่พวกเราได้กลับมาเจอกันอีกครั้งที่ใบถงทวีป ข้าถามเจ้าอย่างไร เจียงซ่างเจินยังคงเป็นเจียงซ่างเจินอยู่ไหม?! หากเดาไม่ผิดอาจารย์ของข้าก็น่าจะถามคำถามทำนองเดียวกันนี้กับเจ้าด้วยไม่ใช่หรือ?”
เจียงซ่างเจินยิ่งฟังยิ่งอกสั่นขวัญผวา ไหนเลยจะกล้าถือสาตำแหน่งรองเจ้าขุนเขาไม่รองเจ้าขุนเขาอะไรอีก ใบหน้าหม่นหมองเศร้าสร้อย รีบใช้เสียงในใจเอ่ยอย่างตระหนกลน
“น้องชุ่ย อย่าทำให้ข้าตกใจสิ! หากยังคุยกันแบบนี้ต่อไป ถึงข้าไม่ใช่ก็คงใช่แล้ว! ล้วนเป็นพี่น้องคนเดียวกันที่เคยแลกชีวิตกันมาก่อน เจ้าพูดมาให้ชัดเจนไปเลย!”
ชุ่ยตงซานหัวเราะพรืด “ตอนนี้ไม่ใช่เจ้าสำนักเจียงแล้วหรือ?”
เจียงซ่างเจินถอนหายใจโล่งอก คิดไม่ถึงว่าชุ่ยตงซานจะชี้ไปที่หัว
“ในนี้เป็นพวกเราที่ดูแลกันเอง ล้วนอาศัย ‘ความทรงจำก็คือความจริง’ เป็นเหตุให้สามารถครุ่นคิดได้”
จากนั้นชุ่ยตงซานก็ชี้ไปที่หัวใจ
“แต่ตรงนี้ใครเป็นคนควบคุม กลับไม่แน่เสมอไปแล้ว คำโบราณบอกไว้ว่าผีดลใจ หากสงสัยก็ย่อมไม่เชื่อ แต่หากเชื่อก็ย่อมเป็นจริง”
หัวใจของเจียงซ่างเจินแทบจะแล่นมาจุกอยู่ที่ลำคอแล้ว
ชุ่ยตงซานพูดด้วยใบหน้าเคร่งขรึม
“เจ้าคิดว่าทำไมข้าถึงต้องหลอกให้เจ้าไปสำนักกระบี่ชิงผิง? นอกจากที่ข้าจะเป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องจิตวิญญาณแล้ว ใครที่คิดจะเล่นกับข้าในเรื่องนี้ก็ต้องชั่งน้ำหนักดูว่าตบะของตัวเองสูงเทียมฟ้าพอหรือไม่ อีกอย่างก็คือ…”
เจียงซ่างเจินถามอย่างระมัดระวัง “อีกอย่างก็คืออะไร?”
ชุ่ยตงซานตีหน้าเคร่ง บีบลำคอดัดเสียงพูดว่า
“อีกอย่างก็คือ โจวอันดับหนึ่งพูดเองว่า ‘เจ้าทำร้ายจิตใจข้า ข้าก็จะทำลายมหามรรคาของเจ้า’ ”
เจียงซ่างเจินหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก ประโยคนี้เขาพูดล้อเล่นกับนักพรตหลิวสวิ้น ตอนอยู่ที่ “ปากบ่อน้ำ” ของใบถงทวีปจริงๆ
ชุ่ยตงซานพูดด้วยสีหน้าจริงจัง
“ไม่ได้จงใจทำให้เจ้าตกใจ แต่มิความเป็นไปได้หนึ่งในหมื่นจริงๆ แต่เจ้าวางใจได้เลยว่าต่อให้เป็นหนึ่งในหมื่น แต่ขอแค่มีข้าอยู่ เจียงซ่างเจินที่เป็นโจวอันดับหนึ่งของภูเขาลั่วพั่วแล้ว วันหน้าจะเลือกอย่างไร อย่างน้อยก็มีอิสระในการเลือกของตัวเอง”
เจียงซ่างเจินยิ้มบางๆ
“ที่ได้ฟังมาก่อนหน้านี้ ข้าเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง ไม่คิดเป็นจริงเป็นจัง แต่ประโยคสุดท้ายนี้ เจียงซ่างเจินคิดจริงจังจริงๆ แล้ว”
ชุ่ยตงซานยกฝ่ามือขึ้นแตะกับมือของเจียงซ่างเจินเบาๆ แล้วชุ่ยตงซานก็พลันยื่นมือมาป้องข้างปาก
“อันที่จริง ล้วนโกหก เจ้ามีแค่ข้าคนเดียวที่ต้องลำบากอยู่ที่ใบถงทวีป ในใจรู้สึกแย่นัก…”
เจียงซ่างเจินยื่นแขนไปรัดคอเขาแล้วลากพาไปที่เรือข้ามฟากด้วยกันแรงๆ
คราวก่อนที่ไปเยือนทะเลสาบซูเจี้ยน นอกจากจะเปิดเผยตัวตนช่วยหนุนหลังให้เจิงเย่ที่พรรคห้าเกาะแล้ว เจียงซ่างเจินยังเอาสมบัติอาคมชิ้นหนึ่งไปมอบให้แก่โจวไฉ่เงินที่ไม่ต่างอะไรจากบุตรสาวแท้ๆ ของตัวเอง ทุกครั้งที่ไปหานางที่สำนักเจินจิงจะต้องพกของขวัญไปด้วย กลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติไปแล้ว
อีกอย่างก็คือกวอฉุนซื่อที่ถูกเขายุยงให้ไป “แสวงหาความเป็นเซียนบนภูเขา” อดีตลูกศิษย์ใหญ่ของสวีหย่วนเสียแห่งอำเภอเซียนโหยว ร่ำเรียนวิชาไม่ประสบความสำเร็จ แต่จู่ๆ กลับขึ้นเขาไปฝึกวิชาเซียน อีกทั้งลำดับอาวุโสที่อยู่ในสำนักเจินจิงยังไม่ต่ำอีกด้วย
หลีฝูฉวี่ที่เป็นผู้คุ้มกฎของสำนักเองก็ให้ความสำคัญกับลูกศิษย์ผู้สืบทอดที่เรื่องของการฝ่าทะลุขอบเขตเรียกได้ว่าช้าเป็นเต่าคลานผู้นี้มาโดยตลอด ผู้คุ้มกฎที่เลื่อนขั้นจากผู้ถวายงานอันดับรอง นางกับหลิวเหล่าเฉิงผู้เป็นเจ้าสำนักและหลิวจื่อเม่าผู้ถวายงานอันดับหนึ่ง ยังมีข้อได้เปรียบที่ใหญ่ที่สุดข้อหนึ่ง นั่นคือนางเป็นผู้ฝึกตนทำเนียบของสำนักกุยหยกที่เป็นสำนักเบื้องบน
ตอนแรกที่สำนักเจินจิงเลือกที่ตั้งเป็นทะเลสาบซูเจี้ยน นางก็คือผู้อาวุโสในศาลบรรพจารย์รุ่นแรก ภายหลังก็ยิ่งคอยให้การช่วยเหลือเจ้าสำนักสามรุ่นอย่างเจียงซ่างเจิน เหวยอิ๋งและหลิวเหล่าเฉิง ไม่ว่าจะเป็นคุณูปการประสบการณ์หรือตบะขอบเขตหยกดิบในปัจจุบัน คิดจะเลื่อนขั้นสูงไปอยู่สำนักเบื้องบนก็น่าจะไม่มีคำซุบซิบนินทาอะไร นอกจากนี้หลีฝูฉวี่ยังเป็นเค่อชิงที่ได้รับการบันทึกชื่อของภูเขาลั่วพั่วด้วย
แรกเริ่มนางยังลังเลตัดสินใจไม่ได้ คิดอยากจะหลบเลี่ยงข้อครหา แต่สุดท้ายก็ยังหวาดกลัวอดีตเจ้าสำนักเจียงที่อารมณ์แปรปรวนเอาแน่เอานอนไม่ได้ เพราะถึงอย่างไรขุนนางห่างไกลก็ไม่สู้ขุนนางในพื้นที่ ถูกสำนักเบื้องบนอาฆาตแค้นถึงอย่างไรก็ยังดีกว่าถูกเจียงซ่างเจินคอยเล่นงานปัดแข้งปัดขาอยู่ในสำนักเจินจิง
บนโลกมนุษย์มีเรื่องน่าลำบากใจที่ทำให้คนลำบากใจอยู่กี่มากน้อยที่กลับกลายมาเป็นเรื่องน่ายินดีไม่คาดฝันประหนึ่งผ่านพ้นความสิ้นหวังแล้วค้นพบทางออก
ผู้ฝึกตนหญิงของเกาะจูไฉที่อยู่บนภูเขาหลังอ๋าวอย่างหลิวเสี่ยกวน ชิงป่ายเซวีย พวกนางที่เป็นลูกศิษย์ผู้สืบทอดของเกาะหลิวจิ้งรุ่ย และยังมีผู้ฝึกตนหญิงทำเนียบที่ลำดับอาวุโสต่ำอีกสิบกว่าคนก็จะนั่งโดยสารเรือไปที่ทะเลสาบซูเจี้ยนเช่นกัน
หลายปีมานี้พวกป่ายเซวียต่างก็พูดวกวนอ้อมค้อมกับหลิวจิ้งรุ่ยผู้เป็นอาจารย์อยู่หลายครั้งว่าอยากจะกลับไปดูเกาะจูไฉ ในที่สุดครั้งนี้หลิวจิ้งรุ่ยก็ยอมตัดใจให้พวกนาง ‘ออกไปผ่อนคลาย” ได้ครั้งหนึ่ง เพียงแต่กำชับซ้ำอยู่หลายครั้งว่าระหว่างที่เดินทาง พวกนางห้ามทำตัวโดดเด่น ไปถึงทะเลสาบซูเจี้ยนแล้วก็อย่าหวังจะโอ้อวดตัวเอง ต้องไปอย่างเงียบๆ และกลับออกมาอย่างเงียบๆ หากเจอคนชั่ว เหตุการณ์คับขันจริงๆ ก็บอกไปว่าสนิทสนมกับเจียงซ่างเจิน หากยังใช้ไม่ได้ผล เจอกับพวกคนที่ไม่กลัวตาย ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะขายหน้า แล้วบอกไปตรงๆ ว่าพวกเจ้ากับอิ่นกวานหนุ่มของภูเขาลั่วพั่วผู้นั้นมีความสัมพันธ์เป็น… พวกเจ้าก็แต่งเรื่องกันเอาเองได้เลย!
บังเอิญยิ่งนัก พวกนางได้นั่งเรือข้ามฟากลำเดียวกับโจวอันดับหนึ่งพอดี
เจียงซ่างเจินทักทายกับแม่นางหน้าตางดงามพวกนั้นอย่างคุ้นเคย นัดหมายกันไว้แล้วว่าอีกเดี๋ยวจะขึ้นไปกินอาหารเลิศรสบนเรือด้วยกันสักมื้อ อยู่ในห้องอักษรเทียน ยืนอยู่ตรงระเบียงชมทิวทัศน์ เจียงซ่างเจินถาม
“คิดจะเตรียมการเพื่อเปลี่ยนสถานะให้เจ้าขุนเขาแล้วค่อยไปเยือนทะเลสาบซูเจี้ยนหรือ?”
ชุ่ยตงซานฟุบตัวอยู่บนราวรั้ว เอ่ยว่า
“พวกเราแต่ละคนก็น่าจะต้องไปเยือนทะเลสาบซูเจี้ยนกันอีกสักครั้ง น่าจะนะ”
คาถาคำว่า “ถ่วงเวลา” ต่อให้ถ่วงไว้นานแค่ไหนก็ยังคงค้างคาอยู่ดี
คาถาคำว่า “อดทน” บางทีก็อาจจะทนจนเรื่องราวเปลี่ยนบทใหม่ไปแล้ว
ทะเลสาบซูเจี้ยน เกาะซู่หลิน มีแขกคนหนึ่งที่ต่อให้คิดจนหัวแตกก็คิดไม่ถึงมาเยือน ชื่อในเอกสารผ่านด่านคือ หวงฮวาเสิน ไม่มีฉายา บอกว่าตัวเองเป็นผู้ถวายงานที่ได้รับการบันทึกชื่อของสำนักฝูเหยา ในความเป็นจริงแล้วเขาเคยเป็นผู้ฝึกตนอิสระขอบเขตหยกดิบคนหนึ่งของฝูเหยาทวีป มีชื่อเสียงเลื่องลืออย่างมาก โด่งดังไปทั่วทวีป ด้วยเรื่องของความพยศยากกำราบ เชี่ยวชาญการลอบโจมตี
ทุกวันนี้ตามข้อตกลง หากอยู่กันส่วนตัว ต้องยึดหลักมารยาทของคนเป็นลูกศิษย์กับกู้ช่าน ไม่ว่าจะเป็นตบะขอบเขตหรือสถานะในสำนัก ล้วนทำให้เถียนหูจวินที่ยังไม่เป็นก่อกำเนิดไม่กล้าละเลย
คราวก่อนที่ได้กลับมาพบเจอกันอีกครั้ง กู้ช่านหวนกลับมายังทะเลสาบซูเจี้ยน นางตอบตกลงกับกู้ช่านว่าจะช่วยดูแลพรรคห้าเกาะ ซึ่งอันที่จริงก็คือดูแลเจิงเย่กับหม่าตู่อี๋