กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1179.3 ฟ้าห้า คนห้า
กู้ช่านบอกให้นางทำเรื่องที่เป็นการส่งถ่านท่ามกลางหิมะเรื่องสองเรื่อง อย่าทำเรื่องอย่างการปักบุปผาลงบนผ้าแพร แล้วยังบอกอีกว่าข้างกายเจิงเย่มีคนคอยช่วยเตือนอยู่แล้วนางไม่ต้องวาดงูเติมขา
เถียนหูจวินรู้ตัวเองดีว่าชีวิตนี้ตนไม่เคยเข้าใจกู้ช่านเลย อย่างเช่นเรื่องที่ว่าทำไมเขาถึงต้องต่อสู้กับเฉาสื่อที่อยู่ในขั้นเทพมาเยือนแล้ว ด้วยเหตุนี้ยังบาดเจ็บไม่เบา ดูจากบุคลิกและรูปโฉมของหวงฮวาเสินแล้ว ไม่ต่างจากเงินเหรินพสุธาในตำราเรื่องเล่าประหลาดสักเท่าไร เหมือนกับบุคคลในม้วนภาพที่โขลกออกมาจากตัวอักษร
ศีรษะสวมกวานหยกสีเขียวมรกต ดวงตาทั้งคู่ใสกระจ่าง สวมชุดเต๋า สวมรองเท้าสาน ในมือถือแส้หางกวาง บุคลิกนิ่งขรึมเยือกเย็น
“เจ้าสำนักรู้ดีถึงคุณสมบัติและความฉลาดเฉลียวของเจ้า บวกกับที่หลิวจื่อเม่าไม่ยินดีจะถ่ายทอดวิชาความรู้ให้เจ้าอย่างหมดหน้าตักเสียที ภายในสามสิบห้าสิบปีย่อมไม่อาจเลื่อนเป็นขอบเขตก่อกำเนิดได้ เขากังวลว่าขอบเขตของเจ้าต่ำเกินไปแล้วจะถ่วงรั้งสัญญาของสองฝ่าย จึงเป็นสาเหตุที่ให้ข้ามาเยือนเกาะซู่หลินในครั้งนี้”
หวงฮวาเสินหยิบตำราลับเล่มหนึ่งออกมาจากชายแขนเสื้อ โยนให้แก่เถียนหูจวินที่นั่งอยู่บนเบาะฝั่งตรงข้ามเบาๆ
“ข้าอยู่ในสำนักฝูจี ก็คือคนว่างงานที่ไม่มีอะไรทำคนหนึ่ง เจ้าสำนักให้ข้ามาเยือนเกาะซู่หลินเพื่อมอบโชควาสนาให้แก่เจ้า ตำราเล่มนี้เก็บไว้ให้ดี ช่วงนี้ตั้งใจอ่านอย่างละเอียด หากมีจุดไหนที่ไม่เข้าใจก็ให้มาถามข้า หนึ่งคำถาม หนึ่งเงินเหรียญทองแดงแก่นทอง หลีกเลี่ยงไม่ให้เจ้ามีหรือไม่มีเรื่องอะไรก็คอยมารบกวนการฝึกตนอย่างสงบของข้า เรื่องของการจ่ายเงินซื้อคำตอบข้าเป็นคนคิดเอง หากว่าสหายไม่พอใจ รู้สึกขัดเคืองในใจ รู้สึกค้างคาใจ เป็นอุปสรรคต่อการฝึกตน ก็สามารถส่งจดหมายไปฟ้องเจ้าสำนักได้ ผลลัพธ์เป็นอย่างไร เจ้าและข้าต่างก็อาศัยความสามารถมาแบกรับกันเอาเอง”
เถียนหูจวินฟังจนชาไปทั้งหนังศีรษะ สองมือรับตำราลับเอาไว้ กวาดตามองตัวอักษรสีทองบนหน้าปกอย่างรวดเร็ว ไม่มองยังดี พอมีเหตุพลิกผัน จิตวิญญาณคล้ายถูกตัวอักษรสีทองพวกนั้นกุมเอาไว้อย่างแน่นหนา พาให้ล่องลอยไปหาหน้าปกนั่นอย่างห้ามตัวเองไม่ได้ ทำเอาเถียนหูจวินตกใจจนต้องรีบโคจรลมปราณ พยายามทำให้จิตแห่งมรรตามั่นคง กว่าจะถอนสายตาออกมาจากตัวอักษรสีทองได้ไม่ใช่เรื่องง่าย
ใบหน้าของหวงฮวาเสินเผยสีหน้าเยาะเย้ย จิตแห่งมรรคาของสตรีผู้นี้เหมือนไม้เหี่ยวแห้งที่ไม่อาจทนรับการขัดเกลาได้เลยจริงๆ ไฉนกู้ช่านถึงได้มาเจอกับ ‘ศิษย์พี่หญิงใหญ่’ ที่คุณสมบัติห่วยแตกแบบนี้ได้นะ?
เถียนหูจวินได้แต่มองข้ามสายตามีเลศนัยของเขา ถามหยั่งเชิงว่า
“ขอถามผู้อาวุโสสามารถเปลี่ยนเป็นเงินฝัญธัญพืชได้หรือไม่?”
ทุกวันนี้เงินเหรียญทองแดงแก่นทองมีราคาแต่ไร้ตลาด หายากเกินไปจริงๆ เถียนหูจวินไม่กล้ารับประกันว่าตัวเองจะหามาไว้ในมือได้สักเหรียญสองเหรียญ
“แน่นอนว่าไม่ได้”
หวงฮวาเสินยื่นมือออกมา เห็นนางมีสีหน้าคลางแคลงก็หดมือกลับ ได้แต่อธิบายอย่างอดทนว่า
“สหายเถียนติดเงินเหรียญทองแดงแก่นทองข้าหนึ่งเหรียญแล้ว”
เถียนหูจวินตะลึงพรึงเพริด
หวงฮวาเสินพูดคล้ายพึมพำกับตัวเอง
“คิดแล้วก็ไม่เข้าใจจริงๆ ทะเลสาบซูเจี้ยนเล็กๆ แห่งหนึ่ง ไฉนถึงสามารถทำให้คนเสียใจได้ถึงขนาดนี้”
นอกจากเจ้าสำนักกู้ช่านแล้ว ก็ยังมีจิ้งเซียวบรรพจารย์ผู้คุ้มกฎที่บ้างก็ตัดคำสามคำทิ้งให้กลายเป็นคำต้องห้าม หรือไม่ก็เหมือนการแปะกระดาษเหลืองทับเอาไว้ ยิ่งปกปิดก็ยิ่งประจักษ์ชัด เถียนหูจวินหน้าเปลี่ยนสีไปเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็ไม่กล้าพูดอะไร
……
ยาซาน หลินเจียงเซียนพูดคุยเรื่องในอดีตบางอย่างกับซูเตี้ยน จูโหมวเหรินบิดหมุนข้อมือเสกเหล้ากาหนึ่งออกมาแล้วดื่มของตัวเองไป เรื่องราวในอดีตแกล้มกับสุรา ก็จะได้รสชาติที่แตกต่างออกไป
ปีนั้นจีกวานแยนกั๋วออกไปจากกำแพงเมืองปราณกระบี่อย่างลับๆ ไปเยือนภูเขาห้อยหัว เข้าพักที่โรงเตี๊ยมกว้านเชวียที่เพิ่งเปิดใหม่ๆ แยนกั๋วเคยดื่มเหล้ามื้อหนึ่งกับเถ้าแก่หนุ่มที่ใช้นามแฝงว่า ป๋ายถัว โรงเตี๊ยมแห่งนี้ตั้งแต่เถ้าแก่มาจนถึงลูกจ้างร้านต่างก็เป็นผู้ฝึกตนที่ต่อสู้ได้เก่งที่สุดของตำหนักลุ่ยฉู
“ภายนอก” พวกเขามาเพื่อตามหาเทวบุตรมารนอกโลกที่หลบซ่อนตัวไปทั่วทุกหนแห่งตนนั้น เบาะแสเพียงหนึ่งเดียวก็คือดาบแคบพิฆาต ภายหลังแยนกั๋วได้ต่อสู้กับจางเถียวเสียบุคคลอันดับหนึ่งบนวิถีวรยุทธแห่งไพศาลในเวลานั้นบนทะเล เคยไปเยือนใบถงทวีป บันทึกสิ่งที่พบเจอไปตลอดเส้นทาง เขียนบันทึกการเดินทางแห่งภูเขาสายน้ำที่บรรยายเนื้อหาไว้อย่างลวกๆ แต่กลับเปี่ยมไปด้วยอารมณ์
สุดท้ายขึ้นเหนือไปเยือนแจกันสมบัติทวีป เข้าไปในถ้ำสวรรค์หลีจี๋ ไปหาชงถงเทียนจวินที่ร้านยาตระกูลหยาง กราบเขาเป็นอาจารย์ ขอบเขตปลายทางของวิถีวรยุทธที่เดิมทีก็ชำนาญเข้าขั้นแล้ว ยังสามารถพัฒนารุดหน้าไปได้อีกก้าว ไปถึงใต้หล้ามืดสลัวก็สะบัดร่างเปลี่ยนตัวตน กลายมาเป็น “หลินซือ” แห่งยาซานของราชวงศ์ซื่อจิ้น ผู้ฝึกยุทธซินขู่แห่งยอดเขารุ่ยเยว่ไม่ชอบเขา นี่ก็คือการผลักไสตามธรรมชาติที่เทพเทวดาในท้องถิ่นมีต่อคนที่มาจากต่างถิ่นอย่างหนึ่ง
ภายหลังลู่ไถเองก็อยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ต่างกันนัก เพียงแต่ว่าหลินเจียงเซียนมีขอบเขตสูงกว่า แม้ว่าซินขู่จะรู้สึกว่าบุคคลอันดับหนึ่งด้านการเรียนวรยุทธในใต้หล้าผู้นี้ ไม่ว่าจะเป็นคำพูดการกระทำ บุคลิกหรือการอบรมบ่มเพาะตัวเองล้วนไร้ข้อบกพร่อง แต่กระนั้นส่วนลึกในใจก็ยังรู้สึกรังเกียจคนผู้นี้อยู่ดี
ต้นตอของปัญหาก็เพราะเขา “รู้” ว่ามังกรข้ามแม่น้ำอย่างหลินเจียงเซียนผู้นี้ ไม่ว่าจะปิดบังพลังอำนาจซุกซ่อนศักยภาพที่แท้จริงไว้แค่ไหน กระนั้นก็ยังคงทรงพลังอำนาจมากอยู่ดี ลางสังหรณ์บอกกับเขาซินขู่ว่าหลินเจียงเซียนจะต้องส่งผลกระทบที่ยิ่งใหญ่ให้แก่ใต้หล้ามืดสลัว ไม่สะดวกที่จะปะทะซึ่งๆ หน้ากับศาลบรรพจารย์ของสำนักการทหารในใต้หล้าไพศาลก็เลยมาบุกเบิกเส้นทางใหม่ในใต้หล้ามืดสลัว ดังนั้นจึงมียาซานแห่งหรูโจว มี “หลินซือ” รับลูกศิษย์ผู้สืบทอดมาสี่คนอย่าง จ้าวเฮ้อชง มีฮวาเจียน จงเซวียเฉวียน ซ่งเยว่ ขอบเขตปลายทางสองคน ยอดเขาสองคน
ตัวเองเป็นอันดับหนึ่งแห่งใต้หล้าก็ช่างเถอะ รับลูกศิษย์สอนหมัด ยังเป็นสภาพการณ์เช่นนี้ แล้วคนอื่นจะไปหาความยุติธรรมจากใครได้ล่ะ?
หลินเจียงเซียนกล่าว
“เรียนวรยุทธกับวิชาอภินิหาร แท้จริงแล้วมีต้นกำเนิดที่เหมือนกัน แต่แยกสาขาออกไป การที่ในยุคหลังวางท่าว่าเป็นน้ำบ่อที่ไม่ยุ่งกับน้ำคลอง ก็เป็นแค่การแสดงออกให้เห็นภายนอกเท่านั้น เรือนกายมนุษย์เหมาะแก่การฝึกตนที่สุด นี่คือความรู้ทั่วไปบนภูเขา หาไม่แล้วพวกภูตทั้งหลายที่หลอมเรือนกายมนุษย์ขึ้นมาอย่างยากลำบากก็คงไม่ถึงขั้นให้ความสำคัญกับรูปโฉมหน้าตาที่สุด
ทุกวันนี้ปราณวิญญาณของอาจารย์ผู้หล่อหลอมกับลมปราณแท้จริงของผู้ฝึกยุทธ การที่ต่างก็ไม่อาจอยู่ร่วมกันได้ก็คือทางเลือกที่ดีที่สุดหลังจากผ่านการวิวัฒนาการมาเป็นเวลานานนับหมื่นปี”
ซูเตี้ยนพยักหน้า นึกถึงท่าหมัดของเรือนอวิ๋นฉ่าวผูซานของใบถงทวีปที่ต่างก็มาจากภาพวาดทั้งสิ้น ในประวัติศาสตร์ก็เคยมี “สองทอง” ปรากฏขึ้นมาไม่น้อย เป็นทั้งเซียนดินโอสถทอง แล้วก็เป็นทั้งผู้ฝึกยุทธขอบเขตร่างทอง แต่ผลสำเร็จในท้ายที่สุดกลับไม่ค่อยสูงนัก
จูโหมวเหรนิยิ้มเอ่ย “ดังนั้นผู้ฝึกยุทธก็สามารถอาศัยลมปราณแท้จริงที่บริสุทธิ์มาวาดยันต์ได้”
ซูเตี้ยนพยักหน้า “เคยได้ยินศิษย์พี่เจิงพูดถึงเรื่องนี้ เจ้าขุนเขาเฉินก็เชี่ยวชาญในเรื่องนี้มากเหมือนกัน”
จูโหมวเหรินผงกปลายคางไปทางหลินซือ “เขาเชี่ยวชาญยิ่งกว่า ข้าเดานะ”
หลินเจียงเซียนยิ้มกล่าว “คิดอยากจะให้แม่น้ำสองสายไหลไปรวมกันเหมือนการ “ผสานมังกร” ก็ต้องเลื่อนเป็นขอบเขตสิบเอ็ดภายในสองสามร้อยปีให้ได้เสียก่อน”
จูโหมวเหรินกลอกตามองบน เป็นเรื่องที่เขาไม่กล้าแม้แต่จะคิด คิดว่าต่อให้กล้าคิดก็ต้องรู้สึกหมดกำลังใจสิ้นหวัง ทำอย่างไรถึงจะสามารถเลื่อนเป็นขอบเขตสิบเอ็ดบนวิถีวรยุทธภายในอายุสองสามร้อยปีได้? หรือจะให้บอกกับตัวเองว่าหมื่นปีที่ผ่านมานี้ ทุกคนต่างทำไม่ได้แล้ว ข้าจะทำได้หรือ? การเดิมพันนี้สูงเกินไปแล้ว
แน่นอนว่าทุกวันนี้เหมือนจะไม่เป็นอย่างนั้นเสมอไป อย่างน้อยหลินซือตรงหน้าผู้นี้ก็ถือเป็นกรณียกเว้น นอกจากนี้ยังมีอีกคนก็เชื่อว่าอีกไม่นานจะเป็นดั่งน้ำลดหินผุด ผู้ฝึกยุทธขอบเขตปลายทางไม่เหมือนผู้ฝึกตน เก็บซ่อนไม่ได้ บางทีผู้ฝึกตนขอบเขตสิบสี่คนใหม่อาจจะซ่อนตัวไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นคนเก่า หลบซ่อนตัวจนได้คำว่า “อาวุโส” แต่ผู้ฝึกยุทธขอบเขตสิบเอ็ดกลับไม่มีทางหลบซ่อนได้แน่นอน
หลินเจียงเซียนกล่าว
“การที่ผู้ฝึกกระบี่รับมือได้ยาก นอกจากนิสัยการกระทำของพวกเขาแล้ว ก็เป็นเพราะพลังพิฆาตสูงมากพอ หลักการเหตุผลในเรื่องนี้เรียบง่ายอย่างมาก วิชาอภินิหารแห่งชะตาชีวิตของกระบี่บินนั้นได้รับการประทานพรจากสวรรค์อย่างตรงไปตรงมามากที่สุด
วิชาอภินิหารบนโลก เมื่อผู้ฝึกบำเพ็ญตนร่ายใช้ถึงอย่างไรก็ไม่ได้รับรื่นไร้อุปสรรคได้เหมือนกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ส่วนเวทคาถาที่หล่นลงมายังพื้นดินเมื่อหมื่นปีก่อนก็แทบจะต้องให้พวกนักพรตไปปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้น แต่วิถีกระบี่นั้นกลับไม่เหมือนกัน ผู้ครองกระบี่คือหนึ่งในห้าเทพสูงสุดของสรวงสวรรค์บรรพกาล กรมสายฟ้าที่กุมอำนาจยิ่งใหญ่ยังเป็นแค่หนึ่งในสิบสองเทพชั้นสูงเท่านั้น
ยกตัวอย่างเช่นราชสำนักล่างภูเขา ขุนนางที่ทำหน้าที่ตรวจตราตักเตือนหกกรม ระดับขั้นไม่สูง แต่คนที่ได้เป็นขุนนางตำแหน่งนี้ ไม่ว่าใครก็ไม่กล้าดูแคลน เส้นทางของการสอบเคอจวี่ย่อมมีอาจารย์ผู้คุ้มสอบของตน ซึ่งก็มีความแตกต่างจากคนที่ถูกคัดเลือกโดยตรงจากฮ่องเต้”
ซูเตี้ยนสีหน้ากระอักกระอ่วน เอ่ยว่า “หลินซือ ข้าไม่เข้าใจวงการขุนนางเลยสักนิด”
หลินเจียงเซียนหยิบยันต์แผ่นหนึ่งออกมาจากชายแขนเสื้อ ยื่นส่งให้ซูเตี้ยน
“ศึกษาดูให้มาก ไม่แน่ว่าอาจจะได้ประโยชน์จากมัน ยันต์แผ่นนี้สามารถใช้คาถากระบี่เป็นแก่นแห่งยันต์ ด้านในซุกซ่อนระบบสืบทอดของวิถีกระบี่บรรพกาลเส้นหนึ่งเอาไว้ สำนักว่านเหยารู้เพียงผลลัพธ์ภายนอก แต่ไม่รู้เหตุผลที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังของมัน ดังนั้นจึงไม่อาจสร้างประโยชน์ให้ได้มากนัก”
ก่อนหน้านี้ระหว่างที่ “ลงจากภูเขา” อิ่นกวานหนุ่มก็ได้วาดยันต์แผ่นนี้ขึ้นมา ว่ากันว่าเป็นยันต์ห้าขุนเขาแผ่นหนึ่งที่มาจากพื้นที่มงคลสามภูเขา ไม่เหมือนกับยันต์ใหญ่ห้าขุนเขาที่แพร่หลายอย่างมากในโลกยุคหลัง ในยุคบรรพกาลอันห่างไกล เส้นสายวิถีกระบี่สี่เส้นของโลกมนุษย์ที่สืบทอดมาจากสวรรค์ สืบทอดอย่างมีระบบระเบียบควันธูปไม่ขาดสาย
สายของเฉินชิงตูแห่งกำแพงเมืองปราณกระบี่ สายของอารามเสวียนตูแห่งใต้หล้ามืดสลัว สายตาของเทียนซือ ภูเขามังกรพยัคฆ์ ของใต้หล้าไพศาล และยังมีสายของภิกษุเจียงชิว หากจะบอกว่าวิถีกระบี่ทั้งหลายนี้ก็คือ “วิชาอันเป็นที่นิยมโดดเด่น” ได้อย่างสมศักดิ์ศรีคู่ควร ถ้าอย่างนั้นก็ยังมี วิชาเร้นลับ” อีกหลายสายที่เพราะสาเหตุนานาประการทำให้ไม่อาจก้าวหน้า ไม่มีทางได้เฉิดฉาย
หลินเจียงเซียนมองไปยังทิศทางของป่ายอวี้จิง เอ่ยว่า “จูโหมวเหริน เจ้าว่าทำไมเมื่อเทียบกับเต้ากวานฝ่ายในและฝ่ายนอกของป่ายอวี้จิง อวี๋โต้วกลับค่อนข้างจะใจกว้างและอดทนอดกลั้นให้ผู้ฝึกยุทธได้?”
จูโหมวเหรนิส่ายหน้า “คำถามประเภทนี้คร้านจะคิดให้มากความ แค่คิดก็รู้สึกเช็ดฟันแล้ว ”
ไม่ว่าอย่างไรซูเตี้ยนก็ไม่อาจทำความเข้าใจเรื่องหนึ่งได้
“ในเมื่อหลินซือเองก็ยอมรับว่าเจ้าลัทธิอวี๋ปกครองใต้หล้าอย่างไม่มีใจเห็นแก่ตัวแล้ว ไฉนใต้หล้าถึงต้องต่อต้าน?”
หลินเจียงเซียนเงียบไปพักใหญ่ ซูเตี้ยนเองก็รู้ว่าคำถามนี้ของตน ไม่ว่าจะถามใครก็ล้วนเป็นคำถามที่ยากจะให้คำตอบที่ “ถูกต้อง” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “แม่นยำ” ได้ คือคำถามที่ใหญ่เทียมฟ้า
หลินเจียงเซียนใช้การถามเป็นคำตอบ
“ในเมื่อทางฝั่งของบ้านเกิดเจ้า เตามังกรของเมืองเล็กเรียกร้องว่าไม่ให้สตรีเข้าใกล้ การสืบทอดเก่าแก่ซึ่งเป็นกฎตายตัวนี้ คนรุ่นแล้วรุ่นเล่าล้วนรักษาไว้มาโดยตลอด ไม่ต้องให้ที่ว่าการงานเตาเผาประกาศกฎ พวกช่างอาวุโสของเตาเผา คนงานและพวกลูกศิษย์ก็ล้วนเคารพกฎกันอยู่ตลอด ทำไมปีนั้นถึงยังปล่อยให้เจ้าไปช่วยงานจุกจิกที่นั่น ให้เจ้าได้มีข้าวกิน ไม่ถึงขั้นต้องทนหิวตาย?”
ซูเตี้ยนคิดแล้วก็หาคำตอบไม่ได้ นางจึงส่ายหน้า ตนไม่เชี่ยวชาญเรื่องการใคร่ครวญหลักการเหตุผลพวกนี้จริงๆ เป็นแบบนี้มาตั้งแต่เด็กแล้ว
“หลักการเหตุผลฆ่าคนโดยไม่ใช้คมดาบ แต่ก็ช่วยคนได้ หลักการเหตุผลสามารถฆ่าตัวเอง แล้วก็สามารถช่วยตัวเองได้เช่นกัน เอาหลักการเหตุผลมาเป็นข้ออ้างในการอยู่ร่วมสังคมย่อมไม่ยาก แต่ในโลกที่การเป็นคนดีต้องแลกมาด้วยราคาที่ต้องจ่าย แล้วใครเล่าจะไปทำอะไรได้”
หลินเจียงเซียนยิ้มเอ่ย “ถูกหรือผิด ตอนนี้ยากจะพูดได้ชัดเจน ส่วนใหญ่ก็มักจะผิดเพราะไม่แข็งแกร่งยิ่งใหญ่มากพอ”
“ดีแต่ไม่ดีมากพอ” นี่ก็ผิดเหมือนกัน”
จูโหมวเหรินเงยหน้า ยกกาเหล้าขึ้น เอาเหล้าที่เหลืออยู่มาล้างหน้า
……
เสี่ยวโม่อยู่ในใต้หล้ามืดสลัว ออกจากตำหนักสุ่ยฉูกลับมายังอารามกวานเต๋า ดื่มเหล้ากับสหายปี้เซียวไปอีกมื้อ แล้วถึงได้หวนกลับไปยังภูเขาลั่วพั่ว ตรงดิ่งไปที่เมืองหลวงต้าหลี เอาข่าวสองข่าวกลับมาด้วย
ข่าวแรก ทางฝั่งของตำหนักสุ่ยฉู อู๋ซวงเจียงที่ “ช่วงชิงตำแหน่ง” ควบกับ “แย่งชิงชื่อเสียง” ได้ลงมือสร้างศาลบรรพจารย์ศาลบู๊ใหม่เอี่ยมแห่งหนึ่งขึ้นมาทันที ราชวงศ์ชิงเสินปิงโจวป่าวประกาศอย่างเปิดเผยว่าจะมีการสร้างแท่นประกอบพิธีกรรมมอบธรรมโองการส่วนตัวขึ้นมา สกุลหยางหงหนงแห่งโยวโจวก็ตามมาติดๆ หรูโจวก็เช่นเดียวกัน
ทุกวันนี้สิบสี่มณฑลของใต้หล้ามืดสลัว เมื่อปรากฏอยู่ในสายตาของผู้ฝึกตนที่บรรลุมรรคาบนยอดเขาซึ่งเชี่ยวชาญการมองลมปราณแล้ว มีจำนวนถึงครึ่งหนึ่งที่เกิดการเปลี่ยนแปลง ผู้ฝึกใหญ่ขอบเขตสิบสี่เหยาชิง เสนาบดีรูปงามเป็นฝ่ายเข้าไปอยู่ในศาลบู๊แห่งนั้น ยึดครองตำแหน่งที่สอง เปลี่ยนมาเป็นผู้ฝึกตนสำนักการทหาร ขณะเดียวกันก็ได้แสงกระบี่สีม่วงเส้นหนึ่ง เส้นลมปราณมังกรที่จำแลงมาจากมหามรรคาเส้นหนึ่งไปครอบครอง นับแต่นี้เหยาชิงก็ได้ขยับรุดหน้าไปอีกขั้น เลื่อนเป็นขอบเขตสิบห้าปลอม แต่กลับไม่มีหายนะจากสวรรค์ปรากฏ
ข่าวที่สองก็คือความลับสวรรค์เรื่องหนึ่งที่เจ้าแห่งถ้ำปี้เซียวแพร่งพรายให้รู้
หลังจากที่บรรพจารย์สามลัทธิสลายมรรคาไปแล้ว ขอบเขตสิบห้าเทียมคนแรกของใต้หล้ามืดสลัวไม่ใช่ลู่เฉิน แต่เป็นอวี๋โต้วที่หลอมภูเขาอวี๋จิ้งทั้งลูก แต่ดูเหมือนว่าจะถูกโจวจื่อเล่นงาน ซินขู่แห่งยอดเขารุ่ยเยว่ที่เป็นตัวแทนแห่งมหามรรคาได้ข้ามใต้หล้าเดินทางไกลไปยังเปลี่ยวร้าง เป็นเหตุให้เท่ากับว่าลู่เฉินต้องแบกรับการถูก ‘สวรรค์ชิงชัง’ สองสาย หนึ่งชัดเจนหนึ่งอำพราง
ทุกวันนี้ร่างจริงของอวี๋โต้วไม่อาจออกมาจากอาณาเขตของป่ายอวี้จิงได้เลย อย่างมากก็แค่ปล่อยจิตหยินออกเดินทางไกล เป็นเหตุให้เหยาชิงที่เป็นขอบเขตเดียวกันเผยร่างกายธรรมตั้งตระหง่านอยู่บนพื้นดิน คุมเชิงกับอีกฝ่ายอยู่ไกลๆ จวนราชครู
เสี่ยวโม่พูดเรื่องพวกนี้จบ เซียโก่วที่เพิ่งจะกลับจากแคว้นชิวมาที่นี่ก็ไม่ได้ตอแยเขาอย่างที่หาได้ยาก แค่นั่งอยู่บนขั้นบันไดนอกห้องหนังสือกับเขา เฉินผิงอันเดินออกมาจากห้องหนังสือ เดินเล่นอยู่ในลานบ้าน ในมือถือบันทึกเดินทางเล่มหนึ่งที่มาจากทูตของแคว้นใต้อาณัติราชวงศ์สกุลหลูในอดีต เป็นหนึ่งในตำราหลายเล่มที่อยู่บนโต๊ะหนังสือของศิษย์พี่ชุ่ยฉาน
ตัวอักษรที่เขียนเป็นเนื้อหาเขียนได้อย่าง…งดงามมาก เดิมทีตำราเล่มนี้ก็มีหน้าที่พับไว้ ทูตผู้นั้นได้เขียนถึงเรื่องราวบนเส้นทางของการเดินทางไปเข้าเฝ้าถวายบรรณาการที่เมืองเยี่ยน ได้เจอกับปัญญาชนแคว้นหลีที่บังเอิญเดินทางร่วมกัน พูดคุยกันอย่างถูกคอ จุดเทียนคุยกันทั้งคืน ต่างคนต่างดื่มสุรา กับแกล้มคือถั่วลิสงฟ้าใต้แผ่นดินเหนือ เรื่องราวในโลกมนุษย์ เรื่องราวบนภูเขา ไม่มีเรื่องใดที่พวกเขาไม่พูดคุยกัน
หรงอวี่หอบตำรามากองใหญ่ เดินออกมาจากห้องหนังสืออย่างง่วงงุน
ฝูชิงเดินมาถึงที่ลานบ้านแทบจะเวลาเดียวกัน เอ่ยเสียงเบาว่า
“ท่านราชครู ทางฝั่งของหานโจวได้เตรียมการไว้เรียบร้อยแล้ว ”
เฉินผิงอันพยักหน้ารับ ฝูชิงจึงไปถ่ายทอดคำสั่ง
เฉินผิงอันยืนอยู่ใต้ต้นไม้ มือข้างหนึ่งกำหนังสือที่ม้วนเอาไว้ มืออีกข้างลูบปิ่นหยกเหนือศีรษะ ดอกท้อตามหามือกระบี่ มีเพียงรอยยิ้มต้อนรับสายลมวสันต์