กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1181.1 เรื่องเล่าประหลาด
เคยมีขุนนางกรมอาญาต้าหลีเปรียบเปรยอย่างเห็นภาพมาก
บอกว่าเอกสารคำให้การทุกฉบับที่อยู่ในกองตรวจสอบกำกับล้วนเป็นชีวประวัติย่อของนักฆ่าที่เขียนอย่างกระชับเรียบง่าย
แม้จะสั้นมากแต่กลับตระการตาเปี่ยมไปด้วยสีสัน
โรงเตี๊ยมในตลาดแห่งหนึ่งที่เรียบง่ายธรรมดาของเมืองหลวงแคว้นชิว
ซูหลางได้เปลี่ยนชุดแต่งกายใหม่แล้วย้อนกลับมาที่นี่
ในห้องยังมีเกาโหยวผู้เป็นลูกศิษย์นั่งตัวตรงอย่างสำรวม
ถึงอย่างไรก็ยังกังวลว่าอาจารย์ออกไปข้างนอกคราวนี้จะเกิดเรื่องไม่คาดฝัน
ซูหลางหยิบกล่องไม้ใบหนึ่งออกมาจากห่อสัมภาระ หยิบสี่สมบัติของห้องหนังสือออกมาจากด้านใน
นั่งลงแล้วก็เริ่มฝนหมึก หลับตาทาสมาธิอยู่ครู่หนึ่งก็หยิบพู่กันขึ้นมาจุ่มหมึก
แล้วเริ่มเขียนบันทึกถึงสิ่งที่ตัวเองได้พบเจอระหว่างการเดินทางมาเยือนเมืองหลวงแคว้นชิว
และการลอบฆ่าในหอโคมเขียว
อดทนเอาไว้ไม่ถามอะไร เกาโหยวนั่งอยู่บนม้านั่งตัวยาวมองไปยังแผ่นหลังของซูหลาง
ในที่สุดก็ทนไม่ไหวถามเสียงเบาว่า
“อาจารย์ ท่านกำลังเขียนอะไรอยู่หรือ?”
ซูหลางกล่าว “บันทึกอย่างละเอียดเอาไว้ให้กรมอาญาต้าหลีอ่าน”
เกาโหยวร้องอ้อหนึ่งทีไม่กล้าถามอะไรมาก
ซูหลางลังเลเล็กน้อย ก่อนจะกวักมือให้เกาโหยวมานั่งลงข้างโต๊ะ
ยื่นกระดาษสองแผ่นที่ตัวเองเขียนส่งไปให้ เขียนถึงช่วงก่อนที่หวงเจี่ยจะถูกบุปผางามแห่งหอโคมเขียวลอบโจมตีพอดี
ซูหลางเอ่ยว่า “จำไว้ว่าอ่านแล้วก็ลืมไปซะ”
เกาโหยวอ่านกระดาษทั้งสองแผ่นอย่างละเอียดจนจบ นอกจากจะฝึกเวทกระบี่ขัดเกลาเรือนกายแล้ว
ช่วงที่ผ่านมานี่เขาก็อ่านตัวอักษรออกอีกหลายคำ เด็กหนุ่มจึงพูดชวนคุยว่า
“อาจารย์ หากเป็นข้าจะต้องระวังบุปผางามผู้นั้นเป็นพิเศษแน่นอน”
ซูหลางถาม หน้าไม่เปลี่ยนสี “ทำไมล่ะ?”
เกาโหยวตอบ
“เห็นได้ชัดว่าหวงเจี่ยผู้นี้คือผู้เชี่ยวชาญมากประสบการณ์ในการลอบฆ่าแล้ว
แต่อยู่ในห้องที่มีคนอยู่น้อยกลับดันทำให้บุปผางามซึ่งหากนอนกับนางคืนหนึ่งต้องจ่ายเงินถึงสองสามร้อยตำลึงตื่นขึ้นมาเห็นการลอบฆ่าโดยบังเอิญ?
หากเป็นข้า ข้าไม่เชื่อหรอกว่านางจะเป็นแค่หญิงคณิกาที่ตื่นตกใจ
อีกอย่างระมัดระวังย่อมขับเรือได้นานหมื่นปี ไปที่บ่อนพนันยังพอพึ่งดวงได้
แต่การทำงานที่ต้องเอาหัวผูกไว้บนเข็มขัดกางเกงเช่นนี้ จะเดิมพันชีวิตกันอย่างส่งเดชไม่ได้
ในเมื่อไม่อาจฆ่าคนได้ตามใจชอบ ก็ต้องทุบนางให้สลบไปก่อนในทันที”
“หากบุปผางามผู้นั้นเป็นคนชั่วจริงๆ สมมตินะ หากไม่เป็นเพราะหวงเจี่ยประมาทก็ต้องเป็นเพราะทั้งสองฝ่ายรู้จักกันมานานแล้ว
แต่กังวลว่ากำแพงมีหูประตูมีตายกตัวอย่างเช่นหากอาจารย์ท่านไม่ได้อยู่ข้างนอกจับตามองเขาอยู่ล่ะ?
แต่แบบนี้ก็เหมือนจะไม่ถูกนะ หากว่ารู้จักกัน บุปผางามผู้นั้นแค่แกล้งนอนหลับไปก็พอแล้ว
ผู้ฝึกยุทธอย่างพวกเราไม่อาจรวมเสียงให้เป็นเส้นแอบฟังบทสนทนาของผู้อื่นได้เสียหน่อย ไม่ถูก ไม่ถูกอีกนั่นแหละ
อาจารย์ ข้าก็เดาไปส่งเดชอย่างนั้นเอง”
ในตรอกบ้านเกิดของเด็กหนุ่มก็มีแค่คนงานเตาเผาที่ได้รับค่าแรงต่ำสุดกับหญิงโสเภณีเถื่อนที่ยืนพิงประตูโปรยยิ้มเรียกลูกค้าเท่านั้น
ดังนั้นพอได้เห็นค่าใช้จ่ายที่เขียนบนกระดาษว่าหนึ่งคืนสามร้อยตำลึงเงิน เกาโหยวก็หนังตากระตุกทันที
บุปผางามผู้นั้นคือสตรีที่ทั่วทั้งร่างทำมาจากทองอย่างนั้นหรือ
ซูหลางคลี่ยิ้ม พยักหน้า “อาจารย์มองเจ้าไม่ผิดไปเลย คือวัตถุดิบที่ดีในการเป็นสายลับจริงๆ”
เนื้อหาที่ตนเขียนหลังจากนั้นก็ไม่ให้เจ้าเด็กนี่อ่านแล้ว
ส่วนความจริงจะเป็นอย่างไร กองตรวจสอบของกรมอาญาย่อมมีการพิจารณาเป็นของตัวเอง
เกาโหยวเกาหัว
ซูหลางแกล้งขมวดคิว ถามด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์ “ทำไมถึงมีความคิดประหลาดมากมายขนาดนี้?”
เกาโหยวมีสีหน้ากระอักกระอ่วน แต่ก็ตอบไปตามความจริงว่า
“อาจารย์ เป็นคนล้วงกระเป๋าก็ไม่ง่ายเหมือนกันนะ ข้ากับว่านเหยียนทำอาชีพนี้มาตั้งแต่หกขวบ ไม่ได้มีครูสอนหรอก
ล้วนเป็นความเข้าใจด้วยตัวเองโดยไม่มีใครสอน มองคนไม่แม่น ลงมือไม่รวดเร็วก็จะจะต้องโดนซ้อม
โดนตบจนหมุนคว้างอยู่ที่เดิมหลายตลบคือเรื่องที่เกิดขึ้นประจำ
มีครั้งหนึ่งว่านเหยียนถูกคนเตะอย่างทารุณ กลายเป็นว่าทิ้งต้นต่อของโรคเอาไว้
ดังนั้นทุกครั้งที่เสียเปรียบ ถูกต่อยจนหน้าบวมจมูกเขียว ภายหลังพวกเราสองคนก็จะมาช่วยกันวางแผนตรวจสอบหาช่องโหว่ให้ดีๆ”
ซูหลางยิ้มเอ่ย “ไม่ว่าทำอาชีพใด หากมุ่งมั่นก็เป็นยอดฝีมือได้”
เกาโหยวเหมือนได้ยกภูเขาออกจากอก ขอแค่อาจารย์ไม่ขับตนออกจากสำนัก แค่โดนดูแคลนบ้างเล็กน้อยก็ไม่ถือว่าเป็นเรื่องน่าน้อยเนื้อต่ำใจอะไร
ซูหลางจึงบอกเรื่องวงในบางอย่างให้ลูกศิษย์คนนี้ได้รับรู้มากขึ้น
“หวงเจี่ยจับตามองพวกชนชั้นสูงในราชสำนักแคว้นชิว ข้าก็รับผิดชอบจับตามองหวงเจี่ยอีกทีเพื่อป้องกันเรื่องไม่คาดฝัน
ปลาบางตัวอาจหลุดลอดจากหว่างแหไปได้ หรือไม่บางทีข้างกายของขุนนางที่เป็นเศษสวะไร้ประโยชน์พวกนั้นก็อาจมียอดฝีมือซ่อนตัวอยู่
แน่นอนว่าข้าเองก็ต้องตรวจสอบควบคุมหวงเจี่ยผู้นี้เช่นกัน ป้องกันไม่ให้เขามีการกระทำอะไรที่เจตนาไม่บริสุทธิ์ รวมไปถึงการกระทำที่ละเมิดข้อห้าม”
“บันทึกที่เขาส่งไปให้กับกรมอาญา กับเนื้อหาที่ข้าส่งไปให้ รายละเอียดทุกอย่างล้วนต้องสอดคล้องต้องกันอย่างแนบสนิท
หากขุนนางกองตรวจสอบของกรมอาญาสังเกตเห็นช่องโหว่ใดๆ ก็จะต้องมีการตรวจสอบซ้ำ
เบาหน่อยก็คือพวกเราต้องไปเยือนกรมอาญาที่เมืองหลวงหนึ่งรอบ รุนแรงหน่อยก็คือส่งคนมาสอบถามพวกเราต่อหน้า
หลางจงกองคัดเลือกทหารของกรมอาญาก็คือคนที่รับผิดชอบจับตามองพวกเรา
ส่วนจ้าวเหยารองเจ้ากรมอาญาก็คือขุนนางที่รับผิดชอบจับตามองขุนนางพวกนี้อีกที
ส่วนใครจะเป็นคนรับผิดชอบจับตามองจ้าวเหยา ทุกวันนี้ในราชสำนักจะมีบุคคลที่เป็นเช่นนี้หรือไม่ สวรรค์เท่านั้นที่รู้”
เกาโหยวทอดถอนใจอย่างตกตะลึง “พูดอย่างนี้ รองเจ้ากรมจ้าวผู้นั้นก็คือขุนนางสวรรค์จริงๆ แล้ว”
ซูหลางหัวเราะ “พูดแบบนี้ก็ไม่ผิด”
เกาโหยวถามอย่างใคร่รู้ “ครั้งนี้ลงมือกับแคว้นชิว ต้าหลีของพวกเรามียอดฝีมือมาเยอะเลยใช่ไหม?”
ซูหลางพยักหน้า
“อาจารย์ก็แค่คนที่ทำเรื่องเป็นรูปธรรม ไม่เข้าร่วมการวางแผน แต่ก็เรียบง่ายอย่างมาก
ลองคำนวณดูคร่าวๆ แล้ว ในใบรายชื่อทั้งสองฉบับมีคนอยู่ประมาณห้าร้อยคน
คนอย่างอาจารย์กับหวงเจี่ยถือเป็นสมาชิกของกองงานลับทั้งหลายที่อยู่ในกรมกลาโหมและกรมอาญาของต้าหลี
บวกกับกองทัพที่ประจำการอยู่ในสามมณฑลซึ่งมีหานโจวเป็นหนึ่งในนั้นได้ดึงตัวผู้ฝึกตนติดตามกองทัพมาชั่วคราว
ไม่ว่าจะในทางลับหรือทางแจ้ง ไม่ว่าจะลงมืออย่างแท้จริงหรือไม่ ไม่ว่าอย่างไรก็น่าจะมีคนอยู่ประมาณสามร้อยคน”
เกาโหยวเอ่ยอย่างตกตะลึง “เยอะขนาดนี้เลยหรือ?!”
ซูหลางยิ้มเอ่ย “เยอะหรือ?”
เกาโหยวเอ่ยอย่างระมัดระวัง
“หกกลับครึ่งต่อครึ่ง ภายในเวลาหนึ่งวัน สังหารคนที่เป็นขุนนางและคนที่นำทัพต่อสู้ของแคว้นชิวให้สิ้นซากก็น่าจะเหลือเฟือกระมัง?”
ซูหลางหัวเราะพลางส่ายหน้า
เกาโหยวถาม “อาจารย์ ข้าพูดผิดไปหรือ?”
ซูหลางวางพู่กันลง พูดด้วยสีหน้าจริงจังว่า
“ใครรับผิดชอบฆ่าใคร ไม่ได้ดูแค่ขอบเขตสูงต่ำเท่านั้น นี่คือข้อแรก
ก็เหมือนที่อาจารย์รู้สึกว่าเจ้าเหมาะจะทำเรื่องประเภทนี้ นี่ก็ไม่เกี่ยวกับว่าขอบเขตของเกาโหยวสูงหรือต่ำสักเท่าไร
การลอบฆ่าทุกครั้งต้องทำได้อย่างมั่นคงรอบคอบ รับประกันผลลัพธ์ ทั้งยังทำให้พวกหวงเจี่ยได้ฝึกประสบการณ์ด้วย
นี่คือเป้าหมายหลักของสายลับที่กรมอาญาต้าหลีบ่มเพาะอบรมมาโดยตลอด”
“ยกตัวอย่างเช่น หวงเจี่ยทำหน้าที่ที่ได้ค่าแรงน้อยที่สุดในหอโคมเขียวมานานหลายปี
ก็คือการฝึกประสบการณ์ให้คุ้นเคยกับเรื่องราวทางโลกและความสัมพันธ์ของผู้คน
ในอนาคตเขาจะต้องเปลี่ยนสถานที่ เปลี่ยนสถานะ ยกตัวอย่างเช่นอาจต้องไปแสดงเป็นลูกหลานชนชั้นสูง เป็นคุณชายที่เกลือกกลิ้งอยู่ในกลุ่มบุปผา
ถ้าอย่างนั้นไม่ว่าจะเป็นการพูดคุย ประสบการณ์ หรือบุคลิกท่าทางก็ต้องเหนือกว่า มีแต่จะแสดงได้สมจริงยิ่งกว่าเดิม นี่คือข้อที่สอง”
“ที่สำคัญที่สุดก็คือข้อที่สาม พวกหวงเจี่ยหรือเจ้าเกาโหยว ในวันหน้าล้วนสามารถเป็นขุนนางได้ เปลี่ยนสถานะจากมืดมาสว่าง
แม้จะบอกว่าพวกเจ้าต่างก็ไม่ได้มาจากเส้นทางของการสอบเคอจวี่ แต่ราชสำนักต้าหลีมีเส้นทางการเลื่อนขั้นเป็นขุนนางอยู่สองเส้นที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อพวกเจ้าโดยเฉพาะ
ถึงขั้นที่ว่าวันหนึ่งพวกเจ้ามีโอกาสที่จะเป็นผู้ปกครองของพื้นที่แห่งหนึ่งได้ด้วยซ้ำ
เท่าที่ข้ารู้มา คนที่ตำแหน่งขุนนางสูงที่สุดก็เป็นได้ถึงเจ้าเมือง เป็นถึงผู้ว่าการของราชสำนักต้าหลี
ดูเหมือนว่าจะมีคนหนึ่งที่เป็นรองแม่ทัพของซีโจวด้วย”
ซูหลางยิ้มบางๆ
“เล่าลือกันว่าเจ้ากรมหม่าของกรมอาญาพวกเราเคยพูดเองกับปากว่าขุนนางแบ่งออกเป็นสองประเภท
ขุนนางที่อ่านตำราได้เก่งกาจ กับขุนนางที่ทำงานอย่างเป็นรูปธรรม”
ทว่าใต้เท้าเจ้ากรมยังเอ่ยเสริมมาอีกประโยคว่า ข้าก็คือขุนนางประเภทที่อ่านหนังสือได้เก่งกาจ แล้วก็ยิ่งทำงานอย่างจริงจัง
เกาโหยวได้ยินก็อารมณ์ดีทันที
“หม่าหยวนผู้นั้นน่ะหรือ ข้ารู้จัก ขุนนางใหญ่ที่คนรู้จักกันทั่วบ้านทั่วเมือง คือเจ้าประมุขสกุลหม่าโผหยางสกุลของซ่างจู้กั๋ว
เมืองหลวงของพวกเราต่างก็พูดกันว่าเขาคือบุตรนอกสมรสของนายท่านผู้เฒ่ากวน”
ซูหลางไม่ตวาดด่าลูกศิษย์ที่ปากไร้หูรูด ไม่รู้จักเด็กไม่รู้จักผู้ใหญ่ เกาโหยวกลับใจฝ่อเสียเอง สีหน้าเปลี่ยนมาเป็นซับซ้อน เอ่ยเสียงเบาว่า
“อาจารย์ เมื่อก่อนทุกครั้งที่ข้ากับพวกว่านเหยียนพูดถึงเรื่องราวของหม่าหยวนจะต้องรู้สึกว่าเป็นเรื่องสนุกที่เอามาแก้เบื่อได้
ตอนนี้ได้รู้จักกับอาจารย์ถึงได้รู้ว่ารองเจ้ากรมจ้าวร้ายกาจอย่างถึงที่สุด
แล้วก็รู้สึกว่าหม่าหยวนผู้นั้น ในเมื่อหมวกขุนนางใหญ่กว่ารองเจ้ากรมจ้าว ก็จะต้องเป็นบุคคลที่น่ากลัวอย่างมากแน่นอน
ไม่แน่ว่าในอนาคตวันใดที่ข้าได้เจอหน้ากับเจ้ากรมหม่าตอนที่พูดคุยกันก็น่าจะลิ้นพันกันเลยกระมัง”
ซูหลางเองก็รู้สึกว่าคำกล่าวนี้น่าสนใจ
“ไม่เป็นไร ถึงอย่างไรโอกาสก็น้อยนิด คิดอยากจะขายหน้าก็ยังยาก
จนถึงทุกวันนี้อาจารย์ก็ยังไม่เคยได้เจอกับเจ้ากรมหม่า ไม่เคยมีโอกาสได้พูดคุยต่อหน้าเขาเลยสักประโยคเดียว”
ซูหลางยื่นมือไปคว้าฝักดาบที่อยู่บนโต๊ะในทันที ทำท่ามือบอกให้ลูกศิษย์เงียบเสียง เสียงเคาะประตูเบาๆ ดังขึ้นนอกห้อง ซูหลางจึงเปลี่ยนน้ำเสียง แสร้งถามอย่างเกียจคร้านว่า “ใคร?”
ด้านนอกมีเสียงหวานเย้ายวนที่มากพอจะทำให้บุรุษได้ยินแล้วตัวอ่อนยวบดังขึ้นมา
“ท่านขุนนางที่อยู่ในห้องต้องการให้พี่สาวเข้าไปอุ่นผ้าห่มให้หรือไม่? ราคาปรึกษากันได้…”
สตรีผู้นั้นพูดแล้วก็หัวเราะอยู่กับตัวเอง ใบหน้าซูหลางเต็มไปด้วยความอ่อนใจ แต่กระนั้นก็โล่งอกด้วย
เกาโหยวกดเสียงลงต่ำ เอ่ยอย่างตกตะลึงระคนยินดีว่า “ท่านน้าโจว?!”
ซูหลางเก็บกระดาษพวกนั้นไว้ในชายแขนเสื้ออย่างรวดเร็ว มองกล่องไม้ที่อยู่บนโต๊ะแล้วลังเลอยู่บ้าง สุดท้ายก็ไม่ได้เก็บกลับมา
เขาเดินไปเปิดประตู เป็นโจวไห่จิงจริงๆ ข้างกายของนางยังมีบุรุษหล่อเหลาที่ยิ้มตาหยี ตรงเอวห้อยน้ำเต้าบรรจุเหล้าเปลือกสีม่วงใบหนึ่งยืนอยู่ด้วยคนหนึ่ง
ซูหลางประหลาดใจมาก รีบกุมมือคารวะทันใด
“ซูหลางผู้ถวายงานระดับสองกรมอาญาคารวะรองเจ้ากรมเฉา”
เมื่อครู่นี้ตอนที่อยู่ในระเบียงนอกห้อง เป็นโจวไห่จิงที่ช่วยอำพรางลมหายใจและฝีเท้าของรองเจ้ากรมเฉาหรือ? หรือจะบอกว่า…?
เฉาเกิงซินกุมหมัดคารวะกลับคืน
“เป็นเกียรติที่ได้พบ เป็นเกียรติที่ได้พบ ได้ยินชื่อเสียงเลื่องลือของเขียนกระบี่ใหญ่ชิงจู๋มานานแล้ว ประหนึ่งเสียงฟ้าผ่าที่ดังอยู่ข้างหู ข้ากับแม่นางโจวบังเอิญผ่านทางมาพอดี รบกวนแล้ว รบกวนแล้ว ”
ซูหลางเบี่ยงตัวให้พวกเขาเข้ามาในห้องแล้วปิดประตูลงเบาๆ รู้ดีว่าหากพูดมากไปย่อมต้องเกิดความผิดพลาด ซูหลางจึงไม่เปิดปากพูดอีก
เฉาเกิงซินมองไปทางเกาโหยว กุมมือคารวะอีกครั้ง หัวเราะร่าเอ่ยว่า
“สวัสดีน้องชาย แค่มองก็รู้แล้วว่าเป็นเด็กหนุ่มมากความสามารถที่มีกลิ่นอายของขุนนาง”
เกาโหยวลุกขึ้นยืนอย่างรู้กาลเทศะโดยไม่ต้องให้อาจารย์เตือนนานแล้ว และเขาก็ขยับมายืนห่างจากโต๊ะตัวนั้น มายืนอยู่ข้างเตียง
ได้ยินคำหยอกเย้าของ “รองเจ้ากรมเฉา” ท่านนี้ก็พลันไม่รู้ว่าควรจะตอบอย่างไรดี ได้แต่มองไปทางอาจารย์ ซูหลางกลับไม่มีท่าทีบอกเป็นนัยอะไรแก่เขา
เด็กหนุ่มมึนงง รองเจ้ากรม? รองเจ้ากรมของที่ไหน? ของที่แคว้นชิวแห่งนี้หรือ? คงไม่ใช่ขุนนางใหญ่เหมือนอย่างรองเจ้ากรมจ้าวหรอกกระมัง?
คนที่เป็นขุนนางสามารถทำตัวเอ้อระเหยลอยชายแบบนี้ได้ด้วยหรือ? ถ้าอย่างนั้นข้ากับว่านเหยียนก็ไม่ใช่คนที่เกิดมาเพื่อเป็นขุนนางใหญ่หรืออย่างไร?
ช่างเถอะ เจ้าตะพาบที่ไร้คุณธรรมอย่างว่านเหยียนนั่นไปเป็นเทพเซียนบนภูเขาแล้ว
เฉาเกิงซินยิ้มถาม “น้องเสี่ยวเกา ตอนที่ได้เจอกับอาจารย์เฉิน เวลาพูดจาลิ้นพันกันด้วยไหม?”
เกาโหยวถามอย่างสงสัย “อาจารย์เฉินไหน?”
เฉาเกิงซินยิ้มกล่าว “เขาเคยไปหาท่านน้าโจวของพวกเจ้าที่ตรอกแห่งนั้นอย่างไรล่ะ”
เกาโหยวอารมณ์ดีทันที
“ใต้เท้ารองเจ้ากรมหมายถึงเจ้าสำนักเฉินน่ะหรือ รู้จักสิ จะไม่รู้จักได้อย่างไร แค่มองก็รู้แล้วว่าเป็นยอดฝีมือในยุทธภพ คุยกันไม่น้อยเลยล่ะ…แต่ก็ไม่ได้คุยมากเท่าไร เอาเป็นว่าเขาเป็นคนที่เป็็นมิตรอย่างมาก”
เจ้าคนที่สวมรองเท้าผ้าผู้นั้น ฟังท่านน้าโจวเล่าว่าเป็นเจ้าของที่ดินที่มีเงินเยอะมาก จุ๊ๆ ท่องอยู่ในยุทธภพไม่ควรโอ้อวดทรัพย์สิน คือคนเก่าแก่ในยุทธภพแล้ว
เฉาเกิงซินหัวเราะฮ่าๆ
“ถ้าอย่างนั้นเจ้ายังจะกลัวเจ้ากรมหม่าไปทำไม วันหน้าเจอหน้ากันก็ถามเขาไปตรงๆ เลยว่าเป็นบุตรนอกสมรสของนายท่านผู้เฒ่ากวนหรือไม่ ข้าเองก็สงสัยเรื่องนี้มานานหลายปีแล้ว หากน้องชายได้คำตอบแล้วก็จำไว้ว่าเอามาบอกข้าด้วยล่ะ ”
ซูหลางกระจ่างแจ้งในใจทันที เกือบอดไม่ไหวด่ามารดาออกมาแล้ว เป็นเขาจริงๆ ด้วย เขาอยู่ในตำแหน่งนั้นจริงๆ?
แต่เขียนกระบี่ชิงจู๋ผู้นี้ก็เปลี่ยนความคิดได้ทันใด หวนนึกถึงการถามกระบี่ในปีนั้นก็ถือว่าแม้ตนจะพ่ายแพ้ แต่ก็พ่ายแพ้อย่างสมเกียรติใช่หรือไม่?