กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1180.3 บนเส้นทางแห่งความสงบสันติ
ด้านหลังม่าน โตว้มี่ไทเฮาสาวมีท่วงท่าเกียจคร้าน เท้าคางด้วยมือข้างเดียว หมัวมัวผู้อบรมมารยาทที่เป็นหญิงชรามากแล้ว นางกำนัลถือกระบี่เรือนกายสูงเพรียวต่างก็ยืนกันอยู่ตรงด้านล่างของบันได
โตว้มีบอกให้หมัวมัวผู้อบรมมารยาทปล่อยตะขอหยกลง จากนั้นปล่อยม่านไข่มุกหนาหนักบดบังการมองเห็น
หลิวหลางไม่อยู่ พวกตาแก่แต่ละคนหน้าตาอัปลักษณ์น่ารังเกียจเหลือเกิน มีแต่พวกสกปรกโสมม ไม่มีอะไรน่ามอง
พอคิดถึงหลิวหลาง ดวงตาเรียวยาวคลอประกายน้ำที่เดิมทีก็เย้ายวนดึงดูดใจคนก็ยิ่งมีน้ำเอ่อคลอมากกว่าเดิม ไทเฮาสาวจึงเบี่ยงกาย ยื่นขาออกไปด้านหน้า ยกปลายเท้าขึ้น ยื่นไปทางนางกำนัลถือกระบี่ที่เป็นทั้งองครักษ์ประจำตัวแล้วยังเป็นคนใกล้ชิดของตน
เลิกกระโปรงของนางขึ้น ใช้ปลายเท้าถูไถไประหว่างขาสองข้างของนาง ไต่ขึ้นด้านบนช้าๆ เห็นว่าแผ่นหลังของนางสั่นไหวเบาๆ ไทเฮาสาวก็ด่าอยู่ในใจไปประโยคหนึ่ง นังหญิงเจ้าชู้ ดูสิว่าเจ้าจะทนได้นานแค่ไหน
หญิงชราผินหน้าไปอีกทาง จับจ้องไปที่ม่านไข่มุก ในท้องพระโรงเต็มไปด้วยขุนนางบุ๋นบู๊แห่งแคว้นชิว และเวลานี้เอง
นางกำนัลที่สายตามองตรงไปข้างหน้าเช่นเดียวกันก็กางแขนออกเล็กน้อย กระบี่ยาวที่กอดไว้ในอ้อมอกร่วงไถลลงพื้น นางยื่นมือไปคว้าด้ามกระบี่เอาไว้ ปล่อยให้ฝักกระบี่หล่นพื้น แล้วถือโอกาสนี้ชักกระบี่ออกจากฝัก วาดกระบี่ตัดหัวของหมัวมัวผู้อรมมารยาทโดยพลัน
หญิงชราเองก็เป็นผู้ฝึกตนที่ตบะไม่อ่อนด้อย นางสละเรือนกาย โคจรวิชาลับ กลายร่างเป็นควันดำกลิ้งหลุนๆ หมายจะปกคลุมนังแพศยาที่กล้าบังอาจวางแผนสังหารเจ้านาย ถลกหนังอีกฝ่ายออกมาทั้งเป็น
นางกำนัลหญิงบิดหมุนข้อมือ กระบี่ยันต์ที่อยู่ในมือก็พลันปลดปล่อยแสงกระบี่เจิดจ้า ก่อให้เกิดเส้นแสงสีทองหลายร้อยเส้นที่สามารถปั่นคว้านควันดำที่แทรกซอนมาด้วยเสียงด่ากลุ่มนั้นให้แหลกสลายได้อย่างง่ายดาย
ควันดำสัมผัสโดนเสียงกระบี่ก็ส่งเสียงซ่าๆ ก่อนจะร่วงลงมากลายเป็นเลือดข้นๆ ที่กองอยู่บนพื้น ส่งกลิ่นเหม็นคาวคละคลุ้ง
นับตั้งแต่ที่นางกำนัลลงมือฆ่าคนไปจนถึงทำลายวิชาคาถาก็เป็นแค่เวลาเพียงชั่วพรบิตา จากนั้นนางแค่ปาดกระบี่ออกไปในแนวขวางก็ตัดหัวไทเฮาสาวคนนั้นมาได้แล้ว
นางกำนัลเก็บกระบี่ เดินขึ้นบันไดไปจิกมวยผมของสตรีผู้นั้นขึ้นมา สองข้างแก้มของไทเฮาสาวยังคงแดงก่ำ คิ้วตาเย้ายวน ในมือหิ้วศีรษะ ใช้ปลายกระบี่แหวกม่านสองชั้น เดินช้าๆ ไปยังพระที่นั่ง โยนหัวเข้าไปในอ้อมอกของฮ่องเต้เด็กหนุ่ม
หานอวิ๋นรับของสิ่งนั้นไว้ตามจิตใต้สำนึก พอกม้ลงสบตากับอีกฝ่าย ฮ่องเต้เด็กหนุ่มก็อึ้งตะลึง โยนหัวนั้นไปข้างหน้า ตกใจจนหมดสติไปทันที
นางหยิบป้ายผู้ถวายงานต้าหลีชิ้นหนึ่งออกมาจากชายแขนเสื้อ เอามาแขวนไว้ตรงเอว สองมือค้ำยันกระบี่ เอ่ยอย่างเฉยเมยว่า
“นังปีศาจโตว้มี่ถูกตัดหัวแล้ว”
เสียงตึงดังสนั่นหวั่นไหว ประตูของตำหนักใหญ่ถูกปิดลง
รองเจ้ากรมหนุ่มที่เป็นคนของแคว้นชิวหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาจากชายแขนเสื้อ สะบัดหนึ่งทีแล้วก็เริ่ม “ขานนาม”
“คนที่ถูกเรียกชื่อต้องทิ้งหัวเอาไว้ แต่ตัวสามารถจากไปได้”
ภูเขาสูงที่มีไอเมฆเซียนล้อมวน ในถ้ำสถิตของบรรพจารย์แห่งหนึ่งที่อยู่บนยอดเขาสูงสุด บรรพจารย์ก่อกำเนิดบอกให้สาวใช้หน้าตางดงามพวกนั้นถอยออกไป ตัวเขานั่งคุกเข่าอยู่บนพื้นเพียงลำพัง เอ่ยเสียงสั่น
“ยินดีฟังคำบัญชาจากเซียนซื่อแคว้นเหนือหัว จะไปทำความสะอาดในเรือนของตัวเองเดี๋ยวนี้”
ลูกศิษย์นักการคนหนึ่งหยิบรายชื่อฉบับหนึ่งออกมาจากชายแขนเสื้อ โยนลงบนพื้น
“ให้เวลาเจ้าหนึ่งก้านธูป เก็บกวาดให้สะอาด”
ผู้ฝึกตนเฒ่าที่บอกแก่ภายนอกว่าเป็นขอบเขตก่อกำเนิด แต่แท้จริงแล้วคือคอขวดโอสถทอง ขยับเข่าไปบนพื้นอย่างรวดเร็ว คว้ากระดาษแผ่นนั้นมา ชื่อหลายชื่อชวนให้ตะลึงขวัญผวา ไม่อาจตัดใจได้ลง ใบหน้าของเทพเซียนผู้เฒ่าจึงบิดเบี้ยว สีหน้าแปรเปลี่ยนไม่หยุดนิ่ง
ลูกศิษย์นักการที่เข้ามาอยู่ในภูเขาหลายปีแต่กลับไม่เคยมีชื่อเสียงผู้นั้นเอ่ยว่า
“ข้าเป็นแค่ขอบเขตถ้ำสถิต เชิญเจ้าสังหารได้ตามสบาย”
ผู้ฝึกตนเฒ่าลุกขึ้นยืน โยนรายชื่อแผ่นนั้นใส่ปากเคี้ยวอย่างละเอียด
“ไม่กล้ามีความคิดนี้เด็ดขาด ข้าจะไปฆ่าพวกเขาเดี๋ยวนี้”
ห่างออกไปไม่ไกล ริ้วคลื่นกระเพื่อมเป็นระลอก มีแม่นางหน้ากลมสวมชุดเต๋าคนหนึ่งปรากฏกาย ขี่กระบี่ลอยตัวอยู่กลางอากาศ เอ่ยชื่นชมว่า
“ขอบเขตไม่สูง แต่กลับมีความสามารถในการวิ่งเข้าหาโชคดี หลบเลี่ยงความโชคร้าย”
ผู้ฝึกตนบรรพจารย์ใช้หางตาเหลือบมองนาง เซียนกระบี่หญิงที่ประวัติความเป็นมาไม่ชัดเจนคนนั้นคล้ายจะสวมชุดเต๋าของสำนักโองการเทพ?
ก่อนจะเข้าร่วมการประชุมเช้า ขุนนางที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการคนหนึ่งกำลังสวาปามอาหารที่ปรุงเป็นยาตามตำรับเซียนบนภูเขาอย่างเอร็ดอร่อย กินไปกินมาก็มีเลือดไหลออกจากทวารทั้งเจ็ด
รถม้าคันหนึ่งที่มาเข้าร่วมการประชุมเช้าขับเข้าไปในตรอกที่เงียบสงัดซึ่งเป็นทางตันสายหนึ่ง ผ้าม่านถูกเลิกขึ้น คนในรถขมวดคิวถามว่าไฉนจึงยังไม่มาเสียที
หอโคมเขียวที่คึกคักที่สุดในเมืองหลวง บุปผางามแห่งหอโคมเขียวผู้นั้นหดตัวอยู่ในมุม ร้องไห้สะอึกสะอื้นเหมือนดอกหลี่พร่างพรมด้วยสายฝน ห่อหุ้มตัวเองไว้ด้วยผ้าห่มแพรต่วนที่ปักเป็นลายยวนยางด้วยด้ายสีทอง
บนเตียงยังมีขุนนางคนหนึ่งนอนเลือดไหลอาบออกจากหว่างคิว รูตรงหัวใจเกิดเพราะถูกกริชแทงซ้ำ
นักฆ่าที่คร้านจะปิดบังหน้าตาคนนั้นคือคนหนุ่มที่นางพอจะจำได้ว่าเขามักจะคอย ‘ยกกาน้ำชา’ ดูแลลูกค้าอยู่ในนี้เป็นประจำ สถานะในหอโคมเขียวต่ำต้อยอย่างถึงที่สุด
เวลานี้ใบหน้าเขาประดับยิ้มน้อยๆ ยกนิ้วมาป้องที่ปาก ส่ายหน้าเบาๆ บอกเป็นนัยกับนางว่าอย่าเอะอะเสียงดัง
นางหรือจะเคยเห็นเหตุการณ์นองเลือดเช่นนี้ แม้จะเคยได้ยินนักเล่านิทานเล่าให้ฟังบ้างว่าหากไม่ทันระวังได้เห็นโฉมหน้าของคนชั่วก็จะถูกฆ่าปิดปาก บุปผางามที่ใบหน้าเต็มไปด้วยคราบน้ำตาจึงลดมือสองข้างที่สั่นเทาลง เผยให้เห็นทัศนียภาพที่สั่นระริกไม่ต่างกัน
นักฆ่ารู้สึกอ่อนใจเป็นทบทวี เขาโบกมือให้นาง พริบตานั้นแสงสีสดเส้นหนึ่งก็พุ่งมาที่ลำคอของบุรุษ
บุรุษตกตะลึง จะหลบก็หลบไม่ทัน เขาเพิ่งจะจัดการกับขุนนางตำแหน่งสูงของแคว้นชิวสามคนที่จับกลุ่มกันมาทำสงครามบนเตียงที่นี่ไปอย่างเงียบเชียบ สองคนก่อนหน้านั้น หรือแม้กระทั่งสตรีห้าหกคนที่นอนร่วมเตียงพวกเขาก็ยังไม่รู้สึกตัวสักนิด กระทั่งมาที่ห้องนี้… ไม่ควรประมาทเลยจริงๆ
ปราณกระบี่เฉียบคมเส้นหนึ่งแหวกทะลุหน้าต่างมาทำลายอาวุธลับนั่นจนแหลกเละแล้วจึงสังหารสตรีที่หมายจะกระโจนมาข้างหน้า
ศพของบุปผางามอ่อนยวบลงกับเตียง บุรุษที่รอดตายมาได้หวุดหวิดหันตัวกลับมาอย่างรวดเร็ว มองลอดช่องของหน้าต่างไปเห็นบุรุษหน้าตาหล่อเหลาคนหนึ่ง อีกฝ่ายเดินตรงไปตามระเบียงที่อยู่ข้างนอก แต่ใช้เสียงพูดคุยกับเขาอย่างลับๆ ว่า
“ข้าชื่อซูหลาง เป็นเพื่อนร่วมงาน รับผิดชอบเก็บกวาดที่นี่ วันหน้าเจ้าระวังตัวหน่อย”
ฟ้าเริ่มจะสว่าง ในลานบ้านของจวนหลังหนึ่ง ขุนนางกรมกลาโหมคนหนึ่งกำลังอยู่ในวัยหนุ่มฉกรรจ์ เขาสวมชุดราชการเรียบร้อยแล้ว กำลังเดินอยู่ในระเบียงพลางคิดเรื่องในใจไปด้วย
สาวใช้ร่างกายอ่อนแอบอบบางคนหนึ่งหยุดยืนเบี่ยงตัวหันข้างรออยู่นานแล้ว รอกระทั่งสองฝ่ายขยับเข้ามาใกล้กัน นางก็เรียกขานอย่างขลาดๆ ว่านายท่าน ขุนนางพยักหน้ารับในขณะที่กำลังจะเดินสวนไหล่กันไปนั้นเอง กริชเล่มหนึ่งก็ไถลออกมาจากชายแขนเสื้อของนาง แทงไปที่หัวใจของขุนนางหนุ่ม ชักมีดออกแล้วแทงซ้ำ ไม่ลืมปาดไปที่คออีกหนึ่งที
หลังจากชักมีดออกมาแล้ว ก็เอาไปเช็ดคราบเลือดที่ไหล่ของชุดขุนนาง เก็บมีดใส่ชายแขนเสื้อแล้วนางก็ก้าวเดินต่อไป เดินนวยนาดตรงไปข้างหน้า สุดท้ายจากไปทางประตูข้าง
ในห้องหนังสือแห่งหนึ่ง ผู้เฒ่าที่ลาออกจากการเป็นขุนนางมานานหลายปีแล้ว เงยหน้าขึ้นมองประตูที่ถูกเปิดออกแล้วปิดลงเบาๆ เห็นชายวัยกลางคนแปลกหน้า ผู้เฒ่าก็ไม่ตกใจ ยิ่งไม่ตวาดถาม เพียงแค่ยิ้มถามด้วยท่าทางอ่อนโยนว่า
“มาจากทางนั้นหรือ?”
ผู้เฒ่าคือตาเฒ่าเจ้าเล่ห์แห่งวงการขุนนางแคว้นชิวผู้ขึ้นชื่อ ชื่อเสียงในการเป็นขุนนางมีทั้งดีและไม่ดี แต่ท่าทีแข็งกระด้างที่เขามีต่อราชสำนักต้าหลีซึ่งเป็นแคว้นเหนือหัว รวมถึงความปรารถนาที่อยากจะให้แคว้นชิวหลุดจากสถานะของแคว้นใต้อาณัติกลับไม่เคยเปลี่ยนแปลง
เขาทั้งไม่ต้องการชื่อเสียง แล้วก็ไม่ต้องการทรัพย์สินเงินทอง ยิ่งไม่คิดจะวางแผนให้ลูกหลานร่ำรวยสูงศักดิ์
ผู้เฒ่าถอนหายใจ ทั้งๆ ที่ตนสั่งให้คนเพิ่มการป้องกันอย่างเข้มงวดแล้วก็ยังไร้ประโยชน์ บุรุษแปลกหน้าเพียงแค่พยักหน้า ไม่ได้เอ่ยอะไร
ปัญญาชนเฒ่าส่งเสียงอืมหนึ่งทีแล้วถามว่า “นอกจากข้า?”
บุรุษตอบไปตามตรง “พวกเขาต่างก็ไม่อยู่ในใบรายชื่อ”
ปัญญาชนเฒ่าเองก็ไม่ได้พูดอะไรอีก เพียงแค่จ้องมองบุรุษคนนี้ น่าจะเป็นเพราะกลัวว่านักฆ่าจะไม่ยอมพูดความจริงกับคนตายคนหนึ่ง
บุรุษจึงเอ่ยว่า
“ทางฝั่งของกรมอาญาไม่ได้ออกคำสั่งให้ถอนรากถอนโคน ข้าย่อมไม่กล้าละเมิดคำสั่ง”
เขาที่คล้ายกล้ามเนื้อบนใบหน้าตายลังเลเล็กน้อย ก่อนจะฉีกปากซึ่งน่าจะเรียกว่าเป็นรอยยิ้มออกมา
“เคยอ่านผลงานของอาจารย์อย่างละเอียดมาก่อน นอกจากโจมตีการปกครองของราชสำนักต้าหลีแล้ว เรื่องอื่นๆ ล้วนเขียนได้ดีมาก”
ปัญญาชนเฒ่าประหลาดใจเล็กน้อย เงียบไปพักหนึ่งก็ยิ้มเอ่ยว่า
“อายุมากแล้ว แต่ก็ยังกลัวเจ็บ เจ้าไม่ใช้อาวุธสังหารได้หรือไม่ เปลี่ยนวิธีการตายใหม่ อย่างเช่นใช้ยาพิษ?”
เห็นบุรุษคนนั้นส่ายหน้า ปัญญาชนเฒ่าเพิ่งคิดจะเอ่ยอย่างเสียดายสักสองสามประโยคแต่กลับรู้สึกว่าบนร่างพลันเจ็บปวด และเขาก็ตายไป
รองเจ้ากรมผู้เฒ่าแห่งกรมพิธีการร่างผอมเพรียว ขึ้นชื่อในราชสำนักว่าแข็งแกร่งกล้าหาญ ถูกขนานนามว่าเป็นจิตแห่งบุ๋นของแคว้นชิว ก่อนที่แคว้นชิวจะกลายเป็นแคว้นใต้อาณัติของต้าหลี ผู้เฒ่าก็คือคนที่ด่าคนเถื่อนต้าหลีแรงที่สุด ไม่ออมแรงมากที่สุด ถ้อยคำที่ใช้เผ็ดร้อนหยาบคาย
หลังจากที่แคว้นชิวกลายเป็นแคว้นใต้อาณัติแล้ว ก็กลับมาพักรักษาอาการป่วยอยู่หลายปี เมื่อหลายปีทก่อนก็เริ่มกลับมารับใช้ราชสำนักอีกครั้ง เขาเป็นคนที่ไทเฮาสาวให้อัครเสนาบดีเชิญตัวออกมาด้วยตัวเอง
เวลานี้ผู้เฒ่าน้ำมูกน้ำตาเปรอะเปื้อนเต็มหนวดเครา พูดเสียงสะอื้นกับนักฆ่าที่ยืนอยู่ในห้องนอนว่า
“ท่านผู้แข็งแกร่ง บอกตามตรงข้าเคยเป็นคนของอี๋โจวต้าหลีตอนอายุน้อยได้ติดตามทางตระกูลย้ายมาที่นี่ เพียงแต่ว่าถูกผีบดบังจิตใจถึงได้พูดจาเหลวไหล แท้จริงแล้วส่วนลึกในหัวใจของข้าหวังเป็นอย่างยิ่งว่าราชสำนักต้าหลีจะเจริญรุ่งเรืองยาวนานไม่เสื่อมถอย นั่นคือมาตุภูมิของข้าเชียวนะ…”
นักฆ่าพยักหน้า “ในบันทึกเอกสารลับล้วนมีเขียนเอาไว้ ข้าได้อ่านมาหลายรอบแล้ว”
ประโยคสุดท้ายที่รองเจ้ากรมผู้เฒ่าคนนี้ได้ยินก่อนตายก็คือ
“ข้าเองก็เป็นคนอี๋โจวเหมือนกัน”
บนเรือข้ามฟากตระกูลเซียนลำหนึ่งที่ออกมาจากต้าหลี ผู้ฝึกตนสองคนที่ทำหน้าที่เป็นองครักษ์ แต่ละคนต่างก็ได้รับบาดเจ็บหนัก นั่งพิงผนังหันหน้าเข้าหากัน
คนหนึ่งเป็นผู้ถวายงานประจำตระกูลที่ถวายชีวิตให้กับนายท่านกั๋วกงหรี๋ตาลง อีกคนหนึ่งหัวเราะเสียงน่าขนลุก
“โอ้โห ถึงกับเป็นเพื่อนร่วมงานเลยหรือนี่? ก่อนหน้านี้มองไม่ออกจริงๆ เวลาปกติที่อยู่ร่วมกันก็ช่างพูดจาเจ้าเล่ห์ลื่นไหลยิ่งนัก เจ้า นี่ช่างลงมืออำมหิตเสียจริง ศีรษะของนายท่านกั๋วกงผู้ยิ่งใหญ่ก็ยังถูกเจ้าเด็ดลงมาได้”
เขาพูดไปพูดมาก็ยื่นมือมาอุดปาก เลือดสดไหลซึมร่องนิ้ว เอ่ยอย่างเคียดแค้นว่า
“ข้าขวางไม่ให้เจ้าฆ่าคนอย่างอำมหิตไม่ได้ แล้วก็ไม่ขวางหากเจ้าจะจากไป ทำไมยังต้องแลกชีวิตกับข้าด้วย?”
นักรบพลีชีพต้าหลีอีกคนหนึ่งที่รับผิดชอบลงมือตามใบรายชื่อ นั่งอยู่บนพื้น ยื่นมือมากุมลำคอเอาไว้ เอ่ยว่า
“เพราะเจ้าอยู่ในใบรายชื่อฉบับที่สอง”
หอกยาวด้ามหนึ่งพลันแทงทะลุกำแพงแล้วทะลุศีรษะออกไป สังหารสายลับต่างแคว้นผู้นั้นให้ตายคาที่ คนที่อยู่นอกกำแพงใช้เสียงในใจเอ่ยว่า
“ทำแผลง่ายๆ แล้วยังลุกขึ้นจากไปไหวไหม?”
บุรุษพยักหน้า “ได้”
ทั่วทั้งแคว้นชิว ไทเฮา ฮ่องเต้ ขุนนางบุ๋น แม่ทัพบู๊ ผู้มีอำนาจของตระกูลชนชั้นสูง ผู้ฝึกตนทำเนียบ ผู้ที่มีชื่อเสียงในยุทธภพ ขอแค่อยู่ในใบรายชื่อ คนสามร้อยกว่าคนล้วนตายสิ้น
นอกจากบนใบรายชื่อแล้ว แม่ทัพบู๊ที่นำทัพอยู่ในกองทัพชายแดนแคว้นชิวสิบกว่าคนและเหล่าพลทหารล้วนไม่มีใครตาย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงพวกชาวบ้านที่เดินอยู่บนเส้นทางจากด่านชายแดนแคว้นชิวมายังเมืองหลวงเลย
การขึ้นศาลเพื่อไต่สวนคดีของที่ว่าการตลอดเส้นทาง เสียงอ่านหนังสือในโรงเรียน การทำนางานวัดที่เริ่มคึกคัก ล้วนยังคงเดิม สายลมพัดโชยมาในภูเขาพร้อมนกขมิ้นโบยบิน
ขบวนรถขบวนหนึ่งที่ออกจากเมืองหลวงไปเยือนเขตการปกครองที่เงียบสงบแห่งหนึ่งอย่างลับๆ ผู้คนนอนหงาย ม้าพันธุ์ดีล้ำค่าเตลิดลน นักฆ่าที่โจมตีเพียงครั้งเดียวก็สำเร็จหายตัวไปท่ามกลางม่านหมอกยามเช้านานแล้ว
เช้าตรู่ที่ฟ้าเริ่มสาง เรือนกายของนักพรตดุจนกกระเรียนเดียวดาย บินทะยานข้ามผ่านแม่น้ำใหญ่ ในเมื่อเมืองหลวงเป็นสถานที่ที่ไม่ควรให้อยู่นาน ถ้าอย่างนั้นก็หาชานเมืองสักแห่งไปหลบคลื่นมรสุมก่อน
เวลานี้นักพรตลำพองใจว่าตัวเองสมใจปรารถนา แต่จู่ๆ กลับถูกแสงกระบี่เส้นหนึ่งที่ผุดมาจากพงต้นกกต้นอ้อริมฝั่งข้างทางสังหารอย่างไม่มีลางบอกเหตุ
ชาวบ้านในเมืองหลวงแคว้นชิวรู้แค่ว่าการประชุมเช้าในวันนี้ นอกจากขุนนางจะหายไปครึ่งหนึ่งแล้ว การประชุมก็ยังคงมีดังเดิม เพียงแต่ว่าฮ่องเต้หานอวิ๋นสละบัลลังก์ให้กับน้องชายหานเอ้อ
ว่ากันว่าไทเฮาโตว้มี่ออกพระราชโองการด้วยตัวเอง คงเป็นเพราะนางรู้สึกว่าชินอ๋องหานเอ้อมีความสามารถมากกว่ากระมัง
ยังว่ากันว่าในตำหนักจินหลวนแห่งนั้น ใต้เท้าอัครเสนาบดีได้ขอกราบทูลเกษียณจากราชการ ฮ่องเต้ที่เพิ่งขึ้นครองราชย์ก็อนุญาตแล้ว
เจินเหรินผู้พิทักษ์แคว้น เจินเหรินผู้เฒ่าฟู่คนนั้นก็เหมือนว่าจะกลับไปยังสถานที่ฝึกบำเพ็ญตนแล้วปิดด่าน กองทัพชายแดนก็ได้รับพระราชโองการให้ถอนทัพกลับ
พวกพ่อค้าร้านเล็กๆ ที่ทำการค้ากับขุนนางที่มาเข้าร่วมประชุมตอนเช้าโดยเฉพาะ หรือไม่ก็พ่อค้าที่รอจะตั้งแผงตอนประตูเมืองเปิดก็เริ่มเก็บร้านกันแล้ว
ดูเหมือนว่าในและนอกเมืองหลวงจะมีนักเล่านิทานเพิ่มมากขึ้นภายในค่ำคืนเดียว ใต้สะพาน ในเหลาสุรา ในงานวัด พวกเขาต่างก็ตบไม้ปลุกสติหนึ่งที ก่อนจะเริ่มเล่าถึงเรื่องราวใหม่ๆ
ฟ้าสว่างขนาดนี้แล้ว
บนทางหลวงที่สงบสุข เดินกันไปเดินกันมาก็เดินออกมาจากเขตชานเมืองหลวง
เด็กสาวที่ได้ยินข่าวมากมายน่าตื่นเต้นที่คนเล่าต่อๆ กันมา แต่กลับต้องพลัดที่นาคาที่อยู่อีกครั้ง บ่นกับคนหนุ่มไปประโยคหนึ่งว่า
“แคว้นชิวไม่ได้วุ่นวายเสียหน่อย”