กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1181.3 เรื่องเล่าประหลาด
เหวยเสียนโหรวรีบหยิบป้ายผู้ถวายงานอันดับสามออกมาจากชายแขนเสื้อเพื่อทำการแลกเปลี่ยนทันที
เดิมโจวไห่จิงก็เป็นสตรีที่มีจิตใจละเอียดอ่อนราวเส้นผมอยู่แล้ว นางมองออกว่าเหวยเสียนโหรวซุกซ่อนเรื่องในใจเอาไว้
เฉาเกิงซินกำลังจะแขวนป้ายแผ่นนั้นไว้ที่เอว เห็นคนอื่นๆ มองมาด้วยสายตาคลางแคลง เฉาเกิงซินก็ถามว่า
“ทำไมล่ะ? ผิดกฎหมายหรือ แค่พกให้หายอยากไม่ได้หรือไร”
เหวยเสียนโหรวเอ่ยเสียงเบาว่า
“รองเจ้ากรมเฉา ตามกฎของกรมอาญาต้าหลี ผู้ที่พกป้ายสงบสุขเองโดยไม่ได้รับอนุญาต ไม่เพียงแต่ผิดกฎหมาย ยังมีโทษที่ไม่เล็กด้วย”
ท่าทางนุ่มนิ่มขลาดกลัว เสียงเบาอ่อนหวานเหมือนเสียงนกน้อย
เฉาเกิงซินโบกมือ
“ข้าคือคนดังที่อยู่ข้างกายราชครู แล้วก็เป็นพี่น้องที่รักที่กราบไหว้ฟ้าดินกันของจ้าวเหยา… แค่คุยโวก็ไม่น่าจะผิดกฎหมายกระมัง?”
มือข้างหนึ่งวางลงบนไหล่ของรองเจ้ากรมเฉา คนผู้นั้นยิ้มบางๆ เอ่ยว่า
“คุยโวไม่ผิดกฎหมาย แต่จะดีจะชั่วเจ้าก็ช่วยร่างคำพูดก่อนหน่อยเถอะ”
เฉาเกิงซินหันหน้ามามอง ยิ้มเอ่ยว่า
“ไฉนท่านราชครูถึงมาเยือนที่นี่ด้วยตัวเองได้เล่า?”
นอกจากเฉินผิงอันแล้ว ยังมีเด็กสาวสวมหมวกขนเตียวสองข้างแก้มแดงเป็นปั้น และคนหนุ่มที่สวมหมวกเหลืองรองเท้าเขียว ถือไม้เท้าไม้ไผ่อีกคนหนึ่ง
โจวไห่จิงลังเลเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็ยังลุกขึ้นยืนต้อนรับผู้มาเยือน คนที่เหลืออีกสองคนก็ยิ่งผุดลุกเหมือนกระโดด
เฉินผิงอันไม่สนใจรองเจ้ากรมเฉา กุมหมัดยิ้มเอ่ยกับพวกเขาว่า
“คารวะรองเจ้ากรมเส้า ผู้ถวายงานเหวย หลายปีมานี้ลำบากแล้ว”
เส้าหว่านหลิงประสานมือคารวะกลับคืนอย่างเงียบงัน เหวยเสียนโหรวมกุมหมัดคารวะกลับคืนตามจิตใต้สำนึก แต่ก็รีบดึงมือกลับทันควันเปลี่ยนมายอบกายคารวะแทน
เฉาเกิงซินอยากลุกขึ้นแสดงท่าทีสักหน่อย แต่กลับถูกเฉินผิงอันใช้สองมือกดกลับไปนั่งบนม้านั่งยาว เฉินผิงอันยิ้มอธิบายว่า
“ข้ามาที่นี่นอกจากจะมาเปิดหูเปิดตากับเรือกระบี่ของกองทัพต้าหลีแล้ว ยังอยากจะมาทักทายสายลับใหม่แซ่หม่าสองคนของต้าหลีด้วย
พวกเขาคือคนที่ข้ายัดเยียดไปให้กับกรมอาญาต้าหลี ข้าไม่อาจปล่อยให้รองเจ้ากรมจ้าวหัวเราะเยาะได้
แน่นอนว่าหลักๆ แล้วก็คืออยากจะมาให้รองเจ้ากรมเส้ากับผู้ถวายงานเหวยคุ้นหน้าคุ้นตากัน คิดไว้แล้วว่ารองเจ้ากรมเฉาต้องเป็นคนประสานงานได้ไม่ดีแน่”
เฉาเกิงซินกล่าว
“ใต้เท้าราชครู ข้าเอ่ยคำประเมินแปดอักษรนั้นออกมาแล้วนะ แต่กระนั้นก็ยังไม่อาจทำให้รองเจ้ากรมเส้าหวั่นไหวได้”
เส้าหว่านหลิงยิ้มเอ่ย
“ไม่พูดยังดี พอรองเจ้ากรมเฉาพูดอย่างนี้ หากข้าเป็นพวกหลงใหลในการเป็นขุนนาง ยอมไปอยู่เมืองหลวงต้าหลีง่ายๆ ก็ไม่ใช่ว่าทำให้ราชครูมองคนพลาดไปหรอกหรือ?
คาดว่าอนาคตของข้าต้องน่าเป็นกังวลแน่ บางทีรองเจ้ากรมเฉาก็ต้องซวยโดนตำหนิไปด้วย”
เฉาเกิงซินนวดคลึงปลายคาง
“คือเหตุผลข้อนี้จริงๆ ข้าไม่เหมาะกับการอยู่ในวงการขุนนางจริงๆ ด้วย อ้อมผ่านพวกคนเจนโลกอย่างพวกเจ้าไปไม่ได้เลย”
เหวยเสียนโหรวสีหน้าไร้อารมณ์ แต่ในใจกลับตกตะลึงอย่างหนัก เฉาเกิงซินกล้าพูดจาต่อหน้าราชครูคนใหม่ของต้าหลีแบบนี้เลยหรือ?
“พวกเจ้านั่งลงคุยกันเถอะ”
เฉินผิงอันเอ่ย
“ผู้ถวายงานเหวย ครั้งนี้เกิดเหตุพลิกผันที่แคว้นชิว ที่ว่าการของกรมอาญาและกรมกลาโหมต้าหลีอันที่จริงค่อนข้างจะฉุกละหุก เหมือนเป็ดที่ถูกข้าไล่ขึ้นคอน
เจ้าคือผู้มีคุณูปการเป็นอันดับหนึ่งอย่างแท้จริง ตลอดทั้งเรือกระบี่ล้วนไม่มีใครเห็นต่าง
ดังนั้นเดิมทีข้าต้องการจะให้เจ้ากระโดดข้ามขั้นเป็นผู้ถวายงานอันดับหนึ่งอยู่บนเรือกระบี่นี่โดยตรง
แต่จ้าวเหยาไม่ยอมตอบตกลง บอกว่าหากข้าทำเช่นนี้จริง วันหน้าผู้ถวายงานของกรมอาญาส่วนใหญ่ก็จะเอาอย่าง รู้สึกว่าเป็นทางลัดที่สามารถได้เลื่อนขั้นเป็นกรณียกเว้น
ไม่ว่าจะทำเรื่องอะไรก็ง่ายที่จะสูญเสียความพอดี เอาอย่างได้ไม่เหมือนก็จะกลายเป็นเรื่องร้าย รองเจ้ากรมจ้าวรับผิดชอบเส้นสายนี้
เขาพูดถึงขนาดนี้แล้ว ข้าเองก็รู้สึกว่ามีเหตุผล แต่ก็ถือว่ารองเจ้ากรมจ้าวยอมถอยให้ครึ่งก้าว บอกว่าวันหน้าเขาจะรับเรื่องกับผู้ถวายงานเหวยด้วยตัวเอง
สามารถอ้อมผ่านกองงานต่างๆ ของกรมอาญาไปได้เลย วิธีการในเรื่องนี้รายละเอียดมีอะไรบ้าง เดี๋ยวช่วงนี้จ้าวเหยาจะมาพูดคุยกับเจ้าต่อหน้า”
พอได้ยินคำเรียกขานว่า “ผู้ถวายงานเหวย” เหวยเสียนโหรวก็ลุกขึ้นยืนทันใด
สีหน้าของนางเป็นประกายสดใส เม้มปากคอยส่ายหน้าเบาๆ หรือไม่ก็พยักหน้าอยู่เป็นระยะ ข้างหูแดงก่ำเหมือนเมฆสีเพลิงเล็กจิ๋วที่สุดในโลกมนุษย์
เฉินผิงอันขยับสายตาไปอีกทาง ยิ้มถามว่า “เส้าหว่านหลิง จะไม่ไปอยู่กองส่งสารของเมืองหลวงต้าหลีจริงๆ หรือ?”
เส้าหว่านหลิงลุกขึ้นยืน ส่ายหน้า ถามหยั่งเชิงว่า “ขอท่านราชครูช่วยแสดงความยินดีกับเจ้ากรมจ่างซุนเม่าแทนข้าได้หรือไม่?”
เฉาเกิงซินกลั้นขำดีนักนะ ใต้เท้าราชครูก็เป็นคนกลางที่ไม่ได้เรื่องเหมือนกัน
เฉินผิงอันพยักหน้า
“ไม่มีปัญหา จะต้องช่วยพูดดีๆ แทนเจ้าหลายประโยคแน่นอน คำพูดตามมารยาท คำพูดในวงการขุนนาง แน่นอนว่าข้าอยู่ไกลเกินกว่าจะเทียบพวกเจ้าติดแต่ก็ไม่ถือว่าเป็นคนนอกสาขาเสียเลย”
เฉาเกิงซินมองรองเจ้ากรมเส้าแวบหนึ่ง เขาด่าว่าเจ้าไม่รู้กาลเทศะอยู่นะ เส้าหว่านหลิงมองรองเจ้ากรมเฉา เขาบอกว่าเจ้าประพฤติตัวไม่เหมาะสมมากกว่ากระมัง
เฉินผิงอันเอ่ยขอตัวกลับ พาเสี่ยวโม่กับเซียโก่วออกไปจากโรงเตี๊ยมด้วยกัน แล้วก็ทะยานร่างขึ้นเหนือพื้นดินจากตรอกเงียบสงัดแห่งหนึ่งที่อยู่ใกล้กับโรงเตี๊ยม
กลายร่างเป็นแสงกระบี่พร่างพราวสามเส้น คล้ายรุ้งยาวที่ฟันผ่าฟ้าคราม ตรงดิ่งไปยังพรรคอวี้ฝ่างที่เป็นผู้นำตระกูลเซียนของแคว้นชิว
ก่อนหน้านี้ตอนอยู่บนเรือกระบี่ เฉาเกิงซินรีบเผ่นหนีเพื่อความปลอดภัย จ้าวเหยายังคงคุมเชิงอยู่กับขุนนางใหญ่ในพื้นที่ศักดินาอย่างซือถูซีหวง หลู่ส่ง ฯลฯ
พูดถึงแค่หลางจงหกคนที่มาหาประสบการณ์อยู่ในราชสำนักแคว้นชิว ได้เลื่อนขั้นสองคน ถูกลดขั้นสองคน และยังมีอีกสองคนที่ถูกกรมอาญาพาตัวไปโดยตรง
พวกเขาไม่ทันสังเกตเห็นเลยว่าตรงแผนที่ขนาดใหญ่ยักษ์นั้น มีบุรุษสวมชุดเขียวคนหนึ่งยืนเอาสองมือไพล่หลัง มายืนอยู่นานพักใหญ่แล้ว
รอกระทั่งพวกเขาสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ เฉินผิงอันก็กำลังสอบถามเรื่องในกองทัพบางอย่างกับหวงเหมยเซียนรองแม่ทัพหานโจวแล้ว
หลังจากนั้นเฉินผิงอันก็แค่คุยเรื่องการเลื่อนขั้นเป็นกรณีพิเศษของเหวยเสียนโหรวกับจ้าวเหยา
พวกซือถูซีหวงกับหลู่ส่งคือขุนนางคนสำคัญในท้องถิ่นของต้าหลีที่ไท่ซ่างหวงแห่งหานโจวให้ความสำคัญ เวลานี้กลับไม่กล้าเปิดปากพูดอะไร
พวกเขาไม่ได้กริ่งเกรงสถานะและขอบเขตของเซียนกระบี่หรืออิ่นกวานอะไร ก็แค่กลัวราชครูคนใหม่ที่นิสัยการกระทำเหมือนซิวหู่เกินไป
ในอดีต: “หากความเห็นทางการเมืองไม่เหมือนกับข้า ถ้าอย่างนั้นก็เป็นเจ้าที่ผิด”
ทุกวันนี้: “สำหรับราชสำนักต้าหลีแล้ว ข้าเหมือนถ่านที่ส่งมาท่ามกลางหิมะ แต่ต้าหลีสำหรับข้าเฉินผิงอันแล้ว กลับเป็นการปักบุปผาลงบนผ้าแพร พวกเจ้าควรรู้อยู่แก่ใจ”
ดวงตะวันค่อยๆ ลอยขึ้นสูง หมื่นลี้ไร้เมฆ ท้องฟ้าเป็นสีคราม
มองไกลๆ ไปเห็นสถานที่ฝึกบำเพ็ญตนจวนเซียนแห่งนั้น กลุ่มภูเขาเหมือนกลุ่มกระบี่แถบแล้วแถบเล่าที่พากันพุ่งเข้ามาในคลองจักษุ
หนึ่งในนั้นมียอดเขาแห่งหนึ่งที่มีสีสันแตกต่าง ประหนึ่งสาวงามที่ประดับบุปผา
เหล่าตระกูลเซียนที่ฝึกบำเพ็ญตนอย่างสันโดษมักจะมาเร้นกายอยู่ที่นี่ บางครั้งพวกเขาก็จะออกจากภูเขา
หากไม่ไปเป็นเงินเหรินผู้พิทักษ์แคว้น ก็เป็นผู้ถวายงานของตระกูลชนชั้นสูง
แขกสามคนเริ่มเดินเข้าไปในภูเขา ลำธารไหลไปตามภูเขา คนเดินไปตามลำธาร
กลุ่มเทือกเขามีเมฆหมอกเกาะกลุ่ม แสงแห่งน้ำ ปราณแห่งเมฆ พัดพาโอบล้อมภูษา เดินอยู่บนเส้นทางภูเขา
เซียโก่วยิ้มกว้างเอ่ยว่า “คุณชาย ไม่ไปเจอพี่น้องสกุลหม่าที่อยู่ในเมืองหลวงแคว้นชิวจริงๆ หรือ? เจอหน้ากันต้องน่าสนใจแน่นอน ก่อนหน้านี้ข้าแอบมองอยู่หลายที จุ๊ ร้ายกาจนัก แต่ละคนใจแข็งปานหินผาจนต้องมองพวกเขาเสียใหม่”
พี่น้องสองคนของเมืองหลวงแคว้นอวี๋เซวียน หม่าชวนกับหม่าปี้ สิ่งที่พวกเขาได้ประสบพบเจอ บางทีอาจจะขมขื่นเกินกว่าจะหาคำใดมาบรรยายยิ่งกว่าพวกคนที่อยู่ในสำนักฝูเหยาทวีปวันนี้เสียอีก
หลังจากตื่นขึ้นมา คิดอยากจะตายไปให้รู้แล้วรู้รอด? แม้กระทั่งภาพฝันที่ได้ไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานก็ยังช่วยจินตนาการไว้ให้พวกเขาล่วงหน้านานแล้ว
คิดอยากจะโกนหัวบวชเป็นพระ หลีกเร้นเข้าสู่ทางธรรม ตัดขาดจากโลกีย์วิสัย? ไหนเลยจะมีเรื่องดีเช่นนี้ เฉินผิงอันเคยให้พวกเขาเป็นมานานแล้ว ถือว่าเป็นการดักทางถอยเส้นนี้ไว้อย่างสิ้นเชิง
เซียโก่วเริ่มอ้าปากกว้างแล้วร้อง อ๊ากกกกก!
ในหุบเขาว่างเปล่าที่ผนังหน้าผาชนกันจนเกิดเป็นเสียงสะท้อนดังเป็นระลอก
นางบอกให้เสี่ยวโม่ลองทำดูเหมือนกัน สนุกมากเลย แต่เสี่ยวโม่กลับพูดคุยเรื่องเป็นการเป็นงานกับคุณชายของตน
“ไม่มีใครตายสักคนถือเป็นเรื่องมหัศจรรย์โดยแท้”
เฉินผิงอันกล่าว
“ใครบ้างไม่ใช่พวกฉลาดหลักแหลม ในใจของแต่ละคนใสกระจ่างราวกับกระจก
ภายใต้กฎระเบียบที่กำหนดไว้เรียบร้อยแล้ว ล้วนรับประกันว่าจะต้องทำได้อย่างงดงาม หาข้อบกพร่องใดๆ ไม่เจอ
เพราะถึงอย่างไรฮ่องเต้ จวนราชครู ขุนนางหลักของหกกรม คนที่มีคุณสมบัติจะเข้าร่วมการประชุมในห้องทรงพระอักษร ล้วนต้องจับตาดวมองทุกการกระทำของพวกเขา”
เสี่ยวโม่ถาม “คุณชาย ต่อจากนี้สามกรมอย่างอาญา กลาโหมและขุนนางจะต้องต่างฝ่ายต่างตรวจสอบกันเองหรือ?”
เฉินผิงอันกล่าว “แค่รอดูไปก็พอ”
เสี่ยวโม่เอ่ย “ข้ากับเซียโก่วสามารถทำอะไรได้หรือไม่?”
เฉินผิงอันเอ่ย “เดิมทีการดำรงอยู่ของคู่รักอย่างพวกเจ้า ก็คือการกระทำที่ใหญ่ที่สุดอย่างหนึ่งอยู่แล้ว”
เสี่ยวโม่พยักหน้ารับ
เซียโก่วตีหน้าเคร่งหันหน้ากลับมา ยิ้มปากกว้างราวกระดังเหมือนหมีลิ้นน้อย
สายต่างๆ ของยอดเขาทั้งหลายแห่งพรรคอวี้ฝ่าง วันนี้มีสมาชิกศาลบรรพจารย์หลายคนที่ตายไปอย่างเงียบเชียบ
หากไม่ใช่ผู้ฝึกตน มีพรสวรรค์ที่ถูกฟู่เสียนเจ้าประมุขผู้มีฉายาว่า “หลิงเพ่ย” ฝากความหวังไว้ให้มาก
ก็คือลูกศิษย์ผู้สืบทอด หรือไม่ก็ลูกศิษย์ของลูกศิษย์ของบรรพจารย์ที่ปิดด่านซึ่งมีชื่อเสียงคุณธรรมสูงส่งผู้นั้น
ตั้งแต่ต้นจนจบ เซียนชื่อผู้เฒ่าไม่ได้อธิบายอะไรเลยสักคำ
เพราะบารมีอำนาจที่สะสมมาอย่างลึกล้ำ บรรพจารย์ลงมือเก็บกวาดเรือนด้วยตัวเอง ใครเล่าจะกล้ากังขา ไม่กลัวว่าจะถูกสะสางไปพร้อมกันจริงๆ หรือ?
ผังอวิ๋นที่โกหกภายนอกว่าเป็นก่อกำเนิด เมื่อฟู่เสียนศิษย์หลานที่เป็นเจ้าประมุขตายไป อยู่ในสถานที่ฝึกบำเพ็ญตนของตัวเอง ต่อให้ผู้เฒ่าบอกว่าตัวเองเป็นขอบเขตหยกดิบแล้วจะอย่างไร?
ก่อนหน้านี้ฟู่เสียนพาลูกศิษย์ผู้สืบทอดคนหนึ่งลงจากภูเขาไปยังเมืองหลวงแคว้นชิว
ผลคือตอนกลับมากลับมีแค่ลูกศิษย์ที่ทะยานลมกลับมาอย่างรีบร้อน สีหน้าตื่นตระหนกโซเซก้าวข้ามธรณีประตูของหอ้งโถงใหญ่เข้ามา
คุกเข่าอยู่ในศาลบรรพจารย์แล้วสะอื้นไห้ไม่เป็นเสียง บอกว่าอาจารย์ของขากระเรียนกลับคืนสู่ภูเขาแห่งมรรคาแล้ว
บรรพจารย์ที่ออกจากด่านมาจัดการกิจธุระด้วยตัวเองอย่างที่หาได้ยากหน้าเขียวคล้ำ
บอกว่าเจ้าชาติสุนัขที่ถ่วงความเจริญผู้นี้เกือบจะทำลายรากฐานกิจการเจ็ดร้อยปีของข้าแล้ว จะพูดถึงมันทำไม ตายแล้วก็ตายไป เอาเก้าอี้ของมันออกไปซะ ไปตายอยู่ข้างนอกก็นับว่าประหยัดเรื่อง อย่าหวังว่าจะได้มีภาพแขวนอยู่ในศาลบรรพจารย์ แล้วยังต้องถูกลบชื่อออกจากทำเนียบด้วย!
สอบถามชั่วหลิ่งคร่าวๆ พอเป็นพิธีไปแล้ว ผังอวิ๋นก็พูดให้กำลังใจเจ้าเด็กนี่ที่รอดตายจากหายนะมาได้ ก็หนีไม่พ้นบอกกับเขาว่าไม่ต้องคิดมาก คิดเสียว่าเป็นการฝึกประสบการณ์ในโลกโลกีย์ที่ได้ขัดเกลาจิตแห่งมรรคาครั้งหนึ่ง
ทุกวันนี้พรรคอวี้ฝ่างของพวกเรากำลังอยู่ในช่วงเวลาสำคัญที่ต้องใช้คน ผังอวิ๋นยังเกิดความคิดขึ้นมากะทันหัน รับคนผู้นึ่งเป็นลูกศิษย์ปิดสำนัก
ใครก็คาดคิดไม่ถึงว่าจะเป็นนักการฝ่ายนอกที่ไม่สะดุดตาคนหนึ่ง ช่างมีวาสนาใหญ่เทียมฟ้า ดั่งปลาหลีกระโดดข้ามประตูมังกร!
ในศาลบรรพจารย์ยังมีแม่นางหน้ากลมที่สถานะไม่แน่ชัดอยู่อีกคนหนึ่ง
นางไม่ได้นั่งลงแต่เดินเล่นไปทั่วหอ้งโถงใหญ่ เดี๋ยวก็ไปอ่านเนื้อหาของกลอนคู่ เดี๋ยวก็ลูบคลำเสาที่ลงสีทอง
ผังอวิ๋นเองก็ไม่แนะนำว่านางเป็นใคร ปล่อยให้ทุกคนคาดเดากันไป
เธอนางเองก็แซ่ฟู่เช่นกัน แต่ว่ามาจากสำนักโองการเทพ เป็นผู้ฝึกกระบี่ขอบเขตโอสถ
ผังอวิ๋นรู้แค่เรื่องเดียวก็พอแล้ว ท่านปู่ทวดที่จากไปแล้วของนาง คือผู้ถ่ายทอดมรรคาของเทียนจวินฉีเจินแห่งสำนักโองการเทพ
ลำดับศักดิ์ของฟู่จีในสำนักโองการเทพสูงมาก และนางยังมสถานะเป็นผู้ฝึกตนติดตามกองทัพประจำมณฑลหานโจวต้าหลี
มาอยู่ที่พรรคอวี่ฝางแห่งนี้ก็เพื่อมารอให้ผู้เยาว์ร่วมสำนักสี่ห้าคนเดินทางมาถึงที่นี่ พวกเขาต่างก็ไปทำธุระอยู่ในพรรคจวนเซียนแห่งอื่น คิดดูแล้วก็น่าจะไม่มีข้อผิดพลาดใดๆ อายุขัยการฝึกตนไม่มาก แต่กลับเป็นคนเก่าแก่ในยุทธภพที่ท่องไปในโลกโลกีย์ล่างภูเขากันจนชินแล้ว
ฟู่จีมองภาพเหมือนของบรรพจารย์แต่ละคนของพรรคอวี้ฝ่างที่แขวนไว้บนผนัง อยู่ดีๆ นางก็คิดถึงพี่หญิงเฮ้อที่ไปเปิดสำนักก่อตั้งพรรคอยู่ที่อุตรกุรุทวีป พี่หญิงเฮ้อเป็นทั้งผู้มีพรสวรรค์ด้านการฝึกตน และเมื่อก่อนก็ยังเป็นคนที่ดูและกิจธุระของสำนักโองการเทพ แต่กลับชอบพูดว่านักพรตมองภูเขาสายน้ำก็ง่ายที่จะเกิดใจเหน็ดเหนื่อยเกียจคร้าน
ตรงซุ้มประตูภูเขาของพรรคอวี้ฝ่าง ชายหญิงสองคนที่รูปโฉมคล้ายคลึงกัน ถอนเวทย์อำพรางตาออก ลดตัวลงมาจากก้อนเมฆ พลิวกายลงสู่พื้นดิน
บนศีรษะของบุรุษสวมกวานเต๋า รูปโฉมหล่อเหลาสง่างาม ตรงเอวล้อมพันไว้ด้วยเชือกจับปีศาจที่เป็นสีดำสนิทราวกับสีหมึก สตรีมีสีหน้าเย็นชา แม้จะงดงามแต่ก็เยือกเย็นตรงเอวห้อยแส้โบยผีปล้องไผ่ สีเหลืองสลับเขียว
ไม่รู้ว่าเป็นคนของตระกูลเซียนที่เป็นพี่สาวกับน้องชายหรือเป็นพี่ชายกับน้องสาว ดูเหมือนว่าพวกเขากำลังรอคน ถึงได้ไม่รีบร้อนขึ้นไปบนภูเขา
ทำให้ผู้ฝึกตนเฝ้าประตูที่ทั้งละอายใจที่ตัวเองสู้อีกฝ่ายไม่ได้ ทั้งเกิดจินตนาการวาบหวามผู้นั้นได้แต่กลืนคำพูดประโยคว่า “วันนี้ปิดภูเขา โปรดอภัยที่ไม่ต้อนรับแขก” ที่มารอยู่ตรงปากกลับลงท้องไปเบาๆ
เพียงไม่นานก็มีเทพเซียนเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่ใบหน้าขาวริมฝีปากแดงก่ำ เขาเองก็สวมกวานเต๋าดอกพุดตานบนศีรษะเช่นเดียวกัน
ขี่เมฆพร่างพราวสะดุดตาก้อนหนึ่งอ้อมผ่านภูเขาลูกแล้วลูกเล่ามาอย่างว่องไว ประดุจลากแถบผ้าหลากสีผืนหนึ่งมากลางอากาศ
พอมาถึงประตูภูเขาก็พลิวกายลงพื้นเสียงดังสนั่นหวั่นไหว เด็กหนุ่มม้วนชายแขนเสื้อสะบัดฝุ่นที่ติดกาย คนหนุ่มเห็นเขาก็เอ่ยสัพยอกด้วยความเคยชินว่า
“เจ้าขาสั้นขี้อวด มีกลิ่นอายเซียนเต็มเปี่ยมเลยนะ”
นักพรตเด็กหนุ่มหัวเราะฮ่าๆ เสียงดัง ขาสั้น? เขาส่ายเอว กำลังจะพูดจาสัปดนกลับถูกสตรีปรายตามองมาอย่างเย็นชาก็ได้แต่ปิดปากเงียบ
เห็นนักพรตของสำนักโองการเทพสามคนนั้นนานแล้ว เซียโก่วถามอย่างประหลาดใจว่า “เจ้าขุนเขา ไม่เคยถามเสียทีว่าพวกเรามาที่นี่ทำไมหรือ?”
เฉินผิงอันสอดสองมือไว้ในชายแขนเสื้อ คิดแล้วก็ยิ้มตอบด้วยสีหน้าอ่อนโยนว่า
“นี่ก็คือเรื่องเล่าประหลาดเรื่องหนึ่งของเมื่อหลายปีก่อนแล้ว”