กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1182.1 ภาพบินทะยานผสานมรรคาภาพหนึ่ง
ก่อนหน้านี้นักพรตทั้งสาม แม้มิได้สวมกวานดอกพุดตานหรือกวานหางปลา
แต่มองเพียงปราดเดียวก็เห็นชัดว่ามีสง่าราศีของที่ถูกเรียกขานว่าเมล็ดพันธุ์แห่งเซียน
ส่วนสามคนที่อยู่ตรงหน้ากลับดูคล้ายบุตรหลานตระกูลมั่งคั่งที่ออกมาท่องเที่ยวภูเขาสายน้ำ แวะเข้ามาในภูเขาเพื่อเยี่ยมเยือนเซียนเสียมากกว่า
ผู้ฝึกตนที่เป็นคนเฝ้าประตูจึงคิดจะขวางไว้สักหน่อย สอบถามให้รู้ถึงถิ่นกำเนิดและฐานะตระกูล
เด็กสาวสวมหมวกขนเตียวจึงพลิกป้ายสงบสุขปลอดภัยระดับสามของกรมอาญาให้เห็นอีกด้าน
ตัวอักษรพลันปรากฏขึ้นสองคำว่า “ต้าหลี” สะดุดตาอย่างยิ่ง
แต่คำว่า “ระดับสาม” กลับยังพอให้ใจชื้นอยู่บ้าง
ผู้ฝึกตนคนเฝ้าประตูยังพอจะมองของออก จึงกลืนคำที่กำลังจะเอ่ยลงคอไป
ที่แท้คือเซียนซือจากแคว้นเหนือหัว เป็นยอดฝีมือจากกรมอาญาต้าหลี
โชคดีที่เป็นเพียง “ระดับสาม” ยังไม่ถึงกับน่าหวาดผวาเกินไป
หากเป็นผู้ถวายงานระดับสองบางคนมาเยือนพรรคอวี้ฝ่าง ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของความไม่สงบที่ต้าหลีออกหนังสือทางการ “ระบุชื่อ” ไว้โดยตรงนี้
ผู้ฝึกตนคนเฝ้าประตูก็อดกังวลไม่ได้ว่าจะถูกกวาดล้างทั้งสำนักหรือไม่ ต่อให้เป็นบรรพจารย์ก่อกำเนิดที่เพิ่งออกจากการปิดด่านของตนท่านนั้นก็ใช่ว่าจะรับมือไหว
ได้ยินมาว่าทุกวันนี้ขอแค่มีป้ายนี้อยู่ในมือ ก็สามารถเดินกร่างไปทั่วสามทวีปอย่างแจกันสมบัติทวีป อุตรกุรุทวีป และใบถงทวีป โดยไม่มีใครกล้าขวางแล้ว
โดยเฉพาะใบถงทวีปที่แทบจะไม่ต่างอะไรจากหลานผู้ว่าง่ายของแจกันสมบัติทวีปพวกเรา
ในอดีตเคยมีพวกผู้ฝึกตนอิสระบางคนที่กล้าบ้าบิ่นถึงขีดสุด เริ่มจากฝึกพูดภาษาราชการของต้าหลีให้คล่องก่อน แล้วจึงปลอมป้ายสงบสุขแผ่นหนึ่งขึ้นมา ตระเวนหลอกลวงผู้อื่นให้ตัวเองได้อยู่ดีกินดีไปทั่วเป็นว่าเล่น
จนกระทั่งสำนักเบื้องล่างของภูเขาลั่วพั่วอย่างสำนักกระบี่ชิงผิงไปตั้งรกรากที่นั่น ประกอบกับรองเจ้าขุนเขาของสำนักศึกษาเทียนมู่แซ่เวินคนหนึ่งได้ออกมารับผิดชอบจัดการเรื่องนี้ด้วยตนเอง
มีข่าวลือว่าจับคนได้เป็นร้อยๆ แล้ว ส่งไปอ่านตำราอริยปราชญ์อย่างคร่ำเคร่งในสำนักศึกษาพร้อมกันรวดเดียว “วีรกรรม” ประเภทนี้ถึงได้ค่อยๆ เงียบหายไป
พูดตามตรง ทุกครั้งที่เปิดดูรายงานข่าวแห่งภูเขาสายน้ำพวกนั้น ทำให้รู้ว่าพวกผู้ฝึกตนอิสระในใบถงทวีปไม่เพียงหลอกเอาเงินจากคนของแคว้นต่างๆ แม้กระทั่งร่างกายของเทพธิดาบนทำเนียบก็ยังหลอกมาได้
เขาเห็นแล้วก็อดหวั่นไหวไม่ได้เหมือนกัน
ก่อนจะก้าวผ่านประตูภูเขา ปัญญาชนชุดเขียวที่เดินอยู่ตรงกลางยังไม่ลืมหันมากุมมือคํานับเขา
ผู้ฝึกตนเฝ้าประตูอารมณ์ดีขึ้นเล็กน้อยจึงคํานับตอบ คิดในใจว่าพวกที่มีตำแหน่งขุนนางต้าหลีอย่างพวกเขากลับดูสุภาพกว่าพวกนักพรตของสำนักโองการเทพทั้งหลายเสียอีก
พวกเขาเดินขึ้นบันไดกันไป สองข้างทางคือไม้ใหญ่สูงตระหง่านเสียดฟ้า แผ่ร่มเงาเขียวชอุ่ม ล้วนเป็นไม้เก่าแก่อายุหลายร้อยปี บันไดหินเย็นชื้นช่วยขับไล่ความร้อนของฤดูร้อนออกไปได้มาก
เซียโก่วถามอย่างหยั่งเชิง “เจ้าขุนเขา ต่อให้มีสามคำอธิบายของเกากู ท่านก็ยังแน่ใจหรือว่าไม่อาจหล่อหลอมจิตหยินจิตหยางขึ้นมาใหม่ได้อีก?”
เฉินผิงอันส่ายหน้า “ไม่มีทางเป็นไปได้แน่นอน”
เขาเองก็หวังให้เป็นเพราะอาจารย์กับหลีเซิ่งต่างก็มองผิดพูดผิดกันไปเองจริงๆ แต่เป็นไปได้หรือ?
การถ่ายทอดมรรคาครั้งสุดท้ายของเกากูที่ตำหนักหัวหยางแห่งภูเขาตีเฝย การอธิบายที่สำคัญที่สุดก็คือควรจะสร้างสะพานแห่งความเป็นอมตะขึ้นมาได้อย่างไร นี่คือการชี้เส้นทางขึ้นเขาที่ชัดเจนให้แก่พวกเต้ากวานทั่วไปและภูตแห่งภูเขาลำธารกี่มากน้อยของใต้หล้ามืดสลัว?
แน่นอนว่าต่อให้คนส่วนใหญ่รู้วิธีนี้ก็ยังไม่อาจสร้างสะพานขึ้นมาแล้วอาศัยการเดินขึ้นเขานี้ เดินไปบนเส้นทางของการฝึกตนได้สำเร็จ แต่อาศัยแค่ปัญญาอันเฉียบคมโดดเด่นส่วนนี้ เกากูก็คู่ควรกับคำกล่าวที่ว่า “สร้างกุศลยิ่งใหญ่อันหาที่สุดมิได้” แล้ว!
ลางสังหรณ์ของเซียโก่วทำให้นางสัมผัสได้ถึงพลังอำนาจของนักพรตยุคบรรพกาล นับประสาอะไรกับที่ยังมีการบรรยายเรื่อง “เวทกระบี่” ในตอนสุดท้าย
พูดถึงแค่เซียโก่ว หากภายหน้ามีโอกาสไปเยือนภูเขาตีเฝยแห่งใต้หล้ามืดสลัว นางก็ตั้งใจว่าจะไปคารวะที่ประตูสำนัก หรือหากในอนาคตได้พบเจอกับเต้ากวานสายของตำหนักหัวหยาง เซียโก่วก็ยินดีจะมีความอดทนต่อพวกเขามากหน่อย
เซียโก่วถามต่อ “เจ้าขุนเขายังมีโอกาสหลอมตัวอักษรแห่งชะตาชีวิตของอริยปราชญ์ขงจื่อหรือไม่?”
ชอบเอาเกลือไปโรยบนแผลขนาดนี้เชียวหรือ?
เฉินผิงอันยิ้มบางๆ “ไม่สู้รองผู้ถวายงานเซียไปทำงานที่สำนักกระบี่ชิงผิงพร้อมกับโจวอันดับหนึ่งเลยดีไหม?”
เซียโก่วเกาหมวกขนเตียว “ถ้าอย่างนั้นข้าก็ไม่เข้าใจแล้ว”
ถ้าเจ้าขุนเขายังมีจิตหยินที่ออกจากช่องโพรงกับจิตหยางกายนอกกาย เรื่องก็ง่ายแล้ว เซียโก่วก็คงไม่กังวลในเรื่องนี้แล้ว
เป็นราชครูของแคว้นต้าหลีก็เป็นไป ก็แค่ให้จิตหยินออกจากช่องโพรง เดินทางไปขานชื่อที่จวนราชครูเมืองหลวงต้าหลีทุกวันเท่านั้น ถอยไปพูดหนึ่งก้าว หากเจ้าขุนเขาเป็นลูกศิษย์ลัทธิขงจื่อที่แท้จริง การที่พอจะค้นพบเค้าโครงของตัวอักษรแห่งชะตาชีวิต ก็ถือว่ายังพอได้
การรับหน้าที่เป็นราชครูของแคว้นต้าหลีก็แทบจะเป็นการสร้าง “สถานที่ฝึกบำเพ็ญตน” เฉพาะตัวสำหรับเขาเองขึ้นมาอยู่แล้ว
ยกตัวอย่างเช่นหากเป็นอักษรคำว่า “เหวิน” “จี” ก็สามารถทุ่มเทกับกิจธุระในกรมพิธีการของต้าหลีได้
หากเป็นอักษรคำว่า “อู่” “เกอ” “หรง” ก็ทำตามคำเชิญชวนของหลีเซิ่งในตอนแรกที่บอกว่าให้ถอยไปเลือกอันดับรอง จุดให้สำคัญให้เน้นไปอยู่ในที่ว่าการกรมกลาโหมของต้าหลีได้
แต่ปัญหาคือทางสองเส้นนี้ล้วนเดินไม่ได้
เซียโก่วกระซิบ “ขอพูดประโยคที่อาจเป็นการล่วงเกินสักหน่อย ดูเหมือนเจ้าขุนเขาจะสลับหัวท้ายกันแล้ว”
หากพิสูจน์มรรคาบินทะยานแล้วเริ่มค่อยๆ คลําหาพิสูจน์เส้นทางแห่งการผสานมรรคาอย่างระมัดระวังไปตามลำดับขั้นตอนก็ยังพอทำเนา
แต่ตอนนี้เฉินผิงอันยังอยู่ในขอบเขตเซียนเหริน ยังอยู่ไกลจากขอบเขตที่ผู้บรรลุมรรคาคนหนึ่งหยุดนิ่งมานานจึงอยากขยับตัว เป็นฝ่ายเยื้องกรายเข้าไปในโลกโลกีย์ด้วยตัวเองอีกมากนัก
หรือเพราะเส้นทางแห่งการหลอมใหญ่ให้กับสรรพสิ่งได้ถูกเจียงเซ่อทำลายให้กลายเป็นทางหัวขาด ความเป็นไปได้ในการอาศัยการพิศมรรคาของนักพรตติงเพื่อนำมาใช้พิสูจน์ ‘วิชาบินทะยาน’ ก็ล้มเหลวไปแล้ว เจ้าขุนเขาจึงหมดอาลัยตายอยาก? ก็เลยหันมาใช้การยุ่งอยู่กับกิจธุระในโลกมนุษย์และความวุ่นวายของงานในราชสำนักมากลบความหดหู่?
เสี่ยวโม่เสนอ “ไม่สู้คุณชายลองหาคัมภีร์ลับสักสองสามเล่ม แน่นอนว่าคัมภีร์ที่ดีที่สุดต้องเป็นคัมภีร์ที่ระบบการสืบทอดสมบูรณ์แบบซึ่งสามารถช่วยให้คุณชายได้ฝึกวิชาประคับประคองมังกรไปพร้อมกันด้วย?”
เซียโก่วพยักหน้าแรงๆ “ความคิดดี!” อย่างน้อยก็เป็นทางออกทางหนึ่ง
เป็นราชครูของต้าหลีจะให้เหมือนไปทำงานชั่วคราวแล้วยังต้องควักเงินเองได้อย่างไร?
เซียโก่วเสริม “สายของวิชาประคับประคองมังกรในใต้หล้าไพศาลแห่งนี้ค่อนข้างปะปนกัน จะเป็นที่ต้องสงสัยว่าเวทคาถามากมรรคาต่ำหรือไม่? ในเมื่อจะเดินทางสายนี้ก็อย่าทำลวกๆ”
เสี่ยวโม่ยิ้มพยักหน้า “ต้องคัดให้ละเอียดประณีตที่สุด”
เซียโก่วเริ่มคิดแล้วว่าจะไป “ยืม” คัมภีร์และสายวิชาจากที่ใด
หึ ผู้ถวายงานสองคนคู่รักหนึ่งคู่ต่างก็ทุ่มเทเพื่อเส้นทางแห่งการบำเพ็ญเพียรของเจ้าขุนเขาอย่างสุดจิตสุดใจแล้วจริงๆ
โดยทั่วไปแล้ววิชาประคับประคองมังกรย่อมหนีไม่พ้นวิชาของลัทธิเต๋า เฉินผิงอันเป็นราชครูของต้าหลี ใช้เวลา ยี่สิบสามสิบปี หรืออย่างมากร้อยปี สร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ ช่วยให้ราชสำนักต้าหลีที่เป็นหนึ่งในสิบราชวงศ์ใหญ่แห่งใต้หล้าไพศาลมีกองกำลังแคว้นที่เจริญรุ่งเรืองขึ้นทุกวัน สุดท้ายสามารถนั่งครองเก้าอี้อันดับหนึ่งได้อย่างมั่นคง ถึงเวลานั้นก็ค่อยถอนตัวออกจากราชสำนัก หวนกลับภูเขา ก็ตรงกับคำกล่าวที่ว่า “เมื่องานสำเร็จแล้วก็ถอนกาย นี่คือวิถีแห่งสวรรค์” พอดี
เสี่ยวโม่กลับคิดถึงเต้ากวานที่เชี่ยวชาญวิถีนี้ที่สุดของใต้หล้ามืดสลัว เขาอาจขอคัมภีร์จากสหายปี้เซียว ส่วนที่มาของระบบสืบทอดคัมภีร์เต๋าพวกนั้นเป็นเช่นไร นั่นก็เป็นเรื่องที่สหายปี้เซียวต้องพิจารณาเอาเองแล้ว หรือไม่ก็ไปเยือนตำหนักสุ่ยฉูอีกครั้ง? ขอจากอู๋ซวงเจียง? ด้วยสติปัญญาและความสามารถในการวางแผนของคนผู้นี้ ย่อมไม่ขาดของเหล่านี้ ไม่แน่ว่าอาจรอให้คุณชายเอ่ยปากอยู่แล้วก็เป็นได้?
วิชาประคับประคองมังกรในความหมายแคบๆ มีอยู่สองแบบ หากเป็นล่างภูเขาก็คือช่วยคนผู้หนึ่งให้ขึ้นครองราชย์ เป็นฮ่องเต้ผู้บุกเบิกแคว้น ส่วนบนภูเขาคือช่วยเหลือมังกรที่แท้อย่างหวงจู
หรือในความหมายกว้างๆ ก็คือออกจากภูเขามาดูแลเรื่องการปกครอง ช่วยเหลือราษฎรสร้างยุครุ่งเรือง ช่วยให้จักรพรรดิกลายเป็นผู้พลิกฟื้นบ้านเมือง สืบทอดชะตาแคว้นให้ต่อเนื่องยาวไกล บ้านเมืองสงบสุขร่มเย็น หรือไม่ก็ช่วยเหลือจักรพรรดิในช่วงปลายราชวงศ์ให้ผู้ปกครองร่วมมือกับเหล่าขุนนาง ร่วมแรงกันกอบกู้วิกฤตที่กำลังเผชิญ พลิกเปลี่ยนความวุ่นวายโกลาหลให้กลับคืนสู่ความสันติสุข
คนที่ร้ายกาจที่สุดแน่นอนว่าต้องเป็นซิวหูผู้นั้น สามารถค้ำฟ้าที่กำลังจะถล่ม รวมพลังของคนทั้งแคว้นเข้าด้วยกัน กอบกู้ภูเขาแม่น้ำของทั้งทวีปจากความพินาศวอดวาย
เดินมาถึงช่วงกึ่งกลางภูเขาก็เห็นก้อนศิลามหึมาตั้งตระหง่านผุดออกมา บนหน้าผามีอักษรสลักว่า “แท่นเซียนเหริน”
เจาะหินเป็นขั้นบันได ทางขึ้นแคบจนเห็นท้องฟ้าเป็นเพียงแค่เส้นเดียว สองข้างมีโซ่เหล็กให้ยึดเกาะ ด้านบนมีศาลายอดแหลม รอบข้างมีตะไคร่น้ำ และเถาวัลย์ห้อยย้อยราวเส้นผม สีเขียวอ่อนลอยปะปนกับหมอกจาง ละมุนตาน่าชม
เฉินผิงอันเงยหน้ามองแท่นเซียนเหริน แต่ไม่มีความคิดจะก้าวเข้าไปในศาลา กล่าวว่า
“ไม่ใช่ว่าไม่มีประโยชน์ หากมองในระยะสั้นๆ สามสิบห้าสิบปี ใช้วิชาประคับประคองมังกรที่เอนเอียงไปทางลัทธิเต๋าบริหารบ้านเมืองต้าหลีก็มีประโยชน์ต่อการบำเพ็ญเพียรอยู่บ้าง เพียงแต่ใช้ใจมนุษย์ไปคำนวณใจสวรรค์ ถึงอย่างไรก็ยังขาดความหมายไปมาก หากศิษย์พี่ชุ่ยยืนดูอยู่ข้างๆ คงยิ้มตาหยี่มองข้า เหมือนจะพูดว่า ‘แค่นี้เองหรือ?’ ”
เซียโก่วขมวดคิว ฟังจากความนัยนอกเหนือจากคำพูดของเจ้าขุนเขาแล้ว ดูเหมือนว่าเจ้าขุนเขาจะคิดไปไกลกว่านั้นแล้ว?
หากเอาตัวเองไปอยู่ในจุดนั้น เซียโก่วเองก็คงเดือดดาลสวรรค์ไม่ไร้หนทางให้คนเดินจริงๆ หรือ?
ลำธารสายหนึ่งลอยอยู่กลางอากาศ มีสะพานแขวนให้ข้าม เมื่อก้มมองย้อนกลับไป เส้นทางภูเขาที่ผ่านมาเลือนหายเข้าไปในหมู่เมฆ ยอดเขาก่อนหน้าคงอยู่ใต้ฝ่าเท้าแล้ว ตามบันทึกภูเขาลำธาร คู่ชื่อซื่อและชิงซื่อได้มาบรรจบกัน ณ ที่แห่งนี้ สายหนึ่งแดงฉานดังโลหิต อีกสายเขียวใสดังหยก
ภูเขาบรรพบุรุษของพรรคอวี้ฝ่างมิได้ทอดตรงไปยังศาลบรรพบุรุษ เส้นทางบนสันเขาที่มุ่งสู่ภูเขาที่สูงกว่า ทอดตัวในแนวขวางราวถูกฟันด้วยดาบหรือกระบี่ ประหนึ่งสันหลังของปลาหลี
เฉินผิงอันหยิบเถาวัลย์เส้นหนึ่งมากำไว้ในมือแล้วปาดเบาๆ ก็กลายเป็นไม้เท้าเดินเขาอย่างเรียบง่าย
เดินบนสันเขาที่กว้างแค่ไม่กี่จั้ง ทางสายเล็กปูด้วยแผ่นหินเขียวขนาดใหญ่ สองข้างเป็นทะเลเมฆที่พุ่งกระแทกชนหน้าผา ภายใต้แสงอาทิตย์สาดส่องก็ก่อให้เกิดระลอกคลื่นสีทอง บางคราวมีฝูงนกบินโฉบออกจากหมู่เมฆ
บนทางหิน เสียงไม้เท้ากระทบพื้นดังกลังวาน เฉินผิงอันเงียบอยู่นาน ก่อนอธิบายว่า
“ตามแผนเดิม รากฐานขอบเขตเซียนเหรินของข้าปูมาได้ไม่แย่ ทั้งปกป้องมรรคาและพิศมรรคาจากนักพรตติงก็มีความมั่นใจมากว่าจะพิสูจน์มรรคาบินทะยานได้ เมื่อก้าวสู่ขอบเขตบินทะยานแล้วก็จะเกิดความโลภไม่มีที่สิ้นสุด คิดอยากหลอมใหญ่ให้กับสรรพสิ่งอย่างไม่รู้จักอิ่ม”
“ทำไปตามลำดับขั้นตอนจนไปสู่ชั้นเทพมาเยือนแห่งวิถีวรยุทธ แน่นอนว่าทางที่ดีที่สุดคือสามารถเลื่อนเป็นขอบเขตสิบเอ็ดก่อนอายุร้อยปี ความทะเยอทะยานที่อยากจะสร้างเรือนกายให้กลายเป็นเทพได้สำเร็จ ปลีกวิเวกอยู่ในสถานที่ฝึกบำเพ็ญตน ควบคู่ไปกับการวาดยันต์ ยิ่งวาดได้มากก็ยิ่งมีประโยชน์นับแสนนับล้านแผ่น ใช้เป็นบันไดในการเดินขึ้นสู่ที่สูง”
“ดังนั้นต่อให้ไม่ได้ต่อสู้กับเจียงเซ่อ ข้าก็จะเหลือเพียงวัตถุแห่งชะตาชีวิตห้าธาตุ จะต้องทำลายทุกอย่างที่อยู่ในฟ้าดินร่างมนุษย์ให้กลายเป็นหุนตุน”
“สิ่งที่แสวงหา คือความบริสุทธิ์ของผู้ฝึกกระบี่ขอบเขตสิบสี่”
“เส้นทางแห่งการผสานมรรคาก็คือการเดินขึ้นสวรรค์”
“ดังนั้นเรื่องแรกที่ต้องทำหลังจากกลายเป็นผู้ฝึกกระบี่บริสุทธิ์ขอบเขตสิบสี่ ก็คือไปถามกระบี่กับโจวมี่”
เซียโก่วครุ่นคิด ในที่สุดก็ได้ข้อสรุปว่า เรื่องของการฝึกบำเพ็ญตนนั้น เจ้าขุนเขามิได้โง่ เจียงเซ่อสมควรถูกซ้อมจริงๆ!
สีหน้าของเฉินผิงอันสงบเยือกเย็น ใบหน้าไร้ความเศร้าหมองขมขื่นใดๆ หรือแม้กระทั่งความคับแค้นใจก็ยังไม่มี
บนหน้าผาคู่ที่คุมเชิงกัน พวกเขาเดินอยู่บนสะพานไม้ที่หันเข้าหาแสงแดด เสียงชะนีและนกในป่าเขาพลันร้องดังขึ้นมา สะพานไม้เลียบหน้าผาฝั่งตรงข้ามกลับมืดสลัวจนคนเดินต้องถือโคมไฟนำทาง แสงไฟโดดเดี่ยวราวแสงของผีพุ่งใต้ในสุสานยามค่ำคืน
เสี่ยวโม่เหลือบมองฝั่งตรงข้ามแวบหนึ่ง คนเหล่านั้นคงเป็นลูกศิษย์นักการของพรรคอวี้ฝ่าง
เฉินผิงอันยิ้มกล่าวว่า
“วัยเด็กของข้ามีชีวิตที่ค่อนข้างเหนื่อยยาก แต่ก็ยังต้องกัดฟันมีชีวิตต่อไป อีกทั้งยังต้องมีชีวิตอย่างสง่างาม ลึกๆ ในใจย่อมหวังให้เพื่อนบ้านจดจำความดีของพ่อแม่ข้าไปนานๆ ต่อให้พวกเขาจะจากไปเร็ว แต่ก็ยังอบรมเลี้ยงดูบุตรได้ดี ถ้าอย่างนั้น การที่มารับตำแหน่งราชครูของแคว้นต้าหลีก็คือหลักการเหตุผลเดียวกันนี้”
“ศิษย์พี่ชุ่ยไม่ใส่ใจชื่อเสียงหลังความตาย แต่ข้าสนใจว่าผู้คนจะมองชุ่ยฉานอย่างไร ข้าสนใจจริงๆ”
“ข้ายอมรับว่าตัวเองมีความยึดติด”
“ข้าจะแก้ไขข้อบกพร่องเล็กใหญ่ที่ศิษย์พี่ชุ่ยตั้งใจทิ้งไว้ เย็บซ่อมรอยรั่ว ทำให้สิ่งที่ดีและถูกต้องอยู่แล้วดียิ่งขึ้น มุ่งสู่ “ความดี” ที่บริสุทธิ์ยิ่งกว่าได้อย่างไร นี่คือข้อสอบที่ผู้คุมสอบลุกจากโต๊ะไปแล้ว ข้อสอบที่ทิ้งไว้บนโต๊ะหนังสือตัวนั้นของศิษย์พี่ชุ่ย”
“ความดีร้ายของต้าหลีในร้อยปีข้างหน้า ข้าจะสามารถทำให้ราชสำนักต้าหลีที่ศิษย์พี่ชุ่ยและอาจารย์ฉีฝากความหวังไว้ให้ดีขึ้นได้หรือไม่ คำตอบของข้อสอบนั้นก็มีเพียงข้าเองที่รู้แก่ใจ”
“แต่หากหยุดเพียงเท่านี้ ข้าก็เป็นผู้รอบรู้แห่งลัทธิขงจื่อที่มีมโนธรรมแล้วหรือ? ในเมื่อเป็นศิษย์น้องที่ศิษย์พี่ชุ่ยให้การปกป้องมรรคาด้วยตัวเอง และยังเคยเป็นอิ่นกวานคนสุดท้ายของกำแพงเมืองปราณกระบี่ ข้าไม่เน้นผลงานอันเป็นรูปธรรมแล้วใครจะเน้น? มรดกแห่งความรู้เรื่องผลงานอันเป็นรูปธรรมของชุ่ยฉาน ข้าไม่รับแล้วใครจะรับ?”
“ฮ่องเต้ซ่งเหอไม่อยากสลัดเงาของซิวหูออกอย่างสิ้นเชิงจริงหรือ? ไม่อยากเป็นผู้นำพาราชสำนักต้าหลีให้ก้าวเข้าสู่ปีแห่งรัชศกใหม่ด้วยตนเองหรือ? แต่เมื่อข้าปรากฏตัวแล้วเขาก็ไม่มีทางเลือกแล้ว ”
ความคิดเช่นนี้ถือเป็นความรู้สึกทั่วไปของมนุษย์ปกติอย่างถึงที่สุด เดิมทีรอคอยให้ผู้เฒ่าอย่างเสิ่นเฉิน จ่างซุนเม่า เว่ยหลี ทยอยถอยออกไปจากราชสำนัก เหวยเลี่ยงที่เป็นหนึ่งในคนสนิทของชุ่ยฉานจะอยู่หรือไป อันที่จริงก็ต้องดูว่าเหวยเลี่ยงรู้จักกาลเทศะหรือไม่ แล้วจากนั้นบรรดาขุนนางคนสำคัญของศูนย์กลางราชสำนักต้าหลี ที่ลุกผงาดขึ้นมาใหม่อย่างพวกจ้าวเหยา เฉาเกิงซิน อู๋หวังเฉิง ฯลฯ ก็ล้วนจะต้องหมุนรอบพระประสงค์ของฮ่องเต้ซ่งเหอ นานวันเข้า จักรพรรดิและขุนนางเกิดความเข้าใจร่วมกัน กลไกก็จะหมุนไปเอง
การประชุมที่ศาลบุ๋นคราวก่อน มีการกำหนดเรื่องหนึ่งว่าเจ้ากรมพิธีการของทุกแคว้นในเก้าทวีปของไพศาลต้องเป็นลูกศิษย์ลัทธิขงจื่อที่มาจากสำนักศึกษา แต่ทางศาลบุ๋นก็ยังให้เวลาปรับตัวยี่สิบปี
พอคิดถึงว่าหลี่ไหวที่เป็นนักปราชญ์แห่งสำนักศึกษาซานหยาในอนาคตอาจได้ไปเป็นเจ้ากรมพิธีการของแคว้นเล็กทางใต้ก็รู้สึกสนุกยิ่งนัก ช่วยไม่ได้ ในอดีตตอนที่เดินทางไปขอศึกษาต่อด้วยกัน หลี่ไหวอายุน้อยสุดในกลุ่ม คือคนที่กลางดึกจะไปฉี่ยังต้องมี “ผู้ปกป้องมรรคา”
ขยับเข้าใกล้ยอดเขา เซียโก่วส่งเสียงถามในใจ
“เจ้าขุนเขาพบทางใหม่แล้วหรือ?”
เฉินผิงอันพยักหน้า
“อย่างน้อยต้องลองดู แต่ข้าไม่เหมือนกับรองเจ้ากรมเฉาที่จะคุยโวทั้งทึก กลับต้องร่างคำพูดเอาไว้ก่อน”
เซียโก่วยิ้มกว้าง ยกนิ้วโป้งชื่นชมจากใจ
“หากเจ้าขุนเขามีอายุในการฝึกตนใกล้เคียงกับพวกเรา คงร้ายกาจมากเลยล่ะ”