กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 16.2 ที่นั่ง
หลิวเสี้ยนหยางเอ่ย “ก็แปลกเหมือนกันนะ เมื่อก่อนเคยคิดว่าใน
อนาคตเจ้าอาจจะกลายไปเป็นช่างของเตาเผามังกร จะต้องกลายเป็น
พ่อค้าที่มีร้านค้าร้านสองร้าน ถึงขั้นที่ว่าอาจเปิดเตาเผามังกรแห่ง
หนึ่งไว้ทางทิศเหนือ มีเพียงเรื่องเดียวคือไม่เคยคิดว่าเจ้าจะเป็นขุน
นาง”
กู้ช่านเอ่ย “เวลานั้นแม้แต่ที่ว่าการอ าเภอก็ยังไม่มี มีแค่ที่ว่าการ
งานเตาเผาแห่งเดียวเท่านั้น อย่าว่าแต่เขาเลย เจ้าทะเยอทะยาน
หรือไม่? ทะเยอทะยานมากพอกระมัง แต่ปีนั้นเจ้าเคยคิดอยากเป็น
ขุนนางหรือไม่? คือเรื่องที่แม้แต่ฝันก็ยังไม่กล้าฝันเลย”
หลิวเสี้ยนหยางพยักหน้า นี่คือความจริง
เฉินผิงอันพลันถามว่า “เจ้าอยากเป็นผู้ถวายงานอันดับหนึ่ง
ของต้าหลีไหม?”
เห็นได้ชัดว่าหลิวเสี้ยนหยางค่อนข้างตกใจ เขาจับปลายคาง
ตั้งใจคิดอยู่พักหนึ่ง “อย่าเลยดีกว่า หลีกเลี่ยงไม่ให้บนภูเขาในทวีปมี
แต่ค าซุบซิบนินทา ไม่มีความหมายหรอก”
วันนี้ไม่เหมือนวันวาน ในอดีตขอบเขตหยกดิบก็คือของล ้าค่าอัน
เป็นที่รักยิ่งดุจทองค าก้อนใหญ่ ตอนนี้อย่าว่าแต่ขอบเขตเซียนเหริน
เลย ต่อให้เป็นขอบเขตบินทะยานก็ไม่ถือว่าเป็นบุคคลที่ล ้าค่าอะไร
แล้ว
ก่อนหน้านี้บรรพจารย์สามลัทธิสลายมรรคา ทัศนียภาพหลังฝน
ตก เท่ากับว่าอย่างน้อยที่สุดก็ได้ยกระดับขึ้นหนึ่งขั้น
รอกระทั่งเฉินผิงอันกับโจวมี่เชื่อมโยงฟ้าดินเข้าด้วยกันก็
เหมือนว่าได้ยกระดับขึ้นไปอีกขั้น
ก็เหมือนที่กู้ช่านคิดค านึงถึงสองค าว่า “บินทะยาน’ อยู่
ตลอดเวลา หลิวเสี้ยนหยางที่รักหน้าตาขนาดนี้ มีหรือจะมองค าว่า
“พิสูจน์มรรคา” เป็นเรื่องไม่ส าคัญได้ ส่วนลึกในจิตใจมีหรือจะไม่
สนใจค าว่า ‘ผสานมรรคา?
กู้ช่านเอ่ย “จะเล่นตัวไปไย น ้าดีไม่ไหลเข้านาคนอื่น ต่อให้ราช
ส านักยอมรับการออกจากต าแหน่งของหร่วนฉง ก็ไม่มีใครกล้ามา
เป็นผู้ถวายงานอันดับหนึ่งนี่อยู่ดี เพราะเห็นได้ชัดว่าเป็นการไปหา
เรื่องใส่ตัวที่ห้องทรงพระอักษรของฮ่องเต้สกุลซ่ง อยากให้ตัวเอง
เดือดร้อนหรืออย่างไร อย่างเฉาหรง ฉีเจิน? หรือจะเป็นฝูฉีแห่งนคร
มังกรเฒ่า เจ้าประมุขสกุลเจียงอวิ๋นหลิน? แม้ว่ามีความสามารถแต่ก็
ไม่มีหน้าจะท าเช่นนั้น คนที่มีหน้าจะท าก็ไม่มีความกล้ามากพอ การ
ประชุมเล็กในเมืองหลวงต้าหลี ต่อให้ถกเถียงกันทั้งวัน คาดว่าก็คงหา
ตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมซึ่งเหมาะสมอย่างแท้จริงออกมาไม่ได้ ยิ่งไม่ต้อง
พูดถึงขุนนางบุ๋นแม่ทัพบู๊ของราชส านักต้าหลีที่เคยเห็นโลกกว้าง
มาแล้วพวกนั้นเลย พูดถึงแค่ในบรรดาเทพวารีอย่างถงเหวินซ่าง
ฟ่านจวิ้นเม่า เฉาหย่งที่มีนิสัยตรงไปตรงมา บวกกับคนที่ชอบพูดจา
เหน็บแนมคนอื่นอย่างเว่ยป้อ จิ้นชิง คนอย่างหยางฮวาโหวแห่งฉีตู้ที่
หยิ่งทระนง พอมีโอกาสนางจะไม่ใส่สีตีไข่ได้หรือ? นอกจากหลิว
เสี้ยนหยาง ใครจะเข้ามาแทนที่หร่วนฉง สามารถนั่งครองเก้าอี้ตัวนั้น
ได้อย่างมั่นคง?”
เสี่ยวโม่เองก็พูดโน้มน้าวว่า “เจ้าส านักหลิว แนะน าคนมี
ความสามารถไม่ต้องหลีกเลี่ยงคนใกล้ชิด หากแม้แต่คนใกล้ชิดยังไม่
รักใคร่ แล้วจะท าดีต่อคนที่ห่างเหินได้อย่างไร จะท าดีต่อคนทั่วหล้า
ได้อย่างไร”
กู้ช่านหัวเราะหึหึ “อย่างเจ้านี่เรียกว่าบุตรสืบทอดกิจการของ
บิดาอย่างถูกต้องชอบธรรม”
หลิวเสี้ยนหยางอดทนอยู่พักใหญ่ สุดท้ายก็ไม่เอ่ยประโยคทิ่ม
แทงใจคนออกมา
กู้ช่านรออยู่ครู่หนึ่ง เห็นว่าหลิวเสี้ยนหยางไม่ได้ผายลมก็รู้สึก
ประหลาดใจเป็นทบทวี “ข้ายังนึกว่าเจ้าจะยกเขามาอ้างเสียอีก”
กู้เทาบิดาของเขา ทุกวันนี้คือซานจวินของภูเขาเสินเซิ่น หนึ่งใน
สามภูเขาทายาทของภูเขาพีอวิ๋น
หลิวเสี้ยนหยางเอ่ยอย่างข าๆ ปนฉุน “คิดว่าข้าเถียงสู้เจ้าไม่ได้
ด่าสู้เจ้าไม่ได้จริงๆ หรือ? ตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้ ข้ายอมให้เจ้ามา
โดยตลอดต่างหาก”
แววตาของกู้ช่านฉายแววเวทนา ในเรื่องนี้ ขอแค่ข้ากู้ช่านต าหนิ
เจ้าสักค าก็ถือว่าเป็นการสาดเกลือลงบนบาดแผล
เฉินผิงอันพูดขัดคอ “ระวังหน่อย คุยโวผิดกฎหมายนะ”
เสี่ยวโม่วางไม้เท้าไผ่เขียวพาดขวางไว้บนหัวเข่า แทะเมล็ดแตง
อยู่เงียบๆ ล้วนเป็นเมล็ดแตงที่หมี่ลี่น้อยมอบให้
ในเมื่อความผันแปรของชะตาชีวิตล้วนอยู่ที่ชะตาฟ้าลิขิต แล้ว
พวกเราจะต้องกลัดกลุ้มไปไย มิควรแย้มยิ้มให้เบิกบานหรอกหรือ
ในจุดลึกสีเขียวขจีที่มีเมฆขาวล้อมวน ควันจากการปรุงอาหาร
ลอยกรุ่น ไม่ส าคัญว่าจะเป็นตระกูลเซียนหรือครอบครัวชาวนา
เฉินผิงอันเอ่ย “คาดว่าหลิวเหล่าเฉิงน่าจะสวามิภักดิ์ต่อหลิวทุ่ย
ไปอยู่ที่ถ ้าสวรรค์ป๋ายฉือหลิวเสียทวีปแล้ว คิดว่าคงอยากจะทุ่มเดิม
พันอยู่ที่นั่น หวังพิสูจน์มรรคาบินทะยาน”
กู้ช่านเงียบไปพักหนึ่งก็ยิ้มเอ่ยว่า “หากเจ้าชั่วนี่ได้เป็นบินทะยาน
สิถึงจะดี สิ่งที่ข้ารอคอยก็คือผู้ฝึกตนอิสระดั่งหมาป่าที่เดินพันลี้ก็
ยังคงกินเนื้อเป็นอาหารอย่างหลิวเหล่าเฉิงนี่แหละ ข้ากลัวก็แต่ว่าเขา
จะหลบซ่อนตัวท่องคัมภีร์กินอาหารเจอยู่ในทะเลสาบซูเจี่ยนไปชั่ว
ชีวิตมากกว่า”
เสี่ยวโม่ยอมรับในตัวกู้ช่านอย่างมาก หนึ่งเพราะกู้ช่านส าหรับ
คุณชายบ้านตนแล้วก็ไม่มีอะไรให้ต้องพูดถึง อีกอย่างก็คือนิสัยและ
ความอดทนของกู้ช่าน หากเป็นยุคบรรพกาลอันห่างไกลที่ “บ าเพ็ญ
ทั้งพลังทั้งตบะไปพร้อมกัน จะต้องเป็นที่นิยมชมชอบ แล้วก็มีแต่จะได้
ดิบได้ดียิ่งกว่านี้?
หลิวเสี้ยนหยางเอ่ยเตือน “สมมติว่ามีวันนั้นจริงๆ จ าไว้ว่าให้
เตรียมตัวให้พร้อม เลือกวันเวลาให้ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานที่ อย่า
ให้ข้าต้องไปเยี่ยมที่สวนกงเต๋อของศาลบุ๋น”
ด้วยนิสัยของกู้ช่าน คิดจะสู้กันจนตายตกไปข้างหนึ่งหรือไม่ก็
พ่ายแพ้ยับเยินทั้งสองฝ่าย ย่อมไม่มีทางยอมท าการค้าที่ขาดทุน
ประเภทนี้เด็ดขาด อย่างมากสุดก็ใช้การที่ขอบเขตถดถอยหนึ่งขั้น
มาแลกเปลี่ยนกับการกายดับมรรคาสลายของหลิวเหล่าเฉิง ปัญหา
คือหลิวเหล่าเฉิงคือคนประเภทใด มีหรือจะมอบโอกาสนี้ให้กู้ช่าน
ง่ายๆ? หลิวเสี้ยนหยางเองก็คร้านจะคิดเรื่องในอนาคตพวกนี้ เอ่ย
เตือนไปสองสามประโยค ที่เหลือก็ปล่อยให้เจ้าขี้มูกยึดน้อยไปดิ้นรน
วุ่นวายเอาเอง
หลิวเสี้ยนหยางร้องเอ๊ะ เฉินผิงอันไม่พูดอะไรเลยหรือ? เพราะ
กู้ช่านเคยรับรองกับเฉินผิงอันว่าเขาจะไม่กลายเป็นสิงโหลว จะไม่มี
ทางมอบโอกาสให้เฉินผิงอันได้เป็นอวี๋โต้วเด็ดขาด
เฉินผิงอันพูดด้วยน ้าเสียงเฉยเมย “พวกเราสามคนสามารถเดิน
มาถึงวันนี้ได้ก็ไม่ได้อาศัยแค่การบ่นฟ้าหรือมีค านินทาอยู่เต็มทองทุก
วี่วัน แค่ท าเป็นครั้งคราวเท่านั้นก็พอ”
“อย่าได้มีความอาฆาตพยาบาทต่อสิ่งที่เลื่อนลอย คลุมเครือและ
ว่างเปล่าเหล่านั้นอย่างเช่นวิถีทางโลก อย่างเช่นใจคน นั่นคือสภาพ
จิตใจของคนที่อ่อนแออย่างถึงที่สุด”
“ยกตัวอย่างเช่นความไม่พอใจที่ปัญญาชนตกอับบางคนมีต่อ
ราชส านักต้าหลี เพราะพวกเขาไม่กล้าปะทะซึ่งๆ หน้ากับเหล่าผู้สูง
ศักดิ์ที่มีอ านาจอย่างแท้จริง แล้วก็ไม่มีเรี่ยวแรงให้แก้ไขปัญหาใดๆ ที่
อยู่ใกล้ตัว ดังนั้นจึงได้แต่กล้าแยกเขี้ยวใส่บุคคลยิ่งใหญ่ที่
จินตนาการขึ้นมาในใจ เรียกให้ไพเราะน่าฟังว่าคือกระดูกสันหลัง
แห่งคุณธรรม และยังมีที่แย่กว่านั้นทั้งๆ ที่ได้ผลประโยชน์แล้ว แต่กลับ
ยังเสแสร้งแกล้งวางท่าให้ดูดี”
“แต่เจ้าสามารถเกิดความเคียดแค้นหรือไม่ก็ความเดือดดาล
อย่างใหญ่หลวงต่อคนบางคนเรื่องบางเรื่องที่เป็นรูปธรรม จับต้องได้
จริง แข็งแกร่งยิ่งกว่าเจ้าชั่วคราว อย่างเช่นคนอย่างหลิวเหล่าเฉิง
จากนั้นก็คอยกัดฟันทนไปทุกวัน เอาชนะคนบางคน แก้ไขปัญหา
เรื่องบางเรื่อง”
“หลักการเหตุผลพวกนี้ไม่รวมคนบางคน พวกเขาคือข้อยกเว้น”
ข้อยกเว้นพวกนี้ พวกเขาต่างก็ได้นาบตราประทับที่ลึกล ้าไว้
ให้กับโลกใบนี้ อีกทั้งถูกลิขิตมาแล้วว่ายังจะต้องส่งผลกระทบต่อโลก
ใบนี้ไปอย่างยาวนาน
กู้ช่านพลันเอ่ยว่า “จะค านับฟ้าดินเมื่อไหร่?”
หลิวเสี้ยนหยางเอ่ยอย่างอ่อนใจ “ก็ต้องรอพยานในพิธีสมรส
เสียก่อนถึงจะค านับฟ้าดินกันได้”
ตามความคิดของพวกหลิวเสี้ยนหยางกับเซอเยว่เอง อันที่จริง
ไหนเลยจะต้องมีพยานในพิธีสมรสอะไร
เพราะถึงอย่างไรอาจารย์ฉีที่ช่วยสานด้ายแดงให้กับพวกเขาก็ไม่
อยู่แล้ว
ในบางความหมายโจวมี่ก็ถือว่าเป็นหนึ่งในเฒ่าจันทราที่บอกให้
เซอเยว่มาไพศาลเช่นกัน? สิงห์ร้ายผู้เห่อเหิมผู้นี้ก็ไม่ใช่ว่าไม่อยู่แล้ว
หรอกหรือ
นับแต่อดีตตราบจนปัจจุบัน มีวีรบุรุษ อริยะปราชญ์และผู้กล้ากี่
มากน้อยที่มีใช้โลกมนุษย์เป็นสุสานโดยที่ไม่จ าเป็นต้องมีป้ายหน้า
หลุมศพแล้วก็ไม่ต้องมีป้ายวิญญาณ
ดังนั้นเสี่ยวโม่จึงอิจฉาพวกคุณชายสามคนมาก ทั้งอิจฉาใน
มิตรภาพของพวกเขาแล้วก็อิจฉาในวาสนาของพวกเขา อยู่ในกลียุค
อยู่ในฝุ่นผงแห่งหายนะ มองไปทางไหนก็มีแต่ความเป็นความตาย
ชะตาชีวิตเบาบางดุจปุยนุ่น สถานการณ์ที่จากลากันแล้วก็มิอาจได้
กลับมาพบเจอกันอีกมีมากมายเกินไป คลื่นมรสุมสงบลง โชคดีหนี
เอาชีวิตรอดมาได้ ก็ยังกลับมาร าลึกความหลังกันได้
ก่อนหน้านี้เสี่ยวโม่ดื่มเหล้าอยู่กับสหายปี้เซียว พวกเขาทั้งคิดถึง
สหายเก่า แล้วก็คิดถึงศัตรูที่แข็งแกร่ง
เพียงแต่ค้นพบว่ายากมากที่จะหาสหายดื่มสุราคนที่สามได้ จะไป
เรียกชิงถงให้มาดื่มเหล้าด้วยกันก็คงไม่ได้กระมัง
ดื่มไปจนถึงท้ายที่สุด สหายปี้เชียวที่เริ่มเมากรึ่มๆ ก็ทอดถอนใจ
เอ่ยว่า “ทั่วทั้งใต้หล้ามิตรและศัตรูล้วนร่อยหรอประหนึ่งดวงดาวยาม
รุ่งสาง
……
ในฐานะลูกศิษย์คนแรก ต่งหูจึงรับผิดชอบติดตามอยู่ข้างกายห
ร่วนฉงผู้เป็นอาจารย์คอยต้อนรับเหล่าแขกผู้มีเกียรติที่มี
ความสัมพันธ์ควันธูปกับส านักกระบี่หลงเฉวียนด้วยกัน
แม้ว่าเขี่ยหลิงจะไม่ถนัดในเรื่องการเข้าร่วมงานเลี้ยง แต่งาน
อย่างในวันนี้ เขาก็เป็นฝ่ายติดตามหร่วนฉงไปที่ท่าเรือที่สร้างขึ้น
ชั่วคราวแห่งนั้นด้วย
เนื่องจากปีนั้นอยู่ที่ร้านตีเหล็กเคยมีความเข้าใจผิดเล็กๆ น้อยๆ
กับอริยะหร่วน เฉินหลิงจวินจึงอยากจะท าความดีชดใช้ความผิด ก็
เลยลากเว่ยเสินจวินไปยืนเป็นตัวประกอบอยู่ด้วยกัน
ส่วนญาติมิตรที่มาดื่มสุรามงคลของหลิวเสี้ยนหยาง เรือข้าม
ฟากจะจอดอยู่ในอาณาเขตของยอดเขาโหยวอี๋ เพื่อนเจ้าบ่าวสอง
คนแน่นอนว่าต้องติดตามเจ้าบ่าวออกมารับแขกด้วย
ในบรรดาลูกศิษย์สามรุ่น นอกจากหลี่เซินหยวนที่กราบสวีเสี่ยว
เฉียวแห่งยอดเขาจู่ไห่เป็นอาจารย์แล้ว ก็เป็นกู้หลินเป็นที่ขึ้นเขามา
ค่อนข้างช้าที่มีคุณสมบัติดีเยี่ยมที่สุด อายุสิบห้าปีก็เป็นผู้ฝึกกระบี่
ขอบเขตชมมหาสมุทรแล้ว
อาจารย์ของเด็กหนุ่มก็คือหลูซีถิง ส านักกระบี่หลงเฉวียนคือ
พื้นที่ประกอบพิธีกรรมที่เงียบสงัดอย่างมาก แต่ครั้งนี้กลับท าให้เด็ก
หนุ่มได้เห็นโลกกว้างของบนภูเขาอย่างแท้จริงแล้ว
ล าพังแค่เทพเซียนพสุธากลุ่มใหญ่ของศาลลมหิมะก็ท าให้กู้หลิน
เฝืนได้เปิดหูเปิดตาแล้ว
เฉินหลิงจวินก าลังคุยเล่นอยู่กับกู้หลินเฝิน พูดเจื้อยแจ้วเล่า
เรื่องราวของเหล่าวีรบุรุษของศาลลมหิมะกับภูเขาเจินอู่ให้เด็กหนุ่ม
ฟัง เนื่องจากด้านข้างก็มีเสินจวินแห่งมหาบรรพตอุดรยืนอยู่ เด็ก
หนุ่มหรือจะกล้าก่อเรื่อง เด็กชายชุดเขียวพูดอย่างไร เด็กหนุ่มก็ฟัง
ไปอย่างนั้น
หร่วนฉงที่อยู่ห่างไปไกลก าลังคุย “เรื่องสัพเพเหระในบ้าน” กับ
นักพรตคนหนึ่งที่มีรูปโฉมเป็นเด็กและบรรพจารย์แต่ละสายของศาล
ลมหิมะ หาได้ยากนักที่ช่างหร่วนจะหัวเราะเสียงดังเบิกบานใจขนาดนี้
ศาลลมหิมะที่เป็น “บ้านเดิม” ของส านักกระบี่หลงเฉวียน ครั้งนี้มี
คนมาไม่น้อย นอกจากหอเทพเซียนที่มีเซียนกระบี่เว่ยเป็นต้นกล้า
เพียงหนึ่งเดียวซึ่งไม่อาจมาร่วมแสดงความยินดีได้แล้ว อีกห้าสายที่
เหลืออย่างร่องต้าหนี สระลู่สุ่ยและยอดเขาเหวินชิง ฯลฯ ต่างก็มีบรรพ
จารย์น าพากลุ่มคนมาร่วมอวยพร แต่ละคนต่างก็เลือกลูกศิษย์ผู้สืบ
ทอดหรือไม่ก็ลูกศิษย์ของลูกศิษย์ที่มีคุณสมบัติดีเยี่ยมคนสองคนมา
ด้วย ในบรรดาคนรุ่นเยาว์ล้วนถูกคัดเลือกมาอย่างตั้งใจ คนที่หน้าตา
เหมือนแตงเบี้ยวพุทราแตก สีหน้าอมทุกข์ไม่น่ามอง หรือคนที่หยิ่ง
ทระนงไม่เห็นสิ่งใดอยู่ในสายตา ก็อย่ามาร่วมวงความครึกครื้นเลย
คนที่เป็นผู้น า แน่นอนว่าต้องเป็นจ้าวจิ่งเจินบรรพจารย์ของศาล
ลมหิมะผู้มีฉายาว่า “หลิงถง” ตบะของเขาลึกล ้า หวนคืนสู่ธรรมชาติ
ความจริง รูปโฉมเป็นเด็กน้อยมานานหลายร้อยปีแล้ว บนภูเขาของ
แจกันสมบัติทวีปก็คือผู้อาวุโสที่มีชื่อเสียงเลื่องลือมากเช่นกัน หลี่ถว
นจิ่งแห่งสวนลมฟ้า ในอดีตหยิ่งทระนงถึงเพียงใด คนรู้ใจในทวีปมีอยู่
แค่สองสามคน คนหนึ่งในนั้นก็มีจ้าวจิ่งเจินที่สืบทอดสายกระบี่ของสู่
โบราณมาหลายสาย
จ้าวจิ่งเจินเป็นทั้งบรรพจารย์ผู้บุกเบิกภูเขาของหนึ่งในศาลบรรพ
ชนสองแห่งของส านักการทหารในแจกันสมบัติทวีป ทุกวันนี้ก็เป็นผู้
ฝึกกระบี่ขอบเขตเซียนเหรินคนหนึ่งด้วยเพียงแต่ว่าไม่เหมือนภูเขา
ตะวันเที่ยงที่ชอบเผาผลาญทรัพย์สินซื้อหน้าตามากที่สุด มีผู้ฝึก
กระบี่คนสองคนเลื่อนเป็นหยกดิบก็จะต้องจัดงานอย่างยิ่งใหญ่
อลังการ แม้แต่คนที่เดินเท้าอยู่ข้างถนนก็อยากให้รู้ด้วย
ยามที่จ้าวจิ่งเจินเลื่อนเป็นขอบเขตเซียนเหริน ก็แค่บอกให้ศาล
บรรพชนส านักการทหารในแผ่นดินกลางรู้เท่านั้น ฝ่ายในของศาล
บรรพจารย์ศาลลมหิมะเอง แค่มีคนเอ่ยแสดงความยินดีด้วยสองสาม
ประโยคก็พอแล้ว
ไม่ว่าจะเป็นรายงานของส านักหรือจะเป็นการพูดคุยในที่
สาธารณะของบรรพจารย์บางคนที่ “ชมเชย” ภูเขาตะวันเที่ยงอย่าง
เปิดเผย ศาลลมหิมะและภูเขาเจินอู่ต่างก็เป็นยอดฝีมือที่ออกแรงกัน
อย่างไม่ออมฝีมือ
ก่อนหน้านี้ไปถึงท่าเรือของภูเขาเสินซิ่ว บรรพจารย์จ้าวจิ่งเจิน
ได้บอกให้พวกลูกศิษย์อายุน้อยทั้งหลายไปก่อกวนขบวนรับเจ้าสาว
บนเส้นทางภูเขา ความตั้งใจเดิมก็คือสร้างความรื่นเริงยินดี ผลคือ
พวกเขามองเห็นราชครูคนใหม่ของต้าหลีผู้นั้น แล้วยังจะไปแย่งตัว
เจ้าสาวอีกได้อย่างไร?
ลูกศิษย์คนหนึ่งรีบส่งกระบี่บินแจ้งข่าวไปยังเหล่าบรรพจารย์
อย่างลับๆ ถามว่าจะท าอย่างไรดี ทางฝั่งของบรรพจารย์ตอบกลับมา
ประโยคเดียวว่า พวกเจ้าตรองดูเอาเองเถิดว่าจะท าเช่นไร
สุดท้ายพวกเขาแต่ละคนก็ได้แต่ยืนอยู่ข้างทางแต่โดยดี แค่
ปรากฏตัว แต่ไม่ไปขวางทาง คือการ ‘ตรองดู” อย่างแท้จริงแล้ว
คาดไม่ถึงว่าราชครูเฉินจะคลี่ยิ้มมอบของแดงให้พวกเขาคนละ
สองซอง แต่ละคนตื่นเต้นจนหน้าแดงหูแดง มีบุรุษหัวทึบคนหนึ่ง
เลือดร้อนขึ้นหัว ใจคิดว่ารับเงินมาแล้วจะไม่ท างานไม่ได้นะ ก็เลยจะ
ไปช่วย “ปล้นขบวนเจ้าสาว” ชดเชยสักหน่อย ท าท่าจะไปขวางทาง
เจ้าบ่าวกับเกี้ยวหลังนั้น ผลคือถูกกู้ช่านปรายตามองมา คนหนุ่มก็
หงอทันที่
เวลานี้บรรพจารย์สกุลฉินแห่งร่องต้าหนียิ้มถามว่า “ทางฝั่งของ
ภูเขาเจินอู่ เยว่ติ่งก็จะมาร่วมแสดงความยินดีด้วยหรือ?”
หร่วนฉงพยักหน้า “คนไม่มาก มีแค่เขากับซ่งจิงบุตรสาวสอง
คน”
อวี๋หลิวบรรพจารย์หญิงจากสายของสระอู่สุ่ยเอ่ยอย่างเป็นกังวล
“ข้าเพิ่งจะได้ข่าวมาว่าทางฝั่งของต าหนักฉางชุน ซ่งอวี๋เดือดดาล
อย่างหนัก เรียกประชุมศาลบรรพจารย์กะทันหัน ถอดถอนสถานะเจ้า
ต าหนักของลู่ฝานโล่วทิ้ง แล้วจับนางขังคุกใหญ่โดยตรง เล่าลือกัน
ว่าสู่ฝานโล่วพยายามจะต่อต้าน แต่ถูกซ่งอวี๋บังคับสยบก าราบเอาไว้
สุดท้ายเป็นผู้เยาว์ชื่อว่าเฝิงเจี้ยที่เป็นคนมารับต าแหน่งเจ้าต าหนัก
แทน ตัวซ่งอวี๋เองรับต าแหน่งผู้คุมกฏกานอี๋ผู้ดูแลเรือข้ามฟากหลี่
เฉวียนมีหน้าที่ดูแลเงินทอง ต าแหน่งอื่นๆ ที่เหลือก็บีบให้พวกคนเฒ่า
คนแก่ต้องยอมถอยให้กับพวกคนรุ่นเยาว์”
หร่วนฉงก็มาจากสายของสระอู่สุย อวี๋หลิวคือศิษย์พี่หญิง ปีนั้น
“แยกบ้าน” กัน เขาได้ยกเตาหลอมกระบี่ทรงยาวที่ทุ่มเทความคิด
จิตใจสร้างขึ้นมาให้กับทางส านัก แน่นอนว่าศาลลมหิมะไม่ยอมรับไว้
น่าเสียดายที่หร่วนฉงยืนกรานในความคิดของตัวเอง ศาลลมหิมะไม่
อาจปฏิเสธที่หร่วนฉงที่ดื้อรั้นได้ ดังนั้นหนึ่งในของขวัญร่วมแสดง
ความยินดีของศาลลมหิมะในครั้งนี้ก็คือย้ายเตาหลอมกระบี่ทรงยาว
ชิ้นนั้นมาที่ส านักกระบี่หลงเฉวียน
จ้าวจิ่งเจินพูดด้วยน ้าเสียงเรียบเฉยว่า “วันนี้ไม่คุยเรื่องที่ไม่
ส าคัญพวกนี้ ข้าจะขอเตือนอีกรอบ เรื่องในบ้านของต าหนักฉางชุน
เรื่องบ้านเมืองของราชส านักต้าหลี วันนี้พวกเจ้าอย่าหวังว่าจะ
ปากมาก แค่คุยโว พูดคุยถึงภูเขาเจินอู่ ด่าภูเขาตะวันเที่ยงก็พอแล้ว”
อวี๋หลิวถอนหายใจ
บรรพจารย์สกุลฉินลูบหนวดเอ่ย “ผู้ฝึกตนของภูเขาเจินอู่เป็น
ขุนนางล่างภูเขาต าแหน่งใหญ่ แต่หากพูดกันถึงคุณความชอบ
ทางการสู้รบจริงๆ ก็ไม่แน่เสมอไปว่าจะแข็งแกร่งได้เท่าศาลลมหิมะ
ของพวกเรา”
ส่วนอะไรที่บอกว่าศาลลมหิมะกับภูเขาเจินอู่แต่ละฝ่ายส่งคนสิบ
คนขึ้นประลองบนเวทีศาลลมหิมะสามารถชัดจนผู้ฝึกตนของภูเขา
เจินอู่เรียกร้องหาบรรพบุรุษ นั่นก็ท าลายความปรองดองเกินไปแล้ว
พูดแล้วก็ไม่เหมาะ
พูดกันถึงขอบเขตภูมิศาสตร์และอาณาเขตดินแดน แจกันสมบัติ
ทวีปคือทวีปที่เล็กที่สุดในใต้หล้าไพศาล ไม่มีหนึ่งใน แต่หากจะพูด
กันถึงฐานะของส านักการทหาร แจกันสมบัติทวีปกลับเป็นทวีปใหญ่
อย่างสมชื่อ
ศาลบรรพจารย์สองแห่งอย่างศาลลมหิมะกับภูเขาเจินอู่ ฝ่ายหลัง
มีความเกี่ยวพันกับทางโลกล ้าลึกยิ่งกว่า ออกไปหาประสบการณ์ข้าง
นอก ล้วนเป็นการน าพากองทัพท าสงครามให้กับราชส านักล่างภูเขา
ส่วนใหญ่มักจะใช้สถานะของแม่ทัพมาปกครองกองทัพ
แต่หากจะพูดถึงความสามารถในการจับคู่เข่นฆ่า กลับเป็นผู้ฝึก
ตนส านักการทหารของศาลลมหิมะที่เหนือกว่า ตัวเลือกอันดับแรก
ของคนรุ่นเยาว์มีความสามารถหลายคนก็แทบจะไปเป็นผู้ฝึกตน
ติดตามกองทัพของราชส านักต้าหลีกันทุกคน
อีกทั้งสตรีของศาลลมหิมะยังโดดเด่นมากเป็นพิเศษ อย่างอวี่ฮุย
ถึงแห่งยอดเขาเหวินชิง ชีฉีแห่งร่องต้าหนี พวกนางอาศัยคุณ
ความชอบในการสู้รบท าให้ได้รับป้ายสงบสุขที่กรมอาญาต้าหลี
แจกจ่ายให้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหวงเหมยเซียนบรรพจารย์สกุลฉิน
ที่มาจากสายร่องต้าหนี นางก็ยิ่งเป็นถึงรองแม่ทัพของหานโจว ก่อน
หน้านี้ศึกปราบกบฏที่แคว้นชิวหวงเหมยเซียนก็แสดงออกได้อย่าง
แข็งแกร่ง เด็ดเดี่ยว สร้างความประทับใจอันลึกล ้าให้กับ “ขุนนางต้า
หลี” ที่ตรวจตราการศึกสามคนที่อยู่บนเรือข้ามฟากได้ดียิ่งกว่าขุน
นางใหญ่ในพื้นที่ศักดินาอย่างซือถูซีกวงที่เป็นผู้ว่า และหลู่ส่งแม่ทัพ
แห่งหานโจวด้วยซ ้า และขุนนางต้าหลีที่ว่านี้ก็คือราชครูหนึ่งคนกับ
รองเจ้ากรมสองคน