กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 16.1 ที่นั่ง
ทางฝั่งห้องครัวของยอดเขาโหยวอี๋ พ่อครัวเฒ่าที่ผูกผ้ากันเปื้อน
ไว้ที่เอวก าลังง่วนท าอาหาร มีหน่วนซู่คอยช่วยเป็นลูกมือ ประหยัด
แรงไปได้มาก ไอร้อนลอยกรุ่นขึ้นมาจากซึ้งนึ่งล าพังแค่โต๊ะที่วาง
วัตถุดิบเครื่องปรุงก็มีถึงสองโต๊ะใหญ่ จานชามและถาดล้วนเป็น
เครื่องกระเบื้องที่เผาออกมาจากเตาเผาหลงเฉวียนทั้งสิ้น มองแล้ว
สบายตาสบายใจ เด็กหญิงชุดกระโปรงชมพูเพิ่งจะยกเหล้าปรุง
อาหารจากห้องเก็บสุรามาสามชนิด รินใส่ชามใบหนึ่ง พ่อครัวเฒ่า
ยกชามขึ้นแกว่งเบาๆ สูดดมกลิ่น พยักหน้า พวกหลูหลางหวน หน่
วนอ้าย ไม่ได้มาจากตระกูลที่มีฐานะร ่ารวยสูงส่งจากล่างภูเขา นับแต่
เด็กมาพวกนางก็ฝึกวิชาเซียนอยู่บนภูเขา ท าเรื่องพวกนี้ก็มีแค่น ้าใจ
อย่างเดียวเท่านั้นจริงๆ แล้ว อันที่จริงในใจพวกนางก็รู้ดีว่าตัวเองท า
อะไรได้บ้าง มองอาจารย์ผู้เฒ่าที่มีฝีมือการท าอาหารคล่องแคล่วดุจ
เมฆคล้อยน ้าไหล พวกนางก็อดไม่ไหวคิดว่าหากในบ้านมีผู้อาวุโส
เช่นนี้อยู่ก็ช่างเป็นความโชคดีจริงๆ
อาจารย์ผู้เฒ่าจูไม่เพียงแต่มีความอดทนดีเยี่ยม นิสัยดี ยังพูดจา
สุภาพไพเราะ คุยเก่งไม่เคอะเขิน มักจะเป็นฝ่ายชวนพวกนางคุยถึง
เรื่องบ้านเกิดล่างภูเขา ขนบธรรมเนียมประเพณี เรื่องเล่าประหลาดที่
น่าสนใจมากมาย เรื่องที่แม้กระทั่งพวกนางเองก็ยังไม่รู้ แต่คุยกันแค่
ไม่กี่ประโยคกลับถูกค าพูดของอาจารย์ผู้เฒ่ากระตุ้นให้เกิดความคิด
ถึงบ้านเกิดอย่างเจือจางขึ้นมาได้
โดยทั่วไปแล้ว จวนเขียนพื้นที่ประกอบพิธีกรรมที่ค่อนข้างใหญ่
บนภูเขาจะต้องมีพ่อครัวแม่ครัวโดยเฉพาะอยู่หลายคนที่อย่างน้อย
จะต้องเชี่ยวชาญการปรุงอาหารเป็นยา ผู้เฒ่าที่อายุมากแล้วท่านนี้ว่า
กันว่าเป็นผู้ดูแลเฒ่าของภูเขาลั่วพั่ว แม้ว่าจะแต่งกายเรียบง่ายสวม
ชุดกว้าตัวยาวสีเขียวกับรองเท้าผ้า แต่กลับจัดการตัวเองอย่างสะอาด
สะอ้านเรียบร้อยความเป็นมิตรบนใบหน้าและบุคลิกที่ใจกว้าง บนร่าง
ของผู้เฒ่ามีความพิถีพิถันอย่างหนึ่งที่พูดไม่ออกบอกไม่ถูก เหมือน
ความร ่ารวยสูงศักดิ์ที่แผ่อบอวลอยู่ในกระดูก
มีแม่นางน้อยคิ้วบางคนหนึ่งวิ่งเข้ามาในห้องครัวอย่างรีบร้อน
ตรงดิ่งไปที่เตาไฟ แล้วนั่งลงบนม้านั่งตัวเล็ก หยิบกระบอกเป่าไฟที่ท า
จากไม้ไผ่ขึ้นมา ก้มหน้าลงมองเปลวเพลิงในเตาที่เป็นสีแดงเจิดจ้า
นางสามารถเริ่มงานได้ทุกเมื่อ
หญิงสาวที่มวยผมทรงกลมคนหนึ่งเดินตามเข้ามาในห้องครัว
ม้วนชายแขนเสื้อขึ้นยิ้มรับกระบวยน ้าเต้ามาจากหน่วนซู่ ล้างมือทั้ง
สองข้างให้สะอาด ผูกผ้ากันเปื้อน ยืนอยู่ข้างเขียง
สตรีสวมชุดสีเขียวคนหนึ่งที่ตรงเอวห้อยจานฝนหมึกขนาดเล็ก
รับผิดชอบเลือกผัก ระหว่างนั้นได้รับค าสั่งจากพ่อครัวเฒ่า นางก็ไป
เลือกเอาขาหมูรมควันชิ้นหนึ่งมาจากบนคานห้อง ยื่นส่งให้กับศิษย์พี่
หญิงเผย
ยังมีเวลาเหลืออีกพักหนึ่งก่อนจะถึงพิธีค านับฟ้าดิน
เด็กสาวสวมหมวกขนเตียวเดินอาดๆ เข้ามาในห้องหอที่จัดไว้
อย่างประณีติ กุมมือคารวะ “เจ้าสาว ฮูหยินเจ้าขุนเขา สบายดีนะ”
หนิงเหยาที่ก าลังห่อขนมมงคลใส่ถุงผ้าปักลายถุงแล้วถุงเล่าผงก
ศีรษะทักทายเซี่ยโก่ว
พูดถึงแค่รูปแบบของถุงปักลายใบนี้ก็เป็นอาจารย์ผู้เฒ่าจูที่วาด
แบบขึ้นมาด้วยตัวเองหน่วนซู่เป็นคนท าตัวอย่างขึ้นมา จากนั้นไหว้
วานให้ผู้ฝึกตนหญิงของภูเขาหลังอ๋าวและเหล่าสาวทอผ้าของจวน
ไฉ่เซวี่ยช่วยถักทอให้ หลิวเสี้ยนหยางและเซอเยว่ต่างก็รู้สึกว่าไม่มี
ความจ าเป็นต้องห่อขนมมงคลมากมายขนาดนี้ แต่เฉินผิงอันกลับไม่
ยอม บอกว่าเขาจะได้เอาไปมอบให้คนอื่น
เซี่ยโก่วพลันกระโดดไปข้างหลัง พูดด้วยสีหน้าตกตะลึงในความ
งาม “ฮูหยินเจ้าขุนเขา วันนี้เกือบจะสวยกว่าเจ้าสาวแล้วนะ”
หนิงเหยาเม้มปาก มองค้อนนางหนึ่งที่
จากนั้นพอรู้ว่าไหวลู่คือซานจวินหญิงของภูเขาหลวนชาน
ดวงตาของเด็กสาวสวมหมวกขนเตียวที่สองข้างแก้มแดงปลั่งก็เป็น
ประกายวาบ ภูเขาหลวนซานคือสถานที่ที่ดีเลยนะ ศักดิ์สิทธิ์ทั้งเรื่อง
ความรักและการขอบุตร นางจึงตีสนิทกับพี่หญิงไหวลู่อย่าง
กระตือรือร้นประจบเอาใจ เซี่ยอันดับหนึ่งย่อมคิดไว้ว่าคราวหน้าที่ถึง
งานแต่งของตัวเองก็ต้องให้พี่หญิงไหวลู่มาช่วยจัดงานให้ด้วย จัดให้
สวยงาม ส่วนอาจารย์ผู้เฒ่าจูกับเทพเซียนผู้เฒ่าเจี่ย คนบ้านเดียวกัน
ย่อมไม่พูดจาห่างเหินอยู่แล้ว
จะดีจะชั่วไหวลู่ก็คือซานจวินของภูเขาทายาท นางย่อมต้องรู้จัก
ฉายาการฝึกตนว่า “ป๋ายจิ่ง” นี้ เพียงแต่ว่านางไม่ได้มีความรู้สึกอะไร
เกี่ยวกับ “ปีศาจใหญ่ยุคบรรพกาล” หรือ “ป๋ายจิ่งแห่งเปลี่ยวร้าง”
มากนัก
เซี่ยโก่วคิดว่าตัวเองจัดการพี่หญิงไหวลู่ได้อย่างอยู่หมัดแล้ว
ขาดก็แค่ไม่ได้ท าพิธีสาบานเป็นพี่สาวน้องสาวกันเท่านั้น หันหน้าไป
มองสตรีงดงามคนหนึ่งที่ก าลังเติมหน้าให้เซอเยว่ ชื่นชมฝีมือของ
นางอยู่ครู่หนึ่งก็ถามว่า “เจ้าก็คือสาวใช้ของเจ้าส านักกู้หรือ?”
กู้หลิงเยี่ยนพยักหน้ารับ
ฉายาของนางคือชุนเซียว ใช้นามแฝงอยู่ในเปลี่ยวร้างว่าอู่จื่อเมิ่ง
คือหนึ่งในผู้ฝึกตนแผนภูมิฟ้าของเปลี่ยวร้าง
กู้ช่านมอบชื่อใหม่ให้กับนาง แล้วเติมแซ่กู้เข้าไป ทุกวันนี้ชื่อของ
นางที่บันทึกอยู่ในท าเนียบก็คือกู้หลิงเยี่ยน
พูดคุยกับเซี่ยโก่ว ไหวลู่สามารถท าตัวตามสบายได้ แต่กู้ห
ลิงเยี่ยนกลับค่อนข้างจะตื่นเต้น เทียบกับเมื่อก่อนตอนอยู่ข้างกาย
กู้ช่านหรือ
ตอนที่ได้เจอกับอื่นกวานหนุ่มแล้วก็ยังระมัดระวังตัวอยู่
หลายส่วน
เพราะถึงอย่างไรเฉินผิงอันก็ยังมีสถานะของลัทธิขงจื๊อ ก่อนจะ
ฟันคนก็ควรต้องคิดถึงมารยาท คุณธรรม และกฎระเบียบของศาลบุ๋น
เสียก่อน
แต่กับ “บรรพจารย์” ของเปลี่ยวร้างบ้านเกิด บรรพบุรุษแห่งผู้ฝึก
ตนอิสระในโลกมนุษย์อย่างป๋ายจิ่งผู้นี้ กู้หลิงเยี่ยนจะไม่เห็นอยู่ใน
สายตาได้อย่างไร?
เซี่ยโก่วเหลือบมองนางอยู่หลายที่ เอ่ยด้วยความประหลาดใจว่า
“แม่นางน้อยช่างมีโชควาสนายิ่งใหญ่นัก ถึงกับหลอมล าคลองอู๋ติ้งได้
ทั้งสายเลยหรือ? พวกหย่างจื่อเฟยเฟยก็ยอมด้วยหรือ?”
กู้หลิงเยี่ยนตอบไปตามสัตย์จริง “ข้าอยู่ที่เปลี่ยวร้างใช้นามแฝง
ว่าอู่จื่อเมิ่ง เป็นโจวมี่ที่ตั้งให้ เพราะยังมีสถานะของแผนภูมิฟ้าอยู่ด้วย
ข้าก็เลยแอบอ้างพระราชโองการโดยมิชอบหย่างจื่อและเฟยเฟยต่าง
ก็เข้าใจผิดคิดว่าเป็นความต้องการของโจวมี่ ก็เลยไม่ได้ขัดขวาง”
เซี่ยโก่วพยักหน้า “แสวงหาความร ่ารวยสูงศักดิ์ท่ามกลางความ
เสี่ยง ใช้ค ากล่าวของบรรพจารย์จิ่งชิงพวกเราก็คือต้องลองเดิมพันดู
สักตั้ง พลิกคว ่าพื้นที่ประกอบพิธีกรรมสักครั้ง เปลี่ยนจากสระน ้า
กลายเป็นทะเลสาบ”
สวีเสี่ยวเฉียวได้ยินแล้วก็อึ้งตะลึงไป บรรพจารย์จิ่งชิง? ก็คือ
เด็กชายชุดเขียวปากไร้หูรูดตอนอยู่ร้านเหล็กริมล าคลองในอดีตผู้
นั้น? พอมาคิดดูอีกทีก็เหมือนว่าจะเป็นค าพูดที่เขาพูดได้จริงๆ
อันที่จริงกู้หลิงเยี่ยนมีเรื่องลับในยุคบรรพกาลอยู่มากมายที่
อยากจะขอพิสูจน์ความจริงจากป๋ายจิ่ง แต่เซี่ยโก่วหรือจะมีอารมณ์
มาพูดคุยเรื่องเก่าเก็บพวกนี้กับแม่นางน้อยได้ยินว่าก่อนหน้านั้นพวก
กู้หลิงเยี่ยนบีบให้นายท่านเจ้าขุนเขาบ้านตนร่ายบทกวีตอบโต้กันไป
สิบกว่าบท แล้วยังให้กู้ช่านร่ายกระบวนท่าหมัดเท้าที่ต้องส่งเสียงดัง
พึ่บพับไปหลายท่า แรกเริ่มคนหน้าหนาสองคนนั้นอับอายจนแทบจะ
อยากขุดรูมุดหนีลงไป แต่พอเล่นกันไปได้พักหนึ่ง เจ้าสองคนนี้กลับ
ฮึกเหิมกันขึ้นมา ก็แค่ให้นายท่านใหญ่อย่างพวกเขาจีบนิ้วท่าดรรชนี
กล้วยไม้ ก้าวย่างถี่ๆ พลางขับร้องบทละครงิ้วอย่างอ่อนช้อย
เลียนแบบสตรีไม่ใช่หรือ? จะนับเป็นอะไรได้ ผลคือท าเอาหนิงเหยา
อายจนหน้าแดงก ่า ไม่มีหน้าจะมอง กู้หลิงเยี่ยนก็ยิ่งกุมท้องหัวเราะ
ก๊าก หัวเราะจนน ้าตาเล็ด สวีเสี่ยวเฉียวกับไหวลู่ก็ยิ่งหัวเราะชอบใจ
แต่ขณะเดียวกันก็แอบชาวาบบนหนังหัวไปด้วย กลัวก็แต่ว่าวันนี้ผ่าน
ไปจะถูกเฉินผิงอันกับกู้ช่านฆ่าคนปิดปาก
เซี่ยโก่วยกนิ้วโป้งให้พวกนาง “กล้าหยอกเจ้าขุนเขาบ้านข้าและ
เจ้าส านักกู้เช่นนี้ พี่สาวน้องสาวทั้งหลายยอดเยี่ยมนัก”
เซี่ยโก่วถาม “พี่หญิงสวี ไฉนถึงยังเป็นคอขวดของขอบเขต
โอสถทองอยู่อีกเล่า?”
สวีเสี่ยวเฉียวยิ้มเอ่ยอย่างผึ่งผาย “ชีวิตนี้อย่างมากสุดข้าก็
เป็นได้แค่ขอบเขตก่อก าเนิดเท่านั้น”
เซี่ยโก่วถามอีก “ใครบอกเจ้า?”
สวีเสี่ยวเฉียวหัวเราะ ไม่ได้เอ่ยอะไร นางย่อมรู้จักตัวเองดี อีกทั้ง
ความจริงก็เป็นเช่นนี้ หากจะพูดถึงความหนักแน่นและความบริสุทธิ์
ในการแสวงหาจิตแห่งมรรคา อันที่จริงสวีเสี่ยวเฉียวไม่ได้อ่อนด้อย
เลย
เซี่ยโก่วหัวหน้ามาถาม “ฮูหยินเจ้าขุนเขา ท่านคิดว่าอย่างไร?”
หนิงเหยาเอ่ย “คิดว่าตัวเองจะต้องหยุดอยู่ที่ก่อก าเนิด เลื่อนขั้น
เป็นห้าขอบเขตบนนั้นยากดั่งเดินขึ้นสวรรค์ แต่หากสวีเสี่ยวเฉียวไม่
ยอมแพ้ต่อโชคชะตา เชื่อว่าฟ้าไม่ไร้หนทางให้คนเดิน ก็จะพอมี
โอกาสอยู่บ้าง”
เพราะถึงอย่างไรสวีเสี่ยวเฉียวก็คือลูกศิษย์รุ่นแรกของส านัก
กระบี่หลงเฉวียน ไม่ได้มาจากก าแพงเมืองปราณกระบี่ ไม่ใช่พวกซุน
ชุนหวัง ป๋ายเฉวียน หนิงเหยาจึงไม่สะดวกจะพูด จาแรงๆ
เซี่ยโก่วยิ้มถาม “สวีเสี่ยวเฉียว เซี่ยโก่วหรือหนิงเหยาบอกว่าเจ้า
ต้องท าไม่ส าเร็จ เจ้าก็จะท าไม่ส าเร็จหรือ? บอกว่าเจ้าท าส าเร็จ เจ้า
ต้องท าส าเร็จแน่นอนหรือ? บนวิถีแห่งกระบี่เมื่อไหร่กันที่คนอื่นเป็น
คนตัดสินความสูงในการเดินขึ้นเขา?”
สวีเสี่ยวเฉียวถอนหายใจเบาๆ หลักการเหตุผลข้อนี้ฟังแล้วช่าง
ง่ายดาย แต่ในใจก็ยังอดซาบซึ้งใจในการชี้แนะของเซี่ยโก่วและหนิง
เหยาไม่ได้
แต่เซี่ยโก่วกลับไม่รีบร้อน นางย่อมมีวิธีที่จะท าให้สวีเสี่ยวเฉียว
เปลี่ยนโฉมหน้าใหม่ ได้มองเห็นฟ้าดินแห่งใหม่ ทัศนียภาพบนมหา
มรรคาที่ยิ่งใหญ่ดุจคลื่นยักษ์ถาโถมนั้น ขอแค่สวีเสี่ยวเฉียวได้เห็น
เองกับตา ต่อให้จะแค่เป็นความรู้สึกที่ว่าแค่เอื้อมมือคว้าก็ถึง แต่
แท้จริงแล้วรู้ดีว่ายังอยู่ห่างอีกไกลนัก เชื่อว่านางเองก็ต้องหวั่นไหว
เหมือนกัน
ไหวลู่เพิ่งจะรู้สึกตัวอย่างเชื่องช้า จึงถามว่า “ฟ้าดินเชื่อมโยงที่
น่าพรั่นผวาก่อนหน้านี้เซียนกระบี่หญิงที่พกกระบี่บินทะยานน าทาง
ไปฟันเสาล าแสงเส้นนั้นก่อนใคร ก็คือ…?”
หนิงเหยาผงกปลายคางไปทางเซี่ยโก่ว “นั่นคือรูปโฉมที่แท้จริง
ของนาง”
ไหวลู่กุมมือคารวะ “วีรบุรุษที่เป็นสตรี นับถือเลื่อมใสอย่างถึง
ที่สุด!”
เซี่ยโก่วยิ้มกว้าง “วีรบุรุษไม่มีแบ่งแยกชายหญิงหรอกนะ”
บริเวณใกล้เคียงกับศาลาที่ตั้งอยู่กึ่งกลางภูเขาของยอดเขาโหยว
อี๋ เซี่ยหลิงใช้เวทคาถารวบรวมทะเลเมฆมาผืนใหญ่ ท าเป็นท่าเรือ
ชั่วคราวส าหรับจอดเรือ
พวกหลิวเสี้ยนหยางกับเสี่ยวโม่นั่งยองกันอยู่บนขั้นบันได แทะ
เมล็ดแตงอยู่ด้วยกัน
ภาพปรากฏการณ์ประหลาดบนทะเลเมฆที่อยู่ตรงภูเขาฉือวิ๋
นแห่งนั้น เมฆขาวประหนึ่งม่านไข่มุกที่ห้อยตกลงมาเป็นฟูระย้าสิบ
สองสาย ไม่เสียแรงที่เป็นป๋ายเยว่เก่า
หลิวเสี้ยนหยางยิ้มเอ่ย “บังเอิญยิ่งนัก พวกเจ้าของภูเขาหลงจี๋
วันนี้มารวมตัวกันครบถ้วนแล้ว”
ปีนั้นราชส านักต้าหลีได้แบ่งภูเขาหลงจื๋ออกเป็นสี่ส่วนยกให้กับ
สกุลซ่งต้าหลี ศาลลมหิมะ ภูเขาเจินอู่ และส านักกระบี่หลงเฉวียน
ราชส านักต้าหลีท าการขุดเจาะอย่างรวดเร็ว เจาะภูเขาขุดหินทั้ง
วันทั้งคืนไม่มีหยุดพัก ล้วนยกหน้าที่นี้ให้กับส านักโม่ ร่วมมือกันสร้าง
เรือกระบี่ เรือข้ามฟากขุนเขาและเสื้อเกราะยันต์ ฯลฯ มีประโยชน์
อย่างกว้างขวาง
หลิวเสี้ยนหยางเอ่ย “ดูเหมือนว่าปีนั้นจู่ๆ ช่างตีเหล็กหร่วนจะ
สติปัญญาเปิดกว้างกะทันหัน บรรลุเวทหลอมกระบี่บรรพกาลบทหนึ่ง
จ้าวจิ่งเจินบรรพจารย์ศาลลมหิมะก็ได้ถ่ายทอดวิถีกระบี่บรรพกาล
สายหนึ่งให้กับศาลบรรพจารย์ ธรณีประตูในการฝึกวิชาไม่สูง เซียน
ดินก็สามารถฝึกได้ ได้ยินมาว่าทุกวันนี้ลูกศิษย์ผู้สืบทอดของศาลลม
หิมะล้วนฝึกตนกันมายี่สิบกว่าปีแล้ว ต่างก็เป็นค่าตอบแทนที่แลกมา
จาการมอบหินสังหารมังกรไปให้กระมัง?”
เฉินผิงอันพยักหน้า
แต่ว่าศาลบรรพจารย์ของศาลลมหิมะได้ออกค าสั่งห้ามข้อหนึ่ง
เพื่อเรื่องนี้โดยเฉพาะหากกล้าน าไปแพร่งพรายข้างนอกก็จะไม่ได้
เรียบง่ายแค่ว่าถูกตัดชื่อออกจากท าเนียบ ถูกท าลายตบะแล้วขับไล่
ออกจากส านักเท่านั้นแล้ว อีกทั้งคนที่ถ่ายทอดเวทกระบี่ให้ ไม่ว่าจะมี
สถานะภูมิหลังอะไร มีสาเหตุมาจากอะไร ก็ล้วนจะต้องถูกศาลลมหิมะ
จับขังไว้ในภูเขาจนตาย
มีเพียงภูเขาเจินอู่เท่านั้นที่ขุดหินอย่างเชื่องช้า ถึงได้มีโอกาสท า
การค้ากับเจ้าขุนเขาเฉินที่มาเยือนถึงหน้าประตูภูเขา
กู้ช่านเอ่ย “หวังจูกับสกุลซ่งต้าหลีถือว่าหายกัน แต่นางยังติด
ค้างน ้าใจใหญ่เทียมฟ้ากับชุยฉาน
การที่หินสังหารมังกรล ้าค่าหายากขาดนี้ไม่ใช่เพราะผู้หลอม
ลมปราณที่เป็นผู้ฝึกกระบี่เห็นมันเป็นสมบัติล ้าค่า สาเหตุมาจากอะไร
เดิมทีแค่ชื่อว่า “หินสังหาร” มังกรนี้ก็ได้แพร่งพรายความลับสวรรค์
อยู่แล้ว ดังนั้นการออกจากภูเขาแล้วกระจายไปตามสถานที่ต่างๆ
ของหินสังหารมังกรพวกนี้ ศาลบรรพจารย์ส านักการทหารสองแห่งที่
ช่วยค ้าชูราชวงศ์สกุลซ่งต้าหลี ต้านทานเผ่าปีศาจที่มารุกรานข้าง
นอกก็ดี กองทัพม้าเหล็กต้าหลีที่เปิดฉากเข่นฆ่าบนสนามรบกับเผ่า
ปีศาจแห่งเปลี่ยวร้างก็ช่าง ล้วนสามารถย้อนทวนไปถึงต้นก าเนิดเพื่อ
หาสาเหตุ เป็นเหตุให้เมื่อศึกพิฆาตมังกรผ่านไปก็เท่ากับว่าหวังจู
มังกรที่แท้จริงถูกบีบบังคับให้ต้องสร้างคุณงามความดีแก่แจกัน
สมบัติทวีป
ในเมื่อมีคุณูปการต่อแจกันสมบัติทวีป แน่นอนว่าต้องมีคุณ
ความชอบต่อไพศาลด้วย
กู้ช่านถาม “ทางฝั่งของต าหนักฉางชุนน่าจะค่อนข้างยุ่งยาก
กระมัง ทั้งไม่เหมาะจะลงมืออย่างห้าวหาญเด็ดขาดเพราะไร้เหตุอัน
สมควร และก็ไม่ควรค่อยเป็นค่อยไปดุจเคี่ยวไฟอ่อน มิฉะนั้นจิตแห่ง
มรรคาจะถูกเคี่ยวจนเละ”
เฉินผิงอันพยักหน้า “ค่อนข้างยุ่งยากจริงๆ”
กู้ช่านเอ่ย “สายน ้าที่ไหลย่อมไม่เน่าเสีย วงกบประตูที่เคลื่อนไหว
ย่อมไม่ผุพัง หากชักช้า ทุกอย่างก็จะกลายเป็นภัยแฝงทั้งหมด”
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “ยังดี ในบรรดาคนรุ่นเยาว์มีคนฉลาดอย่าง
แท้จริงอยู่กลุ่มหนึ่ง ก่อนหน้านี้อยู่บนเรือข้ามฟากของทางกองทัพ
ข้าจงใจโอ้อวดบารมีขุนนางของราชครู ลู่ฝานโล่วผู้เป็นเจ้าต าหนัก
ตกใจแทบตาย ซ่งอวี๋ที่เป็นบรรพจารย์ไท่ซ่างก็ยังไม่มีไหวพริบ
เหมือนเดิม แต่เซียนดินอายุน้อยคนหนึ่งชื่อว่าเฝิงเจี้ยกลับมีหัวคิด
อย่างมาก”
หลิวเสี้ยนหยางเอ่ย “โยนคนหัวแข็งไปไว้ที่ต าหนักฉางชุนสัก
สองคน ไม่ต้องเป็นผู้ว่าหรือขุนนางใหญ่ในพื้นที่ศักดินาอย่างแม่ทัพ
ประจ ามณฑลด้วยซ ้า หมวกขุนนางใหญ่ไปไม่ได้ แค่ต้องให้เจ้าเมือง
ร่วมมือกับนายอ าเภอ แล้วก็ไม่ต้องใช้เวลานานนัก แค่สิบกว่าปียี่สิบ
ปีก็พอให้พวกเขาล าบากหนักหนาสาหัสแล้ว เจ้ากับราชส านักไม่
ต้องพร ่าพูดว่า “ข้าหวังดีกับเจ้า” ให้พวกเขาคอยฟ้องร้องกล่าวโทษ
กันเอง ด าเนินคดีไม่หยุดจนเรื่องไปถึงกรมพิธีการกลายเป็นมติที่
ประชุมใหญ่และการประชุมเล็กในห้องทรงพระอักษร ผ่านไปสักสาม
ครั้งห้าครั้ง ต าหนักฉางชุนก็จะใช้ความสัมพันธ์ควันธูปจนหมด สมุด
คุณความชอบเล่มบางก็จะยิ่งบางลงเรื่อยๆ ถึงเวลานั้นต่อให้เป็นพวก
คนแก่คร ่าครึในต าหนักฉางชุนที่ไม่รู้จักพัฒนาก้าวหน้ามากแค่ไหน
ก็ควรรู้หนักเบารู้ว่าดีหรือร้ายแล้ว”
เฉินผิงอันพยักหน้า “ความคิดดี”
หลิวเสี้ยนหยางเอ่ยอย่างปลงอนิจจังว่า “หวนนึกถึงปีนั้น จุดที่เรือ
ข้ามฟากหลี่เฉวียนขับผ่านมีฝนใหญ่ตกกระหน ่าลงมา ไอแห้งแล้งแผ่
ไกลพันลี้พลันสลายสิ้น ต าหนักฉางชุนท าเรื่องที่มีคุณธรรมน ้าใจไว้
มากมาย อีกทั้งผู้ฝึกตนของต าหนักฉางชุนในเวลานั้นก็ไม่กล้าเชื่อ
ว่าสกุลซ่งต้าหลีจะสามารถมีกิจการใหญ่โตอย่างทุกวันนี้ได้ ทุกสิ่งที่
ท าลงไปก็แค่เพราะยึดถือหลักคุณธรรมเท่านั้นจริงๆ”
เฉินผิงอันกล่าว “หากเปลี่ยนเป็นพื้นที่ประกอบพิธีกรรมแห่งอื่น
ข้าก็คงไม่ถึงกับเหมือนถูกมัดมือมัดเท้าขนาดนี้”
กู้ช่านจุ๊ปาก “ไม่เสียแรงที่ล าบากตรากต าเดินทางข้ามทวีปไป
ขอศึกษาต่อ ทั้งยังตั้งใจเล่าเรียนอ่านต ารามานานหลายปี”
หลิวเสี้ยนหยางเอ่ยอย่างขันๆ ปนฉุน “หากข้าไม่หวนกลับบ้าน
เกิดมาเป็นลูกศิษย์ของช่างหร่วน ศึกษาเล่าเรียนไปตามล าดับ
ขั้นตอนอยู่ในส านักศึกษา หรือไม่ก็ไปฆ่าปีศาจที่สนามรบเลียบ
มหาสมุทรของทักษินาตยทวีป ทุกวันนี้ไม่ว่าอย่างไรก็น่าจะเป็นวิญญู
ชนผู้เที่ยงตรงของส านักศึกษาลัทธิขงจื๊อแล้ว ไม่แน่ว่าแม้กระทั่ง
ต าแหน่งรองเจ้าขุนเขาของส านักศึกษากวานหูก็น่าจะเป็นของใน
กระเป๋าแล้ว ไม่ด้อยไปกว่าพวกเวินอวี้เลยสักนิด”
กู้ช่านพยักหน้า พ่นเปลือกเมล็ดแตงทิ้ง “จากนั้นวิญญูชนใหญ่
หลิว รองเจ้าขุนเขาลิวก็โชคดีได้ติดตามคนกลุ่มใหญ่ไปกลั้นหายใจ
ท าสมาธิรออยู่หน้าประตูส านักศึกษา ในที่สุดก็ได้เจอกับราชครูคน
ใหม่ของต้าหลีที่ให้เกียรติมาเยือนส านักศึกษา ถูกเรียกตัวออกมาสั่ง
สอนเพียงล าพังก็รู้สึกได้รับเกียรติสีหน้าเปล่งปลั่ง ในใจแอบลอบยินดี
ดีดลูกคิดรางเล็กๆ ว่าหากราชครูเห็นแก่มิตรภาพของคนบ้าน
เดียวกัน ให้การสนับสนุนอยู่ในราชส านัก พูดถ้อยค าดีๆ ให้ศาลบุ๋น
ฟัง ในอนาคตจะเป็นเจ้าขุนเขาก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ เพียงแต่ว่าถึง
เวลานั้นไปเยือนจวนราชครูที่เมืองหลวงต้าหลี เจ้าขุนเขาหลิวก็ต้อง
รู้สึกลังเลแล้ว ควรจะใช้สถานะของคนร่วมบ้านเกิดไปร าลึกความหลัง
น าผลผลิตพิเศษในบ้านเกิดที่ของขวัญเบาน ้าใจหนักไปด้วยดี หรือ
ว่าควรต้องยึดมั่นในศักดิ์ศรีของบัณฑิต ยืนหยัดในความหยิ่งทระนง
ของปัญญาชน ยืนกรานจะไปขอพบใต้เท้าราชครูด้วยมือเปล่าดี…”
หลิวเสี้ยนหยางเอ่ยอย่างขุ่นเคือง “ยังไม่จบอีก?!”
เฉินผิงอันเอื้อมมือไปตบหัวกู้ช่าน แต่กู้ช่านเหมือนรู้ล่วงหน้าจึง
เบี่ยงหัวหลบไปได้