กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 17.2 ถามตอบ
เฉาเกิงซินลังเลอยู่นาน ก่อนจะหัวเราะหึ ตัดสินใจได้แล้วจึงเอ่ย
ว่า “เอาไปด้วยก็แล้วกัน พาพวกบ่าวไพร่ดุดันสองสามคนออกไปเดิน
เตร่ตามถนน เที่ยวเล่นเกี้ยวพาราสีสตรีชาวบ้าน คือชีวิตลูกผู้ดี
เสเพลที่ข้าใฝ่ฝันมาโดยตลอด ไปถึงเมืองลั่วจิงก็ปลอมตัวออกตรวจ
ตราโดยไม่เปิดเผยฐานะ ทะเลาะกับคนบนเส้นทางเดียวกันที่ตาไร้แวว
ในเหลาสุราหรือไม่ก็บนถนนสายใหญ่ ต่างคนต่างประชันกันเรื่องภูมิ
หลังชาติตระกูล ข้าเองก็ไม่รีบร้อนเปิดเผยตัวตน รอให้พวกเขาถาม
ข้าว่ารู้หรือไม่ว่าพ่อของพวกเขาคือใคร ข้าค่อยถามพวกเขาว่ารู้
หรือไม่ว่าข้าผู้เป็นขุนนางคือใคร?! จุ๊ๆ แค่คิดก็รู้สึกว่ายอดเยี่ยมแล้ว”
เฉินผิงอันมอบค าหนึ่งให้เป็นรางวัล “ไสหัวไป”
เฉาเกิงซินหยิบเหล้าหมักฉางชุนบนโต๊ะน ้าชาขึ้นมากระดกดื่ม
เหล้าที่เหลืออีกสี่ห้าหยด เดินไปบนระเบียง เตร็ดเตร่มุ่งหน้าไปยัง
ห้องครัวของจวนราชครู นอกจากจะเอ่ยขอบคุณแม่ครัวคนหนึ่งที่ยืน
เหม่ออยู่ข้างโต๊ะแล้วยังบอกด้วยว่าตนจะไปลั่วจิง อวี๋ชิ่งแม่ครัวที่ได้
สถานะสายของอิงเถาชิงอีคืนมา นางถูกใต้เท้ารองเจ้ากรมที่มีสีหน้า
อาลัยอาวรณ์ผู้นี้ท าให้มึนงงไปหมด ไม่เห็นจ าเป็นต้องบอกข้าเรื่อง
พวกนี้เลยไม่ใช่หรือ?
หรงอวี๋ยืนอยู่ห่างไปไม่ไกล ข้างกายมีจ้าวหลวนและเถี่ยจ่าวยืน
อยู่ นางยิ้มเอ่ยเตือนว่า “รองเจ้ากรมเฉา พวกโจวไห่จิ้งอยู่ที่ส านักเต๋า
ของเก๋อหลิ่งแล้ว รอให้ท่านไปปรึกษาเรื่องการเดินทางไปยังลั่วจิง”
เฉาเกิงซินสีหน้าเป็นปกติ แต่แท้จริงแล้วกลับปวดหัวยิ่งนัก
ค าพูดเหล่านั้นของเฉาผิงผู้เป็นท่านอาท าให้เขาหวาดผวาไม่คลาย
มองผู้เฒ่าเครายาวที่ร่างผอมโปร่ง เฉาเกิงซินก็เอ่ยอย่างสงสัยว่า
“อาจารย์ผู้เฒ่าท่านนี้คือ?”
หรงอวี๋ยิ้มตาหยี “นามแฝงว่าเถี่ยจ่าว เป็นผีขอบเขตก่อก าเนิด
ราชครูบอกว่าซื้อหนึ่งแถมหนึ่ง รองเจ้ากรมเฉาได้ก าไรก้อนโตแล้ว”
เฉาเกิงซินยิ้มเจื่อนเอ่ยว่า “ยังดี”
……
อ าเภอที่อยู่ในอาณาเขตของภูเขาฉีอวิ๋น อันที่จริงยังมีสตรีที่ควร
จะไปร่วมแสดงความยินดีที่ยอดเขาโหยวอี๋อยู่อีกคน แต่นางกลับ
เปลี่ยนใจกะทันหัน มานั่งต าหนิน้อยใจตัวเองอยู่ที่นี่ สั่งอาหารรสเลิศ
ขึ้นชื่อในท้องถิ่นของเหลาสุรามาสี่ห้าจาน แต่สุดท้ายแล้วนางก็ขี้
ขลาดเกินกว่าจะไปพบอาจารย์หร่วน ไปพบเจ้าประมุขคนปัจจุบัน
อย่างหลิวเสี้ยนหยาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งศิษย์พี่หญิงสวี
นางก็คือหลิ่วอวี้ลูกศิษย์ผู้สืบทอดของเหลิ่งฉี่แห่งยอดเขาฉงจือ
ทุกวันนี้เป็นขอบเขตประตูมังกร กระบี่บินแห่งชะตาชีวิตคือ “ตี๋ฮวา”
อันที่จริงออกจากบ้านมาครั้งนี้ทั้งเป็นความตั้งใจของหลิ่วอวี้เอง
แล้วก็เป็นค าแนะน าของอวี่หลิ่นแห่งยอดเขาอวี่เจี่ยวด้วย ตอนนั้น
อวี่หลิ่นพูดเสียไพเราะ ไม่ว่าจะอย่างไร พวกเราต่างก็เริ่มเดินเข้าสู่วิถี
กระบี่ที่ส านักกระบี่หลงเฉวียน แม้ว่าสุดท้ายแล้วจะค่อนข้างเสียดายที่
ไม่มีวาสนาได้เป็นอาจารย์และศิษย์กับอาจารย์หร่วน แต่พวกเราควร
ต้องรู้จักส านึกในบุญคุณ อีกอย่างหลิวเสี้ยนหยางถามกระบี่กับภูเขา
ตะวันเที่ยงคือความแค้นส่วนตัว ตอนนั้นพวกเรารับกระบี่ก็เพียงแค่
ท าตามหน้าที่ของตัวเองเท่านั้น ถอยไปพูดหมื่นก้าวนั่นก็เป็น
หลักการเหตุผลที่ว่าความแค้นควรช าระสะสางไม่ควรผูกปมแค้นต่อ
กันไม่ใช่หรือ?
นี่ก็น่าจะเป็นเหตุผลที่ท าให้อวี่หลิ่นสามารถกลายมาเป็นเซียน
กระบี่โอสถทองภายในอายุสามสิบปี เป็นเจ้าแห่งยอดเขาของภูเขา
ตะวันเที่ยงได้กระมัง?
ก็ถือเสียว่าตัดปัญหาเรื่องหนึ่งไปได้ มักจะต้องเป็นคนเฉลียว
ฉลาดเช่นนี้ที่อยู่ในสังคมอันมั่งมีศักดิ์ศรีหรือไม่ก็อยู่ในสนามแห่ง
ชื่อเสียง ถึงจะโดดเด่นเป็นที่หนึ่งและกอบโกยผลประโยชน์ได้อย่าง
เต็มที่
ผลได้ผลเสียระหว่างนี้ สืบสาวราวเรื่องกันแล้วก็มักจะเป็นการรับ
ผลในสิ่งที่ตัวเองท าไว้เสมอ
หลิ่วอวี้มีสีหน้าอัดอั้น ความคิดของนางเรียบง่าย ไหนเลยจะ
เฉลียวฉลาดรอบด้านปรับตัวเข้ากับทุกคนได้ดี ยึดได้หดได้อย่างอวี่
หลิ่น นางรู้สึกแค่ว่าตัวเองติดค้างบุญคุณใหญ่เทียมฟ้าต่อส านัก
กระบี่หลงเฉวียน บางครั้งก็รู้สึกเสียใจภายหลังว่าการที่ปีนั้นยืนกราน
ว่าจะลงจากภูเขา ออกมาจากส านักกระบี่หลงเฉวียน คือการ
ตัดสินใจที่ผิดหรือไม่?
เหมือนอย่างหลูซีถิง หลีหลางหวน ปีนั้นก็ขึ้นเขามาฝึกกระบี่
พร้อมกับหลิ่วอวี้ อวี่หลิ่นพวกต่งกู่ สวีเสี่ยวเฉียวและเซี่ยหลิง ปีนั้น
พวกเขาต่างก็เคยถ่ายทอดวิชาความรู้แทนอาจารย์อวี่หลิ่นที่
คุณสมบัติดีที่สุดเลือกที่จะมองหาโอกาสที่ดีกว่า พวกต่งกู่ต่างก็ไม่
รู้สึกเสียดายเซี่ยหลิงยังเคยพูดเยาะหยันเป็นการส่วนตัว เจ้าคิ้วยาวผู้
นี้ดูแคลนคนฉลาดอย่างอวี่หลิ่นผู้นี้ที่สุด คือคนโง่เง่าที่เกินจะทนจริงๆ
ทว่าส าหรับการลงจากภูเขาของหลิ่วอวี้ เซี่ยหลิงรู้สึกว่าไม่
สมควร ไปอยู่ในสถานที่ที่เหมือนรังโจรอย่างภูเขาตะวันเที่ยงซึ่งเห็น
ได้ชัดว่าวัดเล็กลมปีศาจแรงตะพาบน ้าตื้นก็มีเยอะแห่งนั้น เจ้าหลิ่วอวี่
จะเรียนรู้อะไรได้? เพียงแต่เซี่ยหลิงพูดแค่ครั้งเดียวก็คร้านจะโน้มน้าว
นางอีก
จนใจที่นางเป็นสตรีมีความรัก ไหนเลยจะฟังหลักการเหตุผล
พวกนี้เข้าหู
อีกทั้งปีนั้นหลิ่วอวี้ยังเป็นเด็กสาววัยสิบสามสิบสี่ปีที่เพิ่งเคยมี
ความรักครั้งแรก ทั้งนางยังเป็นสตรีที่ไม่เข้าใจเรื่องทางโลก รู้สึกแค่
ว่าระหว่างฟ้าดินแห่งนี้มีเพียงค าว่า “รัก” เท่านั้นที่เป็นความจริง ใน
สายตาของเด็กสาวคนบนโลกมีมากมาย แต่นางกลับเห็นแต่บุรุษที่
นางรักเพียงคนเดียว ต่อให้เป็นสวีเสี่ยวเฉียวก็ตาม จะเกลี้ยกล่อมนาง
ได้อย่างไร จะบอกให้เด็กสาวเปลี่ยนใจหรือ?
ลงจากเขาแล้วขึ้นเขาอีกครั้ง ก็ยังคงผู้ฝึกตนที่หลอมกระบี่
หลายปีมานี้หลิ่วอวี้มักจะเศร้าใจราวกับสูญเสียสิ่งส าคัญไป
บนโต๊ะคืออาหารตามฤดูกาลที่มีครบทั้งกลิ่นและสีสันน่ากิน แต่
หลิ่วอวี้กลับรู้สึกว่ารสชาติเหมือนเคี้ยวเทียน ดื่มสุราชั้นเลวไปไม่กี่
จอกก็วางเงินไว้ก้อนหนึ่ง ไม่ได้เรียกลูกจ้างมาคิดเงินก็ลุกขึ้นเดิน
ออกมาจากเหลาสุราแล้ว
หลิ่วอวี้ท่าทางเศร้าซึมเหงาหงอย ยอดเขาโหยวอี๋คงไม่ไปแน่แล้ว
เพราะถึงอย่างไรนางก็กลัวคนผู้นั้นลึกจนถึงกระดูกไปแล้ว
รอกระทั่งคนผู้นั้นได้เป็นราชครูต้าหลี ยอดเขาทั้งหลายของ
ภูเขาตะวันเที่ยงก็เหมือนอยู่ในช่วง…เข้าพรรษา
การประชุมในศาลบรรพจารย์คราวก่อน บรรยายกาศเคร่งเครียด
จนท าให้คนหายใจไม่ออก
แน่นอนว่าก็มีคนที่ไม่กลัวอะไรเลยเหมือนกัน ล้วนเป็นเด็กหนุ่ม
เด็กสาวที่ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต ่า
หลิ่วอวี้ถอนหายใจอีกครั้ง เดินเข้าไปในตรอกที่เงียบสงบแห่ง
หนึ่ง ท ามุทราคาถากระบี่ ขี่กระบี่มุ่งหน้าไปยังถนนหลวงเส้นหนึ่งที่อยู่
รอบตัวอ าเภอ ขวางพวกลูกศิษย์รุ่นเยาว์ของยอดเขาต่างๆ ไว้ระหว่าง
ทาง พอเห็นหลิ่วอวี้ สีหน้าของพวกเขาต่างก็กระอักกระอ่วน มีแค่เด็ก
สาวร่างบางที่ใบหน้างดงามเย็นชาคนหนึ่งที่ค่อนข้างจะสุขุมเยือกเย็น
แม้ว่าหลิ่วอวี้จะสงสารพวกเขา ทั้งยังอิจฉาที่บนร่างของพวกเขา
ปราศจากกลิ่นอายของความเสื่อมถอยโรยรา แต่จะปล่อยให้พวกเขา
ท าตัวเหลวไหลกันไม่ได้ จึงแสร้งท าหน้าดุดัน “แอบลงจากภูเขา
ติดตามมาตลอดทาง คิดว่าข้าไม่รู้ร่องรอยของพวกเจ้าจริงๆ หรือ?
พวกเจ้ายังคิดจะไปถามกระบี่ที่ยอดเขาโหยวอี๋อีกหรือไร?”
เด็กสาวพูดด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “อาจารย์อาหลิ่ว พวกเราก็แค่
อยากจะมองยอดเขาโหยวอี้และภูเขาลั่วพั่วอยู่ไกลๆ สักครั้งเท่านั้น
จากนั้นก็จะกลับส านักไปเงียบๆ”
ทุกวันนี้เหลิ่งฉี่ที่เป็นเจ้าแห่งยอดเขาฉงจือได้ “ปิดด่าน” ไปแล้ว
กิจธุระของยอดเขาล้วนมีหลิ่วอวี้เป็นคนจัดการดูแล นางได้รับการ
ยกเว้นให้เข้าร่วมการประชุมในศาลบรรพจารย์เป็นกรณีพิเศษ ดังนั้น
ในสายตาของเด็กพวกนี้ หลิ่วอวี้จึงยังมีบารมีน่าเกรงขาม
หลิ่วอวี้ถามด้วยสีหน้าเย็นชา “เห็นไกลๆ แล้วจะท าอะไรต่อ?!”
เด็กสาวพูดด้วยน ้าเสียงเฉยเมย “เห็นแล้วก็จะกลับ หากมีคน
ถามว่าพวกเราคือใคร ก็จะบอกไปว่าเป็นผู้ฝึกตนอิสระ พวกเขาจะ
เชื่อหรือไม่ก็ตามใจ ถึงอย่างไรพวกเราก็ไม่คิดจะท าอะไรอยู่แล้ว”
หลิ่วอวี้ถูกหยอกจนข า แต่ก็ยังตีหน้าขรึม เอ่ยสั่งสอนว่า “พูดจา
เหลวไหล!”
ได้ยินมาว่านังหนูนิสัยประหลาดผู้นี้ คุณสมบัติในการหลอม
กระบี่พอใช้ได้ ไม่ถือว่าโดดเด่น มักจะไปที่ป้ายศิลาแบ่งเขตแห่งนั้น
เป็นประจ า
แสงกระบี่เส้นหนึ่งพุ่งมาถึงอย่างไม่ช้าไม่เร็ว สวีเสี่ยวเฉียวพลิ้ว
กายลงพื้น เก็บกระบี่สอดใส่ฝัก ยิ้มเอ่ยว่า “แค่มองไม่กี่ทีก็ไม่ถือเป็น
ปัญหาอะไร ไปที่ประตูภูเขากับข้า ไปเห็นใกล้ๆ ดีกว่า บอกไว้ก่อนว่า
อยู่ที่ส านักกระบี่หลงเฉวียนสามารถท าเช่นนี้ได้ แต่ไม่ได้หมายความ
ว่าพวกเจ้าจะไปท าแบบนี้ที่ภูเขาลั่วพั่วได้”
หลิ่วอวี้พลันตาแดงก ่า อยู่กับเด็กๆ กลุ่มนี้ นางคือผู้อาวุโส แต่อยู่
กับศิษย์พี่หญิงอวี๋หลิ่วอวี้กลับยังคงเป็นเหมือนเด็กสาวในปีนั้น
สวีเสี่ยวเฉียวหัวเราะ เอ่ยว่า “ไม่ต้องท าตัวห่างเหินเกินไป เจ้า
สามารถกลับมาที่นี่ได้ตลอด พวกศิษย์พี่ต่งศิษย์น้องเซี่ยต่างก็ยินดี
ต้อนรับเจ้า”
รอยยิ้มของหลิ่วอวี้กลับขมขื่นยิ่งกว่าเก่า
พวกเด็กหนุ่มเด็กสาวต่างดีใจกันสุดขีด ลงจากภูเขามาครั้งนี้ ยิ่ง
เดินทางมาทางเหนือความกล้าของพวกเขาก็ยิ่งน้อยลงเรื่อยๆ
เพียงแต่ว่าไม่ว่าใครก็ไม่อยากเปิดปากพูดเป็นคนแรกว่ากลับกันเถอะ
มีเพียงเด็กสาวที่เมื่อครู่นี้พูดกับหลิ่วอวี้เท่านั้นที่จู่ๆ นางกลับถาม
ค าถามที่ไม่ว่าใครก็คาดไม่ถึง “เจ้าแห่งยอดเขาสวี กู้ช่านผู้นั้นอยู่บน
ภูเขาหรือไม่?”
หากกู้ช่านอยู่บนภูเขา นางคงไม่ขยับเข้าไปดูใกล้ๆ แล้ว ชื่อเสียง
ของคนก็เหมือนเงาของต้นไม้ ใครบ้างที่ไม่กลัวกู้ช่านที่ออกจาก
ทะเลสาบซูเจี่ยนไปอยู่นครจักรพรรดิขาว
พอนางพูดแบบนี้ คนวัยเดียวกันทุกคนก็สูดลมหายใจดังเฮือก
รู้สึกหวาดกลัวขวัญผวา แต่ละคนใจฝ่อหงอกันไปหมด ไฉนถึงลืม
เรื่องนี้ได้นะ?!
และเวลานี้เอง ไม่รอให้สวีเสี่ยวเฉียวเอ่ยอะไรก็มีน ้าเสียงอบอุ่น
อ่อนโยนกลั้วเสียงหัวเราะดังมาจากด้านหลังของพวกเด็กหนุ่มเด็ก
สาว “กู้ช่านไม่อยู่บนภูเขา”
เด็กสาวสีหน้าแข็งที่อ หันหน้ากลับไปมอง เห็นเป็นคนหนุ่มสวม
ชุดลัทธิขงจื๊อรูปงามบุคลิกองอาจ ข้างกายเขายังมีสตรีหน้าตางดงาม
เหมือนบุปผาเหมือนหยกยืนอยู่ด้วย
……
ในอาณาเขตแถบตะวันตกเฉียงเหนือของใบถงทวีป นครยักษ์
แห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ติดทะเล มีบรรยากาศแห่งความเจริญรุ่งเรือง บนถนน
ผู้คนสัญจรกันขวักไขว่ ใครเล่าจะคิดได้ว่านครที่ผู้คนเบียดเสียดแด
อัด ไม่ว่าจะเป็นก าแพงเมือง ถนนหนทาง บ้านเรือนสิ่งปลูกสร้าง ป้าย
หน้าร้านค้าประเภทต่างๆ ป้ายหน้าเหลาสุรา ฯลฯ ล้วนเป็นของใหม่
ระยะเวลาสั้นๆ ไม่ถึงยี่สิบปีก็มีนครแห่งหนึ่งที่เหมือนผุดจากความว่าง
เปล่าโผล่ขึ้นมา ประชากรมีไม่ต ่ากว่าสามแสนคน
นักพรตเด็กหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาคนหนึ่งสวมชุดเต๋าสีฟ้า บน
ศีรษะโพกด้วยผ้า เท้าสวมรองเท้าสือฟาง บุคลิกท่วงท่าสง่างาม
มายังหอสูงแห่งหนึ่งที่เอาไว้ชมทัศนียภาพของทะเลโดยเฉพาะ
เด็กหนุ่มไม่ขึ้นหอสูงทอดสายตามองไปไกล แค่เดินวนเวียนอยู่แถว
ร้านใกล้เคียงครู่หนึ่งก็เตรียมจะกลับไปยังอารามเต๋าที่มาเช่าอยู่ในตัว
เมืองแล้ว
แม้ว่าอารามเต๋าจะเล็ก แต่กลับมีซากปรักของอดีตราชวงศ์อยู่
สองแห่ง แห่งหนึ่งคือกองตรวจการสายฟ้าที่จักรพรรดิทรงมีพระราช
โองการให้สร้างขึ้น เอาไว้ตั้งบูชาหลิงกวนแม่ทัพเทพฝ่ายกรมอัคคี
และยังมีบ่อลึกแห่งหนึ่งที่ในบันทึกอักขรานุกรมท้องถิ่นบันทึกไว้ว่า
สามารถทะลุไปถึงวังมังกรที่อยู่ใต้ทะเลได้ บนภูเขาล้วนพูดกันว่ามี
วัตถุศักดิ์สิทธิ์แฝงตัวอยู่ด้านในนี้ คอยเฝ้าเส้นทางสายน ้า
นักพรตเด็กหนุ่มกลับถูกบุรุษวัยกลางคนสะพายกระบี่คนหนึ่งมา
ดักขวางทางไป
คงเป็นเพราะเห็นอีกฝ่ายเรือนกายสูงใหญ่ก าย า ท่าทางเปี่ยมไป
ด้วยพละก าลัง ถ้าลงไม้ลงมือกันขึ้นมาต้องเสียเปรียบอย่างแน่นอน
นักพรตเด็กหนุ่มจึงได้แต่เป็นฝ่ายอ้อมเส้นทางออกไป บุรุษกลับขยับ
เท้ามาด้านข้างตามมาขวางทางเข้าต่อ วางท่าเป็นอันธพาลที่มาหา
เรื่องอย่างชัดเจน
เด็กหนุ่มหยุดเดินขมวดคิ้วถาม “ไยสหายต้องบีบคั้นกันเช่นนี้?
เส้นทางกว้างขวาง ต่างคนต่างเดินไปไม่ได้หรือ?”
บุรุษเอ่ยเย้ยหยัน “ท าไมเจ้าอารามตู้ต้องถามทั้งที่รู้ดีอยู่แล้ว?”
ตู้หันหลิงเงียบไม่ตอบ
มือกระบี่ผู้นั้นเอ่ย “มีคนเคยบอกว่าขอแค่เจ้าพยายามจะแฝงตัว
ลงไปในทะเล ก็ให้พาเจ้าไปเยือนสวนกงเต๋อของศาลบุ๋นแผ่นดิน
กลาง หากอยู่ที่อารามจินติ่งก็ปล่อยให้เจ้าฝึกวิชาแสวงหาขอบเขต
เซียนเหรินได้ตามสบาย”
บุรุษคลี่ยิ้ม “หากเจ้ามีความอดทนดีพอ ข้าคงต้องปวดหัวแล้ว
ต้องคอยจับตามองปลาหนีชิวไหลลื่นขอบเขตหยกดิบทุกวัน
ค่อนข้างจะล าบากนะ”
ตู้หันหลิงแห่งอารามจินติ่งปิดด่านมานาน ไม่เคยเผยโฉมบนโลก
นานหลายปี ตอนนั้นที่สงครามใหญ่ปิดฉากลง เผ่าปีศาจแห่งเปลี่ยว
ร้างที่หลงเหลืออยู่ในใบถงทวีปล้วนถูกกวาดล้างจนเกลี้ยง จึงมี
พันธมิตรใบท้อที่จัดขึ้นที่ชานเมืองหลวงต้าเฉวียน จวนเซียนพื้นที่
ประกอบพิธีกรรมที่ค่อนข้างใหญ่หกสิบกว่าแห่งซึ่งมีสกุลเหยาต้า
เฉวียนเป็นหนึ่งในนั้น และยังมีพรรคใต้อาณัติบนภูเขาอีกสามสิบสี่
สิบแห่ง พลังอ านาจยิ่งใหญ่ ปลุกใจคนให้ฮึกเหิม ในนามนั้นสามารถ
รักษาพลังชีวิตของทวีปบ้านเกิด ต้านทานการแทรกซึมของผู้ฝึกตน
ทวีปอื่นเอาไว้ได้ แต่ในความเป็นจริงแล้วทุกคนล้วนรู้กันดีอยู่แก่ใจว่า
สิ่งที่ป้องกันก็คือราชวงศ์ต้าหลีที่อยู่ในแจกันสมบัติทวีปทางทิศเหนือ
แห่งนั้น
พันธมิตรใบท้อพลังอ านาจยิ่งใหญ่เป็นหนึ่งในใบถงทวีป ความมี
หน้ามีตาแทบจะบดบังเหนือส านักกุยหยกที่อยู่ทางใต้แล้วด้วยซ ้า
ตู้หันหลิงเป็นผู้น า และยิ่งถูกขนานนามให้เป็นจักรพรรดิบน
ภูเขา คืออัครเสนาบดีในภูเขา
เพียงแต่ว่ารอให้ภายหลังส านักกระบี่ชิงผิงที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ดึง
เอาส านักกุยหยกและราชวงศ์ต้าเฉวียนมาเข้าร่วม ตัดสินใจที่จะขุด
เจาะล าน ้าใหม่เอี่ยมแห่งหนึ่งขึ้นมา อีกทั้งยังสร้างศาลบรรพจารย์
ชั่วคราวไว้ที่แคว้นอวิ๋นเหยียนได้อย่างรวดเร็ว การประชุมในแต่ละวัน
ของพวกเขาก็แทบจะไม่เคยพูดถึงเรื่องคุณธรรมน ้าใจหรือ
สถานการณ์ใหญ่อะไร คุยไปคุยมาก็มีแค่ค าเดียวที่จับต้องได้จริง
ที่สุด นั่นก็คือค าว่าเงิน!
เป็นเหตุให้พันธมิตรใบท้อกลายมาเป็นเรื่องน่าสนใจและเรื่องน่า
ขันที่ค่อยๆ ไร้ข่าวคราวเงียบหายไป พวกเขาเองก็เข้าใจแล้วว่าท าไม
ตู้หันหลิงถึงปิดด่านนานหลายปี ก็จะให้ออกจากภูเขาไปท าไมล่ะ?
เป็นฝ่ายไปเยือนแคว้นอวิ่นเหยียน บอกว่าผินเต้ายินดีจะทุ่มเทสุด
ความสามารถอันน้อยนิดที่มี ร่วมสร้างวีรกรรมยิ่งใหญ่ไปด้วยกัน?
หรือไปโต้เถียงกับฮ่องเต้หญิงสกุลเหยาแห่งนครเซิ่นจิ่งว่าท าไมถึงได้
ละทิ้งสัญญา หรือว่าข่าวลือในหมู่ชาวบ้านจะเป็นความจริง เจ้ากับคน
แซ่เฉิน…?
ตู้หันหลิงถอนหายใจ “เซียนกระบี่สวีจวิน ช่างตั้งชื่อได้ดีนัก”
สวีเซี่ยแห่งเกราะทองทวีป หากพูดให้น่าฟังหน่อยก็คือเซียน
อิสระ พูดให้ไม่น่าฟังก็คือผู้ฝึกตนอิสระ ไม่มีสถานะบนท าเนียบเสียที่
สวีเซี่ยยิ้มบางๆ “แค่ชื่อเสียงเลื่อนลอยที่บนภูเขาตั้งให้”
ก่อนหน้านี้เขาไปเข้าร่วมงานพิธีของส านักกระบี่ชิงผิง แล้วก็
ได้รับค าไหว้วานจากผู้อื่นให้ช่วยจับตามองตู้หันหลิง
ในเมื่อสวีเซี่ยรับปากว่าจะท าเรื่องนี้ ก็ไม่ควรปล่อยให้มีช่องโหว่
เพราะถึงอย่างไรสิ่งที่สวีเซี่ยเกลียดที่สุดก็คือพวกคนที่สมคบคิดกับ
เปลี่ยวร้าง
เพียงแต่ว่านอกจากสาเหตุนี้แล้ว สวีเชี่ยยินดีรับหน้าที่นี้มาไว้ก็
เพราะยังมีเรื่องวงในอีกบางส่วน ล้วนมีความเกี่ยวข้องกับต าหนักเสีย
เฟิงและซากปรักภูเขาหมางชานแห่งหลิวเสียทวีป พูดให้ถูกต้องก็คือ
คนที่น าพาสวีเซี่ยขึ้นเขาอย่างแท้จริงก็คือผู้อาวุโสผีหญิงที่มีฉายาว่า
ชิงเมี่ยว มีชื่อว่าโจวซ่งผู้นั้น นอกจากนี้สวีเซี่ยเป็นหนึ่งในคนยี่สิบสอง
คน นั่นก็เป็นเพราะโจวซึ่งอาจารย์ครึ่งตัวของเขาคอยให้การชี้น า
อย่างลับๆ