กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 17.3 ถามตอบ
ตู้หันหลิงถามอย่างสงสัย “สวีจวินผู้ยิ่งใหญ่ ไฉนถึงถูกคนนอก
โน้มน้าวได้ ยอมเสียเวลาเปล่าคอยจับตามองคนแปลกหน้าที่ไม่มี
ความแค้นใดๆ ต่อกันมาอย่างยาวนาน?”
สวีเซี่ยกลับสงสัยยิ่งกว่า “ก าลังจะตายอยู่แล้ว ยังมามัวคิดเล็กคิด
น้อยกับเรื่องพวกนี้ไปไย?”
ตู้หันหลิงขมวดคิ้วถาม “ว่าอะไรนะ?!”
สวีเซี่ยยิ้มเอ่ย “เฉินผิงอันบอกว่าให้พาเจ้าไปที่สวนกงเต๋อ
ศาลบุ๋น นั่นเป็นค ากล่าวของเขา แต่ข้าย่อมมีความเห็นเป็นของ
ตัวเอง”
สวีเซี่ยฝืนนิสัยยอมอดทนรอ คล้ายต้องการอธิบายให้คนตายฟัง
เพิ่มอีกหนึ่งประโยค “ความเห็นของข้าก็คือยอมฆ่าผิดตัว แต่จะไม่
ยอมปล่อยผิดตัว”
ตู้หันหลิงไม่มัวพูดไร้สาระอีก ร่ายวิชาอภินิหารหลบหนีออกจาก
เมืองทันใด
เพียงแต่ว่าไม่ว่าตู้หันหลิงจะมีมรรคกถาสารพัดรูปแบบมากแค่
ไหน ใช้กลเม็ดวิธีแก้ปัญหาทุกรูปแบบก็แล้ว แต่สวีเซี่ยก็ยังตามติด
เป็นเงา แล้วก็ไม่รีบร้อนออกกระบี่ ถึงขั้นที่ว่ายังใช้สายตาบอกเป็นนัย
แก่ตู้หันหลิงว่าไม่สู้เจ้าลองเอาชีวิตของมนุษย์ธรรมมาบีบข้าผู้แช่สวีดู
ในที่สุดตู้หันหลิงก็อดไม่ไหว ด่าทอออกมาหยาบคาบเสียงดังลั่น
ขณะเดียวกันก็พยายามที่จะเปิดค่ายกลใหญ่แห่งภูเขาสายน ้า
สวีเซี่ยได้ยินแล้วสีหน้ายังคงเป็นปกติ กลับกันยังยิ้มเอ่ยด้วยว่า
“ข้าขึ้นชื่อว่านิสัยไม่ดีแต่กลับไม่คิดจะโกรธเคืองคนตายหรอกนะ”
ปล่อยให้ตู้หันหลิงเปิดใช้ายกลแห่งภูเขาสายน ้าที่มีอารามจินติ่ง
เป็นแกนกลาง โชคชะตาน ้าและภูเขา ปราณวิญญาณฟ้าดินเกือบ
ครึ่งของใบถงทวีปต่างก็ถูกก่อกวนจนเกิดลมพัดกระโชกเมฆชัด
เชี่ยวกราก ภาพเหตุการณ์ผิดปกติพลันบังเกิด นี่ก็คือวิชารักษาตัว
รอดซึ่งเป็นวิชาก้นกรุของตู้หันหลิง
ท าให้นายท่านโมโห ข้าก็จะให้มนุษย์นับล้านในใบถงทวีปต้อง
ตายตกไปพร้อมกัน!
สวีเซี่ยแค่ใช้กระบี่ฟันการเชื่อมโยงบนมหามรรคาระหว่างตู้หันห
ลิงกับค่ายกลใหญ่อย่างง่ายดาย ง่ายราวกับใช้มีดหั่นเต้าหู้
จากนั้นใช้กระบี่ตัดหัวตู้หันหลิง
ศีรษะหนึ่งลอยกระเด็นขึ้นสูง สีหน้าของตู้หันหลิงเหมือนขี้เถ้า
มอด เอ่ยอย่างขมขื่นเศร้ารันทด “สวีเซี่ย เจ้าเลื่อนเป็นขอบเขตบิน
ทะยานตั้งแต่เมื่อไหร่?!”
สวีเซี่ยที่ถึงขั้นไม่ได้เรียกกระบี่บินแห่งชะตาชีวิตออกมาด้วยซ ้า
บิดหมุนข้อมือควงกระบี่ ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “ผู้ฝึกกระบี่อย่างข้าเงยหน้า
มองการเชื่อมโยงของฟ้าดิน ย่อมต้องเกิดความรู้ความเข้าใจได้บ้าง”
……
พื้นที่ใจกลางของเปลี่ยวร้าง อาณาเขตทางตะวันออกเฉียงใต้
บนหน้าผาสูงชันแห่งหนึ่งที่สูงเสียดแทงเข้าไปในชั้นเมฆได้
แกะสลักคัมภีร์เต๋าตัวอักษรขนาดใหญ่เท่าโต่ว (ภาชนะที่เป็นเครื่อง
ตวงข้าวสมัยโบราณ) ไว้บทหนึ่ง ตัวอักษรคือตัวอักษรเมฆาวารีที่โจว
มี่สร้างขึ้นด้วยตัวเอง เนื้อหาของคัมภีร์ตื้นเขินและหยาบอย่างมาก
ทว่าส านวนการเขียนกลับไม่คลุมเครือ เข้าใจง่ายอย่างยิ่ง
ไม่เพียงแค่สถานที่แห่งนี้เท่านั้น ระหว่างป่าเขาของใต้หล้าเปลี่ยว
ร้างก็มีตัวอักษรแกะสลักบนหน้าผาที่คล้ายคลึงกันนี้จ านวนมากนับ
หมื่นแห่ง แกะสลักคัมภีร์สามบท แบ่งออกเป็นบทการหายใจหลอม
ลมปราณซึ่งถือเป็นขั้นพื้นฐาน ควรจะเปิดจวนอย่างไร อะไรคือการ
สร้างโอสถ ล้วนเป็นวิชาการขึ้นเขา เป็นเส้นทางการเดินขึ้นบันไดที่
โจวมี่เรียบเรียงขึ้นมาเองทั้งสิ้น
หลายพันปีที่ผ่านมามักจะมีภูตตามป่าเขาและสรรพสิ่งเก่าแก่ที่
บ าเพ็ญตนจนกลายเป็นภูตซึ่งพอจะมีสติปัญญาบ้างแล้ว แต่ยังไม่
อาจหลอมเรือนกายได้ส าเร็จพากันมารวมตัวอยู่ด้านล่างหน้าผา
คัมภีร์ บางคนที่โชคดีมองไปมองมาก็เรียนรู้การหลอมลมปราณเป็น
ก็จะดีใจแทบคลั่ง ชูมือกระโดดโลดเต้น แล้วจึงไปอ่าน “ต าราเล่ม
ถัดไป” ที่หน้าผาแห่งอื่น ภูตจ านวนมากกว่านั้นกลับมึนๆ งงๆ มาแล้ว
ก็จากไป ไปแล้วก็กลับมาใหม่ ท่ามกลางความมึนงงนั้นกลับไม่ยอม
ถอดใจ
หากในใต้หล้าเปลี่ยวร้างมีปีศาจใหญ่ลงจากภูเขาไปท่องเที่ยว
ยามที่ทะยานลมแล้วก้มหน้าลงมองก็มักจะเห็นเป็นประจ าว่าบน
เส้นทางสายหนึ่งมีพื้นที่ประกอบพิธีกรรมถูกทิ้งร้างที่ภูเขาเกินครึ่งลูก
ล้วนพังทลายไม่เป็นชิ้นเป็นอันแล้ว มีนครรุ่งเรืองของแคว้นแห่งหนึ่งที่
สิ่งปลูกสร้างใหม่เอี่ยมแต่กลับกลายเป็นเมืองผีไปแล้ว ถูกกระบี่ฟันผ่า
ออกเป็นสองท่อนหรือไม่ก็ถูกสมบัติหนักโจมตีจนในเมืองมีแต่ร่องลึก
พาดผ่าน…แต่ใครเล่าจะกล้ามาแตะต้องหน้าผาพวกนี้ ใครจะกล้า
สังหาร “มดตัวน้อย” ทั้งหลายที่มารวมตัวกันอยู่ตรงตีนเขาอ่านอักษร
ใหญ่ที่แกะสลักอยู่บนหน้าผา เหล่าลูกศิษย์ผู้สืบทอดสายของ
มหาสมุทรความรู้โจวมี่ อย่างพวกโซ่วเฉินที่เป็นลูกศิษย์คนแรก
จะต้องไปหาถึงบ้านด้วยตัวเอง แล้วหิ้วเอาหัวหนึ่งหัวไม่ก็หัวหลายหัว
กองกันกลับไป เอาหัวของพวกมันไปแขวนไว้บนก าแพงหน้าผา
เหล่านั้น
นานวันเข้าบริเวณรอบด้านหน้าผาใหญ่ที่มีตัวอักษรแกะสลัก
พวกนี้ก็กลายมาเป็นเมือง มีตลาด ถึงขั้นที่ว่าห่างไปไม่ไกลยังมี
ท่าเรือตระกูลเซียน ผู้คนอาศัยอยู่กันอย่างหนาแน่น นักท่องเที่ยว
เดินทางขวักไขว่ ส่วนใหญ่ล้วนอยู่ในรูปร่างของมนุษย์
แต่ไม่ว่าจะเป็นนคร เป็นพื้นที่ประกอบพิธีกรรมหรือเป็นท่าเรือ ก็
ล้วนจงใจทิ้งระยะห่างจากภูเขาสูงลูกนั้น
บนเส้นทางดินเหลืองที่เป็นหลุมเป็นบ่อ ข้างทางมีร้านเหล้าร้าน
หนึ่งที่เอาหญ้าคามาท าเป็นเพิงง่ายๆ ธงหน้าร้านที่ปักไว้สูงห้อยลู่ลง
เถ้าแก่ร้านคือสตรีหน้าตางดงามเรือนกายอวบอิ่ม ทรวงอกอวบอิ่มตั้ง
ตระหง่าน เหนือเอวคอดบางดุจกิ่งหลิวอ่อนที่รองรับความงามอันอุดม
สมบูรณ์
ข้างกายของนางมักจะมีเด็กหนุ่มสายตาเหม่อลอย สีหน้าซีดขาว
คนหนึ่งติดตามอยู่เสมอ
นางมักจะบอกกับลูกค้าที่มานั่งในร้านเหล้าว่าคือน้องชาย
ปัญญาอ่อนของนาง
อยู่ในใต้หล้าเปลี่ยวร้าง โดยทั่วไปแล้ว ยิ่งเผ่าปีศาจเหมือนคน
มากเท่าไรก็ยิ่งไม่ควรไปหาเรื่องด้วยมากเท่านั้น
สตรีสวมชุดกระโปรงเนื้อผ้าบางเบา สวมรองเท้าผ้าแพรปักลาย
บุปผา
นางจงใจเปิดเผยทัศนียภาพขาวนวลตรงหน้าอก หากไม่ท า
เช่นนี้จะเรียกแขกได้อย่างไร? อาศัยแค่เหล้าปลอมที่ผสมน ้าน่ะหรือ?
ใบหน้าของสตรีฉายแววไม่พอใจ พึมพ ากับตัวเองว่า “จะผสมน ้า
อีกไม่ได้แล้วจริงๆ ขายน ้าก็ขายไม่ได้ราคา”
โต๊ะห้าตัว มีลูกค้าแค่สองโต๊ะ ตะพาบของโต๊ะหนึ่งในนั้นยังทอย
ลูกเต๋าอยู่ตรงนั้นเพื่อเดิมพันว่าจะไม่ซื้อเหล้า
นางโบกพัดกลมด้ามเก่าที่วาดเป็นภาพวังวสันต์แรงๆ จนเกิด
เสียงดังพับๆ พวกลูกค้าและนักพนันที่นั่งอยู่สองโต๊ะต่างก็หันมาจ้อง
เป๋ง
นางไม่รู้สึกตัวแม้แต่น้อย เอาแต่บ่นว่าไม่รู้จะใช้ชีวิตบ้าๆ นี้ไปต่อ
อย่างไรแล้ว
ปีนั้นไปท าสงครามที่ก าแพงเมืองปราณกระบี่ คนที่ศึกษามรรคา
ประสบความส าเร็จหลายคนต่างก็หนีมาทางใต้ ดังนั้นกิจการร้าน
เหล้าจึงถือว่าไม่เลว
เมื่อหลายปีก่อนได้ยินมาว่าไพศาลขี้ขลาดแห่งนั้นเกิดผีเข้า
ขึ้นมา ถึงกับจะท าสงครามกับเปลี่ยวร้าง จึงมีผู้ฝึกตนเผ่าปีศาจอีก
กลุ่มใหญ่ที่หนีมาทางใต้ต่อ
กิจการของร้านเหล้าดีได้ไม่กี่ปี น่าเสียดายที่ทุกวันนี้ลูกค้าเริ่ม
น้อยลงเรื่อยๆ แล้วแต่ละคนต่างก็ฉลาดแล้ว รู้จักถึงความล ้าค่าของ
เงินเทพเซียนทุกเหรียญแล้ว
บนเส้นทางมีคนแปลกหน้ากลุ่มหนึ่งเดินเข้ามาใกล้ช้าๆ สตรียืด
คอยาวหรี่ตามองไปแล้วก็พลันโยนพัดกลมลงบนโต๊ะ เอ่ยอย่างตก
ตะลึงว่า “เก็บร้าน รีบไสหัวไป”
เจ้าพวกไม่รู้จักกลัวตายกลุ่มนั้นยังใช้ค าพูดสัปดนเดิมๆ หยอก
เย้านาง ไม่มีความคิดแปลกใหม่เสียบ้าง
ท าเอานางโมโหจนยกเท้าเตะม้านั่งยาว ตวาดกร้าว “หากยังไม่
ไสหัวไปอีก อีกเดี๋ยวพวกเจ้าก็ไปเป็นเพื่อนกันอยู่บนเส้นทางน ้าพุ
เหลืองเถอะ เหล่าเหนียงไม่เผากระดาษเงินไปให้พวกเจ้าหรอกนะ รีบ
ไสหัวไปซะ!”
อากาศร้อนระอุ บนเส้นทางที่ฝุ่นดินคละคลุ้งพอจะมองเห็นได้
เลือนรางว่ามีนักพรตกลุ่มหนึ่งเดินมาทางร้านเหล้า เรือนกายที่บ้างสูง
บ้างต ่าเห็นเป็นเค้าโครงได้อย่างพร่าเลือนแต่สรุปก็คือทุกคนล้วนมี
รูปร่างเป็นมนุษย์ แม้ว่าพวกลูกค้าที่มานั่งดื่มเหล้ารับลมเย็นอยู่ใน
ร้าน แถมยังได้ดูหน้าอกขาวๆ โดยไม่ต้องจ่ายเงินจะไม่เข้าใจว่าเกิด
อะไรขึ้น แต่ก็ยังสัมผัสได้ถึงบางอย่างที่ไม่ปกติ ไม่เหลือความลังเลอีก
ต่อไป บ้างก็ท ามุทรา บ้างก็ร่ายคาถาหลบหนี พริบตาเดียวก็แตกฮือ
ราวกับนกแตกรัง
บนเส้นทาง เรือนกายเล็กเตี้ยมัดผมเปียเป็นแกละสองข้างคล้าย
กับว่าจะกระโจนออกมาข้างหน้า แต่กลับถูกคนคว้าผมเปียของนาง
เอาไว้ ทว่าออกแรงเยอะเกินไป นางที่ถูกรั้งจึงเหมือนผงะนอนหงาย
ตัวอยู่กลางอากาศ คือภาพที่มองแล้วน่าขันอย่างมาก
รอกระทั่งพวกเขาเดินเข้ามาใกล้ ก็เป็นนางจริงด้วย!
และยังมีหนึ่งในบัลลังก์ราชาใหม่คนหนึ่ง โซ่วเฉินหนึ่งในใต้โซ่ว
เฉินเหนืออิ่นกวาน! พวกเขามารวมตัวอยู่ด้วยกันได้อย่างไร?
ที่น่ากลัวที่สุดก็คือบุรุษที่ยืนอยู่ตรงกลางในขบวนกลุ่มคน อยู่
ข้างกายแม่นางน้อยชุดด าผมแกละผู้นี้
รอยยิ้มของนางแข็งที่อ พูดเสียงสั่นแกล้งโง่ว่า “ลูกค้าทุกท่านมา
ดื่มเหล้าหรือ? แต่ว่าที่ร้านมีแต่สุราชั้นเลว กลัวว่าพวกท่านจะดื่มไม่
ชิน”
บุรุษวัยกลางคนที่เป็นผู้น านั่งลง ยิ้มบางๆ พูดด้วยสีหน้าอ่อนโยน
“ผ่านทางมาก็เลยแวะมาหาเจ้า รอคนอีกสองสามคน พวกเขาก็จะมา
ดื่มเหล้าเหมือนกัน”
สตรีหน้าตางดงามมองสบตากับ “น้องชายปัญญาอ่อน” ทั้งคู่
ต่างก็อ่อนใจอย่างถึงที่สุด
เซียวสวิ้นยกเท้าข้างหนึ่งเหยียบลงบนม้านั่งยาว พูดอย่างมีโทสะ
ว่า “มัวยืนซื้ออยู่ท าไม รีบรินเหล้าเข้าสิ”
หลิวป๋ายรู้ว่าอาจารย์เจิ้งต้องการ ‘แวะ” มารวบรวมผู้ฝึกตนของ
แผนภูมิฟ้าแห่งเปลี่ยวร้าง ใครก็อย่าหวังว่าจะหนีไปได้
โซ่วเฉินยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “เจรจากันรู้เรื่อง เจ้าประมุขบ้านข้าก็จะ
ไม่จ่ายเงินค่าเหล้าแล้ว แต่หากเจรจากันไม่ส าเร็จ ข้าจะเป็นคน
จ่ายเงินเอง”
……
อ าเภอไหวหวง
ศิษย์พี่หญิงซูเตี้ยนออกเดินทางไกลไปแล้ว แล้วก็ไม่ได้บอกว่าจะ
กลับมาบ้านเกิดเมื่อไหร่ บางทีอาจเป็นวันพรุ่งนี้ บางทีอาจเป็นปีหน้า
ไม่แน่นอน
ดังนั้นที่ร้านจึงเหลือแค่สือหลิงซานที่เฝ้าร้านซึ่งกิจการซบเซาลง
ทุกวัน โฉนดที่ดินของร้านเป็นของตระกูลหยาง ตระกูลหยางคือ
ตระกูลใหญ่ของเมืองเล็ก แม้ว่าอาจารย์ก็แซ่หยางเหมือนกัน ถูกเรียก
ขานว่าผู้เฒ่าหยาง แต่กลับไม่มีความเกี่ยวข้องอะไรกับตระกูลสกุลห
ยางแค่เหมือนเจ้าของกับคนงานระยะยาว ก่อนหน้านี้ที่ร้านยังมี
ลูกจ้างแช่หยางอยู่คนหนึ่ง ว่ากันว่าไปร ่ารวยอยู่ที่ตัวเมืองแล้ว พอมี
เงินก็ดูแคลนการเป็นลูกจ้างของร้านแห่งนี้ ทุกเดือนได้รายได้เป็นเงิน
แค่ไม่กี่ต าลึงเท่านั้น พอดีเลย สือหลิงซานเองก็ไม่อยากเห็นหน้าเจ้า
คนน่ารังเกียจผู้นั้น
ดูจากสีท้องฟ้าอีกเดี๋ยวก็จะต้องปิดร้านแล้ว คิดไม่ถึงว่าจะมี
ลูกค้าที่อยู่เหนือความคาดหมาย แต่ก็ถือว่าสมเหตุสมผลมาเยือน
สือหลิงซานถามอย่างขอไปที่ “มาได้อย่างไร?”
ตามหลักแล้วเป็นทั้งเจ้าขุนเขาแล้วยังเป็นทั้งราชครู ย่อมต้องมี
กิจธุระรัดตัว ต่อให้มาเดินเล่นก็น่าจะต้องไปเดินที่จวนเสินจวินของ
ภูเขาพีอวิ๋น ไม่ควรมาเยือนร้านเล็กๆ เท่าก้อนเต้าหู้แห่งนี้ จ าได้ว่า
ครั้งแรกที่เจอกัน คนหนุ่มพูดจาค่อนข้างแรง ถามอีกฝ่ายว่า “เจ้าเป็น
บ้าหรือไร?”
ทุกวันนี้ถึงอย่างไรสือหลิงซานก็ไม่กล้าตรงไปตรงมาแบบนั้นอีก
แล้ว
เฉินผิงอันกล่าว “ก็แค่แวะมาดูที่นี่ ไม่ได้มาซื้อยาแล้วก็ไม่ได้มา
หาหมอ”
สือหลิงซานขุ่นเคือง
พอเข้ามาในร้าน เฉินผิงอันก็ใช้กระบอกยาสูบเลิกผ้าม่านขึ้น
แล้วเดินตรงไปที่เรือนด้านหลังร้านยา ม้านั่งยาวตัวนั้นได้ถูกเซียนเว่ย
และเจิ้งต้าเฟิงย้ายไปไว้ที่ภูเขาลั่วพั่วแล้ว
สือหลิงซานเดินเข้าไปที่เรือนด้านหลังพร้อมกับราชครูต้าหลีผู้นี้
ไม่ถึงขั้นคิดว่าต้องป้องกันโจร แต่ถึงอย่างไรก็ควรมีมารยาทในการ
รับรองแขกบ้าง
และผู้ฝึกยุทธหนุ่มที่เคยไปอยู่ในวิถีทางโลกด้านนอกผู้นี้ก็รู้สึก
เสียใจอยู่บ้าง “ได้ยินอาจารย์เล่าว่าผู้ฝึกตนทุกคนและใจคนทุกใจ
ล้วนเป็นเทาเที่ย (อสูรตะกละในต านานจีน) ตัวหนึ่ง”
เดิมทีเป็นแค่ค าเปรียบเปรยอย่างหนึ่ง แต่โจวมี่เกือบจะท าให้
ประโยคนี้ “กลายเป็นความจริง” ได้ซะแล้ว
สือหลิงซานนั่งยองอยู่ในระเบียง ขยี้ซีกแก้ม “ข้ากับศิษย์พี่หญิง
ต่างก็ไม่ค่อยเข้าใจว่าอาจารย์พูดอะไร พวกเราล้วนไม่รู้จะรับค า
อย่างไร”
“เจิ้งต้าเฟิงบอกว่าพวกเราเป็นแค่คนที่ลุ่มหลงอยู่กับการฝึกหมัด
เสียเปรียบที่อ่านต ารามาไม่มาก หากเปลี่ยนเป็นเขาก็จะสามารถ
พูดคุยกับอาจารย์ได้หลายเรื่องแล้ว”
“บางทีเขาอาจจะพูดถูกจริงๆ”
อดทนฟังสือหลิงซานพร ่าพูดจนจบ เฉินผิงอันนั่งอยู่ตรง
ขั้นบันได เคาะกระบอกยาสูบควักใบยาสูบออกมาเล็กน้อย แล้วก็ไม่
แฉเจิ้งต้าเฟิง เพียงแค่ยิ้มถามว่า “ไม่เคยคิดจะเดินออกไปจากเมือง
เล็ก บุกเดี่ยวตะลุยไปในยุทธภพบ้างหรือ?”
สือหลิงซานส่ายหน้า “เรียนรู้ทั้งวิชาบุ๋นและบู๊ให้เชี่ยวชาญเพื่อ
น าความสามารถนั้นไปรับใช้ราชส านักหรือจักรพรรดิหรือ? ข้าท า
เรื่องแบบนี้ไม่ได้หรอก ไม่ใช่ว่าวางตัวสูงส่งอะไร ก็แค่เกียจคร้าน
เท่านั้น แล้วก็ไม่อยากอยู่ในกฎระเบียบด้วย อาจารย์แค่ต าหนิข้าไม่กี่
ค าข้าย่อมทนฟังได้ แต่หากเปลี่ยนเป็นคนอื่น ข้ากลับไม่ชอบฟัง แค่
ฟังคนพูดก็เปลืองแรงมากแล้วยังต้องคอยมาเดาความคิดคนอื่นก็ยิ่ง
ยากล าบาก ไม่สู้อยู่ที่นี่ หลบซ่อนตัวเพื่อความสงบสุขแล้วก็ไม่ถ่วงรั้ง
การฝึกหมัดด้วย”
เฉินผิงอันพยักหน้า “มนุษย์เรามีปณิธานต่างกันไป สามารถหา
ความสุขได้ด้วยตัวเองก็ไม่ง่ายมากๆ แล้ว!”
สือหลิงซานเอ่ย “เฉินผิงอัน เจ้าคือคนเก่าแก่ในยุทธภพ คุ้นเคย
กับความคิดจิตใจของสตรีที่สุด เจ้าคิดว่าการที่ศิษย์พี่หญิงซูไม่ชอบ
ข้าเป็นเพราะว่าข้าไม่มีอนาคตหรือไม่?”
เฉินผิงอันพูดด้วยสีหน้าจริงจัง “อันดับแรก ออกท่องยุทธภพ
บ่อยกับคุ้นเคยกับสตรีคือคนละเรื่องกัน รองลงมา ซูเตี้ยนชอบหรือไม่
ชอบเจ้า ไม่เคยเห็น
ตอนที่พวกเจ้าอยู่ด้วยกันกับตาของตัวเอง ข้าก็
ไม่อาจแน่ใจได้ แต่ค าโบราณบอกไว้ว่าใจสตรีเหมือนเข็มที่อยู่ใต้
มหาสมุทร ถึงอย่างไรก็ต้องมีเหตุผล อยู่ด้วยกันมานานตั้งแต่เด็ก ไม่
แน่เสมอไปว่าจะต้องชอบพอเกิดใจรักใคร่กัน ต่อให้เคยสาบานรักกัน
มาก่อนก็ไม่แน่เสมอไปว่าจะรักษาใจไว้ได้อย่างมั่นคง สตรีไม่ใช่นก
ในกรงที่ใครจะเลี้ยงก็ได้ ชาติตระกูล ความสามารถ อ านาจและฐานะ
ของบุรุษก็ไม่อาจกลายมาเป็นกรงนก วาสนารักนั้นฟ้าเป็นผู้ลิขิต ไม่
หลอกลวงกัน”
สือหลิงซานมองเฉินผิงอัน เอ่ยว่า “รูปโฉมข้าก็ไม่แย่นี่นา”
ไม่ได้ชมตัวเองนะ แต่เทียบกับเจ้าและเจิ้งต้าเฟิงแล้วก็มากพอ
เหลือแหล่
แม้แต่เจ้าก็ยังได้พบเจอหนิงเหยา ข้ากับพี่หญิงซูครองรักกันจน
เส้นผมขาวโพลนก็ไม่น่าจะเกินไปกระมัง
ใบหน้าของเฉินผิงอันประดับยิ้มน้อยๆ
อันที่จริงทั้งสองฝ่ายไม่สนิทกัน แล้วก็ไม่มีอะไรให้พูดคุยกัน แม้
จะบอกว่าสือหลิงซานชอบเรียนวรยุทธ แต่ใต้ฝ่าเท้าก็ย่อมมีหนทาง
ให้ก้าวเดินไป ไม่ได้มีความคิดที่จะขอความรู้หรือถามหมัดกับเขา
กลับเป็นเมื่อหลายปีก่อนที่เขามีความกล้าที่ว่าหากมีโอกาสก็จะไป
ขอประลองฝีมือหมัดเท้ากับเจ้าขุนเขาหนุ่มของภูเขาลั่วพั่วดูบ้าง
ภายหลังได้รู้ข่าวบางอย่างจากปากของเจิ้งต้าเฟิงหรือไม่ก็จากใน
รายงานข่าวภูเขาสายน ้า สือหลิงซานก็ไม่มีความคิดอะไรอีกแล้ว
อย่างมากก็แค่บ่นในบางครั้งว่า หากพูดเช่นนี้ ฝีมือหมัดเท้าของ
ข้าก็คือสู้เฉินผิงอันไม่ได้สินะ
สือหลิงซานมองบุรุษชุดเขียวที่นั่งบนบันไดด้านล่างสุดคล้ายจง
ใจคล้ายไม่ได้เจตนาแล้วก็หลุดถามออกไปเหมือนถูกผีดลใจ
“ล าบากอย่างมาก แต่ก็คุ้มค่าหรือ?”
ได้ยินค าถามนี้ เฉินผิงอันก็พ่นควันออกมาช้าๆ เงียบไปครู่หนึ่งก็
พยักหน้า ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “คุ้มค่า”