กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 19.1 เด็กหนุ่มในปีนั้น
เฉินผิงอันน ำเอำขนมมงคลสองตะกร้ำกลับมำจำกยอดเขำโหยว
อี๋ มีลูกกวำดดอกกุ้ยฮวำเป็นหลัก บอกให้หรงอวี๋น ำไปมอบให้กับ
พวกเลขำธิกำรฝ่ำยบุ๋นของจวนรำชครู คนหกสิบกว่ำคน สองมือถือ
ถุง เปี่ยมไปด้วยกลิ่นอำยมงคลที่น่ำยินดี ถุงสีทองที่ปักลำยเมฆอย่ำง
ประณีติงดงำม ถักอักษรมงคลที่แตกต่ำงกันเอำไว้ พวกเลขำธิกำร
ฝ่ำยบุ๋นต่ำงก็ดูของออกถุงปักลำยใบนี้ต้องเก็บเอำไว้
เพรำะขำดกำรประชุมเช้ำ เฉินผิงอันจึงเป็นฝ่ำยไปปรึกษำกิจธุระ
กับฮ่องเต้ด้วยตัวเองตั้งใจชดเชยกำรประชุมเล็กในห้องทรงพระอักษร
โดยเฉพำะ แต่ว่ำคนที่มำเข้ำร่วมกำรประชุมล้วนเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์แห่ง
ภูเขำสำยน ้ำระดับสูงที่ได้รับกำรแต่งตั้งอย่ำงถูกต้องจำกทำงรำช
ส ำนัก มำรวมตัวกันเพื่อถูกปัญหำเรื่องของกำร “โยกย้ำยน ้ำ” ของ
สถำนที่ต่ำงๆ ป้องกันภัยแล้งและอุทกภัยครั้งใหญ่ที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่
ต่ำงๆ ล่วงหน้ำ
เฉินผิงอันพกขนมมงคลสองถุงมำให้ฮ่องเต้ด้วย
ซ่งเหอคลำยปมเชือกของห่อผ้ำปักลำยออก หยิบเอำลูกอม
ดอกกุ้ยฮวำก ำหนึ่งออกมำจำกข้ำงใน โยนให้กับพวกจิ้นชิง หยำงฮ
วำ
ฮ่องเต้รักและเอ็นดูบุตรคนเล็กอย่ำงสุดหัวใจ ขนมมงคลอีกถุง
หนึ่ง ซ่งเหอจึงอยำกจะเก็บเอำไว้ให้บุตรสำว รอแค่ให้นำงกลับมำจำก
ท่องเที่ยว
พวกเขำกินขนมมงคลพลำงปรึกษำกันเรื่องของกำรเรียบเรียง
ต ำรำทำงกำรของรำชส ำนักไปด้วย บรรยำกำศในห้องทรงพระอักษร
นับว่ำผ่อนคลำยมำก
เฉินผิงอันบอกว่ำเขำเชิญตัวเฉินฉุนฮว่ำมำได้ส ำเร็จแล้ว
อำจำรย์ผู้เฒ่ำตอบตกลงทีจะหำเวลำว่ำงสำมเดือนมำช่วยถ่ำยทอด
เส้นทำงควำมรู้เกี่ยวกับกำรบรรยำยถ่ำยทอดวิธีกำรศึกษำ
ประวัติศำสตร์อย่ำงเป็นระบบให้แก่พวกขุนนำงประวัติศำสตร์ของต้ำ
หลีโดยเฉพำะ
เฉำหย่งหลินหลีป๋อแห่งล ำน ้ำใหญ่เอ่ยชื่นชมว่ำ “ควำมรู้ใน
ตระกูลของสกุลเฉินผู้รอบรู้ที่เดิมทีควรเป็นควำมลับไม่แพร่งพรำยนี้
เป็นเรื่องดี เป็นเรื่องดีจริงๆ ถึงเวลำนั้นข้ำเองก็จะไปฟังกำรสอนของ
เฉินฉุนฮว่ำด้วยเช่นกัน”
แล้วก็เพรำะได้ไปงีบหลับอยู่ในศำลเจิ่นหลิวมำก่อน หำไม่แล้ว
เฉินผิงอันก็สำมำรถถำมอำจำรย์ต่งและรองเจ้ำลัทธิหันต่อหน้ำได้เลย
ว่ำ ในอนำคตวันใดมีเวลำว่ำงแล้วจะมำสอนที่ส ำนักศึกษำขุนซำนได้
บ้ำงหรือไม่? เจียงไท่กงก็ควรจะไปสอนเรื่องต ำรำพิชัยสงครำมใน
ส ำนักเจี่ยงอู่ที่กรมกลำโหมต้ำหลีเพิ่งต่อตั้งใหม่ได้ไม่กี่ปีด้วยหรือไม่?
เฉินผิงอันเอ่ย “ฝ่ำบำท หร่วนฉงขอลำออกจำกต ำแหน่งผู้ถวำย
งำนอันดับหนึ่งสำมครั้งแล้วไม่ใช่หรือ ข้ำเลยอยำกจะขอให้หลิว
เสี้ยนหยำงมำรับหน้ำที่เป็นต ำแหน่งผู้ถวำยงำนอันดับหนึ่งของต้ำหลี
พวกเรำแทน”
ซ่งเหอหยิบลูกอมดอกกุ้ยฮวำออกมำจำกในถุงปักลำยอีกเม็ด
หนึ่ง รสชำติอร่อยมำกจริงๆ เขำพยักหน้ำยิ้มเอ่ย “ตั้งใจอย่ำงนี้พอดี
คิดเหมือนกัน”
นี่คือควำมคิดที่ฮองเฮำอวี๋เหมี่ยนคิดขึ้นมำได้ หลิวเสี้ยนหยำง
เป็นทั้งเซียนกระบี่ เป็นเจ้ำส ำนักของส ำนักกระบี่หลงเฉวียนคน
ปัจจุบัน อีกทั้งยังเคยไปขอศึกษำต่อที่ส ำนักศึกษำสกุลเฉินผู้รอบรู้
นำนหลำยปี ยิ่งเป็นสหำยรักร่วมบ้ำนเกิดของอำจำรย์เฉิน ก็คือกำร
แนะน ำผู้มีควำมสำมำรถโดยไม่หลีกเลี่ยงคนใกล้ชิด เชื่อว่ำอำจำรย์
เฉินน่ำจะตอบตกลง
ฮ่องเต้คิดไว้แล้วว่ำจะไปปล้นของที่จวนรำชครู ขนมมงคลแค่
สองถุงจะพอได้อย่ำงไร
จักรพรรดิคนหนึ่งในโลกมนุษย์คิดอยำกจะทิ้งชื่อเสียงอันดีงำม
ไว้ในประวัติศำสตร์ จะต้องมีคุณควำมชอบครบถ้วนทั้งด้ำนบุ๋นและ
ด้ำนบู๊ “คุณควำมชอบด้ำนบู๊” ของฮ่องเต้ต้ำหลีซ่งเหอไม่จ ำเป็นต้อง
ให้รำชส ำนักป่ำวประกำศแล้ว รวบรวมแจกันสมบัติทวีปให้เป็น
ปึกแผ่นต้ำนทำนกำรรุกรำนของเผ่ำปีศำจ ประวัติศำสตร์ของไพศำล
ทั้งแห่งได้ทิ้งบทเฉพำะที่ลงน ้ำหมึกเข้มข้นเอำไว้แล้ว ส่วนเรื่องของ
กำรปกครองทำงด้ำนบุ๋น กำรแก้ไขประวัติศำสตร์และกำรเรียบเรียง
ต ำรำ อันที่จริงทำงรำชส ำนักมีกำรผลักดันอย่ำงเป็นขั้นเป็นตอนมำ
โดยตลอด เพียงแต่ว่ำเมื่อเทียบกับชื่อเสียงของกองทัพม้ำเหล็กแล้ว
กลับไม่ได้สะดุดตำมำกขนำดนั้น
คัมภีร์หมวดจิง ซื่อ จื่อ จี๋ ต่ำงต้องก ำหนดว่ำจะเรียบเรียงเล่ม
ใดบ้ำง และมีต ำรำใดที่จ ำเป็นต้องให้ฮ่องเต้ทรงพระรำชนิพนธ์ค ำน ำ
ด้วยพระองค์เอง รวมถึงต ำรำของหอสมุดหลวงบำงเล่ม นอกจำกจะ
ประทำนให้กับส ำนักศึกษำชุนซำน หลินลู่และกวนหูแล้ว ควรจะมอบ
ให้กับผู้ที่สะสมต ำรำเป็นกำรส่วนตัวในท้องถิ่นด้วยหรือไม่? เพรำะถึง
อย่ำงไรเวลำเกือบสำมสิบปี รำชส ำนักต้ำหลีที่อยู่ภำยใต้กำรก ำกับ
ตรวจตรำด้วยตัวเองของซุยฉำนก็เคยมีกำรกว้ำนหำต ำรำโบรำณ
ต ำรำที่มีเล่มเดียว ต ำรำฉบับสมบูรณ์หำยำกตำมสถำนที่ต่ำงๆ ครั้ง
ใหญ่ถึงสองครั้ง ต ำรำมำกมำยละลำนตำที่ผ่ำนกำรตรวจสอบแก้ไขมี
มำกถึงสองพันกว่ำชนิด หลำยแสนเล่ม ปัญหำคือซิ่วหู่ไม่เคยพูดถึง
เรื่องคืนต ำรำเล่มเดิม แน่นอนว่ำก็ไม่เคยมีใครกล้ำขอให้รำชส ำนัก
มอบหนังสือคืนมำให้เช่นกัน
จิ้นชิงช่วยพูดถึงเรื่องนี้ให้ ที่แท้ในบรรดำตระกูลของปัญญำชนที่
อยู่ในอำณำเขตของขุนเขำกลำงจ ำนวนมำก พวกเขำเสียดำยต ำรำ
ล ้ำค่ำหำยำกพวกนั้นจริงๆ แต่พวกเขำก็ไม่กล้ำได้คืบเอำศอก ยอม
จ่ำยเงินขอซื้อหนังสือเหล่ำนั้นกลับมำจำกทำงรำชส ำนักโดยอิงตำม
รำคำตลำดในปัจจุบัน จิ้นชิงชั่งน ้ำหนักอยู่ครู่หนึ่งก็รู้สึกว่ำสำมำรถ
พูดถึงเรื่องนี้ได้ แต่ทำงรำชส ำนักจะตอบตกลงหรือไม่ ก็ไม่ใช่เรื่องที่
เขำจะควบคุมได้แล้ว
ฟ่ำนจวิ้นเม่ำมีควำมคิดเห็นที่ต่ำงออกไป แต่นำงกลับใช้ค ำกล่ำว
ที่ชวนขบขันบอกว่ำ “บัณฑิตอย่ำงพวกเขำต่ำงก็พูดกันไม่ใช่หรือว่ำ
ยืมหนังสือเหมือนยืมเมียหลวง มอบหนังสือให้เหมือนมอบอนุภรรยำ
หน้ำตำงดงำม”
คนที่มำเข้ำร่วมกำรประชุมเล็กในวันนี้ล้วนเป็นเพื่อนร่วมงำนใน
วงกำรภูเขำสำยน ้ำ ได้รับค ำอนุญำตจำกฝ่ำบำท ถงเหวินช่ำงจึง
นั่งขัดสมำธิอยู่บนเก้ำอี้แล้วเริ่มสูบยำ ได้ยินค ำพูดประโยคนี้ของฟ่ำน
จวิ้นเม่ำก็ถึงกับส ำลัก ไอไม่หยุด
ควำมตั้งใจเดิมของหยำงฮวำก็คือท่ำทีที่เหมือนกับจิ้นชิง เป็น
ฝ่ำยมอบต ำรำทั้งหลำยกลับคืนไปให้กับตระกูลชนชั้นสูงและตระกูล
ปัญญำชนผู้มีชื่อเสียงในท้องถิ่นเหล่ำนั้น แล้วนับประสำอะไรกับที่
พวกเขำก็บอกแล้วไม่ใช่หรือว่ำจะจ่ำยเงินซื้อคืน ผลคือนำงเองก็ถูก
อุดปำกด้วยเหตุผลบิดเบี้ยวนี้ของฟ่ำนจวิ้นเม่ำด้วยเช่นกัน
กลับเป็นเฉินเหวินเชี่ยนเฉียนถังจ่ำงคนใหม่ที่ประสบกำรณ์ยัง
ตื้นเขินที่พูดทวงควำมเป็นธรรมว่ำ “ไม่เพียงแต่ต้องคืนต ำรำเล่มเดิม
ไปให้ ทำงรำชส ำนักยังต้องมอบฉบับคัดลอกที่ถอดควำมตำม
ต้นฉบับเดิมไปให้ด้วย ไม่เพียงแต่ตระกูลที่อยู่ทำงเหนือของล ำน ้ำ
ใหญ่ ทำงใต้ของล ำน ้ำใหญ่ก็ต้องเป็นเช่นนี้เหมือนกัน แต่จะมีควำม
กล้ำที่จะรับไว้หรือไม่ ก็เป็นเรื่องของพวกเขำแล้ว มอบคืนหรือไม่
กลับเป็นควำมใจกว้ำงของต้ำหลีพวกเรำ”
ฟ่ำนจวิ้นเม่ำหลุดหัวเรำะพรืด “ถ้ำอย่ำงนั้นฝ่ำบำทต้องเป็นคนดี
ให้ถึงที่สุด มอบกรอบป้ำยและบทกวีที่แต่งด้วยพระองค์เองให้พวกเขำ
ด้วยหรือไม่ล่ะ”
เฉินเหวินเชี่ยนพยักหน้ำ “หำกเป็นเช่นนี้จะยิ่งเหมำะสม
มำกกว่ำ”
เฉินผิงอันเคี้ยวลูกอมมงคลเม็ดหนึ่ง เอ่ยว่ำ “ชุ่ยเวยเสินจวินมี
ข้อเสนอที่ดี จำกลำกันแค่สำมวันต้องหันมำมองเสียใหม่จริงๆ”
ฟ่ำนจวิ้นเม่ำเอ่ยอย่ำงขันๆ ปนฉุน “เหล่ำเหนียงหวังดีเข้ำข้ำง
รำชส ำนัก พวกเจ้ำแต่ละคนกลับรวมกลุ่มกันมำพูดจำเหน็บแนมข้ำ
อย่ำงนี้หรือ?”
ฮ่องเต้หัวเรำะดังลั่น รีบโยนลูกอมมงคลเม็ดหนึ่งไปให้เสินจวิน
หญิงผู้นี้
ฟ่ำนจวิ้นเม่ำยื่นมือมำรับลูกอมมงคลอีกครั้ง แต่ดวงตำกลับมอง
ถุงปักลำยที่ยังไม่ได้เปิดออกใบนั้น
ซ่งเหอแสร้งท ำท่ำเจ็บปวดใจ หยิบถุงผ้ำปักลำยโยนไปให้ฟ่ำน
จวิ้นเม่ำ บ่นว่ำ “ฟ่ำนเสินจวินเป็นโจรป่ำหรืออย่ำงไร ตัวข้ำไม่มีเหลือ
เก็บไว้แล้ว”
เฉินผิงอันเอ่ยอย่ำงอ่อนใจ “ฝ่ำบำท คิดอยำกจะไปปล้นที่จวน
รำชครูก็พูดมำตรงๆ ได้เลย เดี๋ยวกลับไปข้ำจะให้หรงอวี๋น ำมำให้ ไย
ต้องให้ฟ่ำนจวิ้นเม่ำเป็นคนเลวด้วยเล่ำ”
ซ่งเหอยิ้มเอ่ย “ดี ตกลงกันแล้วนะ ลูกอมมงคลหกถุงไม่รังเกียจ
ว่ำน้อยเกินไป มีเพิ่มเป็นเท่ำตัวก็ไม่รังเกียจว่ำมำกเกินไป”
แต่จิ้นชิงกลับตกตะลึงอยู่เล็กน้อย เพียงแค่เพรำะได้ยินชื่อ “หร
งอวี๋” นั้น
จิ้นชิงใช้หำงตำเหลือบมองประเมิน แล้วก็จริงดังคำด เหมิงหรง
แห่งขุนเขำตะวันตกก็ท ำท่ำครุ่นคิดเหมือนกัน
เฉินผิงอันเอ่ย “เพิ่งจะได้ข่ำวมำว่ำแม่ทัพหลักที่น ำทัพหลำยคน
ของรำชส ำนักต้ำโซ่วก่อจลำจลอย่ำงฉับพลัน เตรียมจะน ำพำ
กองทัพชำยแดนฝีมือดีของต้ำโซ่วจ ำนวนเจ็ดแสนนำยกลับมำที่ใต้
หล้ำไพศำล เพื่อก ำจัดคนชั่วใกล้ชิดช่วยเหลือองค์จักรพรรดิ”
ฟ่ำนจวิ้นเม่ำถำมอย่ำงประหลำดใจ “ไม่มีแม่ทัพบู๊คนใดถูกบีบให้
ต้องสวมชุดคลุมมังกรสีเหลืองบ้ำงหรือ?”
เฉินผิงอันส่ำยหน้ำ “สกุลอินต้ำโซ่วได้ใจคนจำกทั้งในรำชส ำนัก
และในหมู่ชำวบ้ำนเวลำเกือบยี่สิบปี แม่ทัพต่ำงแซ่คิดอยำกจะชิง
บัลลังก์ก็คือควำมเพ้อฝันของคนปัญญำอ่อน”
ฟ่ำนจวิ้นเม่ำถำมต่อว่ำ “ไม่มีใครคิดจะสนับสนุนเชื้อพระวงศ์สัก
คนของสำยไท่จู่ขึ้นมำเป็นฮ่องเต้บ้ำงหรือ? ไม่คิดจะขึ้นเวทีประลอง
กับอินมี่จักรพรรดิองค์ใหม่ของสำยไท่จงเลยหรือ?”
เว่ยป้อกล่ำว “อย่ำงน้อยตอนนี้ก็ยังไม่เหมำะ แม่ทัพปู่ผู้มีคุณ
ควำมชอบในกำรน ำทัพท ำสงครำมเหล่ำนั้น ตอนนี้ยังต้องใช้ข้ออ้ำง
ว่ำก ำจัดคนชั่วใกล้ชิดเพื่อช่วยเหลือองค์จักรพรรดิไปก่อน หำไม่แล้ว
จะตกเป็นที่ครหำว่ำเป็นขุนนำงกบฏคนทรยศผู้เป็นภัยต่อแผ่นดิน”
จิ้นชิงถำม “ทำงฝั่งศำลบุ๋นมีท่ำทีอย่ำงไร?”
เฉินผิงอันยิ้มถำม “ไม่ใช่ว่ำรำชส ำนักต้ำหลีที่เป็นแคว้นเบื้องบน
ควรแสดงท่ำทีอะไรบ้ำงหรอกหรือ? แคว้นชิวคือแคว้นใต้อำณัติ
ของต้ำหลี แล้วสกุลอินต้ำโซ่วไม่ใช่หรือ?”
จิ้นชิงอึ้งงันพูดไม่ออก
เฉินผิงอันเอ่ย “ข้ำเตรียมจะส่งจดหมำยฉบับหนึ่งไปให้หลิวเร่ำ
ให้รำชครูอย่ำงเขำเดินทำงไปเยือนสนำมรบเปลี่ยวร้ำงเป็นเพื่อน
ฮ่องเต้อินมี่สักรอบหนึ่ง ถึงเวลำนั้นค่อยให้ทูตผู้ตรวจกำรเฉำผิงเป็น
คนน ำทัพด้วยตัวเอง น ำพำกองทหำรม้ำเหล็กของต้ำหลีกองหนึ่ง
คุ้มครองพวกเขำไปส่ง กำรประชุมเล็กของวันพรุ่งนี้ ฝ่ำบำทสำมำรถ
ลองถำมควำมคิดเห็นของกรมกลำโหมดูได้”
ซ่งเหอพยักหน้ำ “ตกลง”
เฉินเหวินเชี่ยนพลันถำมว่ำ “ฝ่ำบำท รำครู รำชส ำนักเคยคิด
หรือไม่ว่ำอยำกจะได้อะไรมำจำกรำชส ำนักต้ำโซ่วกันแน่?”
หำกต้ำหลีไม่พยำยำมคิดหำวิธีเค้นเอำผลประโยชน์มำจำกรำช
ส ำนักต้ำโซ่ว ช่วงชิงชื่อเสียงไว้ในไพศำล ขยับขยำยช่องทำงกำรค้ำ
ให้กว้ำงขึ้น ให้ปัญญำชนทั่วทั้งใต้หล้ำยินดีที่จะเป็นฝ่ำยมำขอศึกษำ
ต่อที่ต้ำหลีของพวกเรำ ไม่ว่ำเป็นสถำนกำรณ์แบบไหน จะเป็นกำร
ด ำเนินตำมวิถีแห่งพระรำชธรรมอันเที่ยงธรรมและสง่ำงำม หรือยก
ย่องแนวทำงอ ำนำจนิยมที่มุ่งผลประโยชน์เชิงปฏิบัติเป็นส ำคัญ เฉิน
เหวินเชี่ยนคิดว่ำล้วนสำมำรถท ำได้ สรุปคือรำชส ำนักต้ำหลีเองต้องมี
กำรตัดสินใจที่เด็ดขำด กำรวำงแผนยุทธศำสตร์หวั่นเกรงกำรขำด
ควำมแน่วแน่และไร้ระเบียบแบบแผนเป็นที่สุด เพียงแต่ว่ำปีนี้มองปี
หน้ำ ไม่ใช่ว่ำสิบปีร้อยปีข้ำงหน้ำ
เฉินเหวินเชี่ยนเองก็รู้ดีว่ำวันนี้ประโยคทั้งหลำยที่ตนเปิดปำกพูด
ออกไปเป็นกำรละเมิดข้อห้ำมของวงกำรขุนนำงอย่ำงมำก แต่เขำก็มี
นิสัยเช่นนี้ เดิมทีก็ไม่มีนิสัยเสพติดกำรเป็นขุนนำงอยู่แล้ว อย่ำงมำก
ก็แค่ถูกปลดจำกต ำแหน่งเฉียนถังจ่ำง แล้วค่อยกลับไปเป็นพ่อปู่ล ำ
คลองอีกครั้ง
ซ่งเหอยิ้มอย่ำงรู้ใจ มองเฉินผิงอัน ท่ำนรำชครู ต ำแหน่งเฉียนถัง
จ่ำงนี้เป็นท่ำนที่เลื่อนขั้นให้ด้วยตัวเอง ปัญหำนี้ก็ให้ท่ำนเป็นคนตอบ
เองแล้วกัน
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “ข้ำเคยพูดคุยเรื่องนี้กับฝ่ำบำทเป็นกำรส่วนตัว
มำก่อน ต่ำงก็คิดว่ำขอแค่กองทัพชำยแดนต้ำโซ่วต่อสู้อย่ำงเหี้ยม
หำญมำกพอบนสนำมรบของเปลี่ยวร้ำง คุณควำมชอบทำงกำรสู้รบ
คู่ควรกับอันดับที่สี่ของไพศำล ต้ำหลีของพวกเรำก็จะเป็นฝ่ำยยกเลิก
สถำนะแคว้นเหนือหัวกับแคว้นใต้อำณัติ เปลี่ยนมำเป็นแคว้น
พันธมิตรกัน เฉินเหวินเชี่ยนเจ้ำวำงใจเถอะ ฝ่ำบำทกับข้ำต่ำงก็เป็น
คนที่เคยเห็นเงินมำกมำยกันมำก่อน ไม่มีทำงวิดน ้ำให้แห้งเพื่อจับ
ปลำต่อรำชส ำนักต้ำโซ่วเด็ดขำด…”
เฉินเหวินเชี่ยนร้อนใจทันใด รีบเอ่ยว่ำ “รำชครู พวกเรำไม่ควร
ปล่อยให้กระทบกระเทือนกำรใช้ชีวิตของชำวบ้ำนรำชส ำนักต้ำโซ่วก็
จริง เพียงแต่ว่ำเรำสำมำรถรีดไถพรรคบนภูเขำและชนชั้นสูงหนักๆ
ได้ไม่ใช่หรือ?! อีกเดี๋ยวสงครำมใหญ่ของเปลี่ยวร้ำงก็จะเปิดฉำก
อย่ำงแท้จริงแล้ว รำชส ำนักต้ำหลีจ ำเป็นต้องท ำเช่นนี้!”
“ต้ำหลีแค่ต้องรับรองว่ำปลวกสองกลุ่มนี้จะไม่ใช้กลอุบำยอันซ ้ำ
ของที่พวกเขำถนัดพยำยำมทุกวิถีทำงเพื่อรีดผลประโยชน์ส่วนตัวที่
ตัวเองเสียไปคืนจำกประชำชน แน่นอนว่ำขุนนำงที่เกี่ยวข้องซึ่งมี
หน้ำที่รับผิดชอบในเรื่องนี้ ไม่ว่ำจะเป็นกรมคลังหรือพ่อค้ำหลวงที่
ค้ำขำยกับรำชส ำนัก พวกเขำเองก็ต้องเคยเห็นเงินมำกมำยมำก่อน
อย่ำงน้อยที่สุดก็คงคิดอยำกจะเลื่อนขั้นขุนนำงโดยไม่สนใจว่ำจะ
ร ่ำรวยหรือไม่ หำไม่แล้วหำกปล่อยให้ชำวบ้ำนของรำชส ำนักต้ำโซ่ว
คับแค้นเดือดดำลก็อำจจะมองต้ำหลีของพวกเรำเป็นโจรชั่วร้ำยเป็น
ศัตรู”
“ฝ่ำบำท รำชครู พวกเรำสำมำรถเขียนฎีกำฉบับหนึ่งเกี่ยวกับ
เรื่องนี้โดยเฉพำะ ให้กำรเสนอค ำแนะน ำคร่ำวๆ ได้”
ฟังมำถึงตรงนี้ เฉินผิงอันก็ยิ้มถำมว่ำ “คร่ำวๆ แค่ไหน?”
เห็นได้ชัดว่ำเฉินเหวินเชี่ยนเตรียมค ำพูดมำไว้คร่ำวๆ แล้ว เขำ
เอ่ยว่ำ “ตอนนี้ยังมีแค่เค้ำโครงอย่ำงหยำบๆ เท่ำนั้น เนื้อหำอย่ำงน้อย
สำมหมื่นตัว ภำยในสองวันจะมอบให้จวนรำชครู ส่วนฉบับที่สองที่
สมบูรณ์กว่ำเดิมจะเสร็จภำยในสิบวัน”
เฉินผิงอันยิ้มบำงๆ เอ่ยว่ำ “ตกลงตำมนี้”
พวกเสินจวินอย่ำงจิ้นชิงพำกันสูดลมหำยใจดังเฮือก แม้กระทั่ง
ถงเหวินฉ่ำงก็ยังหันไปมองเฉียนถังจ่ำงคนใหม่ เจ้ำตัวดี ท ำให้พวก
ข้ำเหมือนมดปลวก เหมือนเศษสวะที่ใช้ชีวิตอยู่ไปวันๆ เลยนะ
หรือว่ำวันหน้ำเอกสำรที่ห้ำมหำบรรพตส่งมอบให้กับจวนรำชครู
ต้องท ำตำมกฎเกณฑ์นี้? แค่เคยได้ยินค ำกล่ำวว่ำสหำยตำยผินเต้ำ
ไม่ตำย คิดไม่ถึงเลยว่ำจะได้มำเจอกับเพื่อนร่วมงำนแห่งภูเขำสำยน ้ำ
ที่ลำกทุกคนให้ท ำงำนอย่ำงขยันขันแข็งไปด้วยกัน
ซ่งเหอนวดคลึงหว่ำงคิ้ว ถำมว่ำ “ต ำหนักฉำงชุนจะควบคุมลู่
ผ่ำนโล่วให้ดีได้หรือไม่? ขออย่ำให้เกิดข้อผิดพลำดใดๆ เลย”
เว่ยป้อพยักหน้ำ “ต้องจับตำมองนำงอย่ำงใกล้ชิด”
ต ำหนักฉำงชุนไม่มีห้ำขอบเขตบน แน่นอนว่ำนี่คือหนึ่งใน
สำเหตุส ำคัญที่ต ำหนักฉำงชุนไม่อำจได้รับอักษรจงเสียที่ และลู่ฝำน
โล่วก็คือผู้ฝึกตนที่มีพลังตบะเป็นรองแค่ซ่งอวี๋เท่ำนั้น ติดอยู่ที่
ขอบเขตก่อก ำเนิดมำนำนหลำยปีแล้ว นำงยังเป็นเจ้ำต ำหนักที่ดูแล
กิจธุระในส ำนักมำนำนสำมร้อยปี ทุกวันนี้ถูกชิงอ ำนำจไป ถูกถอด
ถอนสถำนะของเจ้ำต ำหนัก นำงยังถูกบรรพจำรย์ซึ่งอวี่กักตัวไว้ให้
ปิดประตูทบทวนควำมผิดหกสิบปี และผู้ฝึกตนรวมไปถึงคนสนิทสำย
ของนำงต่ำงก็ถูกขับไล่ออกจำกศำลบรรพจำรย์ ยืนอยู่ในมุมของลู่
ฝำนโล่ว แน่นอนว่ำต้องมองเป็นกำรก่อกบฏที่คล้ำยกำรช่วงชิง
บัลลังก์
ซ่งเหอคุ้นเคยกับสถำนกำรณ์ของต ำหนักฉำงชุนเป็นอย่ำงดี
ส ำหรับโอสถทองอำยุน้อยทั้งหลำยซึ่งมีเฟิงเจี้ยเจ้ำต ำหนักคนใหม่
เป็นหนึ่งในนั้น ก็ไม่ใช่คนแปลกหน้ำส ำหรับเขำกลัวก็แต่ว่ำลู่ฝำนโล่ว
ยังยึดติดอำลัยอำวรณ์อ ำนำจ อยู่ดีๆ ต้องมำเจอเรื่องแบบนี้ เมื่อจิต
แห่งมรรคำแตกสลำยก็อำจจะท ำอะไรที่เกินกว่ำเหตุ แต่บรรพจำรย์ซึ่ง
อวี่กลับไม่มีเรี่ยวแรงพอจะจัดกำร ถึงท้ำยที่สุดก็ยังคงเป็นรำช
ส ำนักต้ำหลีที่ต้องเก็บกวำดเรื่องเละเทะ เพียงแต่ว่ำหำกไปถึงขั้นนั้น
จริง รำกฐำนของต ำหนักฉำงชุนก็ถูกท ำลำยลงจริงๆ แล้ว หน้ำตำ
ของรำชส ำนักก็ไม่น่ำมองแล้ว ส ำหรับพวกเซียนดินอำยุน้อย
ทั้งหลำยอย่ำงเฟิงเจี๊ยก็ยิ่งไม่ใช่เรื่องดีอะไร
เว่ยป้อให้ค ำแนะน ำว่ำ “ฝ่ำบำท ข้ำสำมำรถเชิญลู่ฝำนโล่วมำ
เป็นแขกที่ภูเขำพีอิ๋นหรือไม่ก็ภูเขำทำยำททั้งหลำยของมหำบรรพต
อุดรได้”
ซ่งเหอมองไปยังรำชครู
เฉินผิงอันเอ่ยแค่สำมค ำที่เปี่ยมไปด้วยปรำณสังหำร “ให้นำงก่อ
เรื่องไป”
เว่ยป้อท ำท่ำจะพูดแต่ก็ไม่พูด
แต่ซ่งเหอกลับรู้ควำมลับเรื่องหนึ่งที่มีควำมเกี่ยวข้องกับเมืองหงจู่
ในอดีต เขำลังเลเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยว่ำ “เว่ยป้อสำมำรถบอกกล่ำว
แก่สิ่งศักดิ์สิทธิ์แห่งภูเขำสำยน ้ำและศำลเทพอภิบำลเมืองที่อยู่
โดยรอบต ำหนักฉำงชุนไว้ก่อนล่วงหน้ำได้ หลีกเลี่ยงไม่ให้ลู่ผ่ำนโล่ว
ร้อนใจเหมือนหมำจนตรอก ท ำลำยรำกฐำนพื้นที่ประกอบพิธีกรรมที่
ได้มำอย่ำงไม่ง่ำยของต ำหนักฉำงชุน เกรงว่ำคงจะเดือดร้อนไปถึงลูก
ศิษย์อำยุน้อยผู้บริสุทธิ์ที่ไม่รู้เรื่องไม่รู้รำวหลำยคน ท่ำนรำชครูเห็น
ด้วยหรือไม่?”
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “ยังคงเป็นฝ่ำบำทที่คิดอ่ำนได้รอบคอบกว่ำ”
ฟ่ำนจวิ้นเม่ำรู้สึกว่ำในค ำพูดนี้มีควำมนัยซ่อนอยู่ บัณฑิต
ทั้งหลำยเหล่ำนี้นี่นะ โดยเฉพำะพวกที่เป็นขุนนำงใหญ่ พูดจำชอบ
แฝงควำมนัยกันนัก
อันที่จริงจวนรำชครู กรมพิธีกำรและกรมอำญำมีหน่วยลับอยู่
มำกมำยเป็นพรวน แค่ต้องรอชมงิ้วสนุกๆ ปล่อยให้ลู่ฝำนโล่วปลุกปั่น
ไพร่พลเก่ำที่เคยอยู่ในสังกัดให้ลุกขึ้นเคลื่อนไหว บีบให้เกิดกำรสละ
อ ำนำจเป็นครั้งที่สอง พอดีกับที่เฉินผิงอันสำมำรถเห็นฝีมือของโอสถ
ทองอำยุน้อยอย่ำงพวกเฟิงเจี้ยที่เพิ่งมำรับอ ำนำจได้ด้วย หำกไม่สำด
น ้ำเย็นใส่หน้ำก็ต้องท ำให้รำชส ำนักต้องหันมำมองพวกนำงเสียใหม่
ส ำหรับทั้งสองฝ่ำยแล้ว กำรท ำเช่นนี้หำกมองในระยะยำวล้วนไม่เลว
ซ่งเหอยิ้มเอ่ย “ถ้ำอย่ำงนั้นพวกเรำสองคนมำเปลี่ยนต ำแหน่งกัน
ให้ข้ำมำเป็นรำชครูดีไหม?”
เฉินผิงอันร้องเฮ้อ โบกมือเอ่ย “ฝ่ำบำทมีเหตุผลอะไรให้ก่อกบฏ
ตัวเองด้วยเล่ำ”
ถงเหวินช่ำงหัวเรำะร่วน “ฝ่ำบำท รำชครู บอกไว้ก่อนนะว่ำข้ำ
ไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น”
พวกจิ้นชิงหัวเรำะเสียงดัง หยำงฮวำเองก็ประหลำดใจอย่ำงมำก
ระหว่ำงจักรพรรดิกับขุนนำงสำมำรถพูดคุยกันแบบนี้ได้ด้วยหรือ?
กำรประชุมสิ้นสุดลง เฉินผิงอันเดินเท้ำกลับไปที่จวนรำชครูเพียง
ล ำพัง ขอให้เว่ยเสินจวินช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ
เรื่องที่จะไปลงนำมท ำสัญญำกันที่เมืองหลวงรำชวงศ์สกุลหลูแห่ง
อุตรกุรุทวีป ได้มีกำรก ำหนดวันมำไว้แล้ว วันฤกษ์งำมยำมดีที่เลือกไว้
ก็คืออีกครึ่งเดือนให้หลัง
ช่วงนี้ซ่งเหอกับฮ่องเต้รำชวงศ์ต้ำตวนต่ำงก็จะเดินทำงไปยังอุตร
กุรุทวีป เฉินผิงอันจึงแนะน ำว่ำไม่สู้ฮ่องเต้ออกเดินทำงให้เร็วหน่อย
ทำงฝั่งของจวนรำชครูได้จัดเตรียมก ำหนดกำรเดินทำงไว้ให้แล้ว
นอกจำกหน่วยฉงเสวียนต ำหนักนภำกำศที่ต้องไปเยือนแน่นอน
ส ำนักกระบี่ไท่ฮุยและทะเลสำบกระบี่ฟูผิงก็ควรไปเยือนสักรอบ
ต ำหนักวำรีหนันชวินของเสิ่นหลิน หลิงหยวนกงแห่งจี่ตู๋ จวนของหลี่
หยวน หลงถึงโหวก็สำมำรถแวะไปดูด้วยได้หรือไม่? ทำงฝั่งทิศเหนือ
ยอดเขำพำตี้ของฮว่อหลงเจินเหริน หำกยังมีเวลำว่ำงก็ควรจะแวะไป
สักหน่อยไหม?
ฮ่องเต้ซ่งเหอจึงถือโอกำสผลักเรือตำมน ้ำตอบตกลง ขุนนำงคน
ส ำคัญและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ชั้นสูงของต้ำหลีที่สำมำรถเข้ำร่วมกำรประชุม
เล็กได้ต่ำงก็เป็นยอดคนที่ฉลำดเฉลียวอย่ำงยิ่ง ไหนเลยจะมองไม่
ออกว่ำฮ่องเต้กับรำชครูก ำลังช่วยกันร้องช่วยกันรับอยู่
https://n0vel-lk.c0m/
บทพิเศษ ตอนที่ 19.2 เด็กหนุ่มในปีนั้น
ฮ่องเต้ด้าหลีข้ามทวีปไปท าสัญญา สารถีเฒ่าที่ใช้นามแฝงว่าชู
คานผู้นั้นต้องติดตามไปด้วยอย่างแน่นอน
แต่ถึงอย่างไรก็ต้องป้องกันเรื่องไม่คาดฝัน ปัญหาคือเสี่ยวโม่ต้อง
ปิดด่าน เซี่ยโก่วก็ต้องคอยปกป้องมรรคาพิศมรรคา ดังนั้นเฉินผิงอัน
จึงไปถามความเห็นของเผยเฉียนว่ายินดีจะติดตามฮ่องเต้ซ่งเหอ
เดินทางไปเยือนเมืองหลวงของราชวงศ์ต้าหยวนหรือไม่ เผยเฉีย
นตอบตกลงอย่างรวดเร็ว กลับเป็นซ่งเหอที่บอกว่าไม่ต้องไปรบกวน
ปรมาจารย์เผย ผู้ถวายงานเชื้อพระวงศ์และผู้ฝึกตนติดตามกองทัพ
ของต้าหลีต่างก็คู่ควรให้เชื่อถือ
เฉินผิงอันคิดไปคิดมาก็อยากรบกวนให้หลิวชาช่วยเหลือ ให้เขา
มาปกป้องคุ้มกันฮ่องเต้ซ่งเหออย่างลับๆ หลิวชาที่สร้างกระท่อมไว้ที่
ภูเขาหวงหูเรียบร้อยแล้วเพิ่งจะท าความเข้าใจกับสภาพความเป็นอยู่
ของพวกปลาที่นั่นได้ อีกทั้งเพิ่งจะท าหลุมล่อปลาเสร็จ จึงปฏิเสธมา
โดยตรงว่าไม่ว่าง
เว่ยป้อที่ตอนนั้นแค่ช่วยน าความไปบอกแทนไม่อยากจะกลับไป
มือเปล่า จึงพูดว่าปล่อยเบ็ดสายยาวลงบนทะเลจากเรือข้ามทวีปก็มี
รสชาติมากเหมือนกัน ได้ยินมาว่าในอาณาเขตของหุบเขาผีร้ายมี
พวกปลาที่เป็นทายาทตระกูลเชียนชนิดหนึ่งอยู่ในทะเลสาบแห่งหนึ่ง
ต้องดูทั้งฝีมือในการตกปลา แล้วก็ดูทั้งความโชคดี…ปล่อยให้เว่ยป้อ
พูดพล่ามอยู่พักหนึ่ง หลิวชาเพียงแค่จ้องมองไปบนพื้นผิวของ
ทะเลสาบ หัวเราะร่วนเอ่ยว่า “เว่ยเสินจวินอาจจะลืมไปว่าปีนั้นข้าก็ถูก
เฉินฉุนอันจับได้บนทะเล ถึงได้ขอบเขตถดถอยลงมาจากขอบเขต
สิบสี่
เฒ่าหูหนวกก็ยิ่งไม่ยินดีจะออกจากภูเขา ใช่ว่าเขาจะไม่เคยเป็น
ฮ่องเต้เสียหน่อย ใครล ้าค่ากว่ากันกันแน่ จะให้ไปเป็นองค์รักษ์ของ
อีกฝ่ายน่ะหรือ? ไหนเลยจะส าคัญเท่าการถ่ายทอดวิชาคาถา อบรม
ปลูกฝังวัตถุดิบที่ดีงามในภูเขาได้! ไม่ยอมให้เว่ยเสินจวินพูดจบก็ลั่น
วาจาอย่างหยิ่งทระนงในศักดิ์ศรีกับเว่ยเสินจวินว่า หากเจ้าขุนเขาบีบ
บังคับข้า ครั้งนี้ข้าจะไม่เป็นรองผู้ถวายงานแล้ว พรุ่งนี้จะกลับไปปิด
ประตูทบทวนความผิดอยู่ที่หอบูชากระบี่…เฒ่าหูหนวกโบกชายแขน
เสื้อหนึ่งทีแล้วหมุนตัวเดินกลับเข้าไปในห้องสอน แล้วก็เปลี่ยนสีหน้า
ใหม่ทันใด อธิบายถึงข้อดีข้อเสียของคาถาเคลื่อนลมปราณยุค
โบราณบทหนึ่งให้พวกผู้ศึกษามรรคารุ่นเยาว์เหล่านั้นฟังอีกครั้ง
มารดามันเถอะ เป็นค าขอร้องของเฉินผิงอัน ไม่ใช่ว่าภูเขาพือวิ่น
ของข้าท าหน้าหนาขอให้พวกเจ้าออกจากภูเขาไปท าธุระให้สัก
หน่อย เทวรูปปั้นดินเผายังมีไฟโทสะสามจั้งได้เลย ดังนั้นเว่ยเสินจวิน
จึงโยนภาระที่ได้รับมอบหมายมาทิ้งไปไม่ท าแล้ว
แต่ส าหรับเฒ่าหูหนวกแล้ว ในใจของเว่ยป้อกลับรู้สึกใกล้ชิด
สนิทสนมอยู่หลายส่วน
เฉินผิงอันได้ข่าวจากเว่ยป้อแล้วก็ได้แต่ส่งกระบี่บินแจ้งข่าวไป
ด้วยตัวเอง บอกกับจู๋ซู่ที่ก าลังจะออกเดินทางไปเยือนส านักกระบี่หลง
เซี่ยง แต่ยังไม่ได้ออกไปจากพื้นที่ประกอบพิธีกรรมชั่วคราวใน
ทะเลสาบหวนเจี้ยน
เซียนกระบี่หญิงที่เพิ่งจะเลื่อนเป็นขอบเขตเซียนเหรินผู้นี้ตอบตก
ลงอย่างไม่ลังเล บอกว่านางสามารถไปท าความเข้าใจกับ
ขนบธรรมเนียมของอุตรกุรุทวีปได้พอดี
ก่อนหน้านี้อยู่ที่ริมทะเลสาบหวนเจี้ยน นางได้พูดคุยเรื่องพวกผู้
ฝึกกระบี่ของอุตรกุรุทวีปกับหนิงเหยา ความในใจสองประโยคของห
นิงเหยาท าให้ความคิดนับร้อยประเดประดังเข้าใส่จู๋ซู่
“หวังว่าผู้ฝึกกระบี่ของที่นั่นจะไม่ต้องเช่นกระบี่ทั้งทวีปอีกแล้ว
“หากปีนั้นแจกันสมบัติทวีปถูกเผ่าปีศาจแห่งเปลี่ยวร้างโจมตี
แตก ไม่แน่เสมอไปว่าพวกเราจะไปให้ความช่วยเหลือที่ทวีปแดนเทพ
แผ่นดินกลาง แต่พวกเราจะต้องช่วยอุตรกุรุทวีปแน่นอน
……
เดิมทีพื้นที่ประกอบพิธีกรรมส่วนตัวที่เนินสู่เหยาก็ถูกสร้างขึ้น
เพื่อการพิสูจน์มรรคาบินทะยาน ส าหรับผู้ฝึกตนขอบเขตหนึ่งแล้วจะ
มีความหมายตรงใด
เฉินผิงอันไม่ยินดีจะสิ้นเปลืองยันต์สามภูเขาเลียนแบบอีก หาก
อิงตามราคาตลาดไม่ว่าอย่างไรก็ต้องขายได้เงินเทพเซียนจ านวนไม่
น้อย และจะยอมขายก็ต้องขึ้นอยู่กับอารมณ์เท่านั้น เขาก็เลยมาพัก
อยู่ที่จวนราชครูเสียเลย ตรวจสอบเอกสารบางอย่าง มีทั้งประวัติของ
ขุนนางแล้วก็มีทั้งสถานการณ์ของภาษีอากรในแต่ละมณฑล การ
ตรวจแก้ต าราเหมือนการกวาดฝุ่น กวาดหนึ่งหน้า อีกหน้าก็ผุด
ขึ้นมา ด้วยความเคยชินในการ “อ่านต ารา” ของเฉินผิงอัน การ
ตรวจสอบเอกสารก็ยิ่งเป็นเช่นนี้ ทุกครั้งที่ใช้พู่กันวงชื่อหลายชื่อหรือ
จ านวนตัวเลขก็จะต้องสืบสาวเบาะแสไปต่อ ให้หรงอวี๋หยิบต ารามา
หลายเล่ม หรือแม้กระทั่งเอกสารปีกใหญ่ เขาเปิดอ่านแล้วก็วาด
วงกลมเอาไว้แล้วก็อ่านเล่มใหม่อีก…ราวกับว่าไม่มีที่สิ้นสุด
เฉินผิงอันตรวจเอกสารฉบับหนึ่ง พูดกับหรงอวี๋ที่วางเอกสารลง
บนโต๊ะเบาๆ โดยที่ไม่เงยหน้า “เจ้าไปพักก่อนเถอะ”
หรงอวี๋ถามเสียงอ่อนโยน “ราชครู ต้องการให้ห้องครัวเตรียม
อาหารมื้อดึกไว้ให้หรือไม่?”
เฉินผิงอันส่ายหน้า “ไม่ต้องแล้ว”
หรงอวี๋กล่าว “การเตรียมการช่วงสามวันที่ผ่านมานี้ล้วนเขียนไว้
เรียบร้อยแล้ว หากต้องปรับแก้ตรงไหน ราชครูช่วยบอกข้าสักค า”
เฉินผิงอันเหลือบตามองชื่อคนที่เขียนไว้แน่นขนัดบนกระดาษ
จินซู่ชั้นดีประดับผงทองค าละเอียดดุจเมล็ดข้าวฟ่างทองหลายแผ่น
จากนั้นใช้ตัวอักษรเสี่ยวข่ายขนาดเล็กเท่าหัวแมลงวันระบุสถานะขุน
นางของคนที่ได้พบเจอ ลงเวลาไว้อย่างละเอียด ด้านล่างกระดาษจิน
ซู่หลายแผ่นนี้ยังมีสมุดเล่มเล็กอีกเล่มหนึ่ง นี่ได้กลายเป็นแบบแผน
อันตายตัวซึ่งอิงตามข้อเรียกร้องของเขา พร้อมกันนั้นยังต้องแนบ
สรุปย่อโดยสังเขป….เฉินผิงอันวางพู่กันลง นวดคลึงหัวคิ้ว เอ่ยเยาะ
เย้ยตัวเองว่า “ยิ่งนานวันก็ยิ่งนับถือพวกนายท่านผู้เฒ่ากวนและพวก
เสิ่นเฉิน ต่งหูแล้ว เป็นขุนนางคืองานที่ต้องใช้แรงจริงๆ”
ไม่อย่างนั้นจะบอกว่าการฝึกฝนตัวเองในหน่วยงานราชการคือ
การสั่งสมประสบการณ์หรือ
แต่ละขอบเขตมีทัศนียภาพของแต่ละขอบเขต นายอ าเภอมี
หน้าที่ของนายอ าเภอราชครูก็มีงานการปกครองของราชครู
นับตั้งแต่ที่เข้าจวนราชครูมา เฉินผิงอันจะต้องเจอคนสองสาม
คนทุกๆ หนึ่งเค่อ หรือไม่ก็สองเค่อเจอคนหนึ่งคน แต่ว่าสถานการณ์
เช่นนี้มีไม่มาก
หรงอวี๋ยิ้มเอ่ย “อย่างมากสุดใช้เวลาแค่สองเดือน ราชครูก็จะยิ่งมี
ความมั่นใจมากขึ้นแล้ว”
อาจารย์ชุยเคยพูดกับนางและผู้ซึ่งเกี่ยวกับความเหมือนและ
ความแตกต่างของ “การใช้คนและการเหนื่อยกายเหนื่อยใจ’ ท าให้
พวกนางได้รับผลประโยชน์ไม่น้อย
แล้วก็จริงนะ หลังจากที่ชุยฉานรับหน้าที่เป็นราชครูก็สามารถ
แบ่งออกคร่าวๆ เป็นสามช่วง ช่วงแรกไม่ว่างานเล็กหรืองานใหญ่ก็
ต้องให้ความส าคัญและปฏิบัติอย่างจริงจังเสมอครั้นแล้วจึงมุ่งเน้นการ
ใช้คน ท าเรื่องใหญ่ให้เล็กลงอย่างชาญฉลาด สุดท้าย…..ต่อให้เป็น
หรงอวี๋และฝูซิ่งก็ยังบอกไม่ถูก แค่รู้สึกว่าราชครูชุยค่อนข้างจะโดด
เดี่ยว
เฉินผิงอันพลันยิ้มพูดว่า “บางครั้งก็จะคิดว่าหากปีนั้นข้า
สามารถเข้ามาอยู่ในจวนราชครูได้เร็วกว่านี้ ศิษย์พี่ใหญ่จะสบายกว่า
นี้ได้บ้างหรือไม่”
หรงอวี๋ครุ่นคิดอย่างจริงจัง พูดอย่างตรงไปตรงมาว่า “หาก
ราชครูไม่มีประสบการณ์เหล่านั้น เข้ามาในจวนราชครูเร็วกว่านี้ยี่สิบ
ปี อย่างมากก็เป็นได้แค่เลขาธิการฝ่ายบุ๋นที่ท าหน้าที่เป็นที่ปรึกษาใน
เรื่องกิจทหารและงานราชการส าคัญของแผ่นดิน ไม่อย่างนั้นก็ต้อง
คอยจับตามองสมุดบัญชีอยู่ในกรมคลังทุกวัน ด้วยนิสัยของอาจารย์
ชุย เวลานั้นท่านราชครูก็น่าจะโดนด่ามากที่สุด”
เฉินผิงอันหลุดข าอย่างอดไม่อยู่ เอนหลังพิงเก้าอี้ สองมือสอด
รองไว้ใต้ท้ายทอย พยักหน้าเอ่ย “ก็จริงนะ”
ห้องขุนนางที่อยู่ในลานเรือนชั้นสองยังพอมีแสงสว่างอยู่บ้าง
จวนราชครูอนุญาตให้พวกเลขาธิการฝ่ายบุ๋นมาปูพื้นนอนกัน
อยู่ที่นี่ แล้วก็มีห้องข้างสองห้องที่มีเตียงและผ้าห่มง่ายๆ จัดไว้ให้พวก
เขาได้พักผ่อน ทว่าชุยฉานไม่ค่อยชอบให้พวกเขาท างานหามรุ่ง
หามค ่า ถึงขั้นที่ว่ารู้สึกอคติด้วยซ ้า เว้นเสียจากว่ามีกิจทางการทหาร
ที่เร่งด่วนให้ต้องจัดการจริงๆ ท่าทีของชุยฉานก็เรียบง่ายมาก ใคร
ท างานอะไร ขุนนางอะไรคิดบัญชีอะไร ในใจราชครูอย่างเขาล้วนรู้ดี
ตอนกลางวันจัดการกับกิจธุระได้ไม่ดี ลากไปถึงตอนกลางคืนกว่าจะ
ท าเสร็จ ก็ถือเป็นความสามารถอย่างหนึ่งด้วยหรือ?
แม้จะเป็นเช่นนี้ ชุยฉานก็ไม่ได้ห้ามการเปิดเตาเล็กไว้ในจวน
ราชครู อาหารมื้อดึกยังคงมี
แต่อาหารในจวนราชครูต้าหลีกลับมีความคล้ายคลึงกับอาหาร
เจในอารามเสวียนตูอย่างน่าอัศจรรย์
กลางดึกคนเงียบสงัด เฉินผิงอันเดินออกจากห้องหนังสือไปเดิน
เล่นอยู่ในลานบ้านแสงจันทร์เหมือนสายน ้า มองไปรอบด้านมีแต่
ประกายแสงสุกใส เขาเริ่มหลับตาเดินนิ่งหกก้าว
อันดับแรกก็เปิดศึกกับเจียงเซ่อ แล้วยังมีการเชื่อมโยงฟ้าดินที่
หมายจะแลกชีวิตกับโจวมี่ ตามมาด้วยการรับมือกับทัณฑ์สวรรค์
ร้ายแรงครั้งนั้น
ฟ้าดินร่างกายมนุษย์ของเฉินผิงอันเกิดการเปลี่ยนแปลงแบบ
พลิกฟ้าพลิกดิน ค ากล่าวที่ว่า “มหาสมุทรกลายเป็นผืนนา” ไม่เคย
มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าเช่นนี้มาก่อน
บวกกับที่เลื่อนขั้นเป็นขอบเขตสิบเอ็ดของวิถีวรยุทธ เลือดลม
เต็มล้นจนน่าเหลือเชื่อ ก็แค่ว่ายังไม่มีโอกาสจะปลดปล่อยออกไป
อย่างเต็มก าลัง
ก่อนหน้านี้อยู่ที่ภูเขาหวงหู อันที่จริงเฉินผิงอันอยากจะลากหลิว
ชามาประลองฝีมือกันเพียงแต่กังวลว่าหลิวชาจะเอาจริงเอาจังเกินไป
ขออย่าให้ไม่ทันระวังสู้กันจนภูเขาหวงหูหายไปเลย ถึงเวลานั้นจะ
อธิบายกับหงเซี่ยอย่างไร? คนเขาอุตส่าห์ไปช่วยงานการขุดเจาะล า
น ้าใหญ่ที่ใบถงทวีปอย่างเหนื่อยยาก พอกลับมาถึงบ้านกลับพบว่า
พื้นที่ประกอบพิธีกรรมไม่เหลืออยู่แล้ว?
เส้นทางการกลายเป็นเทพบนวิถีวรยุทธเดิมทีก็ขัดแย้งกับ
เส้นทางของการฝึกตนกลายเป็นเซียนอยู่แล้ว ขอบเขตหนึ่งเลื่อนเป็น
ผู้หลอมลมปราณขอบเขตสอง ก็เหมือนการเข่นฆ่าเส้นทางสายเลือด
ออกมาจากกองทัพนับหมื่น ความยากนั้นมีมากแค่ไหน แค่คิดก็
พอจะรู้ได้ความยากที่มากกว่านั้นก็คือต้องรักษา “ทางรอด” เส้นนี้ไว้
ให้ยาวนาน บุกเบิกท้องน ้าแห่งฟ้าดินเพื่อรองรับปราณวิญญาณ พูด
ง่ายๆ ก็คือยิ่งขอบเขตวิถีวรยุทธสูงเท่าไร การกลับมาหลอมลมปราณ
ฝึกตนอีกครั้งก็ยิ่งยากมากเท่านั้น ช่างเป็นการหาเรื่องใส่ตัวจริงๆ
ซ่งอวิ๋นเจียนที่สวมกวานสีทองสวมชุดคลุมหยกเผยกาย ถาม
อย่างใคร่รู้ว่า “ราชครูจะกลับมาฝึกตนเมื่อไหร่?”
เฉินผิงอันยังคงเดินนิ่งต่อ ตอบกลับง่ายๆ ว่า “ข้าก็ร้อนใจ
เหมือนกัน เพียงแต่ว่าจะรีบร้อนไม่ได้ ต้องแน่ใจต าแหน่งที่แน่ชัดของ
ช่องโพรงลมปราณในร่างกายมนุษย์ทั้งหนึ่งพันแปดแห่งก่อน ห่างกัน
แค่เสี้ยวก็คือห่างเป็นพันลี้ นี่คือเขาวงกตที่กว้างใหญ่ไพศาลไร้ที่
สิ้นสุดแห่งหนึ่ง ยังดีที่มีร่องรอยให้สืบเสาะ มีความเป็นมาเป็นไป
คร่าวๆ ข้าจึงพอจะมีความมั่นใจอยู่บ้าง ตอนนี้ยังเหลือช่องโพรง
ลมปราณอีกสามร้อยกว่าแห่งที่ยังหาไม่เจอ”
เรื่องที่จะหาคนให้มาช่วยยืนยันต าแหน่งของช่องโพรงลมปราณ
บนภูเขาคือเรื่องที่ต้องไหว้วานฝากชีวิตไว้ให้กันจริงๆ
ก่อนหน้านี้อยู่บนยอดเขาโหยวอี๋ก็ได้ให้หนิงเหยาช่วยตรวจสอบ
ต าแหน่งช่องโพรงลมปราณให้
เฉินผิงอันคิดว่าจะขอภาพช่องโพรงลมปราณเก่าก่อนหน้านี้มา
จากคนเย็บผ้าเหนี่ยนซิน อย่างน้อยที่สุดช่องโพรงลมปราณบางแห่ง
ก็ยังพอจะหาม้าตามลายแทงได้บ้าง นอกจากนี้ก็มีการเปรียบเทียบ
ใหม่เก่า เดิมทีก็คือการพิศมรรคาที่มหัศจรรย์อย่างหนึ่ง
บนเส้นทางการฝึกตนในอนาคต ตอนนี้เฉินผิงอันมีแผนส ารองที่
จัดเตรียมไว้ล่วงหน้าอยู่สามแผน
ข้อแรก เดินไปบนทางสายเก่า หลอมวัตถุแห่งชะตาชีวิตให้
ได้มากที่สุด
ทางสายนี้คือทางลัดที่ใกล้ที่สุด ทั้งประหยัดแรงกายประยัดแรงใจ
แต่เปลืองเงินมากที่สุด
ดังนั้นเฉินผิงอันจึงพูดคุยกับฮ่องเต้ซ่งเหออย่างเปิดเผย บอกว่า
หากตนเลือกทางเส้นหนึ่งในการหันกลับมาฝึกตนใหม่ ถ้าอย่างนั้น
คลังลับทั้งหลายของต้าหลี เกรงว่าคงต้องถูกตนขนย้ายไปจนเกลี้ยง
แล้ว
ซ่งเหอยกมือขึ้นมาโดยตรง เอ่ยว่า “อย่าคุยกับข้าเรื่องนี้ ข้าไม่
กลัวว่าคลังของแคว้นจะว่างเปล่า กลัวก็แต่ว่าราชครูไม่อาจเลื่อนเป็น
ขอบเขตสิบสี่ได้ในเร็ววัน ขอแค่ในอนาคตราชครูบอกว่ามีโอกาสจะ
ผสานมรรคา ถึงเวลานั้นต่อให้ข้าซ่งเหอจะต้องติดหนี้ยืมสินสกุล
เฉาต้าตวนหรือสกุลหลูต้าหยวนด้วยตัวเอง ข้าก็พร้อมจะท าให้โดย
ไม่ลังเล
เฉินผิงอันพยักหน้ายิ้มเอ่ย ‘สมมติว่ามีวันนั้นจริง ฝ่าบาทอย่า
แกล้งโง่กับข้า บอกว่าจ าไม่ได้ว่าปีนั้นพูดอะไรไว้บ้างก็แล้วกัน
ซ่งเหอยิ้มเอ่ย “ข้าคงไม่พูดอะไรไร้สาระกับราชครูแล้ว พูดถึงแค่
การเป็นบิดาของผู้อื่น ข้าจะทิ้งสมบัติวิเศษแห่งฟ้าดินที่ไม่อาจขนย้าย
ไปไหนมาหลายสิบปีแล้วพวกนั้นไว้ท าไม แค่ทิ้งราชวงศ์ต้าหลีที่
ยิ่งใหญ่และแข็งแกร่งให้กับลูกหลานสกุลซ่งก็พอแล้ว
เฉินผิงอันพยักหน้ารับ
เส้นทางการฝึกตนสายนี้ ข้อดีก็คือสามารถเลื่อนขอบเขตได้
อย่างมั่นคง การจับคู่เข่นฆ่ากับคนที่ต ่ากว่าขอบเขตสิบสี่
ความสามารถที่เป็นวิชากันกรุมีมากพอ ส่วนภัยแฝงก็คือในอนาคต
เมื่อต้องปิดด่านแสวงหาการเป็นขอบเขตสิบสี่ก็มีความเป็นไปได้
อย่างมากว่าจ าเป็นต้องสลายมรรคาครั้งหนึ่ง
ข้อสองคือพยายามแสวงหาค าว่าบริสุทธิ์ นอกจากจะตั้งใจหลอม
กระบี่แล้วก็ไม่ต้องการของนอกกายอย่างอื่นอีก
พอดีกับที่ได้พูดคุยเรื่องการค้าครั้งนั้นกับภูเขาเจินอู่พอดี หินลับ
กระบี่ของภูเขาหลงจี๋จากการประมาณการณ์ก็น่าจะพอ
ประคับประคองให้เขาพิสูจน์มรรคาบินทะยานได้
ข้อสาม ทดลองเดินขึ้นฟ้าในก้าวเดียวตอนอยู่ในขอบเขตสาม
ขอบเขตเส้นเอ็นหลิวเลื่อนขั้นเป็นห้าขอบเขตบนโดยตรง
ซ่งอวิ๋นเจียนถาม “ดูเหมือนว่าในใจของราชครูจะไม่ค่อยรีบร้อน
กับเรื่องที่ต้าหลีจะควบรวมโจวให้เป็นเต้าเท่าใดนัก?”
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “มีต าแหน่งขุนนางว่างโผล่มามากขนาดนั้น
ใครจะมานั่งแทนที่? หมวกขุนนางเยอะขนาดนั้น ใครจะมาสวมใส่?”
ซ่งอวิ๋นเจียนถามอย่างสงสัย “ผู้กล้ามากความสามารถในราช
ส านักต้าหลีมีมากมาย แผ่นดินตั้งครึ่งทวีปเลยนะ ยังจะขาดขุนนางที่
เหมาะสมอีกหรือ?”
เฉินผิงอันถาม “รอกระทั่งกองทัพชายแดนต้าหลีหวนกลับมายัง
แจกันสมบัติทวีปต าแหน่งในวงการขุนนางก็แน่นสนิทไร้ช่องโหว่แล้ว
พวกเขาจะท าอย่างไร?”
ซ่งอวิ๋นเจียนกระจ่างแจ้งทันใด
เฉินผิงอันพูดพึมพ ากับตัวเองว่า “ถึงเวลานั้น พวกเราถึงจะมี
คุณสมบัติเอ่ยประโยคหนึ่งว่า เมื่อพบเจอกันล้วนมีแต่ความสงบสุข
แล้ว”
ดวงตาของซ่งอวิ๋นเจียนฉายประกายเจิดจ้า ใช่แล้ว ในที่สุดก็ได้
พบเจอความสงบสุขแล้ว เขาเร้นกายไปยังสวนดอกไม้ที่อยู่ติดกัน ไม่
รบกวนการเดินเล่นผ่อนคลายอารมณ์ของท่านราชครูแล้ว
จวนราชครูที่สร้างใหม่ขยับขยายพื้นที่ออกไปสามแถบ สิ่งปลูก
สร้างที่อยู่ตรงกลางยังคงมีดังเดิมไม่ไปแตะต้อง รักษาแบบแผนเดิมที่
เคยมีเอาไว้ เรือนสามชั้นที่อยู่แนวเส้นแกนกลางเดียวกันยังคงเป็นต้น
อู่ถง ต้นสนโบราณและต้นท้อ นอกจากนี้ทางฝั่งซ้ายมือก็บุกเบิก
พื้นที่เป็นสวนดอกไม้แห่งหนึ่ง พวกเลขาธิการฝ่ายบุ๋นเป็นมนุษย์
ธรรมดากันแทบทุกคน พวกเขาเองก็สามารถมาเดินเล่นผ่อนคลาย
อารมณ์ มองบรรยากาศรอบด้านให้สบายตาสบายใจ ไม่จ าเป็นต้อง
กังวลว่าผายลมแล้วจะลอยไปถึงลานเรือนชั้นสาม ส่งเสียงดังรบกวน
ท่านราชครู
อวี่สืออู้ เซียวสิง โต้วโค่ว เซียนจ่าว รวมไปถึงสวี่เจียวเชี่ยที่เพิ่ง
มาถึงทีหลัง พวกเขาในผู้ฝึกตนกันแทบทุกคน จึงพากันย้ายไปอยู่ใน
เรือนใหม่ทางขวามือ กวอจู๋จิ่วมีหน้าที่ดูแลพวกเขาชั่วคราว เอาเป็น
ว่าไม่ว่าใครก็ไม่มีต าแหน่งขุนนางที่เป็นทางการ บนโต๊ะของกวอจู๋จิ่ว
ได้วางของที่นางชื่นชอบสารพัดอย่างไว้จนเต็มนานแล้ว มีทั้งจานฝน
หมึก กล่องไม้ไผ่ใบเล็ก ชางผู้หนึ่งกระถาง และยังมีต าราอีกกองใหญ่
ที่เพิ่งซื้อมาจากหลิวหลีฉ่าง มากมายละลานตา ล้วนเป็นสมบัติทั้งนั้น
เนื่องจากโต๊ะหนังสือของนางตั้งอยู่ติดกับก าแพง กวอจู๋จิ่วจึงเหมือน
เด็กนักเรียนประถมที่เกเรซุกซนที่สุดในโรงเรียน นางห่อหุ้มอ าพราง
ตัวเองไว้อย่างแน่นหนา เอาหัวนอนฟุบลงบนโต๊ะ พวกอาจารย์ก็ไม่รู้
แล้วว่านางท าอะไรอยู่
และยังมีสวินชวี่ที่รับหน้าที่ประสานงานกับเหล่าเทพีบุปผาใน
พื้นที่มงคลร้อยบุปผาที่ก็เป็นเพื่อนบ้านกับพวกเขาด้วย เฉินผิงอันได้
เก็บห้องห้องหนึ่งไว้ให้ฟานต้าเช่อโดยเฉพาะ
เซียวสิงยังคอยไปหยอกเย้าแม่ครัวอวี๋ซินที่ห้องครัวเป็นประจ า
ส่วนสวี่เจียวเชี่ยหากมี โอกาสเมื่อไหร่ก็จะด่ากับเชียวสิงว่าเป็นนาง
แพศยา นางชั้นต ่า
อู๋ไฉ่เด็กสาวเทพีบุปผาดอกเฟิ่งเซียน นางมาที่จวนราชครูสอง
ครั้ง แต่ก็ไม่ได้พบเด็กสาวสวมหมวกขนเตียว จึงรู้สึกผิดหวังอยู่บ้าง
เผยเฉียนกับกวอจู๋จิ่วก็คือนกฮูกสองตัว พอมีเวลาว่างก็จะมา
นั่งเล่นหมากล้อมกันที่ลานเรือนชั้นสอง แต่พวกนางประลองฝีมือกับ
เฉาฉิงหล่าง หลินโซ่วอีกับหรงอวี๋คอยชมสถานการณ์การสู้รบอยู่
ด้านข้าง
เฉินผิงอันเกิดความคิดกะทันหันจึงขยับเข้ามาดูแนวโน้มแพ้ชนะ
บนกระดานหมากด้วย เขาตระหนักรู้ได้ด้วยตัวเองว่าเวลาดูคนเล่น
หมากล้อมไม่ควรพูดมาก แค่ถามพวกเขาว่าอยากกินอาหารมื้อดึก
หรือไม่ เผยเฉียนสีหน้าจริงจัง คีบเม็ดหมากเม็ดหนึ่งขึ้นมา แค่พยัก
หน้าตอบว่าดี กวอจู๋จิ่วก็พูดว่าดีสิ ดีสิ แล้วก็ถือโอกาสยื่นมือไปปัด
บนกระดานจนตัวหมากกระจาย บอกว่าเสมอกันแล้ว เสมอกันแล้ว
เฉาฉิงหล่างอ่อนใจยิ่งนัก เผยเซียนถลึงตาใส่บอกว่าก่อกวนอะไร ตน
คิดกระบวนท่าเทพเซียนออกแล้ว กวอจู๋จิ่วบอกว่าถึงอย่างไรก็เป็น
อาจารย์พ่อที่สอนพวกเรา ชนะแบบนี้ย่อมไม่สมเกียรติ เผยเฉียนคิด
แล้วก็บอกว่าก็จริงนะ
หลินโส่วอีหัวเราะหึหึ เฉาฉิงหล่างหัวเราะหึหึ
หรงอวี๋ไม่ล าเอียงเข้าข้างใคร นางไม่ได้พูดอะไร
ราชครูเฉินพยักหน้ารับด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ด้านหนึ่งก็บอกว่า
รับมือกับคนฝีมือห่วยสองคน ทุกวันนี้ความสามารถในการเล่นหมาก
ล้อมของอาจารย์พ่อเก่งมากแล้ว สูงส่งจนหาขอบเขตสิ้นสุดไม่ได้
แล้ว แค่แสดงฝีมือออกมาสามส่วน….ด้านหนึ่งก็เดินเร็วๆ ไปที่เรือน
ชั้นหนึ่ง หมายจะเข้าครัวแสดงฝีมือด้วยตัวเอง
หรงอวี๋มองแผ่นหลังของราชครู
ก่อนหน้านี้
ตอนที่เฉาเกิงซินเปิดผนึกไหเหล้าเทเหล้าใส่ลงไปใน
น ้าเต้า บุรุษที่อยู่ด้านข้างมองจ้องไม่คลาดสายตา คล้ายกับว่าน ้าเต้า
บรรจุเหล้าใบนั้นก็คือเด็กหนุ่มในปีนั้นที่ไม่ว่าจะเติมอย่างไรก็ไม่เต็ม
เสียที่