กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 20.2 ขานชื่อ
สวีเซี่ยคิ้วตาเบิกบาน หัวเราะเสียงดังลั่นไม่หยุด ผู้ฝึกกระบี่ไม่ได้
รู้สึกโล่งโปร่งสบายเช่นนี้มานานหลายปีแล้ว
หรงอวี๋เองก็รู้สึกว่าค าพูดแก้เก้อนี้ของราชครูมีนัยชวนให้ขบคิด
อย่างยิ่ง
ภายหลังเฉินผิงอันได้แสดงการประยุกต์ใช้แผนที่นี้อย่างแยบยล
ให้สวีเซี่ยดู ผู้ฝึกตนแค่ต้องถือป๋ายหยกที่เป็นยันต์ท าด้วยกรรมวิธีลับ
แผ่นหนึ่งก็จะสามารถ “ขานชื่อ’ สถานที่บางแห่งในเปลี่ยวร้างได้ ดวง
จิตเมล็ดงาของผู้ฝึกตนก็จะสามารถเข้าไปอยู่ในพื้นที่นั้นเหมือนการ
เที่ยวชมภูเขาสายน ้าอย่างแท้จริง แม้ว่าสวีเซี่ยจะไม่ใช่คนของส านัก
การทหารแต่กลับรู้ดีถึงความร้ายกาจของวิธีการนี้ และรู้ว่ามันจะต้อง
ส่งผลกระทบอันลึกล ้ายาวไกลต่อทิศทางการด าเนินไปของสนามรบ
ในอนาคต
มอบป๋ายหยกคืนให้แล้ว สวีเซี่ยก็เอ่ยชื่นชมจากใจจริงว่า “มี
คุณูปการใหญ่หลวงยิ่งนัก”
หากอยู่ร่วมกับใครก็ท าให้คนเหมือนรู้สึกถูกอาบไล้ด้วยสายลม
วสันต์ นั่นต้องเป็นเพราะอีกฝ่ายเข้าใจนิสัยใจคอผู้คนและรู้หลักการ
วางตัวอยู่ร่วมในสังคมเป็นอย่างดีแน่นอน
สวีเซี่ยลังเลเล็กน้อย ก่อนเอ่ยว่า “เฉินอิ่นกวาน โจวซึ่งแห่งภูเขา
หมางชาน นางเป็นทั้งจี้กวานของก าแพงเมืองปราณกระบี่ แล้วก็เป็น
ทั้งผู้น าทางในการขึ้นเขาฝึกตนของข้าด้วยด้วยเหตุนี้ในบาง
ความหมายแล้ว แม้ว่าสวีเซี่ยจะไม่ถือว่าเป็นกระบี่ส่วนตัวของก าแพง
เมืองปราณกระบี่ แต่กลับได้รับบุญคุณจากก าแพงเมืองปราณกระบี่
อย่างแท้จริง”
เฉินผิงอันพยักหน้ารับ
สวีเซี่ยกล่าว “ราชครู พวกเราหาสถานที่สักแห่งมาพูดคุยกันถึง
เรื่องที่ไม่อาจบอกกล่าวแก่ใครได้สักสองสามประโยคดีไหม?”
เฉินผิงอันเดินน าสวีเซี่ยและหรงอวี๋ไปยังห้องข้างแห่งหนึ่งที่ไม่
สะดุดตาในลานเรือนชั้นสาม
หรงอวี๋ปิดประตูลงเบาๆ
สวีเซี่ยเดินข้ามธรณีประตูไปแล้วก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
ภาพที่เห็นตรงหน้าถึงกับเป็นอารามเต๋าแห่งหนึ่งที่สร้างไว้บนเนินดิน
เล็กๆ เลยหรือ?
ขึ้นเขาไปด้วยกัน ต้นสนต้นป๋ายสองข้างทางเหมือนหลิงกวนที่
ยืนเรียงแถว เหมือนแม่ทัพเทพที่ยืนอยู่อย่างเคร่งขรึม ชื่อของอาราม
เล็กแห่งนี้ก็คืออารามหลิงจิ้ง
พวกเขาเดินอยู่บนเนิน ถือโอกาสพูดคุยกันไปถึงความรู้ความ
เข้าใจของตัวเองเกี่ยวกับยันต์กักกระบี่ สวีเซี่ยยังพูดถึงเวทกระบี่ “ตัด
หัว” ยุคโบราณที่เอาไว้ใช้เล่นงานสิ่งศักดิ์สิทธิ์แห่งภูเขาสายน ้า
โดยเฉพาะด้วย พลังพิฆาตมหาศาล ยกตัวอย่างเช่นหากผู้ฝึกกระบี่
อยากจะสยบก าราบเทพวารีแห่งแม่น ้าล าคลองก็แค่ต้องหาต้นก าเนิด
น ้าให้เจอแล้วใช้กระบี่ฟันลงไป ผลกระทบที่ได้รับจะเทียบเท่ากับการ
สร้างท านบกั้นน ้าอยู่ทางตอนบนของแม่น ้า
สวีเซี่ยพูดอย่างตรงไปตรงมาว่าตนยังไม่อาจฝึกเวทกระบี่นี้ได้ถึง
ขั้นช านาญ สักวันหนึ่งขอแค่ปล่อยกระบี่ออกไปอย่างเงียบเชียบ ถึง
ขั้นที่ว่าในอนาคตสิบกว่าปีข้างหน้าอาจจะสามารถท าให้ล าน ้าใหญ่
เปลี่ยนทิศทางได้เลย ประเด็นส าคัญคือการปล่อยกระบี่จะถูกอ าพราง
ไว้อย่างมิดชิด ผลกรรมคลุมเครือ ยากจะที่ตามไปตรวจสอบได้
สวีเซี่ยยิ้มเอ่ย “ทั้งคาถาและวิธีการหล่อหลอมล้วนบอกกับ
ราชครูไปอย่างชัดเจนแล้วช่วยตรวจสอบหาช่องโหว่ให้หน่อย”
เฉินผิงอันตอบตกลง บอกว่าจะช่วยกันวิเคราะห์เวทกระบี่บทนี้
กับเสี่ยวโม่และป๋ายจิ่งอย่างละเอียด หากมีผลประโยชน์ใดๆ ก็ตามจะ
ส่งกระบี่บินแจ้งข่าวไปให้สวีจวินทันที่ ไม่ลืมเอ่ยสัพยอกไปประโยค
หนึ่งว่า “อย่าให้ศาลบุ๋นรู้ล่ะ ระวังว่าในอนาคตขอแค่เกิดภาพ
เหตุการณ์ผิดปกติระหว่างภูเขาสายน ้าในหลายทวีปที่เบาะแส
ค่อนข้างคลุมเครือ จะสงสัยสวีจวินเป็นคนแรก
พวกเขาไม่ได้เข้าไปในอาราม สวีเซี่ยมองกลอนคู่บทนั้น
ตัวอักษรน้อยมาก แต่ความหมายกลับยิ่งใหญ่
“พลังหยางแข็งแกร่งในขั้นสูงสุด” “น้อมรับบ าเหน็จสามประการ
สวีเซี่ยเอ่ย “มีเส้นเอ็นและกระดูก มีลมปราณและจิตวิญญาณ
คือฝีมือของอิ่นกวานหรือ?”
เฉินผิงอันรีบโบกมือเป็นพัลวัน “คือลายมือของศิษย์พี่ชุย
ลายมือของข้าธรรมดาอย่างมาก”
สวีเซี่ยพยักหน้า “ข้าเคยเปิดอ่านต าราร้อยเซียนกระบี่และต ารา
สองร้อยเซียนกระบี่มาก่อน เนื้อหาของตราประทับก็เคยอ่าน อิ่นก
วานเหนือกว่าในด้านพรสวรรค์และอารมณ์ศิลป์ความคิดทาง
วรรณศิลป์ฉับไวลื่นไหลดุจเรือแล่นตามสายน ้า ทว่าฝีมือที่ต้องอาศัย
ความนักแน่นมั่นคงยังอยู่ในระดับธรรมดา”
เฉินผิงอันถาม “แต่ก็ไม่น่าจะ ‘ธรรมดา” ขนาดนั้นกระมัง?”
สวีเซี่ยคลี่ยิ้ม ไม่ได้เอ่ยอะไร ขนบธรรมเนียมของคฤหาสน์หลบ
ร้อนเป็นอย่างไร เขาพอจะเคยได้ยินข่าวลือเล็กๆ น้อยๆ มาบ้าง
ขนบธรรมเนียมของภูเขาลั่วพั่วและส านักกระบี่ชิงผิงเป็นอย่างไร เขา
ก็ยิ่งเคยเห็นกับตาได้ยินกับหูมาก่อน ทุกวันนี้เป็นราชครูต้าหลีแล้ว
ขาดค าประจบสอพลอที่ขัดต่อมโนธรรมในใจของเขาสวีเซี่ยแค่ไม่กี่
ค าก็ไม่น่าจะเป็นไรกระมัง
ก่อนหน้านี้สวีเซี่ยบอกว่าฝีมือการเซียนบันทึกท่องเที่ยวของ
ตัวเองไม่ธรรมดานอกจากจะมีความหมายแฝงที่ต้องการสื่อแล้ว ก็ไม่
ถือว่าเป็นค าโกหกอะไร
สวีเซี่ยชอบเที่ยวไปตามภูเขาสายน ้า ทัศนียภาพงดงามที่เคย
เห็นมาในชีวิตล้วนสามารถเขียนและวาดออกมาได้ ม้วนภาพถูก
แขวนเรียงรายเต็มผนัง เป็นภาพภูเขาเขียวและสายน ้าใส เทือกเขา
คดเคี้ยวทอดยาวประหนึ่งมังกรและอสรพิษโบยบินโลดแล่นอยู่บน
ผนัง อีกทั้งยังแขวนกระบี่พกที่เคยใช้ไว้หลายเล่ม เสียงกังวานดุจ
มังกรค ารามจากภายในฝักราวจะบันดาลให้ขุนเขาทั้งปวงส่งเสียง
สะท้อนก้องตาม
กลับมาพูดเข้าประเด็นอีกครั้ง
สวีเซี่ยกล่าว “อันดับแรก คือเฉินชิงหลิวที่มาจากพื้นที่มงคล
เถาฮวา ฉายาว่า “ชิงจู่” และยังมีโจวจื่อ “พูดถึงฟ้า” ที่ยึดครอง
แผ่นดินของส านักหยินหยางครึ่งหนึ่งไปเพียงล าพัง
หรงอวี๋ที่ฟังอยู่ข้างๆ สีหน้าแปรเปลี่ยนไปในทันที่
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “ล้วนไม่ใช่คนแปลกหน้า”
สวีเซี่ยกล่าวต่ออีกว่า “นักพรตของใต้หล้ามืดสลัว ชื่อคือจาง
เจี่ยว ฉายาการฝึกตน “หวงเทียน” คือขอบเขตสิบสี่เฒ่าคนหนึ่ง ปรับ
วิธีสั่งสอนให้สอดคล้องตามกาลและสถานที่สั่งสมการเป็นครูผ่าน
กาลเวลาอันยาวนานหลายภพชาติ จางเจี่ยวเคยเอ่ยว่า “ผินเต้า
ปรารถนาเพียงให้บ้านเมืองร่มเย็นเป็นสุข” ค าพูดนี้สร้างความ
ประทับใจให้ข้าอย่างลึกล ้า ตอนนั้นจางเจี่ยวถูกบีบให้ต้องออกจาก
ใต้หล้ามืดสลัวไปอยู่ดินแดนพุทธะสุขาวดี ตอนนี้เขาได้หวนกลับมา
ที่มืดสลัวแล้ว”
“เหวยเซ่อแห่งภูเขาสู่ชานธวัลทวีป สิบสี่ใหม่ บอกว่าตัวเองคือ
เจ้าของยอดเขาสามสิบเจ็ดแห่ง ภูเขาเฉวียนเจียวที่ทุกวันนี้ถูกกู้ช่า
นเลือกเป็นที่ตั้งของส านักก็เคยเป็นพื้นที่ประกอบพิธีกรรมส่วนตัว
ของเหวยเช่อ มีอีกชื่อว่าคงซาน ชื่อหลักคือเจี่ยนไจ”
“คนเหล่านี้น่าจะเป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งศาลบรรพจารย์ยี่สิบคนแห่ง
นั้น”
“ความตั้งใจเดิมและเป้าหมายมีความเกี่ยวข้องกับความเรียงใน
ความเรียงนอกของลู่เฉิน ราชครูอยากจะลองเดาดูหรือไม่?”
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “ในเมื่อสวีจวินให้เบาะแสมาแล้ว คาดว่าก็น่าจะ
เป็น “ความเรียงในฉีอู้ (ความเสมอภาค) และความเรียงนอกชวีเซี่ย
(หีบสมบัติที่ถูกปล้นชิง)” แล้ว”
สวีเซี่ยพยักหน้าเอ่ย “ถูกต้อง”
เฉินผิงอันเอ่ย “เจินเหรินผู้เฒ่าท่านนี้เคยชนะในงานโต้วาทีของ
สามลัทธิครั้งหนึ่ง ได้ป่าวประกาศว่า “ธรรมชาติยึดถือหนทางแห่งเต๋า
เต๋าด าเนินตามฟ้า ฟ้าด าเนินตามดิน และดินด าเนินตามมนุษย์”
ตรงกันข้ามกับมรรคาจารย์เต๋า จุดที่ท าให้ข้านับถือเจินเหรินผู้เฒ่า
ท่านนี้มากที่สุดไม่เหมือนกับสวีจวิน คือน ้ายันต์หนึ่งชาม พร้อมด้วย
ข้าวต้มขาวอีกหนึ่งชาม”
“ส่วนเหวยเซ่อ ใช้รูปโฉมของนักพรตสะพายห่อพิณพเนจร
ร่อนเร่ไปทั่ว เคยเป็นฝ่ายไปเยือนที่หน้าประตูภูเขาของภูเขาลั่วพั่ว
ด้วยตัวเอง ถือว่าเป็นการป่าวประกาศตัวตนอย่างเปิดเผยแล้ว น่าจะ
รู้สึกว่าเป็นคนควรเหลือไมตรีไว้ส่วนหนึ่งเพื่อที่ภายภาคหน้าได้พบ
เจอกันจะไม่ขัดเคืองใจ หรืออาจจะมีสาเหตุอย่างอื่น อันที่จริงไม่ได้
ส าคัญขนาดนั้นแล้ว”
สวีเซี่ยพยักหน้า เอ่ยว่า “พูดนอกประเด็นสักค า ไฉนเหวินเซิ่งถึง
ต้องบอกว่าสู่เฉินถูกบดบังด้วยฟ้าจนไม่เข้าใจมนุษย์ล่ะ?”
เฉินผิงอันคิดแล้วก็เอ่ยว่า “ข้าก็ไม่เคยถามค าถามข้อนี้กับ
อาจารย์มาก่อน ข้าเดาเอาว่าลู่เฉินมองฟ้าดินและมนุษย์ออกอย่าง
ทะลุปรุโปร่งเกินไป กลับกลายเป็นว่าหาไม่เจอว่าตัวเองควรจะยืนอยู่
จุดไหน แต่นี่ก็เป็นแค่การคาดเดาเท่านั้น คราวหน้าหากมีโอกาสข้า
จะถามอาจารย์ แล้วก็ถามลู่เฉินด้วย ถึงเวลานั้นค่อยให้ค าตอบที่แน่
ชัดกับท่าน”
สวีเซี่ยเอ่ยขอบคุณ ก่อนจะยื่นนิ้วมาชี้ตัวเอง ยิ้มเอ่ยว่า “ต่อมาก็
คือข้าแล้ว ผู้ฝึกกระบี่แห่งเกราะทองทวีป สวีเซี่ย”
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “แรกเริ่มสุดเป็นอาจารย์เจิงที่แนะน า หรือเป็น
โจวจื่อที่น าทาง?”
สวีเซี่ยตอบ “เป็นโจวจื่อ”
เฉินผิงอันเอ่ยอย่างกระจ่างแจ้ง “ดูท่าคนแรกที่เขาตามหา คง
ไม่ใช่หลิวไฉที่มาในภายหลัง แต่เป็นผู้ฝึกกระบี่สวีเซี่ย”
สวีเซี่ยเอ่ย “ไม่ใช่ว่ามีมิตรภาพส่วนตัวก็เลยจะแก้ตัวอะไรแทนโจ
วจื่อ แต่เป็นเพราะโจวจื่อเริ่มวางแผนมาตั้งแต่ต้นจริงๆ นั่นก็เพื่อเล่น
งานผู้ฝึกกระบี่บริสุทธิ์ที่เขาคิดว่าจะต้องเป็นขอบเขตสิบห้าได้อย่าง
แน่นอน ในสายตาของเขา ขอบเขตสิบห้าของบรรพจารย์สามลัทธิ
กับขอบเขตสิบห้าที่เป็นผู้ฝึกกระบี่บริสุทธิ์มีความต่างราวฟ้ากับเหว
เขารู้สึกว่าการพลิกคว ่าฟ้าดินกระโจนเข้าหาความตายของผู้ฝึก
กระบี่อย่างพวกเราจะต้องสร้างความเสียหายที่มิอาจจินตนาการได้
ต่อโลกมนุษย์อย่างแน่นอน ก็เหมือนกับ…”
เฉินผิงอันรับค าต่อด้วยตัวเอง “ก็เหมือนวิถีทางโลกที่สงบสุขมา
นานหมื่นปี ก็เพียงแค่เพราะรอคอยให้หายนะใหญ่มาเยือนในวันที่
หมื่นปีหนึ่งวัน การตายและดับสูญไปของสรรพชีวิตในโลกมนุษย์
ทั้งหมด ต่อให้โอกาสเกิดโศกนาฎกรรมที่เลวร้ายเช่นนี้อาจจะมีแค่
หนึ่งในหมื่นเท่านั้น แต่โจวจื่อก็ต้องวางแผนรับมือไว้ก่อนล่วงหน้า ไม่
อนุญาตให้มีผู้ฝึกกระบี่บริสุทธิ์ขอบเขตสิบห้าคนใดได้นั่งบัญชา
การณ์ฟ้าดิน เกิดบุคคลที่รวบรวมก าลังของใต้หล้าและรวบรวมใจคน
ของโลกมนุษย์มาไว้แล้วก็ยังไม่อาจเป็นศัตรูกับอีกฝ่ายได้”
สววีเชี่ยถามอย่างประหลาดใจ “ความคิดนี้ของโจวจื่อ เป็น
ความคิดที่ดีหรือชั่วร้าย? ถูกหรือผิดกันแน่?”
เฉินผิงอันเอ่ย “การ “คาดการณ์” ที่ไม่ว่าใครก็มองไม่เห็นสัมผัส
ไม่ถึงประเภทนี้ ใครเล่าจะบอกได้ว่าดีหรือเลวถูกหรือผิด? คนที่เข้าใจ
ก็เข้าใจ คนที่รับไม่ได้ก็รับไม่ได้ แค่เดินไปบนเส้นทางของตัวเอง
เท่านั้น เมื่อพบกันบนเส้นทางถึงจะเห็นฝีมือที่แท้จริง”
สวีเซี่ยเอ่ย “อาจารย์เจิง คนเชื่อดาบ”
เฉินผิงอันยิ้มกล่าว “ก็ถือว่าเป็นคนรู้จักเก่าแล้ว”
“ฉินปู้อี๋ที่ปลดประจ าการจากผู้น าสายอิงเถาชิงอี คนของเมืองถง
หลงแผ่นดินกลางนางคือคนในยุคสมัยเดียวกันกับป๋ายเหย่ คือศิษย์
น้องหญิงของหลิวเถาจือสายซีซานเจี้ยนอื่น ศาสตร์การโจมตีของ
ฉุนชิงแห่งถ ้าสวรรค์จู๋ไห่ก็ได้รับการถ่ายทอดมาจากฉินปู้อี๋”
“ก็ยังเป็นคนรู้จักอยู่ดี”
“บุคคลอันดับหนึ่งบนภูเขาของเกราะทองทวีป หวานเหยียนเหล่า
จึง ได้ตายไปแล้ว”
“ดูเหมือนว่าครั้งแรกที่สวีจวินเผยกายปล่อยกระบี่ก็คือเล่นงาน
คนบ้านเดียวกันที่มีชื่อเสียงมานานแล้วผู้นี้ สมกับค ากล่าวว่าวีรบุรุษ
ไม่ถามถึงชาติก าเนิด คนไร้ชื่อเสียงสังหารคนมีชื่อเสียงจริงๆ”
“สวินยวนแห่งส านักกุยหยกใบถงทวีป รบตายไปแล้ว”
“น่าเสียดาย”
“หันอวี้ซู่เจ้าส านักว่านเหยาที่มาจากพื้นที่มงคลสามภูเขา”
“ถูกข้าก าจัดไปแล้ว”
“ลู่ซวีบรรพจารย์สกุลลู่ของส านักหยินหยางแผ่นดินกลาง ฉายา
ว่า “หวงอวี่” ดูแลสายชื่อเฉิน ในเมื่อราชครูเคยไปเยือนตระกูลสกุลลู่
มาก่อนก็ต้องเคยเจอเขามาก่อนแน่ๆ”
“อ้อ? คนจริงไม่เปิดเผยตัวตนจริงเสียด้วย คราวหน้าข้าจะไป
พูดคุยกับลู่เสินที่ยอดเขาเทียนตูสักหน่อย ดูสิว่าจะเชื้อเชิญให้สหาย
หวงอวี่มาเป็นแขกที่ภูเขาของลั่วพั่วข้าได้หรือไม่”
“หลิวเสียทวีป สู่หนันยวนเจ้าแห่งถ ้าสวรรค์เทียนอวี่ บินทะยาน
ใหม่ ฉายาว่า “เจียวหมิง” เพียงแต่ว่าพันปีที่ผ่านมากลับถูกจิงเฮา
แห่งภูเขาชิงกงกดข่มอยู่ตลอด ไม่เคยได้ผ่อนคลายอย่างแท้จริง”
“วิธีการวางแผนของเจ้าแห่งถ ้าสู่ด้อยกว่าจิงเฮาครึ่งชั้น แต่กลับ
มีลูกชายที่ดี”
“ส านักเหลียวสุ่ย เซียนเหรินฉินจ่าว เจ้าแห่งพื้นที่มงคลชงอ่าย
ฉายา “ซึ่งฉาน” บรรพจารย์ชงเชี่ยนก าลังปิดด่าน แสวงหาการบินะ
ทยาน”
“แล้วก็เป็นคนฉลาดล ้าที่เชี่ยวชาญการชมจิ๋วอยู่ข้างๆ จะไม่ยอม
เสี่ยงอันตรายอย่างเด็ดขาด โชคดีที่ชิงเชี่ยนศิษย์พี่หญิงของเขาปิด
ด่านพิสูจน์มรรคา หาไม่แล้วข้าก็คงสงสัยแล้วว่าลมและน ้าของหลิว
เสียทวีปเกิดปัญหาใหญ่หรือไม่”
“อิ่นกวาน ในบรรดาคนสองคนที่ข้าอยากถามกระบี่ด้วยก็มีฉิน
จ่าวผู้นี้ อันที่จริงเขาเลื่อนเป็นขอบเขตบินทะยานได้เร็วกว่าสู่
หนันยวน เป็นบินทะยานมานานแล้ว ข้าสงสัยว่าปีนั้นเขามีการ
วางแผนมาก่อนล่วงหน้า เตรียมจะไปน าเผ่าปีศาจแห่งเปลี่ยวร้างขึ้น
ฝั่งมาที่หลิวเสียทวีปด้วยตัวเอง แต่เบาะแสสามข้อที่ข้าหาเจอล้วนถูก
สะบั้นขาดไปแล้ว ก่อนหน้านี้ถึงอย่างไรข้าก็ยังไม่ได้เป็นบินทะยาน
ไม่สะดวกจะปะทะกับอีกฝ่ายซึ่งๆ หน้า ง่ายที่จะจับโจรไม่ได้กลับ
กลายเป็นว่าต้องแปดเปื้อนมัวหมอง ติดกลิ่นคาวคลุ้งทั่วกาย”
“ก่อนจะฆ่าฉินจ่าว ทางที่ดีที่สุดคือยืนยันให้แน่ใจก่อนว่าเขาได้
สมคบคิดกับเหวยเซ่อหรือไม่ ส่วนเอกสารที่จะส่งไปให้ศาลบุ๋น
แผ่นดินกลางฉบับนั้น ข้าจะช่วยสวีจวินเขียนเอง”
“ตกลงตามนี้นะ?!”
“สวีจวินเชิญปล่อยกระบี่ให้เต็มที่ได้เลย ก็แค่ขอบเขตบินทะยาน
คนหนึ่งที่ท าท่าลับๆ ล่อๆ เท่านั้น ไม่อาจท าร้ายพลังต้นก าเนิดของ
ไพศาลได้หรอก”
“ซ่งหงบรรพจารย์บุกเบิกภูเขาของต้าหลงชิวแผ่นดินกลางยังคง
อยู่ในพื้นที่ประกอบพิธีกรรม แต่กลับเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าใหม่ ใน
ส านักบ้านตัวเองไม่มีใครรู้เรื่องนี้”
“น่าเสียดายที่ต้าเสี่ยวหลงชิวที่มีทัศนียภาพงามเลิศล ้า ไม่รู้ว่าซือ
ถูเมิ่งจิงจะสามารถหลอกลวงอาจารย์ลบล้างบรรพชน กลับคืนสู่
รากฐานที่สะอาดบริสุทธิ์ได้หรือไม่”
“บรรพจารย์บุกเบิกภูเขาของส านักอวี่หลง หลิวโจ้ว ขอบเขตบิน
ทะยานใหม่ เคยใช้นามแฝงว่าเถียนซู่”
“ที่หอจ าแลงขนนกของส านักอวี่หลง ข้าไปช้ากว่าก้าวหนึ่ง ไม่
อาจจับได้คาหนังคาเขา”
“อุตรกุรุทวีป โหลวเหมี่ยวแห่งส านักฉงหลิน อันที่จริงคือจิตหยิน
ของเหวยเช่อ”
“ที่แท้ก็เป็นอย่างนี้นี่เอง วางแผนยาวไกลไม่ใช่แค่พันลี้เท่านั้น
ช่างเป็นวิธีการที่ดีของบนยอดเขาจริงๆ!”
“ทักษินาตยทวีป ต้วนชิงเฉิน เป็นคนของลัทธิขงจื๊อ มีฉายาว่า
“หลีจิง” คือรองเจ้าขุนเขาส านักศึกษาที่อายุน้อยที่สุดใน
ประวัติศาสตร์ ในอดีตดูเหมือนเขาจะมีความแค้นเก่าอยู่กับเฉินฉุน
อัน เพียงไม่นานก็ออกมาจากส านักศึกษา มีการประชุมครั้งหนึ่ง เขา
พูดจาเย้ยหยัน บอกว่าอยากจะเห็นนักว่าเฉินฉุนอันจะครอบครองค า
ว่าผู้รอบรู้ไปเพียงล าพังได้อย่างไร”
“ดี “ตัวนชิงเฉิน” จ าชื่อนี้ไว้แล้ว ข้าจะต้องไปหาเขาแล้วถามต่อ
หน้า ฟังค าตอบของเขากับหูให้จงได้”
“สิ่งศักดิ์สิทธิ์เถื่อนตนหนึ่งของฝูเหยาทวีป ไม่ว่าจะเป็นการกระ
ท าหรือพื้นที่ประกอบพิธีกรรมล้วนถูกอ าพรางไว้อย่างมิดชิด รู้แค่เขา
มีฉายาว่าหงเฝิ่นเต้าจู่”
“ข้าจะให้ศาลบุ๋นคอยจับตามอง”
“ลั่วซานผู้ฝึกกระบี่สายอิ่นกวานเก่า การประชุมในหลายๆ ครั้ง
นางไม่เคยพูดจาถึงเฉินอิ่นกวานในทางที่ไม่ดี กลับกันยังพูดชมและ
ปกป้องมากกว่า”
“วันหน้าเจอกันที่เปลี่ยวร้างจะต้องขอบคุณนางต่อหน้า”
“ลั่วซานผู้นี้หน้าตางดงามจริงๆ แล้วก็แต่งตัวเก่งด้วย”
“…”
“นอกจากนี้ก็คือตู้ซานอินที่เข้ามาแทนที่ว่างของหาวซู่ ก็คือผู้
ฝึกกระบี่ในท้องถิ่นของก าแพงเมืองปราณกระบี่พวกเจ้า ดูเหมือนว่า
เขาจะมีสาวใช้คนหนึ่งชื่อว่า “จี้ชิง” ที่ประวัติความเป็นมาไม่ธรรมดา
การประชุมก่อนหน้านี้มีคนคิดอยากจะจ่ายเงินขอซื้อตัวนางมาจาก
เขา แต่ตู้ซานอินไม่ตอบตกลง บอกตามตรง ข้าเห็นเจ้าเด็กนี่แล้ว
เกลียดขี้หน้ายังไงไม่รู้”