กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 21.3 เรียกชื่อโดยตรง
ซ่งอวิ๋นเจียนพยักหน้า “จะทอย่างสุดกลังความสามารถ”
หรงอวี๋มึนงง
เผยเฉียนกับกวอจู๋จิ่วพากันมาที่นี่ เฉินผิงอันโบกมือ ยิ้มเอ่ยว่า
“พวกเจ้ากลับไปอยู่ในห้อง แค่ต้องทจิตแห่งมรรคาและลมปราณให้
มั่นคงก็พอ”
พวกนางก็พากันกลับไป เนื่องจากเคยผ่านสนามรบของที่
กแพงเมืองปราณกระบี่สนามรบที่เกราะทองทวีปและเมืองหลวง
สรองของต้าหลีมาก่อน ดังนั้นจึงไม่ถามอาจารย์พ่อว่าเพราะอะไร
หรงอวี๋ถาม “ต้องแจ้งให้เสินจวินของห้ามหาบรรพตทราบ
หรือไม่?”
เฉินผิงอันพยักหน้า “ให้พวกเขาทลมปราณในอาณาเขตการ
ปกครองของตัวเองให้มั่นคงก็พอ”
หรงอวี๋ถามต่อ “ทางฝั่งของศาลบุ๋นแผ่นดินกลางล่ะ?”
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “ไม่จเป็น”
หรงอวี๋ก้าวเร็วๆ จากไป
เฉินผิงอันสัมผัสได้ถึงลมปราณที่คุ้นเคยขุมหนึ่งซึ่งขยับเข้ามา
ใกล้เมืองหลวงอย่างรวดเร็ว
สวีเซี่ยที่กลังจะออกจากพื้นดินของแจกันสมบัติทวีปข้ามทะเล
เดินทางไกลไปยังอุตรกุรุทวีปย้อนกลับมาทางเดิม ไม่เสียแรงที่เป็น
เซียนกระบี่สวีจวิน
สวีเซี่ยยืนอยู่บนยอดเขาของภูเขาลูกหนึ่งที่ตั้งอยู่ในชานเมือง
อันที่จริงเขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แค่สัมผัสได้ถึงแรงกดดันที่ทให้คน
หายใจไม่ออก เหมือนกับว่า ‘มรรคา” ได้เปิดทาง คิดจะทลายตรา
ผนึกของฟ้าดินแล้วบุกเข้ามาในฟ้าดินแห่งนี้
สวีเซี่ยใช้เสียงในใจถามมาไกลๆ ว่า “อื่นกวาน คือศัตรูหรื
อมิตร?”
หากเป็นอย่างแรกกลับจะง่ายเลย
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “ตอนนี้ยังบอกได้ยากว่าเป็นศัตรูหรือมิตร สวี
จวินแค่รอดูไปก็พอ”
สวีเซี่ยเอ่ย “หากต้องการให้ช่วยคุมเชิง จไว้ว่าบอกกล่าวกันสัก
ค”
เฉินผิงอันเอ่ย “ได้เลย”
ระหว่างฟ้าดินมีเสียงเคาะเบาๆ ดังมา
แล้วก็เหมือนมีเสียงคล้ายผ้าฉีกขาด แต่ฟังอีกทีก็คล้ายเสียงแผ่ว
เบายามที่เครื่องกระเบื้องปริร้าว
ซ่งอวิ๋นเจียนเพ่งมองไปสุดสายตา มองไกลๆ ไปยัง “ประตูใหญ่”
บานนั้น คนที่เดินนออกมาก่อนคือสตรีร่างสูงโปร่งที่สวมชุด
กระโปรงยาวสีเขียว รูปโฉมของนางพร่ามัว เรือนกายอรชนมีวงแสง
เอ่อท้นอยู่รอบกาย วงแสงเป็นชั้นๆ เหมือนริ้วน ้าที่กระเพื่อมแผ่
ออกไป
ต่อให้มองไม่เห็นหน้าตา แต่กระนั้นก็ยังรู้ได้ว่านางงดงามจน
เหมือนเทพธิดาหญิงในภาพวาดฝาผนังที่มีเสน่ห์ที่สุดในโลก ผ่าน
ชีวิตมานานพันปีหมื่นปี แต่เสน่ห์เฉพาะตัวก็ยังคงอยู่ดังเดิม
จากนั้นก็มีหอสูงสีขาวหิมะที่คล้ายประกอบกันจากเงินเกล็ดหิมะ
จนวนนับไม่ถ้วนลอยออกมา มีบุคคลประหลาดผู้หนึ่งที่ปล่อยเส้น
ผมแผ่สยายบดบังศีรษะทั้งหมดเอาไว้ เขาคุกเข่าอยู่บนพื้น กางแขน
ที่ผอมแห้งสองข้างออก แขนทั้งสองสั่นระริก ข้างเท้าคือแท่นบูชาเทพ
ที่ล้มคว ่า รอบพื้นคือเครื่องบูชาในยุคบรรพกาลที่กองเกลื่อนกระจัด
กระจาย
กระดูกขาวร่างหนึ่งสวมชุดคลุมสีม่วง นั่งขัดสมาธิอยู่บนเรือที่ท
มาจากไม้ท่อนเดียวเขาแค่กวาดตามองไปรอบด้าน สะบัดชายแขน
เสื้อของชุดคลุมอาคม มือกระดูกขาวแวววาวที่มีเส้นแสงสีทองจนวน
นับไม่ถ้วนข้างหนึ่งโผล่ออกมา ทมุทราคนวณอย่างรวดเร็ว “เป็น
ฟ้าดินเชื่อมโยง ต่อเชื่อมทางที่ขาดสะบั้นไปแล้วได้ ถึงกับมีคนทได้
สเร็จจริงๆ ร้ายกาจ ร้ายกาจเหลือเกิน”
ทุกคที่นักพรตกระดูกขาวชุดม่วงเอ่ยออกมาล้วนดังกัมปนาท
เหมือนเสียงฟ้าผ่า
บุรุษร่างใหญ่กยที่คิ้วยาวมากคนหนึ่ง ในมือถือง้าวใหญ่ เขามี
ท่าทีประหนึ่งคนวิกลจริต สีหน้าเต็มไปด้วยความอ้างว้างเศร้าสร้อย
แต่ดวงตากลับเปลี่ยนมาเป็นร้อนแรงเพียงแค่จ้องมองคนชุดเขียวที่
อยู่ในลานบ้านบนพื้นดินผู้นั้นแล้วพึมพกับตัวเองว่า “ได้เจอเจ้าแล้ว
ในที่สุดก็ได้เจอเจ้าแล้ว ทร้ายข้าให้ลบากเหลือเกิน ลบาก
เหลือเกิน คุ้มค่า คุ้มต่าแล้ว ยามเช้าได้สดับรู้ซึ่งสัจธรรม ต่อให้ยาม
เย็นต้องตายก็ไม่เสียดาย แม้ต้องตายก็คุ้มค่าแล้ว”
เขาจ้องเขม็งไปยังบุรุษชุดเขียวอยู่พักใหญ่ มีอยู่หลายครั้งที่
ทท่าจะพูด แต่สุดท้ายก็ไม่ได้พูดอะไร ไม่กล้าพอที่จะแพร่งพราย
ความลับสวรรค์ เขาแค่กางแขนข้างนั้น ขว้างง้าวใหญ่ลงไปยัง
มหาสมุทรอย่างแรง ง้าวยาวหอบหุ้มเอาแรงปะทะมหาศาลแหวกลม
ผ่าคลื่นปักเอียงตรึงอยู่ใต้ก้นทะเล เมื่อขว้างง้าวไปแล้วตัวเขาเองก็เซ
ลงไปนั่งกับพื้น แล้วร่างก็กลายเป็นเถ้าธุลีที่ปลิวหายไปท่ามกลางลม
ฝน ตายทั้งที่นั่งอยู่อย่างนี้
นักพรตกระดูกขาวส่ายหน้า เจ้าคนดื้อรั้น
คงเป็นเพราะแปดพันปีให้หลังทุกสิ่งก็จะเวียนกลับมาเป็นวัฏจักร
เดิมอีกครา ไยต้องลบากเช่นนี้ด้วยเล่า แค่เพราะต้องการได้กลับไป
เจอกับคนในอดีตอีกครั้งเท่านั้นหรือ? ไยไม่ยอมเอาโฉมหน้าของคน
ใหม่ไปพบกับคนเก่าเล่า?
สุดท้ายคือสตรีสวมกวานหยก สวมเสื้อแขนกว้าง รัดผ้าคาดเอว
พลิ้วไหว ไม่มีคิ้ว นางยกหลังมือขึ้นตามความเคยชิน ถอนหายใจ
เบาๆ หนึ่งที่ มหามรรคาไหลหายไปอย่างรวดเร็วเช่นนี้ เลวร้ายกว่า
ผลลัพธ์ที่เลวร้ายที่สุดซึ่งคาดการณ์ไว้อยู่หลายส่วน แต่ก็ช่างมันเถิด
ได้หลุดพ้น ได้กลับมาเห็นแสงตะวันอีกครั้งก็ถือเป็นความโชคดี
มหาศาลในความโชคร้ายแล้วก้มหน้าลงมองนครแห่งนั้น นางก็อดไม่
ไหวรู้สึกประหลาดใจว่าโลกมนุษย์ในยุคหลังเจริญรุ่งเรื่องได้ถึงเพียงนี้
แล้วหรือ?
ต่อให้ขอบเขตถดถอย จิตแห่งมรรคาของนางแค่ขยับไหว
เล็กน้อยก็รับฟังทุกคพูดทุกเสียงในใจที่อยู่ในนครทั้งแห่งเข้าหู จิต
แห่งมรรคาขยับอีกครั้งก็พอจะเข้าใจ สถานการณ์ปัจจุบัน ได้คร่าวๆ
แล้ว เก้าทวีปของไพศาล แจกันสมบัติทวีป ราชสนักต้าหลี ราชครู
เฉินผิงอัน…
นางใช้ภาษาทางการต้าหลีได้อย่างคล่องแคล่ว ถามด้วยท่าที
อ่อนหวานว่า “ทางฝั่งของพวกเจ้ายังคงเป็นบัณฑิตพกกระบี่และจอม
ปราชญ์น้อยผู้นั้นที่ดูแลกิจธุระต่างๆ ใช่ไหม?”
นางน ้าตาคลอเจียนจะหยด “เฉินผิงอัน ทุกวันนี้ไม่มีชิงชิวอีก
แล้วจริงหรือ?”
แล้วนางก็พลันเผยร่างจริง ตวาดกร้าว “เจ้าคนแซ่เฉิน ตอบ
คถามข้ามา?!”
สวีเซี่ยได้เปิดโลกกว้างแล้ว แค่มองอยู่ข้างๆ ก็สัมผัสได้ถึงความ
ร้ายกาจของนาง “สตรีออกเรือนแล้ว” ผู้นี้เปลี่ยนสีหน้าเร็วเกินไปแล้ว
อีกทั้งยังมีเสน่ห์ยั่วยวนดุจจิ้งจอก ต่อให้เป็นผู้ฝึกกระบี่บริสุทธิ์ที่เฉย
ชาต่อความรักชายหญิงอย่างยิ่งเช่นสวีเซี่ย แค่มองนางไม่กี่ทีก็ยังมี
ลางว่าจะรักษาจิตแห่งมรรคาไว้ไม่ได้แล้ว ไม่ใช่เพราะนางจงใจท
อย่างแน่นอน นี่ก็คือวิชาอภินิหาร และสวีเซี่ยเองก็อ่านตรามาไม่
น้อย เมื่อก่อนเคยเห็นคกล่าวทนองที่ว่า “ความงามเป็นภัยแก่
บ้านเมือง” “หญิงงามผู้ก่อภัยพิบัติ” ก็แค่รู้สึกว่าน่าขัน วันนี้เขาเชื่อ
แล้ว ได้เห็นกับตาตัวเอง ไม่เชื่อไม่ได้แล้ว
สวีเซี่ยมิอาจจินตนาการได้เลยว่าสภาพการณ์ของเฉินผิงอันใน
เวลานี้จะเป็นเช่นไร
ก่อนหน้านี้เพื่อป้องกันไม่ให้เจิ้งจวีจงกับศิษย์พี่ใหญ่ แลกแต้ม”
กัน ลู่เฉินเคยเดินทางไปเยือนแม่น ้าแห่งกาลเวลารอบหนึ่งเพื่อตาม
หาหุนเจ่อผู้นั้น
หนึ่งในหน้าที่ของอีกฝ่ายก็คือรับผิดชอบเฝ้า “ผู้ที่ตายภายหลัง”
และ “ผู้ที่ละเมิดเบื้องสูง” ในแม่น ้ายาวแห่งกาลเวลา
ลู่เฉินเคยเห็นคนผู้นี้มาก่อนจริงๆ ตอนหลังก็ได้เจอกับเจิ้งจวีจง
แน่นอนว่ายังมีหวงเจิ้นผู้ฝึกกระบี่ที่มาจาก “ในอนาคตอีกสามพันปี”
แล้วก็ได้เจอกับบุคคลประหลาดในปฏิทินเหลืองใหม่เก่าสองเล่มที่ถูก
ขังมานานหลายคนบน “พื้นผิวกระจก’ ที่กว้างใหญ่ไพศาลซึ่งเกิด
จากการทับซ้อนกันหลายชั้นของกรวดทรายเม็ดเล็กบนดวงดาว
บนเรือราตรี เจิ้งจวีจงเคยพูดถึงเรื่องนี้
น่าจะเป็นเพราะฟ้าดินเชื่อมโยงได้ทลายตราผนึกบางอย่างโดย
ที่มองไม่เห็น ทให้บุคคลเหล่านี้ได้กลับคืนมามีอิสระในระดับหนึ่ง
สวีเซี่ยเห็นจิ้งจอกขาวตัวใหญ่โตมโหฬารโอบล้อมรอบเมือง
หลวงต้าหลีเอาไว้ หางจิ้งจอกใหญ่ยักษ์หลายหางส่ายเบาๆ
หัวของมันก้มลงต ่า จ้องมองมาที่จวนราชครู
เฉินผิงอันยื่นกระบอกยาสูบส่งให้ซ่งอวิ๋นเจียน “ช่วยถือให้
หน่อย”
ตราหมื่นปีของโลกมนุษย์ บัญชีน ้าไหลหนึ่งเล่ม
บัญชีน ้าไหลหนึ่งเล่ม ตราหมื่นปีของโลกมนุษย์
เฉินผิงอันถาม “ดอกท้อต้นนั้น จนวนดอกท้อเพิ่มขึ้นหรือ
ลดลง?”
ซ่งอวิ๋นเจียนกลุ้มใจยิ่งนัก ยิ้มเจื่อนเอ่ยว่า “ราชครูท่านคิดว่า
อย่างไรล่ะ?”
เฉินผิงอันที่สองมือว่างเปล่า ยืนเปลือยเท้าอยู่ในระเบียง ด่า
ประโยคหนึ่งเอาอย่างปรมาจารย์มหาปราชญ์
ข้างกายสวีเซี่ยมีลมเย็นระลอกหนึ่งพัดโชย พอหันหน้าไปมองก็
เห็นชายหนุ่มรูปงามคนหนึ่ง
สวีเซี่ยยิ้มถามด้วยความประหลาดใจอย่างมาก “เฉาสือ เจ้าก็
เป็นยันต์สามภูเขาเหมือนกันหรือ?”
เฉาสือผงกปลายคางไปทางเมืองหลวง ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “เจ้าหมอ
นั่นสอน เขาบอกว่าหากประลองฝีมือกันช้ากว่านี้ เกรงว่าข้าจะมีจุด
จบเหมือนครั้งที่ถามหมัดในสวนกงเต๋อ ข้าเลยหัดเรียนยันต์สาม
ภูเขา รีบมาขอบคุณเขาที่นี่ให้ดีๆ”
สีหน้าสวีเซี่ยปั้นยาก เคยได้ยินเรื่องศึกเขียวขาวที่เป็นการถาม
หมัดระหว่างเฉาและเฉินมาก่อน สิ่งที่น่าสนใจที่สุดกลับไม่ใช่ว่า
ขั้นตอนเป็นอย่างไร แต่คือการที่คนแพ้ไม่ได้แพ้และคนชนะก็ไม่ได้
ชนะ
เรื่องที่ทให้สวีเซี่ยรู้สึกเหลือเชื่อมากกว่าก็คือเฉาสือในวันนี้
ถึงกับ…มีใจอยากเอาชนะมากถึงเพียงนี้!
ในถ้อยคที่พูด ในแววตา ในพลังอนาจ เฉาสือล้วนแสดงท่าที
ของตัวเองออกมาอย่างตรงไปตรงมา ถามหมัดกับคนที่ไม่ค่อยมี
คุณธรรมในการต่อสู้เช่นนี้ จะพิถีพิถันในเรื่องคุณธรรมในการต่อสู้
มากเกินไปไม่ได้จริงๆ
สวีเซี่ยยิ้มถาม “ยังเอาชนะได้อย่างมั่นคงไหม?”
เฉาสือคิดแล้วก็ส่ายหน้า “บอกได้ยาก”
เมื่อเทียบกับจิ้งจอกชิงหูที่เรือนกายใหญ่โตราวขุนเขาตัวนั้นแล้ว
เรือนกายที่เล็กราวเมล็ดงาค่อยๆ ลอยขึ้นช้าๆ เขาม้วนชายแขนเสื้อ
เบาๆ
เขามองศีรษะนั้น ยิ้มตาหยีถามว่า “เรียกข้าทไม?”
นักพรตกระดูกขาวสวมชุดม่วงลุกขึ้นยืนจากบนเรือไม้ท่อนเดียว
เขาเองก็เรียนรู้ภาษากลางของแจกันสมบัติทวีปได้อย่างว่องไว เขา
พ่นเสียงหัวเราะ เอ่ยว่า “เห็นได้ชัดว่าเป็นม้าตีนปลายแล้ว เศษสวะที่
ถอยร่วงลงมาอยู่ที่ตีนเขา ยังมีหน้ามาทท่าลึกลับซับซ้อนอยู่ที่นี่ต่อ
ให้เรือนกายผู้ฝึกยุทธของเจ้าจะแข็งแกร่งแค่ไหน แต่จะแข็งแกร่งเกิน
กว่าเจ้าคนหยาบกระด้างเจียงเซ่อได้หรือ? เจ้าคนแซ่เฉิน เป็นจั้วถึง
ได้ต้องมาพบเจ้าก่อนอย่างไรล่ะ!”
เฉินผิงอันไม่สนใจนักพรตกระดูกขาวที่รูปร่างเหมือนราวตากผ้า
ซึ่งไม่มีทั้งฉายาและพลังตบะผู้นี้ แค่เรียกชื่อจริงของอดีตผู้ครองชิงชิ
วออกมาตรงๆ เช่นกัน
ศีรษะของจิ้งจอกใหญ่เหมือนถูกกดข่มลงไปในเสี้ยววินาที่ ไม่
มากไม่น้อย สัมผัสกับหัวกแพงเมืองชั้นนอกของเมืองหลวงต้าหลี
พอดี
มันยกหัวขึ้นอย่างยากลบาก “เฉิน…”
แล้วศีรษะก็ต้องลดลงต ่าอีกครั้งเหมือนคนกลังโขกหัว
มันดิ้นรนไม่หยุด หางจิ้งจอกหลายสิบหางสะบัดอย่างบ้าคลั่ง
แต่กลับทได้เพียงโขกหัวอีกครั้ง
นักพรตกระดูกขาวร้องเอ๊ะ ไอ้หมอนี่รู้จักชื่อจริงของนางจิ้งจอกผู้
นั้น นี่ไม่ได้น่าประหลาดใจอะไร แต่ทั้งไม่มีวิชาอภินิหารไร้เทียมทาน
ติดตัว แล้วก็ไม่มีความสามารถในการเอ่ยวาจาคาถาตามติด ไฉนถึง
ทให้นางต้องก้มหัวครั้งแล้วครั้งเล่าได้? ต่อให้ขอบเขตถดถอย จะดี
จะชั่วนางก็ยังเป็นขอบเขตบินทะยาน…เรือนกายกระดูกขาวที่ถูกหล่อ
หลอมให้แข็งแกร่งไร้ผู้ใดเปรียบมานานแล้ว อยู่ดีๆ กลับระเบิดแตก
กลางอากาศอย่างไม่มีลางบอกเหตุไปทั้งอย่างนี้
ไม่รู้ว่าเป็นวิชาอภินิหารบทไหน แล้วก็ไม่มีการดึงเอาปราณ
วิญญาณมาใช้ นักพรตชุดม่วงกลับคืนสู่รูปลักษณ์เดิมในจุดที่ห่าง
ไปไกล แต่ไม่ได้เอ่ยอะไรต่อ
สวีเขี่ยใช้เสียงในใจถาม “มองรากฐานมหามรรคาออกหรือไม่?”
เฉาสือยิ้มเอ่ย “สวีจวิน ข้าคือผู้ฝึกยุทธเต็มตัวนะ”
สวีจวินเปลี่ยนคถาม “บินทะยานทั่วไปจะรับได้กี่หมัด?”
เฉาสือกล่าว “ทางที่ดีที่สุดคืออย่าได้รับสักหมัดเดียว”
สวีเซี่ยถามอีกว่า “แล้วเจ้าล่ะ?”
เฉาสือเอ่ย “ต้องลองต่อสู้กันก่อนถึงจะบอกได้”
บุคคลที่อยู่บนหอสูงสีขาวหิมะยื่นมือออกมาปัดเส้นผมที่บดบัง
ใบหน้า เผยให้เห็นใบหน้าที่แต่งแต้มเต็มไปด้วยสีสัน เหมือนการ
แต่งหน้าในการแสดงงิ้วผีของโลกยุคหลังพึมพซ ้าไปซ ้ามาด้วย
ภาษาโบราณฟังยากว่า ไม่ใช่ ไม่ใช่
ส่วนสตรีสวมชุดกระโปรงสีเขียวที่ใบหน้าพร่าเลือนตลอดเวลาผู้
นั้น อยู่ดีๆ นางก็คิดถึงภาพเหตุการณ์บนเส้นทางของโลกมนุษย์ใน
ยุคบรรพกาล ผู้แสวงหามรรคา ผู้ศึกษามรรคาและผู้ถ่ายทอดมรรคา
เรียงแถวยาวคดเคี้ยวเหมือนมังกร แต่กลับมีผู้ฝึกกระบี่ไม่ทราบนาม
คนหนึ่งยืนอยู่ห่างไปไกล นางเคยออกห่างกลุ่มคนในช่วงระยะทาง
สั้นๆ พูดคุยกับอีกฝ่ายสองสามประโยค ผู้ฝึกกระบี่ที่แทบไม่เคยเปิด
ปากพูดกับใคร ก่อนจะจากลาเขาได้บอกว่าในอนาคตหากมีโอกาส
ก็ช่วยแวะไปดูศิษย์น้องเล็กของเขาแทนเขาหน่อย แล้วก็ถือโอกาส
ช่วยนความไปบอกด้วย
“อย่าได้เกียจคร้านในการศึกษาเล่าเรียน ฝึกกระบี่ก็ไม่
จเป็นต้องดึงดันมากเกินไป นิสัยก็อย่าได้ดีเกินไป
นางเห็นเพียงว่าบุรุษชุดเขียวผู้นั้นสะบัดข้อมือ แล้วเริ่มม้วนชาย
แขนเสื้อข้างที่สอง
ไม่เห็นดูเหมือนคนนิสัยดีเลยนะ