กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 22.1 จับคู่
บุคคลประหลาดกลุ่มนี้ต่างก็เฝ้าพิทักษ์ฟ้าดินเล็กแห่งหนึ่ง กลิ่น
อายแห่งมรรคาที่เปี่ยมล้นยิ่งใหญ่แผ่อวลมืดฟ้ามัวดิน โอบล้อมเมือง
หลวงต้าหลีไว้อย่างแน่นหนา
คนแค่ไม่กี่คนกลับมีพลานุภาพที่ทให้คนหายใจไม่ออกราวกับ
กองทัพใหญ่ยกทัพมาประชิดชายแดน
สตรีกระโปรงเขียวที่มาถึงโลกมนุษย์แห่งนี้ก่อนใครกวาดตามอง
ไปรอบด้าน สัมผัสได้ว่าบนพื้นดินที่เล็กมากแห่งนี้มีภูเขาอยู่ห้าลูกที่
เปล่งประกายแสงห้าสีอยู่ท่ามกลางไอหมอกแผ่อบอวล เชื่อมโยง
กลายเป็นค่ายกลหนึ่งเดียว
นางครุ่นคิดแล้ว ดูเหมือนว่าจะมีความหมายของภาพห้าขุนเขาที่
แท้จริง
จได้ว่าปีนั้น มีภาพร่างของยันต์อยู่สองภาพ จนวนของภูเขา
สูงคือสามหรือห้า พวกเขาเคยถูกเถียงกันมาก่อน แต่น่าเสียดายที่
ไม่ได้ข้อสรุป
ภายหลังทฤษฎีห้าธาตุซึ่งมาจากพรรคหยินหยางของโลกยุค
หลังเฟื่องฟู นางก็อดสะท้อนใจไม่ได้ว่า ต้นหญ้าโดดเดี่ยวในปีนั้น
ทุกวันนี้ได้เติบโตกลายมาเป็นทุ่งหญ้ากว้างเขียวขจีที่มหามรรคา
ไหลรินไม่หยุดพักแล้ว ความฉลาดเฉลียวและสติปัญญาของผู้ศึกษา
มรรคารุ่นหลังมิอาจดูแคลนได้จริงๆ
นักพรตกระดูกขาวสัมผัสได้ถึงความไม่สบายตัว ในใจก็รู้สึก
หงุดหงิด เดิมทีโดนหมัดหนึ่งของผู้ฝึกยุทธ ร่างจแลงก็แหลกสลาย
ไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนอยู่แล้ว เห็นเพียงว่ามันโบกชายแขนเสื้อ
กว้างของชุดคลุมสีม่วง ชัดกลิ่นอายแห่งมรรคาที่มาจากมหาบรรพต
อุดรของแจกันสมบัติทวีปให้ม้วนหอบกลับไป พริบตานั้นทะเลเมฆก็
พลันเดือดพล่านปั่นป่วนประหนึ่งน ้าขึ้นน ้าลงกลางมหาสมุทรที่โถม
ตัวสูงอยู่กลางอากาศ
พอเจอกับวิชาอภินิหารของนักพรตกระดูกขาวเข้าไป ก้อนเมฆ
จนวนนับไม่ถ้วนก็มารวมตัวกันอยู่รอบภูเขาลูกหนึ่งอย่างหนาแน่น
ภูเขาพือวิ๋นจึงเหมือนแม่ทัพเทพที่สวมเสื้อเกราะสีขาวหิมะ
นักพรตกระดูกขาวมองเห็นว่าบนยอดเขาแห่งนั้นมีเทพภูเขา
สวมต่างหูสีทองคนหนึ่งหลบอยู่ในกระดองเต่า ได้รับการคุ้มครองจาก
ค่ายกล ยังถือว่าพอจะมีฝีมืออยู่บ้าง มันจึงยิ้มเอ่ยเตือนว่า “เจ้าตัว
น้อย หากยังมีการท้าทายเช่นนี้อีก ข้าจะคิดว่าเจ้าต้องการถาม
มรรคาแล้วนะ อิงตามกฎระเบียบของปีนั้น เจ้ากับข้าก็ต้องแยกพื้นที่
ออกมา ผู้มีมรรคาสูงรอด ผู้ที่มรรคาต ่าตาย! คนรักและลูกหลานที่อยู่
ข้างๆ ก็ได้แต่มองการประลองเวทคาถาครั้งนี้ตาปริบๆ ไม่อาจยื่นมือ
เข้าแทรกได้”
เว่ยป้อยิ้มบางๆ “เจ้ามีกฎระเบียบของพวกเจ้า ข้าก็มีหน้าที่
รับผิดชอบของพวกข้า”
เดิมทีนักพรตกระดูกขาวอยากจะเอ่ยหยอกล้ออีกสักสองสามค
แต่สังเกตเห็นว่าได้ถูกเจ้าคนแซ่เฉินผู้นั้นจับจ้องมาแล้ว มันไม่กล้า
ประมาทจึงรีบหยุดพูดทันใด
หมัดก่อนหน้านี้ก็ไม่รู้ว่าปล่อยออกมาอย่างเต็มกลังหรือว่าจงใจ
ออมแรงไว้อีกหลายส่วน?
เฉินผิงอันม้วนชายแขนเสื้อเรียบร้อยแล้วก็เอ่ยว่า “ทุกท่านมา
ด้วยความฮึกเหิม จะปล่อยให้พวกเจ้ากลับไปด้วยความห่อเหี่ยวก็คง
ไม่ดี จะให้เวลาพวกเจ้าได้อยู่ในอาณาเขตของแคว้นต้าหลีหนึ่งก้าน
ธูป เรื่องบนฟ้าก็ให้จบลงบนฟ้า”
“ขอเตือนไว้ก่อนว่า ใครกล้ารบกวนมนุษย์ธรรมดาที่อยู่ในเมือง
กล้าทลายชีวิตของใคร ข้าไม่เพียงแต่จะฆ่าคนผู้นั้น แต่ทุกคนที่
มองดูอยู่ด้านข้างก็อย่าหวังว่าจะได้กลับไป”
ไม่ต้องส่งตัวไปที่สวนกงเต๋อศาลบุ๋น ต้าหลีย่อมมีคุกแห่งหนึ่งไว้
รับรองทุกท่าน
คาดว่าเวลานี้หยวนฮว่าจิ้งคงจะจับตามองมาด้วยดวงตาแดงก ่า
แล้ว
นักพรตกระดูกขาวได้ยินแล้วก็ส่ายหน้า หากข้าจงใจสังหารมด
ไม่กี่ตัวแล้วต้อง “เดือดร้อน” พันธมิตรทั้งหลาย เจ้าก็ไม่ใช่ว่าต้องตก
อยู่ท่ามกลางวงล้อมหรอกหรือ? พวกคนบ้าคลั่งที่สนแต่หัวไม่สน
บั้นท้ายประเภทนี้ ไม่ต่างจากรนหาที่ตายชัดๆ!
แต่กลับทให้มันคิดถึงคนรู้จักเก่าในโลกมนุษย์หลายคนในอดีต
ความสามารถยอดเยี่ยม โชควาสนาดียิ่งกว่า กุมอนาจมานาน ดู
เหมือนว่าต่างก็ต้องกลายมาเป็นพวกไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินต ่าเช่นนี้ ต้อง
มีจุดจบเป็นการดับสูญไปครึ่งทาง หายนะเล็กน้อยข้ามผ่านไปได้ง่าย
แต่หายนะใหญ่กลับผ่านพ้นไปได้ยาก เกรงว่านอกจากตัวเองแล้ว
ทุกวันนี้จะยังมีใครจดจฉายาและการกระทของพวกเขาได้อีก?
มันสะบัดชายแขนเสื้อ ใช้ง้าวชี้ไปยังเงาร่างเล็กจ้อยสีเขียวนั้น
“ก่อนที่ฟ้าดินจะเชื่อมโยงกัน คนที่พูดจาคุยโวเหมือนคางคกอ้าปาก
หมายจะกลืนกินดวงตะวันได้อย่างเจ้า ก็ถือว่าเจ้ามีความสามารถที่
แท้จริง เปิ่นจั้วอดทนกับเจ้าได้ไม่เป็นไร เป็นฝ่ายหลีกทางให้เจ้าก็ถือ
ว่าเป็นสิ่งที่สมควรแล้ว เพียงแต่ว่านี่มันสถานการณ์แบบใดกัน เฉิน
ผิงอัน ในใจเจ้าจะไม่รู้เลยหรือ? ยังจะแสร้งทเป็นลี้ลับซับซ้อน ทให้
ข้าดูแคลนจิตใจของผู้ศึกษามรรคาในโลกมนุษย์ไปเสียเปล่า ขนาด
เจ้ายังเป็นเช่นนี้ พวกผู้ศึกษามรรคาที่อยู่บนพื้นดินก็ยิ่งด้อยลงไปอีก
โลกมนุษย์ไม่ได้เรื่องถึงเพียงนี้เชียวหรือ น่าสงสาร น่าเวทนา ในยุค
สมัยที่ไร้วีรบุรุษ คนธรรมดาสามัญก็กลายมาเป็นคนมีชื่อเสียงได้ น่า
เศร้า น่าเสียใจเหลือเกิน”
“ก็ไม่แปลกที่โจวมี่ไม่อาจทสเร็จตอนอยู่ที่เปลี่ยวร้าง ในเมื่อ
พ่ายแพ้ให้กับคนหยาบช้าเช่นเจ้า คิดดูแล้วเขาก็คงไม่แข็งแกร่งไป
ยังไง”
“ช่างเถอะๆ ก็ให้เปิ่นจั้วเหนื่อยหน่อยก็แล้วกัน ชูธงขึ้นมาใหม่
เปลี่ยนแปลงฟ้าดินกับมือตัวเอง คืนกฎระเบียบที่ควรมีให้กับวิถีทาง
โลก”
ตรงระเบียงของจวนราชครู ซ่งอวิ๋นเจียนไม่รู้สึกผ่อนคลายเลย
สักนิด แม้จะบอกว่าค่ายกลใหญ่สามแห่งของเมืองหลวงล้วนมีเขา
เป็นผู้ควบคุม แต่ในเมื่อต้องปกป้องเมืองหลวงทั้งแห่ง แล้วยังต้องร่าย
เวทอพรางตา บุคคลที่จแลงมาจากโชคชะตาแคว้นของต้าหลีอย่าง
สหายอิงหนิงผู้นี้จึงเหมือนคนใบ้กินหวงเหลียนที่ไม่อาจบอกกล่าวรส
ขมให้ใครรู้ได้จริงๆ ราชครูคนใหม่อย่างเฉินผิงอันย่อมต้องลบาก
มาก แต่ปัญหาก็คือเขาซ่งอวิ๋นเจียนเองก็ไม่ได้ง่ายเลย นี่เพิ่งจะกี่วัน
เอง เขาก็ต้องเห็นภาพเหตุการณ์ที่บินทะยานเฒ่าไม่เคยได้เห็นมาชั่ว
ชีวิตไปกี่มากน้อยแล้ว? อันดับแรกก็เป็นการอาละวาดของเสี่ยนผี
ขอบเขตสิบสี่ ยังมามีฟ้าดินเชื่อมโยงในครั้งนั้น วันนี้ยังจะมีเรื่องนี้อีก!
แล้วก็โชคดีที่ก่อนหน้านี้ราชครูใช้วิธีลับบางอย่างบดบัง
เจตนารมณ์ฟ้าไว้ล่วงหน้า พวกชาวบ้านในเมืองหลวงต้าหลีจึงเห็น
เป็นแค่ฝนตกกระหน ่าครั้งใหญ่เท่านั้น
ซ่งอวิ๋นเจียนยกกระบอกยาสูบในมือขึ้นเงียบๆ คือของปกติ
ธรรมดาอย่างจริงแท้แน่นอน ราชครูจะมีวิชาอภินิหารเช่นนี้ได้หรือ?
หากแน่ใจแล้วว่าบุคคลที่มีอายุการฝึกตนยาวนานกลุ่มนี้เป็น
ศัตรูไม่ใช่มิตร ทั้งสองฝ่ายต้องลงมือต่อสู้กันครั้งใหญ่อย่างแน่นอน
ซ่งอวิ๋นเจียนถอนหายใจ จิตแห่งมรรคาขยับเคลื่อนขึ้นลง
ความคิดนับร้อยประดังประเดเข้าใส่ สามารถสรุปได้เป็นประโยคเดียว
ว่า แม่งตื่นเต้นจริงโว้ย!
ผู้ฝึกตนสายแผนภูมิดินหลายคนที่ตอนนี้ยังอยู่ในเมืองหลวงซึ่งมี
หยวนฮว่าจิ้งเป็นหนึ่งในนั้นได้มารวมตัวอยู่ด้วยกันแล้ว เพียงแต่ไม่รู้
ว่าทไม ทั้งๆ ที่พวกเขารวมตัวกันมาเยี่ยมเยือนต้าหลีซึ่งก็ต้องร้าย
กาจยิ่งกว่าเสี่ยนที่บุกเดี่ยวขึ้นฝั่งมายังแจกันสมบัติทวีปอยู่แล้ว และ
สถานการณ์ของเมืองหลวงต้าหลีในเวลานี้ก็อันตรายยิ่งกว่า แต่
ราชครูถึงขั้นคร้านจะบอกกล่าวพวกเขาแม้แต่ครึ่งค ราวกับเป็นการ
เอ่ยประโยคหนึ่งอย่างไร้เสียงว่า พวกเจ้ารอดูเรื่องสนุกไปก็พอ
เป็นอย่างที่ราชครูคาดการณ์ไว้จริงๆ สายตาของเซียนกระบี่
หยวนฉายประกายร้อนแรง อารมณ์เหมือนทะเลเมฆที่ถาโถมยิ่งกว่า
ในอาณาเขตของขุนเขาเหนือเสียอีก เพียงแต่ว่าในใจเซียนกระบี่
หยวนเหมือนมีสายฟ้าฟาด แต่ภายนอกแสดงออกมาอย่างนิ่งสงบก็
เท่านั้น หลังจากเข้าใจรากฐานมหามรรคาของเสี่ยนแล้ว ต่อให้ท
อะไรได้ หยวนฮว่าจิ้งก็ลงมือไม่ลง แต่นักพรตกระดูกขาวที่สายตาสูง
มองไม่เห็นหัวใครผู้นี้บุกมาเยือนต้าหลีด้วยพลังอนาจดุดัน วางท่า
ชัดเจนว่าตั้งใจมาหาเรื่องราชครู หากตนเก็บตกของดี เอามันมา
หลอมเป็นหุ่นเชิดได้ ไม่ใช่ว่ายอดเยี่ยมที่สุดไปเลยหรือ?!
หากเป็นเช่นนี้ เรื่องที่ต้องรีบปิดด่านเลื่อนเป็นขอบเขตหยกดิบก็
ยิ่งต้องใส่ใจมากกว่าเดิมแล้ว
ดูท่าอาวุธกึ่งเซียนหนึ่งชิ้นและสมบัติอาคมสองชิ้นที่อยู่ในคลังลับ
สองแห่งของต้าหลีนั้น ควรจะเปลี่ยนใจขอมาได้แล้ว ให้หักจากคุณ
ความชอบทางการสู้รบซื้อมาก็แล้วกัน ไม่เอาเปรียบราชสนักต้าหลี
และราชครูแม้แต่น้อย แต่หากราคาสูงเกินไป ตนก็ยังสามารถติดค้าง
คุณความชอบด้านการสู้รบก้อนหนึ่งกับพวกโจวไห่จิ้ง ลู่ฮุยได้
นักพรตกระดูกขาวหลุบตาลงมองผู้ฝึกยุทธชุดเขียวที่ปล่อยหมัด
ครั้งเดียวก็หยุด เขาปรบมือหัวเราะเสียงดัง เอ่ยอย่างกระจ่างแจ้ง “ใช่
แล้ว เจ้าหนูแข็งนอกอ่อนใน ใช้กลศึกเมืองว่างนี่เอง!” (กลศึกที่ใช้
หลอกข่มขวัญศัตรูให้เข้าใจผิดว่าแข็งแกร่ง ทั้งที่แท้จริงไร้กลัง)
เห็นได้ชัดว่าเฉินผิงอันมีความอดทนดีเยี่ยม กระทั่งบัดนี้ถึงได้คลี่
ยิ้มเต็มใบหน้าเอ่ยว่า “พูดจบแล้วหรือ? เวลาหนึ่งก้านธูป หมายถึง
เวลาที่พวกเจ้าทุกคนมีร่วมกัน”
เฉาสือมองเฉินผิงอันคนนั้นด้วยความรู้สึกที่ค่อนข้างแปลกหน้า
แม้ว่าเขาจะมีสถานะมากมาย ชื่อเสียงและผลประโยชน์คือโซ่ตรวนที่
พันธนาการเขาหลายชั้น ทว่าบุรุษที่สวมชุดกว้าตัวยาวสีเขียว
เปลือยเท้ายืนอยู่กลางอากาศในเวลานี้กลับมีอิสระอยู่ในโลกถึงเพียง
นี้
สวีเซี่ยกลั้นข ใช้เสียงในใจพูดกับเฉาสื่อว่า “ตอนนี้ข้ารู้แล้วว่า
ทไมทางฝั่งของศาลบุ๋นแผ่นดินกลางถึงต้องปิดข่าว”
เฉาสือเอ่ย “นักพรตกระดูกขาวผู้นี้ต้องระวังแล้ว”
ก่อนหน้านี้ “สายตา” ที่นักพรตกระดูกขาวมองภูเขาสายน ้าใน
โลกมนุษย์แตกต่างไปจากสายตาของเผ่าจิ้งจอกแห่งชิงชิวตนนั้นอ
ย่างสิ้นเชิง
ฝ่ายหลังนั้นตกตะลึง ประหลาดใจ และมีความรู้สึกชื่นชอบ
ทว่าสายตาของนักพรตกระดูกขาวกลับเหมือนคหบดีอันธพาลผู้
ไร้คุณธรรมที่นานทีจึงจะออกจากเรือนสักครา จะออกมาก็เพื่อมอง
สรวจความเจริญงอกงามของพืชในไร่นาของผู้อื่น
ส่วนเรื่องที่มันเรียกแทนตัวเองว่า “เปิ่นจั้ว” (สรรพนามแทนตน
เชิงยกฐานะ แสดงความสูงศักดิ์หรืออนาจ) นั้น ก็ถือเป็นการละเมิด
ข้อห้ามที่จะว่าร้ายแรงก็ร้ายแรง จะว่าเล็กน้อยก็เล็กน้อย
ท่ามกลางฟ้าครามที่สูงเหนือทะเลเมฆและม่านฝน มีเส้นเส้นหนึ่ง
พาดผ่าน
จิตแห่งมรรคาของนักพรตกระดูกขาวสั่นสะเทือน ยกมือขึ้นโบก
ชายแขนเสื้อ ชุดคลุมอาคมสีม่วงก็พลันขยายใหญ่เท่าทะเลสาบ เก็บ
ร่างจริงอพรางตนไว้ข้างใน
เสียงปังดังสนั่นหวั่นไหว
หมัดหนึ่งไม่มีที่ให้หลบเลี่ยง พายุหมัดและชุดคลุมอาคมพุ่งชน
ปะทะเข้าด้วยกัน เสียงดังราวกับเสียงลั่นระฆัง ประหนึ่งอักษรคหนึ่ง
จากพระคาถาหรือมนตราที่ใช้สวดภายในพิธีกรรมประจของวัด
พุทธและอารามเต๋า
ทั้งร่างของนักพรตกระดูกขาวและชุดคลุมอาคมสีม่วงล้วนหมุน
คว้างไปพร้อมกัน อีกทั้งยังถอยร่นออกไปถึงพันกว่าจั้ง เหมือน
ทะเลสาบสีม่วงแห่งหนึ่งเกิดน ้าวนจนวนมากมายเกินกว่าจะนับได้
ไหว
เฉินผิงอันเอามือข้างหนึ่งไพล่หลัง เพียงแค่ปล่อยไปหมัดเดียว
แล้วก็ไม่ตามไปโจมตีต่อ เอ่ยเยาะเย้ยว่า “ไม่รู้จักหลักการเหตุผลที่ว่า
ต้องถนอมเวลาราวกับทองค พูดจาไร้สาระอะไรมากมาย!”
ก็จริงนะ สหรับบุคคลเหล่านี้ เดิมทีเวลาก็คือสิ่งที่ไม่มีค่ามาก
ที่สุด ถึงขั้นที่ว่ายังเป็นสิ่งที่พวกเขาเกลียดแค้นมากที่สุด ผู้ที่แสวงหา
มรรคาซึ่งหวังจะเป็นอมตะไม่เสื่อมสลายกลับถูกกรงขังของความเป็น
อมตะกักขังเอาไว้
ทมุทราสร้างความมั่นคงให้กับจิตใจแล้ว เพียงชั่วพริบตา
นักพรตกระดูกขาวที่หมุนคว้างไปหลายสิบตลบ ปลิวลิ่วลอยขึ้นสูงไป
ด้านหลังอย่างต่อเนื่อง ชายขอบชุดคลุมอาคมสีม่วงส่งเสียงสะบัดดัง
พึ่บพับ เมื่อเทียบกับชุดคลุมอาคมที่ใหญ่โตมโหฬารแล้ว โครง
กระดูกของนักพรตบรรพกาลผู้นี้กลับเล็กเหมือนเมล็ดงา
โครงกระดูกขาวเกิดรอยร้าวนับไม่ถ้วนส่งเสียงดังกร๊อบๆ แสงสี
ทองเป็นกลุ่มๆ เส้นๆ เหมือนงูยาวเป็นล้านลี้ที่เลื้อยเชื่อมโยงต่อกัน
เรือนกายกระดูกขาวกลับคืนมาสู่สภาพเดิม ปราณวิญญาณปณิธาน
แห่งมรรคาที่ถูกหมัดต่อยให้แหลกสลายซึ่งแนบติดอยู่บนชุดคลุมสี
ม่วงทยอยกลับมาอยู่ตแหน่งเดิม ความเร็วในการสาดกระจาย
ออกไปเร็วมาก ทว่าความเร็วที่หวนกลับมายังช่องโพรงลมปราณสี
ทองเจ็ดร้อยกว่าแห่งกลับเร็วยิ่งกว่า
ใบหน้าของนักพรตกระดูกขาวผู้นี้ แม้จะไม่มีลูกตา เห็นแต่
ผิวหนังเส้นเอ็นและเส้นเลือด ทว่าคนที่มองดูอยู่ล้วนสามารถสัมผัสได้
ถึงการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ของมันอย่างชัดเจน
มันจต้องยอมรับว่านี่คือหมัดที่ดี
นี่ก็คือกายเนื้อที่กลายเป็นเทพซึ่งแข็งแกร่งอย่างหาสิ่งใดมา
เปรียบไม่ได้ นี่ก็คือความป่าเถื่อนไร้เหตุผลของขอบเขตสิบเอ็ดบน
วิถีวรยุทธซึ่งมีอยู่แค่ในตนานเท่านั้น
ประเด็นสคัญคือพายุหมัดของหมัดนี้ถึงกับใช้ปณิธานที่แท้จริง
ของมหามรรคาที่เลียนแบบการโคจรของวิถีแห่งสวรรค์ เป็นเหตุให้
แม้กระทั่งนักพรตกระดูกขาวและชุดคลุมอาคมต่างก็ต้องถูกบีบให้
หมุนไปทางขวาพร้อมกันด้วย!
พายุหมัดอีกเส้นหนึ่งพุ่งมาปะทะใบหน้า มีเสียงบาดแก้วหูเหมือน
เสียงเหล็กครูดลงบนผิวกระจก
ทั้งร่างของนักพรตกระดูกขาวและชุดคลุมอาคมต่างก็หมุนไป
ทางซ้าย ถอยหลังลอยเอียงขึ้นสูงอย่างต่อเนื่อง ร่างของนักพรต
กระดูกขาวกลายเป็นผุยผงในทันที่ ชุดคลุมอาคมสีม่วงกว้างใหญ่ที่
พลิ้วไหวก็เกิดเป็นรูเล็กใหญ่จนวนมากหลายหมื่นรู
กลับคืนมามีรูปโฉมเดิมอีกครั้ง นักพรตกระดูกขาวอยากจะเอ่ย
อะไรสักสองสามประโยค ยินดีจะชื่นชมอีกฝ่ายจากใจจริงว่าวิชาหมัด
เหมือนมีเทพช่วย
นาทีถัดมาก็เจอกับหมัดที่เรียบง่ายไร้ความหวือหวา พายุหมัด
หนาขั้นหมุนได้ทั้งฝั่งซ้ายและฝั่งขวา ผลลัพธ์จากการที่ปะทะกับมหา
มรรคาก็คือฟันผ่าร่างของนักพรตกระดูกขาวและชุดคลุมอาคมสีม่วง
ออกเป็นสองท่อน
บางทีอาจจะเพราะปล่อยหมัดที่สามนี้ออกไปได้อย่างไม่ผ่อน
คลายจริงๆ เรือนกายของคนชุดเขียวจึงพลิ้วลงบนหัวของจิ้งจอก
ยักษ์ตัวนั้น เลือกที่พักเท้าได้ไม่เลว
ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความอมหิต สะบัดหัวแรงๆ “เจ้าคน
แซ่เฉิน ไสหัวลงไป!”
เฉินผิงอันกระทืบเท้าหนึ่งที่ กดหัวของมันลงไป หัวของมันจึง
กระแทกกับหัวกแพงชั้นนอกของเมืองหลวงอีกครั้ง
ซ่งอวิ๋นเจียนที่ควบคุมค่ายกลใหญ่เรือนกายไม่มั่นคงตามไปด้วย
ราชครูเฉินหนอ เท้านี้เกินความจเป็นไปแล้ว!
เฉินผิงอันยังคงมีสีหน้าเกรี้ยวกราด กระทืบลงบนหัวจิ้งจอกอีก
หนึ่งที่ “มารดามันเถอะ ถึงกับกล้าใช้แผนสาวงามกับข้าผู้อาวุโส
พวกเจ้ามาหาถูกคนแล้ว”
นางไม่อาจเปิดปากพูดได้ ใช้เสียงในใจพูดก็ยังยาก ได้แต่โคจร
วิชาอภินิหารถ่ายทอดความในใจ เดิมทีวิธีการเช่นนี้คือ
ความสามารถเฉพาะตัวที่เอาไว้ใช้ล่อลวงยุยงพวกเซียนดินในยุค
บรรพกาล สามารถปลูก ‘เมล็ดพันธ์แห่งรัก’ ไว้ในใจของอีกฝ่ายได้
อย่างเงียบเชียบ
“เฉินผิงอัน หากเจ้ายังหมิ่นเกียรติข้าเช่นนี้อีก ข้าจะสละชีวิตและ
มหามรรคาต่อสู้กับเจ้า ไม่ตายจะไม่ยอมเลิกรา!”
เฉินผิงอันจะกระทืบลงไปอีกครั้ง ใช้ “เวทตัดหัว ตัดหัวของมันทิ้ง
จู่ๆ ก็นึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ มีความเกี่ยวข้องกับบางประโยคตอน
ที่คุยเล่นกับสวีเซี่ยยกเท้าขึ้นก้าวออกไปด้านข้าง ออกไปจากหัวของ
นาง เดินไปอยู่ที่หัวกแพง
ยังไม่ลืมเอ่ยขอบคุณนางดีๆ อย่างหน้าหนา
คงเป็นเพราะโดนกระทืบไปสองที่ มึนหัวไปหมดแล้ว นางจึงยัง
งงงวย ไม่รู้ว่าควรจะรับขอโทษหรือด่ากลับไปดี
ซ่งอวิ๋นเจียนตาพร่าลาย มือหนึ่งช่วยถือกระบอกยาสูบให้คนบาง
คน อีกมือหนึ่งจับประคองไว้ตรงเสาระเบียง ในใจร้องโอดครวญไม่
หยุด
เฉินผิงอันหรี่ตามองไปที่ม่านฟ้า ชื่อจริงของปีศาจใหญ่อดีต
เจ้าของชิงชิวที่อยู่ข้างกายผู้นี้ คนเย็บผ้าอย่างเหนี่ยนชินมีบันทึกไว้
แต่น่าเสียดายที่ชื่อของนักพรตกระดูกขาวที่ถนัดในการแสร้งทเป็น
อ่อนแอกลับไม่มีอยู่ ที่น่าเสียดายยิ่งไปกว่านั้นก็คือมันไม่เคยฝึกวร
ยุทธหาไม่แล้วจะง่ายยิ่งกว่านี้
บนหอสูงสีขาวหิมะ หมอผีที่ใบหน้าแต้มสีหลากหลายน ้าตาไหล
ไม่หยุด จ้องเขม็งไปยังบุรุษเผ่ามนุษย์ที่สวมชุดเขียวผู้นั้น คล้ายกับ
ว่าในที่สุดก็แน่ใจในความจริงเรื่องหนึ่ง สีหน้าของเขาเศร้าอาลัย ห้า
นิ้วงอเป็นตะขอ ยื่นมือไปกรีดหน้าของตัวเองจนเลือดสดไหลนองเต็ม
ใบหน้า สะอื้นไห้อย่างเจ็บปวด “ตอนนี้ไม่ใช่ เมื่อก่อนไม่ใช่
ตอนที่ฟ้า
ดินเชื่อมโยงถึงกัน พวกเจ้าทั้งสองต่างก็ไม่ใช่…”
เขาทรุดลงไปนอนหมอบอยู่กับพื้น คล้ายกับว่าต้องการใช้
ท่าทางที่จริงใจที่สุดโขกหัวถามฟ้าดิน และไม่นานบนหอสูงก็นองไป
ด้วยเลือด ปะปนกับสืบนใบหน้าที่หลากหลาย คราบเสียงแหบพร่า
ด้วยภาษาโบราณ “เทพที่แท้จริงอยู่ที่ใด สวรรค์อยู่ที่ใด?!”
สตรีชุดกระโปรงเขียวถอนหายใจ สหายที่ไม่มีความคิดวอกแวก
ใดๆ หวังเพียง ได้พบหนึ่งนั้น” ผู้นี้ อันที่จริงไม่ควรเดินทางมาในครั้ง
นี้เลย