กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 28.2 บนทะเล
เจ้าเฉินผิงอันแค่ต้องสร้างยอดเขาสูงขึ้นมาบนพื้นที่ราบสูงที่อยู่
บนพื้นฐานเช่นนี้ ยิ่งมากก็ยิ่งมีประโยชน์ สร้างหมื่นภูผาสูงตระหง่าน
เสียดฟ้าขึ้นมาเป็นแถบเป็นผืน
ใช้วิธีการอันเด็ดขาดว่องไวปานพระโพธิสัตว์จินกังที่มีสีหน้า
ถมึงทึงดุดันในการปกครองผู้ฝึกตนสายแผนภูมิดินต้าหลีก็ดี ใช้
วิธีการเคี่ยวไฟอ่อนช้า ค่อยๆ ชักนผู้ฝึกตนทเนียบของตหนักฉาง
ชุนก็ช่าง ล้วนถูกต้องแล้ว ถึงขั้นที่ว่าไม่ได้พุ่งเป้าเล่นงานภูเขาตะวัน
เที่ยงเพียงแค่เพราะเป็นราชครูของราชสนักสกุลซ่ง ยิ่งถึงขั้นที่ว่า
ส่วนลึกในใจรอคอยให้ในอนาคตมีผู้ฝึกกระบี่คนหนึ่งของภูเขาตะวัน
เที่ยงมาโค่นล้มป้ายแบ่งเขตแดน นั่นก็จะยิ่งดีเข้าไปอีก
หากเฉินผิงอันไม่มีความคิดเช่นนี้ เขาจะมา “เดินเล่น” อยู่ใน
เมืองหลวงต้าหลีไปทไม
คนบนโลกรู้แค่ว่า “ออกจากถ ้ามาไร้ศัตรูทัดทาน จุดที่ละเว้นคน
อื่นได้ไม่เคยละเว้นใคร” แต่กลับไม่รู้ว่าผินเต้าออกมาจากถ ้านี้เชียว
ชายหาดถั่วเป่า พบเจอกันบนทางเส้นนั้นจะไม่ละเว้นเจ้าทไม? จะ
ขัดขวางพวกเจ้าไปไย?!
ผินเต้าอยากจะให้ทุกคนในโลกมนุษย์เป็นดั่งมังกร ไม่ว่าใครที่
ลุกขึ้นจากเตียงด้วยดวงตาที่ยังง่วงงุน เดินออกจากประตูบ้าน
ทอดสายตามองไปทั่ว ก็เห็นแต่อริยะปราชญ์และเหล่าผู้กล้าอยู่กัน
เต็มถนน
และเวลานี้เองเจ้าอารามผู้เฒ่าที่ถือแส้หางกวางไว้ในมือได้หัน
หน้าไปมอง ไม่ใช่เจ้าผีขี้ขลาดตัวน้อยที่แอบย่องออกไปจากจวน
ราชครูเหมือนโจร นิสัยเหมือน
ตอนที่นางเป็นเด็กอย่างไม่มีผิดเพี้ยน
ดังนั้นคนที่มาที่นี่จึงไม่ใช่เผยเฉียนที่เดิมทีควรมา “รลึกความหลัง
กับคนบ้านเดียวกัน” แต่เป็นหรงอวี๋
เจ้าอารามผู้เฒ่ายิ้มบางๆ “เข้าใจไหม?”
หรงอวี๋ตอบ “พอจะเข้าใจได้คร่าวๆ แต่ไม่แน่เสมอไปว่าจะเข้าใจ
จริงๆ”
เจ้าอารามผู้เฒ่ายิ้มเอ่ย “ไม่ว่าเรื่องอะไรเขาก็ยอมเล่าให้เจ้าฟัง
จริงๆ”
หรงอวี๋เองก็เพิ่งเคยบอกความรู้สึกของตัวเองให้คนอื่นรู้เป็นครั้ง
แรก “ข้ากลัวว่าตัวเองจะทไม่ดี เหมือนเอาขนหมามาแซมหางหมี”
เจ้าอารามผู้เฒ่าพูดปลอบ “ทุกเรื่องล้วนยากตอนเริ่มต้น แค่มีใจ
เช่นนี้ก็ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีแล้ว”
ยกแส้หางกวางขึ้น เจ้าอารามผู้เฒ่าชี้ไปยังเสาที่มีมังกรล้อมพัน
ในระเบียงห้องหลักของเรือนที่อยู่ติดกัน “ไม่แน่เสมอไปว่าไม่อาจแต้ม
นัยน์ตามังกร”
……
คลื่นมรกตกว้างใหญ่ไพศาล ผิวน ้าของมหาสมุทรใสเหมือน
กระจก
มีเพียงกแพงสูงค้านหลังของคนชุดเขียวที่ไต่ขึ้นสูงอย่าง
ต่อเนื่องช้าๆ ที่ค่อนข้างจะโดดเด่น
คนวัยเดียวกันสองคน วันที่สองเดือนสอง วันที่ห้าเดือนห้า
เฉาสือพลิ้วกายลงบนผิวน ้า ปลายเท้าปาดถอยไปด้านหลัง
กแพงน ้าสูงตระหง่านทีทับซ้อนกันเป็นชั้นๆ ด้านหลังเฉินผิงอันก็ถูก
ฉีกกระชาก พังถล่มดังครืน
คงเป็นเพราะทั้งสองฝ่ายคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี จึงไม่ต้องมี
ถ้อยคโอภาปราศรัยใดๆ
ใจของพวกเขาเชื่อมโยงถึงกัน แค่มองสบตาก็ได้ข้อตกลง
ร่วมกัน ผู้ที่ร่างแหวกทะลุพื้นผิวกระจก” หล่นลงไปในทะเลถือว่าแพ้
เป็นอย่างไร? ตกลงตามนี้!
ต่างคนต่างพุ่งกระโจนไปข้างหน้า ร่างกระแทกชนกัน ปณิธาน
หมัดบนร่างของสองฝ่ายต่างก็ถูกกลั่นหลอมให้ถึงขีดสุด เป็นเหตุให้
ไม่ได้เกิดพลังอนาจที่แหวกคลื่นผ่าทะเลได้แต่ราวกับว่าบนพื้นผิว
ของมหาสมุทรมีแสงสีเขียวเส้นหนึ่งและสีขาวเส้นหนึ่งถูกลากยาวให้
พุ่งเผชิญหน้ากัน ปะทะกันซึ่งๆ หน้า
เส้นยาวสองเส้นชนปะทะเข้าด้วยกัน หมัดแรกเฉินผิงอันใช้
กระบวนท่าเทพตีกลองสายฟ้า หมัดในร่างทับซ้อนกันมากถึงเจ็ดสิบ
สองหมัด
เฉาสือไม่หลบไม่เลี่ยง ใช้ฝ่ามือข้างหนึ่งต้านรับหมัดซ้ายของ
เฉินผิงอันอยู่ตลอดเวลา พริบตานั้นชายแขนเสื้อสีขาวหิมะทั้งแถบก็
เกิดลายเส้นเหมือนคลื่นบนทะเล เส้นเอ็นและกระดูกแต่ละปล้อง
ตลอดช่วงแขนสั่นสะเทือน เลือดลมพลิกตลบอย่างรุนแรง บังคับ
ลมปราณที่แท้จริงขุมหนึ่งให้อยู่ในสภาวะคุมเชิงกับปณิธานหมัด
มหาศาลของเฉินผิงอันที่แทรกซึมเข้ามายังฝ่ามือและข้อมือ ‘ตรึงมัน
ไว้” อย่างแน่นหนา เหมือนกองทัพใหญ่สองกองที่สู้รบกันอย่าง
ดุเดือดยากจะตัดสินแพ้ชนะ
แล้วก็ไม่ต้องใช้วิชาอภินิหารที่มีสีสันฉูดฉาดอย่างนักพรต
กระดูกขาว เฉาสือแค่ใช้ปณิธานหมัดที่เข้มข้นอย่างถึงที่สุดมาบีบ
คั้นให้ปณิธานหมัดที่ไหลเชี่ยวกรากของเฉินผิงอันถอยร่นออกไป
เป็นเหตุให้กระแสน ้าขึ้นเหมือนไหลพลิกกลับ ต่างฝ่ายต่างก็ถูกโจมตี
ด้วยกระบวนท่าหมัดเทพตีกลองสายฟ้าสามสิบหกหมัด ลูกคลื่นบน
มหาสมุทรแผ่กระเพื่อมออกไปเป็นวงๆ โดยมีคนทั้งสองเป็นจุด
ศูนย์กลาง หากว่ามีนักพรตมองลงมาจากที่สูง บนทะเลในเวลานี้ก็ให้
ความรู้สึกอันงดงามดั่งการวาดลวดลายบุปผาลงบนผนังกแพงอย่าง
แท้จริง
ขณะเดียวกันเฉาสือก็เอามือกดใบหน้าของเฉินผิงอันแล้วออก
แรงผลักออกไป จนเฉินผิงอันกระเด็นห่างออกไปหลายร้อยจั้ง แผ่น
หลังแนบติดกับผิวน ้าอยู่หลายสิบครั้ง เหมือนก้อนหินสีเขียวที่เด้ง
กระดอนทอดยาวไปบนผิวน ้า
ฝ่ามือข้างหนึ่งตบลงบนพื้นผิวทะเลเบาๆ พลิกกลับร่าง หยุดยืน
นิ่งอย่างสง่างาม ความรู้สึกแสบร้อนแล่นวาบๆ มาจากแผ่นหลังของ
เฉินผิงอัน
แล้วก็จริงดังคาด ยังคงเป็นการถามหมัดกับเฉาสือที่บริสุทธิ์ที่สุด
เฉาสือสะบัดข้อมือ กล้ามเนื้อตรงง่ามนิ้วฉีกขาด เลือดสดไหล
ซึมออกมา
เฉินผิงอันยื่นมือมากดหัวไหล่ สะบัดแขน รู้สึกไม่ค่อยเข้าใจนัก
ว่าเจ้าหมอนี่ทแบบนี้ได้อย่างไร?
ถึงกับสามารถแบ่งปราณแท้จริงที่บริสุทธิ์ออกเป็นสองทางได้?
มารดามันเถอะ หากนี่ยังไม่เรียกว่าโกงแล้วจะเรียกว่าอะไร?!
เฉาสือยิ้มบางๆ “คือกระบวนท่าหมัดแบบใหม่ที่บรรลุได้จากการ
ชมหมัดตอนอยู่นอกเมืองหลวง ตั้งชื่อให้ชั่วคราวว่า “สายธนู
ลมปราณแท้จริงที่บริสุทธิ์ต่างฝ่ายต่างเป็นหัวและท้ายให้แก่กัน”
นั่นก็หมายความว่าเฉาสือไม่ได้ละเมิดหลักการทั่วไปของวิถีวร
ยุทธ ไม่ได้แบ่งลมปราณแท้จริงที่บริสุทธิ์ออกเป็นสองเส้นจริงๆ ก็แค่
ว่าแต่ละด้านทั้งส่วนหัวและส่วนปลายสามารถปล่อยสองหมัดออกมา
ได้ใน “เวลาเดียวกัน” คว่า “เวลาเดียวกัน” นี้ อย่างน้อยที่สุดก็ต้อง
เป็นผู้ฝึกยุทธขอบเขตปลายทางถึงจะเข้าใจน ้าหนักที่แท้จริงของมัน
ได้
เฉินผิงอันส่ายหน้า ไม่ค่อยเห็นด้วยกับชื่อกระบวนท่าหมัดนี้สัก
เท่าไร “ชื่อว่า “เอ๋อเหมย (คิ้วเรียวบางดั่งหนวดของปีกผีเสื้อกลางคืน
มักใช้เปรียบเปรยถึงคิ้วที่สวยงามเรียวโค้งของหญิงสาวในวรรณคดี
จีนโบราณ หรือใช้เป็นคเปรียบเทียบถึงหญิงงาม สตรีผู้เลอโฉม)
น่าจะไพเราะกว่า”
เฉาสือพยักหน้า “ก็จริงนะ”
ระหว่างที่พูด แสงสีเขียวเส้นหนึ่งก็พุ่งมาถึงเป็นวงโค้ง ประหนึ่ง
สายธนูที่ถูกง้าวอยู่บนทะเล แล้วก็เหมือนคิ้วของสาวงามจริงๆ
สร้างสรรค์กระบวนท่าหมัดอย่างใหม่ให้กับวิถีวรยุทธของโลก
มนุษย์ คือเรื่องที่เฉาสือถนัดอย่างมาก เพียงแต่ว่าจนใจที่ดันมาเจอ
กับบุคคลที่เป็นระดับปรมาจารย์ในสายของการขโมยเรียนหมัด
เฉาสือเบี่ยงตัวหันข้างเล็กน้อย เฉินผิงอันขยับเข้ามาใกล้ในระยะ
ประชิด ปล่อยหมัดสองมือเอาอย่างอีกฝ่าย ต่อยลงไปบนจุดไท่หยาง
ทั้งสองข้างของเฉาสือ แล้วก็ไม่สนใจว่าด้านหน้าของตนจะเหมือน
ประตูใหญ่ที่เปิดอ้าไว้หรือไม่ จะถูกเฉาสือฉวยโอกาสนี้ปล่อยหมัดใส่
หรือไม่ จุดที่ข้าจะต่อยก็คือหัวของเจ้าเฉาสือ
จะต้องเกรงใจอะไรเฉินผิงอัน สองนิ้วของเฉาสือประกบกัน
เหมือนง้าวที่ยื่นออกไปอย่างว่องไวปานสายฟ้าแลบ เร็วราวกระบี่บิน
ทิ่มเข้าไปตรงหัวใจของเฉินผิงอัน
เหมือนการ “จี้สกัดจุด” ที่มักจะถูกเอ่ยถึงในนิยายยุทธภพอย่าง
ไม่มีผิดเพี้ยน เพียงแต่ว่าง้าวนิ้วมือนี้ของเฉาสือทั้งสามารถทิ่มไปที่
หัวใจของอีกฝ่าย แล้วก็สามารถฟันฝาการไหลรินของลมปราณ
แท้จริงของผู้ฝึกยุทธให้ขาดสะบั้นได้ด้วย รอกระทั่งลมปราณที่แท้จริง
ชุมนี้สลายหายไป ด้านในฟ้าดินร่างกายมนุษย์ก็เกิดภาพเหตุการณ์
เหมือนน ้าท่วมทนบ เกิดการปะทะพุ่งชนกับปราณวิญญาณทั้งหมด
รับมือกับคนบางคนที่ทตัวเป็นอันธพาลสามารถฝึกบเพ็ญเพียร
ควบกับการเรียนวรยุทธได้อย่างเหมาะสมพอดิบพอดี เท่ากับว่าโดน
ไปสองที่
ผู้ฝึกยุทธ “วัยเดียวกัน” สองคนที่ทยอยกันเลื่อนเป็นขอบเขตสิบ
เอ็ด หมัดที่สองก็คือวิธีการที่สามารถใช้ความตายมาแลกเปลี่ยนกับ
ความตายได้เลย
ล้วนไม่หลบไม่เลี่ยง ต่างคนต่างอาศัยเรือนกายในการพูดคุย
เฉินผิงอันเปลี่ยนหมัดเป็นฝ่ามือ ดังนั้นจุดไท่หยางสองด้านของเฉาสื
อจึงถูกตบหนักๆ ดวงตาเขาพลันพร่าลาย
ส่วนเฉินผิงอันก็ถูกสองนิ้วทิ่มมาตรงหัวใจ แต่กลับไม่ได้ถูก
ทะลวงหัวใจโดยตรง แต่เขาบิดร่างแล้วถอยห่างออกไป เป็นเหตุให้
ไม่ได้ไถลเป็นเส้นตรง แต่ขยับฝีเท้าต่อเนื่องจนวาดวงกลมวงแล้ววง
เล่าขึ้นมาบนทะเล ดอกไม้สีเดียวดอกแล้วดอกเล่าเชื่อมโยงต่อกัน
สองฝ่ายทิ้งระยะห่างออกจากกัน
ตอนที่คนชุดเขียวยืนนิ่ง ไม่ว่าจะ
เป็นสีหน้าท่าทางหรือปณิธานหมัด เห็นได้ชัดว่าดีกว่าเฉาสือที่ถูกตบ
จังๆ ไปสองฝ่ามือ
เฉินผิงอันยกฝ่ามือขึ้น ใช้หลังมือเช็ดกับชุด ก่อนจะยกมือขึ้น
อีกครั้ง แสยะยิ้ม ชี้ไปที่หูของเฉาสือ
แน่นอนว่าเฉาสือรู้ว่าหูสองข้างของตัวเองมีเลือดสดไหลซึมอย่าง
น่าอนาถ
เปลี่ยนเป็นผู้ฝึกยุทธขอบเขตปลายทางทั่วไป เจอสองฝ่ามือนี้
ต้องล้มแล้วลุกไม่ขึ้นไปแล้ว แม้กระทั่งการตัดสินแพ้ชนะหรือเป็นตาย
ก็ต้องได้รู้ผลแล้ว
เฉาสือสีหน้าเป็นปกติ แค่สะบัดศีรษะเบาๆ แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้
เขาจะโมโหจริงๆ แล้ว เฉาสือหรี่ตาลง ยังจะเอาอีกใช่ไหม?
พริบตานั้นข้างกายของเฉินผิงอันก็มีเฉาสือชุดขาวจนวนนับ
ไม่ถ้วนโผล่มา
ดูเหมือนคนชุดเขียวจะกักพื้นที่แคบๆ ไว้ให้ตัวเองพอดี เขาแค่
ยืนอยู่ในวงกลมใหญ่ที่มองไม่เห็น หมุนร่างพลิกไปพลิกมา หิมะใหญ่
รอบด้านปลิวปราย
ระหว่างทะเลสีเขียวมรกตและท้องฟ้าสีคราม ต่อให้ผู้ฝึกตน
ขอบเขตบินทะยานมาชมศึกในระยะประชิดก็ยังมองไม่เห็นใบหน้า
ของผู้ฝึกยุทธทั้งสองคนแล้ว ได้แต่ได้ยินเสียงประหลาดที่ดังขึ้นมา
ระหว่างน ้าและฟ้าเป็นระลอก เหมือนทั้งเสียงระฆังทอดยาวในวัด
เหมือนเสียงซึ่งหยกใสกังวานของอารามเต๋า และยังมีเสียงสวดมน
ตราลี้ลับและคาถาศักดิ์สิทธิ์เคล้ากับเสียงเป่าสังข์ธรรมก้องกังวานใน
งานพิธีแห่งพุทธตันตระ หรือไม่ก็เป็นเสียงบรรเลงดนตรีจากนักดนตรี
หลวงนับร้อยของราชสนัก ทรงพลังถึงขั้นสะเทือนจิตวิญญาณ ท
ให้จิตใจสั่นคลอน
ปณิธานหมัดสองขุมปะปนกันทให้เส้นแสงในฟ้าดินแถบนี้
บิดเบือน ประหนึ่งการมองบุปผาในม่านหมอก พอจะมองเห็นร่องรอย
ของกระบวนท่าหมัดว่าเหมือนกิ่งไม้ไขว้สานกันสลับซับซ้อนไปมา
พอปะทะเข้าด้วยกันก็ระเบิดกลายเป็นพายุหมัด ประหนึ่งการสะบัด
พู่กันวาดดอกไม้อย่างเต็มอารมณ์ลงบนกระดาษเซวียนจื่อจนสีกระ
จายพร่าพรายออกเป็นวงๆ
ผู้ฝึกตนขอบเขตบินทะยานสามารถขยับเข้ามาดูเรื่องสนุกที่นี่ได้
แต่ขอบเขตเซียนเหรินกลับไม่แน่เสมอไปว่าจะรับหมัดในระยะ
ประชิดได้
ขอบเขตหยกดิบมองไม่เห็นใบหน้าของพวกเขาแล้วด้วยซ ้า
พลังพิฆาตสามขั้นอย่างปราณโชติช่วง คืนความจริงและเทพมา
เยือนของผู้ฝึกยุทธขอบเขตปลายทาง เรือนกายขยับว่องไว วิธีการ
และกระบวนท่าหมัดล้วนสามารถถูกผู้ฝึกตนประเมินได้เสมอ
เลื่อนเป็นขอบเขตสิบเอ็ดกลับมีฟ้าดินกว้างใหญ่อีกแห่งรออยู่
หยุดพักชั่วคราว ต่างฝ่ายต่างถอยหลัง คลื่นสีเขียวมรกตใต้ฝ่า
เท้าของพวกเขาเหมือนหอสูงสองแห่งที่ถูกตัดแบ่งออกมาซึ่งเคลื่อน
ตามฝีเท้าของผู้ฝึกยุทธทั้งสองไปช้าๆ ปณิธานหมัดประหนึ่งน ้าตก
ชัดไหลเทกระหน ่าติดตามร่างทั้งสองไป ระหว่างสองฝ่ายมีร่องลึก
กลางทะเลที่ลึกจนมองเห็นก้นบึงเกิดขึ้น หนึ่งเขียวหนึ่งขาว ต่างก็ยืน
อยู่ตรง ยอดคลื่นของวิถีวรยุทธในโลกมนุษย์” พวกเขาคุมเชิงกัน
ไกลๆ อีกครั้ง
คลื่นน ้าถาโถมขึ้นสูงแล้วพลันหล่นกระแทกกลับลงมาในทะเล
ระหว่างยอดเขาสูงของวิถีวรยุทธสองแห่งมีสายรุ้งพร่างพราวเส้นหนึ่ง
ปรากฏขึ้นมา ประหนึ่งสะพานยาวที่ทอดไปยังท้องฟ้า
เสื้อครึ่งท่อนบนของเฉินผิงอันขาดวิ่นไปแล้ว เขาจึงยื่นมือไป
กระชากเศษผ้าพวกนั้นมารัดไว้ที่เอว เปิดเปลือยหน้าอก เผยให้เห็น
เรือนร่างผอมเพรียว
เขาไม่ได้มีร่างกายของผู้ฝึกยุทธที่กล้ามเนื้อแน่นเป็นมัดๆ แต่ให้
ความรู้สึกถึงความกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียว ซุกซ่อนพลังอันไร้ที่สิ้นสุด
มิอาจหาสิ่งใดมาเปรียบ ภายใต้แสงแดดสาดส่องก็เหมือนร่างทองร่าง
หนึ่งที่คงอยู่ชั่วกัลป์มิรู้เสื่อมสลาย
เฉาสือยืนอยู่อีกด้านหนึ่ง ขุดสีขาวบนร่างนอกจากจะถูกต่อยจน
ขาดเป็นรูบ้างเล็กน้อยแล้วก็ไม่ได้มีความเสียหายมากนัก อย่างน้อย
ก็ไม่จเป็นต้องเปลือยท่อนบนเหมือนอีกฝ่าย
ในเมื่อต่างก็ไม่ออมมือกันอีกต่อไป แค่เสียงหัวใจเต้นของทั้งสอง
ฝ่ายก็สามารถชักนกระแสน ้าขึ้นให้แผ่ซ่านประสานสะท้อนกับฟ้า
ดินเป็นระลอกคลื่นได้
บนเส้นทางของการเรียนวรยุทธ หนึ่งก้าวหนึ่งขั้นบันได ชีวิตนี้ที่
ผ่านมาเฉินผิงอันก้าวเดินได้อย่างหนักแน่นมั่นคงยิ่ง
ตราหมัดเขย่าขุนเขาของกู้โย่ว ชุยเฉิงแห่งเรือนไม้ไผ่ ป๋ายหมัว
มัวแห่งกแพงเมืองปราณกระบี่ หลี่เอ้อแห่งยอดเขาสิงโตอุตรกุรุทวีป
เจียงเช่อ หมอผีโบราณ
เฉินผิงอันยื่นมือไปเช็ดคราบเลือดบนแขนข้างหนึ่ง กล้ามเนื้อปริ
แตกออกนับไม่ถ้วน มีปณิธานหมัดของเฉาสือหลงเหลืออยู่ ฝ่ามือ
ของเฉินผิงอันเหมือนเหล็กที่บดขยี้เศษแก้วจนวนนับไม่ถ้วนให้
กลายเป็นผุยผง
จได้ว่าหลี่เอ้อเคยพูดว่า หากจะบอกว่าช่องโพรงลมปราณพัน
กว่าแห่งในฟ้าดิน ร่างกายมนุษย์เหมือนบ่อลึก เหมือนสระน ้าในป่า
เหมือนทะเลสาบ เลือดลมและเส้นทางการโคจรปราณวิญญาณของ
ผู้ฝึกตนก็คือเส้นทางน ้าของลธารแม่น ้าลคลองและลน ้าใหญ่ ถ้า
อย่างนั้นกล้ามเนื้อหกร้อยสามสิบเก้าก้อนบนร่างกายมนุษย์ก็คือมหา
บรรพตและเส้นลมปราณมังกรที่ทอดยาวต่อเนื่องซึ่งมีเฉพาะตัวของผู้
ฝึกยุทธ จเป็นต้องมีการบุกเบิก
เป็นเหตุให้ลมปราณแท้จริงที่บริสุทธิ์ของผู้ฝึกยุทธ ก็คือเส้นทาง
ที่ถูกบุกเบิกมา เมื่ออนุมานตามนี้ การโคจรลมปราณแท้จริงขอบเขต
สิบเอ็ดก็คือทให้เส้นทางสายนี้ทะยานขึ้นสู่ฟ้า เหมือนกับว่าร่างกาย
มนุษย์ก็คือควันธูปก้านหนึ่งที่อยู่ในตหนักเทพ เชื่อมโยงฟ้าและดิน
เข้าด้วยกัน
มักจะต้องออกจากบ้านเกิดอยู่เสมอ บนเส้นทางของการเดินทาง
อายุยังไม่ถึงหนึ่งร้อยปี ชีวิตของเฉินผิงอันกลับต้องอยู่ในสนามรบ
สารพัดรูปแบบตลอดเวลา คว่าผ่านมาร้อยสมรภูมิยังน้อยไป
เฉาลือกระตุกมุมปาก กระเทือนไปโดนกล้ามเนื้อบนหน้าที่บวม
แดง
ใจเหมือนน ้านิ่ง ทว่าสายตาของเฉาสือในเวลานี้กลับเผย
ความหมายของการอยากชนะอย่างแรงกล้า เกิดใจอยากเอาชนะ
อย่างรุนแรงในแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ราวกับกลังบอกความจริงอย่างหนึ่งที่ต่อให้เจ้าจะเป็นเจ้าแห่ง
วิถีวรยุทธคนปัจจุบันก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้แก่อีกฝ่าย
เฉาสือในวันนี้ก็ยังไม่มีทางพ่ายแพ้ให้แก่เฉินผิงอันอยู่ดี
ในอนาคตก็จะยังคงเป็นเช่นนี้
เฉินผิงอันที่เปลือยเท้า ถอยหลังทิ้งระยะห่างไปช้าๆ ก่อนจะเริ่ม
พุ่งกระโจนไปข้างหน้าเรือนกายกระโดดขึ้นสูง ประหนึ่งมองเห็น
รองเท้าสานคู่เก่าของเด็กหนุ่มที่กระโดดข้ามลธารของบ้านเกิดในปี
นั้น