กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 42.2 อย่ารีบร ้อน
ต้องรู ้ว่าการที่ปีนั้นทุกคนต่างก็รู ้สึกว่าสมเหตุสมผล ยกตาแหน่ง ขุนนางผู้ควบคุมการก่อสร ้างให้กับกวนอี้หรานก็ต้องเป็ นเพราะราช สานักต้องการดึงตัวกวนอี้หรานมาใช ้ในงานส าคัญอย่างแน่นอน ไม่ แน่ว่าอีกไม่นานก็จะมีคุณสมบัติได้เข้าร่วมการประชุมเล็กในห้องทรง พระอักษร แต่กระทั่งนายท่านผู้เฒ่ากวนจากโลกนี้ไป กวนอี้หรานก็ ยังคงเป็ นแค่หลางจงของกรมคลัง ดังนั้นต่อให้เป็ นตระกูลเมล็ดพันธ ์ แม่ทัพของถนนฉือเอ๋อร ์ที่ไม่ถูกกับเหล่านายท่านขุนนางปุ่ นของ ตรอกอี้ฉือ หากจะบอกว่าพูดถึงคนหนุ่มอย่างเฉาเกิงซิน หยวนเจิ้งติ้ง ก็พอจะหาข้อบกพร่องของพวกเขาออกมาได้ไม่มากก็น้อย แต่ขอแค่ พูดถึงกวนอี้หรานทุกคนต่างก็ยอมรับอย่างไร ้ข้อกังขา ในวงการขุน นางของเมืองหลวงมีความเห็นพ้องต้องกันอย่างหนึ่งนั่นคือ มอบ ตาแหน่งรองเจ้ากรมของกรมใดกรมหนึ่งให้เขาก็ยังไม่เกินกว่าเหตุ เลยสักนิด หากจะบอกว่าเห็นแก่คุณความชอบและความสัมพันธ ์ควัน ธูปที่นายท่านผู้เฒ่ากวนสร ้างไว้ ในอนาคตกวนอี้หรานจะกลับมา ควบคุมกรมขุนนางแทนทางตระกูลอีกครั้งก็ใช่ว่าจะเป็ นไปไม่ได้?
ที่สาคัญคือสุดคือกวนอี้หรานมีมิตรภาพส่วนตัวอยู่กับราชครู เฉิน!
ซ่งอวิ๋นเจียนถาม “ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่ยังไม่เข้าใจ อยากจะขอ ถามราชครู”
เฉินผิงอันยิ้มบางๆ “ในเมื่อสหายอิงหนิงไม่อายที่จะถาม ถ้าอย่าง นั้นข้าก็จะล้างหูรอฟัง ถ้าเป็ นเรื่องที่ข้ารู ้ก็จะต้องบอกทุกอย่างแก่เจ้า อย่างแน่นอน”
ซ่งอวิ๋นเจียนหงุดหงิดใจจึงเตรียมจะลุกขึ้นยืน
เฉินผิงอันร ้องเฮ้อ “ฝี มือในการอบรมบ่มเพาะจิตใจของสหาย อิงหนิงยังขาดแรงไฟอยู่อีกมากนะ”
เพียงแค่เพราะเรื่องนี้เกี่ยวพันกับมหามรรคาของซ่งอวิ๋นเจียนไม่ น้อย เขาจึงพูดหน้าด าทะมึนว่า “ตามความเห็นของพวกชาวบ้าน ขอ แค่เป็ นคนที่สามารถเป็ นเทพเซียนบนภูเขาได้ มีใครบ้างที่ไม่ใช่ลูก รักแห่งสวรรค์ที่ฉลาดล้า? พวกคนแก่ในหมู่บ้านชนบทที่คุยเล่นกัน ล้วนคุยเก่งกันทั้งนั้น ในเมื่อราชสานักสามารถควบคุมเทพเซียนบน ภูเขาได้ดี ท าไมถึงไม่ให้พวกเขาไปช่วยงานในที่ว่าการเสียเลยเล่า พวกเขายังไม่โลภในเงินทองด้วย ดีจะตายไป ในเรื่องนี้ถือว่าราชครู ชุยจัดการได้หละหลวมแล้ว…”
เฉินผิงอันเอ่ยอย่างเฉยเมย “อย่างน้อยที่สุดก็ต้องใช ้เวลาพันปี ในการใช ้หนี้หนึ่งร ้อยปีเจ้าคิดว่าการค้าครั้งนี้คุ้มค่าหรือไม่ล่ะ”
ศิษย์พี่ชุยเคยมีการวิเคราะห์อย่างหนึ่ง หากไม่ยกเอาวิธีการ ปกครองแคว้นของเต้ากวานในใต้หล้ามืดสลัวมาใช ้ทั้งหมด หาไม่
แล้วหากจ านวนของผู้หลอมลมปราณมีอัตราส่วนในวงการขุนนาง เกินกว่าสองส่วน บ้านเมืองก็จะแปรสภาพไปอย่างสิ้นเชิงแล้ว
ซ่งอวิ๋นเจียนส่ายหน้า “ไม่ค่อยเข้าใจ”
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “ค่อยๆ ทาความเข้าใจไป”
ซ่งอวิ๋นเจียนคลี่ยิ้ม “ก็จริงนะ ไยต้องรีบร ้อนอยากรู ้คาตอบด้วย เล่า ค่อยๆ สัมผัสไปด้วยตัวเองก็พอ”
เฉินผิงอันกล่าว “มีจิตแห่งมรรคาแบบนี้สิถึงจะถูก”
ซ่งอวิ๋นเจียนก าลังจะจากไป หรงอวี๋ก็ก้าวเร็วๆ มาที่นี่ เอ่ยว่า “หลิ่วชีตอบจดหมายกลับมาแล้ว บอกว่าช่วงนี้เขาไม่อาจปลีกตัวมา จากท่าเรือของเปลี่ยวร ้างได้ แต่เฉาจู่สหายรักจะหาเวลาว่างเดินทาง มาที่แจกันสมบัติทวีปรอบหนึ่ง แล้วจะมาเยี่ยมเยือนที่จวนราชครูเจ็ด วันหลังจากนี้จะขึ้นฝั่งและเข้ามาในเมืองหลวงต้าหลี เฉาจู่จะเป็ นผู้ อธิบายความรู ้ในขอบเขตเส้นเอ็นหลิวให้ราชครูฟังอย่างละเอียด”
เฉินผิงอันพยักหน้า “คราวหน้าจะให้พื้นที่มงคลร ้อยบุปผาติดต่อ ไปหาหน่วยตรวจการงานเตาเผาของเขตหลงเฉวียนเสียหน่อย ให้ พวกเขาช่วยกากับดูแล รีบเผาเครื่องกระเบื้องของทางการออกมาชุด หนึ่งโดยเร็ว ข้ามีข้อเสนอแนะเล็กๆ อย่างหนึ่ง อย่างเช่นว่ารูปแบบ สามารถท าเลียนแบบจอกเทพีบุปผาได้ ส่วนจะท าตามหรือไม่ก็ให้ พวกเหนียงเนียงเทพีบุปผาตัดสินใจกันเอาเอง เจ้าบอกต้นสายปลาย
เหตุให้พวกนางฟังอย่างชัดเจน บอกว่าเป็ นของขวัญที่ราชสานักต้า หลีของพวกเราจะมอบให้กับ “หลิ่วสือหยวน” และ “เฉาฮวาเจียน”
หรงอวี๋ยิ้มอย่างรู ้ใจ
ซ่งอวิ๋นเจียนจุ๊ปากด้วยความประหลาดใจ ราชครูไม่ไปรับ ตาแหน่งเจ้ากรมที่กรมคลังเพิ่มก็ช่างน่าเสียดายเหลือเกิน
เฉินผิงอันกล่าว “สหายอิงหนิงคิดจนหัวแตกก็คงไม่เข้าใจ กวนอี้ หรานต้องผ่านด่านใดในวงการขุนนางบ้าง หรงอวี๋เจ้าช่วยไขข้อข้อง ใจให้เขาที”
หรงอวี๋ยิ้มเอ่ย “กวนอี้หรานจาเป็ นต้องผ่านด่านของนายท่านผู้ เฒ่ากวนไปให้ได้”
“เขาต่างหากถึงจะมีคุณสมบัติได้รับความสัมพันธ์ควันธูปของ สกุลกวนอย่างแท้จริงในอนาคตเมื่อได้รับแต่งตั้งเป็ นขุนนางชั้นสูงอยู่ ในศาลต้าหลี ถึงเวลานั้นไม่ว่าใครก็จะไม่มีความเห็นต่าง รู้สึกแค่ว่า ต้องเป็ นแบบนี้ถึงจะถูก ต้องให้ขุนนางส่วนใหญ่รู ้สึกว่าเป็ นสกุลกวน ที่ทาให้กวนอี้หรานเดือดร ้อน เขาถึงได้เป็ นท่านเสนาบดีได้ช ้าขนาด นี้”
“ไม่ได้เลื่อนขั้นอยู่ในกรมคลังไปตามลาดับขั้นตอน แต่ไปขัด เกลาประสบการณ์อยู่ที่จวี่โจวเจ็ดแปดปี เมื่อเป็ นเช่นนี้ แม่ทัพ ชายแดนที่มีคุณความชอบด้านการสู้รบโดดเด่น มีคุณความชอบใน การกากับดูแลการสร ้างลาน้าใหญ่ หลางจงแห่งกรมคลังที่คุ้นเคยกับ
การหมุนเวียนและบริหารจัดการทรัพย์สินเงินทองของแคว้น ข้าหลวง ในท้องถิ่นที่จัดการกิจธุระของหนึ่งมณฑล กวนอี้หรานล้วนทามา ครบหมดแล้ว รอให้เขากลับเมืองหลวง มองไปทั่ววงการขุนนางต้าหลี ก็มีขุนนางแค่ไม่กี่คนเท่านั้นที่ประวัติการทางานเทียบกับกวนอี้หราน ได้ถึงเวลานั้น กวนอี้หรานเป็ นขุนนางอะไร จะเลื่อนขั้นอย่างไรก็ล้วน
ไม่เกินกว่าเหตุ”
ซ่งอวิ๋นเจียนกระจ่างแจ้งในบัดดล ที่แท้ก็ยังมีความวกวนอ้อม ค้อมมากมายขนาดนี้ แต่เขาก็ถามทันทีว่า “ไม่ใช่สิบปีหรอกหรือ?”
หรงอวี๋ยิ้มบางๆ “เปลี่ยนจวี่โจวจากสถานที่กันดารให้กลายเป็ น สถานที่อุดมสมบูรณ์ด้วยความสามารถของกวนอี้หรานแล้ว ใช ้เวลา ไม่ถึงสิบปีหรอก”
ซ่งอวิ๋นเจียนนวดคลึงข้างแก้ม มิน่าเล่าถึงได้พูดกันว่าคนที่ ฉลาดเป็ นอันดับหนึ่งในใต้หล้าล้วนฝึกเซียนอยู่บนภูเขา คนที่ฉลาด เป็ นอันดับสองล้วนทางานอยู่ในสถานที่ราชการ
เฉินผิงอันถามชวนคุยว่า “ทางฝั่งเผยเม่าไม่ได้บอกว่าจะมาจวน ราชครูหรือ?”
หรงอวี๋ส่ายหน้า “ตอนนี้ยังไม่มีข่าว รู ้แค่ว่าคืนนี้สกุลชิวฝูเฟิ ง เชิญให้เผยเม่าไปดื่มเหล้าร าลึกความหลัง”
สกุลชิวฝูเฟิงไม่มีคนเป็ นขุนนางในราชส านักมาสองรุ่นแล้ว แต่ก็ น่าแปลกตรงที่ว่าความเคลื่อนไหวที่รุนแรงในวงการขุนนางซึ่ง
แม้กระทั่งชาวบ้านก็ยังไม่รู ้สึกมากนักครั้งนี้ ไม่อาจพูดได้ว่าสกุลชิวฝู เฟิงไม่ได้รับผลกระทบเลย แต่เมื่อเทียบกับตระกูลชนชั้นสูงที่บาดเจ็บ ไปถึงเส้นเอ็นและกระดูกทั้งหลาย ข้อบกพร่องเล็กน้อยนั้นของ ลูกหลานตระกูลสกุลชิวกลับเหมือนการใช ้ก้อนหินขว้างลงไปใน มหาสมุทรแห่งวงการขุนนาง เกิดเป็ นระลอกคลื่นแค่ไม่กี่ระลอก เท่านั้น ราวกับว่าราชสานักก็ควรจะมอบป้ าย “ตระกูลผู้บริสุทธิ์ไร ้ มลทิน” ให้กับศาลบรรพชนสกุลชิวได้แล้ว
เฉินผิงอันยิ้มถามอีกว่า “ซูเหวินจ้าวกาลังสะพายหีบออก ทัศนาจรไปพร ้อมกับเหล่าสหายหรือ?”
หรงอวี๋พยักหน้า “ถือว่าราบรื่นดี”
รองเจ้ากรมเฉาฉิงหล่าง ทุกวันนี้ควรจะเรียกว่าเจ้ากรมเฉาได้ แล้ว เฉาผิงท่านอารองของเขาคือหนึ่งในแม่ทัพหลักของกองทัพ ชายแดนต้าหลี ได้รับการแต่งตั้งเป็ นทูตผู้ตรวจการต้าหลีพร ้อมกับซู เกาซาน ปีนั้นไม่ว่าใครก็รู ้ดีว่าราชครูเสนอให้มีการแต่งตั้งตาแหน่ง ขุนนางนี้ขึ้นมาใหม่ ใครก็ตามที่นาทัพฮุบกลืนราชวงศ์จูอิ๋งได้ คนนั้น ก็จะเป็ นอันดับหนึ่ง!
ในอดีตเพื่อแย่งชิงกันบุกเข้าไปในเมืองหลวงของราชวงศ์จูอิ๋ง เก่าก่อน นอกจากงัดข้อกันบนสนามรบแล้ว ทั้งสองฝ่ ายต่างก็เอา เรื่องของอีกฝ่ายมาฟ้ องราชครูชุยฉานกันอยู่หลายครั้ง
เอกสารของเฉาผิง แต่ไหนแต่ไรมาจะใช ้ถ้อยคาที่สุภาพนุ่มนวล ยกข้อเท็จจริงขึ้นมาประกอบและอธิบายด้วยเหตุผลอย่างเป็ นระบบ แต่กลับเป็ นส าลีซ่อนเข็มอยู่เหมือนกัน แอบจี้จุดอ่อนสาคัญของ ฝ่ายซูเกาซานอยู่ลับๆ เป็ นระยะ
ชูเกาซานกลับไม่ได้เกรงใจกันเช่นนี้ นอกจากสรุปรวม สถานการณ์การสู้รบที่ควรรายงาน คุณความชอบด้านการสู้รบที่ควร บอกอย่างชัดเจนแล้ว หากมีโอกาสก็จะด่าเฉาผิงในฎีกา ใช ้ถ้อยค า หยาบคาย หากไม่ขุดบรรพบุรุษสิบแปดรุ่นของเฉาผิงขึ้นมาด่า ก็ด่า ว่าไอ้เดรัจฉานชาติชั่ว ใจคออามหิตผิดมนุษย์ ข้าขอแช่งชักหัก กระดูกไปถึงต้นตระกูลมัน….
นอกจากนี้ซูเกาซานยังมีความเคยชินอย่างหนึ่ง นั่นคือชอบ “เพิ่มชื่อ” ลงไปในเอกสารมากเป็ นพิเศษ เขาจะต้องเขียนชื่อของ นายกองหรือแม้กระทั่งหัวหน้าหมู่ลงไปสองสามชื่อ พร ้อมกับเขียน อธิบายอย่างละเอียดว่าทาสงครามในสถานที่ใดวันเดือนใด ใครสู้รบ อย่าง วีรบุรุษผู้กล้าหาญ ใครตัดหัวศัตรู คุณความชอบด้านการสู้รบ เป็ นอย่างไร ดังนั้นฎีกาของซูเกาชานจึงมีตัวอักษรมากที่สุดใน บรรดาแม่ทัพของกองทัพชายแดน
จู่ๆ ก็มีฝนตกลงมา ในสระน้าของสวนทางฝั่งขวามือของจวน ราชครูมีดอกบัวชูช่อตั้งตระหง่าน พลิ้วไสวอยู่ท่ามกลางสายลมอย่าง มีชีวิตชีวา คอยพยักหน้าอยู่ถี่ๆ
ยอดเขาฮวาอิ่งภูเขาเที่ยวอวี่กลับมีแสงแดดเจิดจ้า เฒ่าหูหนวก เดินน าเข้าไปในกระท่อมหลังหนึ่งก่อน ยิ้มเอ่ยว่า “วันนี้ไม่ค่อย เหมือนเดิม จะเปลี่ยนอาจารย์มาสอนพวกเจ้าสักหน่อย”
ในห้องนอกจากพวกนักพรตสายต่างๆ ของภูเขาเถาฝูกลุ่มนั้น แล้ว ทุกวันนี้ยังมีแม่นางน้อยอย่างอู่ไฉที่ก็มานั่งเรียนอยู่ในมุม ลูก ศิษย์ผู้สืบทอดสองคนของอื่นกวานอย่างผู้ฝึกกระบี่เติ้งเจี้ยนผิง ผู้ฝึก ยุทธหยวนหวง ช่วงนี้ก็มักจะมาเรียนที่นี่เป็ นประจา วันนี้ถึงขั้นที่ว่ายัง มีนักพรตเซียนเว่ยและหลินเฟยจิงลูกศิษย์ของเขามานั่งอยู่ที่นี่ด้วย
ช่วงนี้หลักๆ แล้วเฒ่าหูหนวกจะสอนเรื่องสามอธิบายของเกากู ให้กับพวกเขา
เนื้อหายอดเยี่ยมจนเฒ่าหูหนวกทอดถอนใจด้วยความทึ่ง ตัดสินใจว่าจะต้องใช ้เวลาเกือบครึ่งปี พยายามถ่ายทอดแก่นแท้ของ มรรคกถาที่อยู่ภายในบทนี้ให้กับเหล่าผู้ศึกษาในภายหลังที่มาขอ ศึกษาแสวงหามรรคาอย่างนอบน้อมให้ได้ทั้งหมด เป็ นเหตุให้เขาต้อง ปิดประตู ค่อยๆ ขบคิดใคร่ครวญไปทีละค าทีละประโยค ถอดความ แล้วให้คาอธิบาย ด้วยเรื่องนี้เฒ่าหูหนวกยังต้องอ่านตาราไปอีกหลาย เล่ม แล้วก็เพราะเนื้อหาของสามบทดีมากพอ ดังนั้นเฒ่าหูหนวกจึงยิ่ง กลัวว่าจะเกิดสถานการณ์ที่ว่า “ต่างกันเพียงอักษรเดียว ความหมาย กลับคลาดเคลื่อนไปไกลนับพันลี้” เจอกับจุดที่เข้าใจแค่ครึ่งๆ กลางๆ ไม่กล้าตัดสินใจ ก็จะไปขอความรู ้จากผู้อาวุโสป๋ ายจิ่ง นางร าคาญก็ ไปสอบถามเอาจากอาจารย์เสี่ยวโม่
สาหรับเรื่องของการบรรยายสั่งสอนและถ่ายทอดวิชาความรู ้ให้ ผู้อื่น เฒ่าหูหนวกใส่ใจอย่างมาก ไม่ชอบใช ้ถ้อยค าแฝงคมความคิด เฉียบแหลม ชอบพูดอย่างตรงไปตรงมาเข้าใจง่ายมากกว่า
แล้วนับประสาอะไรกับที่ป๋ ายจิ่งพูดได้ชวนสับสนเหมือนมีเมฆ หมอกล้อมวนไปแล้ว เฒ่าหูหนวกคิดว่าทั้งสติปัญญาความรู ้และพลัง ตบะของตนล้วนด้อยกว่าป๋ ายจิ่ง จึงพยายามที่จะพูดให้กระชับเข้าใจ ง่าย ไม่ถึงขั้นสอนลูกหลานของคนอื่นไปในทางผิด ขณะเดียวกัน พวกเขายังสามารถเรียนรู ้และน ามาปรับใช ้ได้อย่างรวดเร็ว อีกอย่าง เฒ่าหูหนวกก็สังเกตเห็นแล้วว่าถ่ายทอดมรรคาให้คนอื่นนานวันเข้า ก็เป็ นประโยชน์อย่างมากต่อการฝึกตนของตัวเอง เพราะก็เป็ นการ จัดระเบียบชีวิตการฝึกตนของตัวเองอย่างหนึ่ง
อย่างเซียนเว่ยนั้นก็ถูก “สามอธิบาย” ชักนามาเหมือนกัน เหมือนผืนแผ่นดินที่แห้งแล้งมานานได้เจอฝนรสหวานอย่างแท้จริง ในที่สุดก็ได้ยินมรรคกถาที่ตนสามารถฟังเข้าใจแล้ว!
สีหน้าของเฒ่าหูหนวกค่อนข้างจะภาคภูมิใจ ทั้งเป็ นเพราะคน ที่มาเรียนในกระท่อมมีมากขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งก่อนหน้านี้ก็พูดโน้มน้าว หลิวชาจนเขาอนุญาตให้พวกเขาไปขอความรู ้ได้ที่ภูเขาหวงหูแล้ว คาดไม่ถึงว่าเว่ยเสินจวินจะรายงานข่าวมาอย่างเร่งด่วน บอกว่าจ้าว เทียนไล่เทียนซือแห่งภูเขามังกรพยัคฆ์จะมาถ่ายทอดมรรคาที่นี่ หึ วันนี้คือวันฤกษ์งามยามดีจริงๆ เรื่องน่ายินดีมาเยือนเป็ นคู่!
ทุกคนในห้องเห็นเพียงว่าตรงหน้าประตูมีนักพรตหนุ่มหน้าตา หล่อเหลาคนหนึ่งยืนอยู่ และยังมีเว่ยเสินจวินที่ยืนนอบน้อมเหมือน ผู้ติดตามอยู่ด้านข้าง
เฒ่าหูหนวกเดินไปตรงหน้าต่าง จ้าวเทียนไล่เข้ามาในห้องแล้วก็ ยกมือกดลงบนความว่างเปล่า บอกเป็ นนัยกับพวกเขาว่าไม่ต้องลุก ขึ้นคารวะ แล้วพูดเข้าประเด็นทันที “ให้ผินเต้าได้สอนเวทอสนีของ สายต่างๆ ให้ทุกท่านฟังก็แล้วกัน ขอสรุปเอาแต่ใจความคร่าวๆ อาจ ตกหล่นไปมาก ขอทุกท่านโปรดอภัย ระหว่างที่สอนสามารถถาม ตอบกันได้ตามสบาย ไม่ต้องยึดติดว่าใครสอนใครฟัง คาบเรียนใน วันนี้จบแล้ว หลังจากนี้เมื่อถึงเดือนถือศีลเจอสนีทุกท่านก็สามารถ พินิจพิเคราะห์ด้วยตนเองอย่างลึกซึ้ง เพื่อเข้าถึงความหมายและแก่น
แท้”
เทียนซือสอนเวทอสนี? นั่นจะแตกต่างจากการที่ป่ ายเหย่มา เยือนกระท่อมแล้วสอนเวทกระบี่ อวี๋เสวียนมาถึงที่นี่แล้วพูดเรื่องยันต์ ตรงไหน?
เว่ยป้ อเองก็ขยับเท้าไปยืนอยู่ใกล้กับหน้าต่าง
ออกมาจากพื้นที่มงคลรากบัว กลับมายังภูเขาลั่วพั่ว เจ้าแห่ง จิ้งจอกชิงชิวอยู่ว่างไม่ได้จึงเดินเล่นชมทัศนียภาพไปตามเทือกเขา เนื่องจากสังเกตเห็นความผิดปกติของยอดเขาฮวาอิ่งจึงแสร ้งท าเป็ น บังเอิญผ่านทางมา นางอยากจะเห็นว่า “นักพรต” ของโลกมนุษย์ใน ทุกวันนี้ พลังตบะตื้นลึกกันแค่ไหนแล้ว
นางไม่ได้เดินเข้าไปในกระท่อม แต่ยอบกายคารวะอยู่นอกประตู คลี่ยิ้มหวานหยด “บ่าวสามารถฟังอยู่ด้านนอกได้หรือไม่?”
เฒ่าหูหนวกไม่กล้าตัดสินใจเองโดยพลการ ยังต้องดูที่ความ ต้องการของจ้าวเทียนซือและเว่ยเสินจวินเสียก่อน
จ้าวเทียนไล่ที่อยู่ในห้องยิ้มบางๆ “ไม่มีอะไรที่ไม่ได้”
พริบตานั้นทุกคนซึ่งแม้กระทั่งเจ้าแห่งจิ้งจอกชิงชิวเองก็พลัน ตระหนักได้ในฉับพลันว่า พวกเขาได้เข้ามาอยู่ในค่ายกลสายฟ้ าอัน เจิดจ้าที่เปี่ยมไปด้วยพลังอานาจแล้ว
……
ในหมู่ชาวบ้านของอ าเภอหย่งไท่มีส านักคุ้มภัยป๋ ายอวิ๋นที่ไม่ สะดุดตาแห่งหนึ่งมาเปิดใหม่ เสียงตีฆ้องตีกลองดังสนั่นฟ้ า เสียงจุด ประทัดดังกึกก้อง ถือเป็ นการท าตามธรรมเนียมของล่างภูเขา เอา ฤกษ์เอาชัยเพื่อให้เป็ นสิริมงคล ก่อนหน้านี้มีฝนตกกระหน่าลงมา มา เร็วแล้วก็ไปเร็ว โชคดีที่ไม่ได้ทาให้พลาดเวลาฤกษ์งามยามดีในการ เปิดกิจการของส านักคุ้มกันภัย
ทางฝั่งของอาเภอฉางหนิง ที่ดินมีมูลค่าสูงจนทาให้คนเดาะลิ้น พวกเขาสืบราคาคร่าวๆ ของค่าเช่ามาจนในใจพอจะมั่นใจได้แล้ว หากสานักคุ้มภัยมาลงหลักปักฐานอยู่ที่นี่จริง นั่นก็ไม่ใช่การหาเงิน แต่เป็ นการมอบเงินให้กับกรมคลังของต้าหลีที่ดูแลเรื่องภาษีอากรใน แคว้นแล้ว
อาศัยความสัมพันธ ์ควันธูปเล็กน้อยที่อาจารย์สะสมไว้บนภูเขา ในอดีต อาศัยเพื่อนของเพื่อน กว่าจะเชิญให้ “งูเจ้าถิ่น” ที่ทางาน ราชการมาช่วยให้การสนับสนุนได้ไม่ใช่เรื่องง่าย คนผู้นั้นคือมือหนึ่ง ในกลุ่มเสมียนประจาฝ่ ายทะเบียนครัวเรือนในที่ว่าการท้องถิ่นของ อ าเภอหย่งไท่ ขุนนางต้าหลี หากไปอยู่ในแคว้นใต้อาณัติก็ต้อง “เลื่อนขั้นสามระดับ” ตามกฎเกณฑ์ขุนนางเมืองหลวงก็ยิ่ง “ขาด แคลนและเป็ นที่ต้องการสูง” พอคิดอย่างนี้ก็ถือว่าไม่แย่แล้ว
เห็นคนคุ้นเคยที่สวมชุดตัวยาวสีเขียว หม่าอี้เซี่ยนก็เอ่ยอย่างตก ตะลึงระคนยินดี “เฉาโม่?!”
เด็กหนุ่มกับศิษย์พี่หลายคนต่างก็เป็ นลูกกาพร ้า หงเจิ้งอวิ๋นผู้ เป็ นอาจารย์ตั้งชื่อให้พวกเขา ล้วนมีความใกล้เคียงกับชื่อของอาเภอ และเขตในบ้านเกิดของแต่ละคน อย่างเด็กหนุ่มนั้นจาชื่อแซ่ตัวเอง ไม่ได้แล้ว เพราะอาจารย์ท่านผู้อาวุโสผ่านทางมาที่อาเภอหม่าอี้ (หม่าอี้เซี่ยน) แล้วเก็บเขามาเลี้ยงก็เลยตั้งชื่อให้เขาว่าหม่าอี้เซี่ยน เพื่อไม่ให้เขาลืมกาพืดตัวเอง วันหน้าเมื่อประสบความสาเร็จแล้วก็พา ชื่อนี้กลับไปดูบ้านเกิด
เฉาโม่หยิบของแดงของหนึ่งออกมา ยิ้มเอ่ยว่า “บอกแล้วว่าจะ มาร่วมแสดงความยินดีกับพวกเจ้าที่นี่ คนในยุทธภพน้าลายหนึ่งเม็ด เหมือนตะปูหนึ่งดอก จะผิดสัญญาไม่ได้”
หม่าอี้เซี่ยนถามเสียงเบา “ของแดงใหญ่แค่ไหน?”
เห็นเพียงว่าเฉาโม่ผู้นั้นแสร ้งทาเป็ นพูดอย่างผ่อนคลายว่า “เงิน เกล็ดหิมะหนึ่งเหรียญ”
เด็กหนุ่มอึ้งตะลึง เยอะขนาดนี้เชียว? แล้วถามเสียงเบาว่า “โอ้ อวดเสร็จแล้วต้องแอบคืนให้เจ้าเป็ นการส่วนตัวหรือ?”
เฉาโม่ตบซองจดหมายลงบนโต๊ะที่ปูไว้ด้วยผ้าแพรต่วนสีแดง
หนักๆ เอ่ยอย่างห้าวเหิมว่า “เงินเล็กน้อย”
หม่าอี้เซี่ยนเขย่งปลายเท้าตบไหล่เฉาโม่แรงๆ “ชอบความองอาจ ของวีรบุรุษที่ตบหน้าตัวเองสวมรอยเป็ นคนอ้วนอย่างเจ้านี่แหละ”
เฉินผิงอันกวาดสายตามองไปรอบด้าน คลี่ยิ้มไม่ได้เอ่ยอะไร ไม่รู ้ ว่าเว่ยลี่จะมาเยือนสานักคุ้มภัยเมื่อไหร่ จะใช ้เหตุผลอะไรในการมอบ
เงินให้
รอยยิ้มของหม่าอี้เซี่ยนผลิบาน วันนี้สานักคุ้มภัยเพิ่งจะเปิด มี เรื่องให้ต้องใช ้เงินทุกจุดมีคนหลอกง่ายอย่างเฉาโม่เอาเงินมามอบให้ ถึงที่ ก็ถือเสียว่าเป็ นการเปิดประตูเอาฤกษ์เอาชัยก็แล้ว
เด็กหนุ่มยิ้มร่าเอ่ยสัพยอกว่า “ทุกวันนี้ปรมาจารย์เฉาประสบ ความสาเร็จอยู่ที่ไหนหรือ?”
เฉินผิงอันยิ้มตอบ “เหมือนกับพวกเจ้า ดิ้นรนหาเลี้ยงชีพอยู่ใน เมืองหลวงเหมือนกัน”
หม่าอี้เซี่ยนถามอย่างใคร่รู ้“อยู่ถนนสายไหน?”
เฉินผิงอันยกมือขึ้นชี้ไปยังทิศทางหนึ่ง เอ่ยว่า “อยู่บนถนนสาย ของระเบียงพันก้าว”
หม่าอี้เซี่ยนเคยได้ยินชื่อของระเบียงพันก้าวที่สองฝากฝั่งมีแต่ ที่ว่าการมาก่อน เด็กหนุ่มนัดหมายกับพวกศิษย์พี่ไว้เรียบร ้อยแล้วว่า วันหน้ารอให้สานักคุ้มภัยก่อตั้งกิจการได้อย่างมั่นคง หากมีเวลาว่าง จะต้องแวะไปดูที่นั่น แน่นอนว่ายังมีตรอกอี้ฉือและถนนฉือเอ๋อร ์ด้วย