กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 42.1 อย่ารีบร้อน
ชานเมืองหลวงต้าหลี ท่าเรือหมิงตี เรือข้ามทวีปลำหนึ่งที่มีชื่อว่า
“หลีจู’ ลอยขึ้นกลางอากาศช้าๆ
ฮ่องเต้ซ่งเหออยู่บนเรือลำนี้ เขาต้องเดินทางไปลงนามเป็น
พันธมิตรกับสกุลเฉาต้าตวนและสกุลหลูต้าหยวน
เซียนกระบี่จู๋ซู่ได้รับมอบหมายงานชั่วคราว กรมอาญาจึงมอบ
ป้ายสงบสุขระดับสามแผ่นหนึ่งให้กับนาง นางไม่ถือสาเลยสักนิด แต่
ฝ่ายของกรมอาญากลับเป็นกังวลอยู่บ้างรู้สึกว่าระดับจะต ่าเกินไป
หรือไม่ จึงรีบสอบถามไปยังจวนราชครูทันทีว่าควรเปลี่ยนเป็นระดับ
สองหรือไม่ หรงอวี๋ตอบกลับมาแค่ว่าไม่ต้อง
ฮ่องเต้ออกจากเมืองหลวงต้าหลี ถ้าอย่างนั้นเฉินผิงอันที่เป็น
ราชครู แม้ว่าในนามจะไม่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน
แทน แต่แท้จริงแล้วกลับมีอำนาจในการสำเร็จราชการแผ่นดิน
จากท่าเรือหมิงตีกลับมายังจวนราชครู เฉินผิงอันไปที่ห้อง
หนังสือ มอง “ภูเขาจำลอง” หลายลูกที่กองทับถมกันอยู่บนโต๊ะ เขา
เองก็ปวดหัวเหมือนกัน ขุนนางระดับสูงในกรมคลังเกือบโดนกวาด
ล้างกันหมด นอกจากสำนวนคดีของมู่เหยียนผู้เป็นเจ้ากรมอาญา
พ่วงไปถึงคดีทุจริตของคลังเก็บสินค้าหลวงในเขตเมืองหลวงอีกสอง
แห่งที่ต้องให้เขาผู้เป็นราชครูอ่านด้วยตัวเองแล้ว นอกจากนี้สำเนา
รายงานฎีกาทั้งหมดที่เจ้ากรม มู่เหยียนลงชื่อร่วมในการหารือ และ
ยอดเงินที่แต่ละมณฑลเบิกจ่ายส่งขึ้นกรมซึ่งได้จัดทำบัญชีรายปีเพื่อ
ขออนุมัติตัดบัญชี จะต้องตรวจสอบย้อนหลังไปอย่างน้อยสิบปี ต่อให้
ผ่านการสรุปใจความสำคัญอย่างย่อจากหรงอวี๋และเหล่าเลขาธิการ
ของจวนราชครูแล้ว ก็ไม่ใช่ว่าตำราเล่มสองเล่มจะสามารถอธิบาย
เส้นสายได้อย่างชัดเจน แม้แต่ฎีกาของกรมโยธาที่ส่งไปยังศาลไท่
ฉางเพื่อขอจัดทำเครื่องประกอบพิธีบูชา เนื่องจากเกี่ยวข้องกับ
สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ แท่นประกอบพิธีกรรมและวัดหลายแห่งซึ่งมี
อารามต้าเกาเสวียนเป็นหนึ่งในนั้น เนื่องจากคำกล่าวที่ว่าพิธีกรรม
และการทหารเป็นเรื่องใหญ่ของแผ่นดิน มิใช่คำกล่าวลอยๆ แม้มูลค่า
เงินจะไม่มากแต่กลับเป็นเรื่องใหญ่ เดิมทีเอกสารเหล่านี้แค่ส่งสำเนา
ไปยังกรมคลังและดำเนินการตามธรรมเนียมเก่าก็ได้แล้ว แต่ตอนนี้
กลับจำเป็นต้องให้จวนราชครูเป็นผู้เข้ามากำกับดูแลโดยตรงเท่านั้น
ยังคงมีขุนนางในท้องถิ่นที่ยื่นฎีกาขอให้วีรชนผู้ล่วงลับของพื้นที่ได้
เข้าไปสถิตในศาลผู้ทรงธรรมประจำมณฑลและอำเภอ หรือพิจารณา
ว่าบัณฑิตผู้ทรงเกียรติในวงการวรรณกรรมควรได้รับการบันทึกชื่อ
ลงใน “บันทึกแห่งเหล่าบัณฑิต หรือไม่ งานเขียนบางชิ้นควรถูกเก็บ
รักษาไว้ในคลังตำราของสำนักฮั่นหลินหรือไม่ ซึ่งทั้งหมดนี้กรมพิธี
การมีหน้าที่แค่พิจารณาไตร่ตรองเท่านั้น สุดท้ายแล้วคนที่ตัดสินใจก็
ยังต้องเป็นทางฝั่งของจวนราชครูอยู่ดี…การตรวจสอบเอกสารไม่ใช่
แค่ความรู้สึกเหมือนกวาดใบไม้ร่วง ที่ยิ่งกวาดก็ยิ่งมีเยอะ นี่เป็นดั่ง
หลุมไร้กันแล้วด้วยซ ้า การปกครองบ้านเมืองเหมือนการตุ๋นปลาตัว
เล็กที่ต้องละเมียดละไมก็ดี หรือยกของหนักให้ดูเบาก็ช่าง ล้วนไม่ใช่
เรื่องง่ายเลย
จรดพู่กันราวกับบิน หลังจากยุ่งวุ่นวายอยู่พักใหญ่ เฉินผิงอันก็
เดินออกมาจากห้องหนังสือ นั่งลงบนขั้นบันได ในมือถือกระบอก
ยาสูบ หยิบเอายาเส้นส่วนหนึ่งออกมา
ซ่งอวิ๋นเจียนยืนอยู่ใต้ต้นท้อ หันหน้ามายิ้มถาม “หรงอวี๋ก็เป็นผู้
ฝึกยุทธที่มีคุณสมบัติดีเยี่ยมเช่นกัน ทำไมราชครูถึงไม่ให้คำแนะนำ
นางด้วยตัวเอง?”
“ความสามารถในการสอนหมัดของข้าธรรมดามาก”
เฉินผิงอันส่ายหน้าเอ่ย “คราวหน้าสามารถให้โจวไห่จิ้งมา
ประลองฝีมือกับหรงอวี๋ช่วยกันป้อนหมัดหลายๆ ครั้งได้”
ซ่งอวิ๋นเจียนถาม “แล้วราชครูคิดว่าตัวเองเก่งตรงไหน?”
เฉินผิงอันตอบออกไปอย่างไม่ลังเล “อึด ถึก ทน”
ซ่งอวิ๋นเจียนอารมณ์ดี ราชครูพูดจาตลกขบขันจริงๆ มิน่าเล่า
กำแพงเมืองปราณกระบี่ถึงได้มีเรื่องเล่าลือพวกนั้น
เฉินผิงอันเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง “ข้าไม่ได้ล้อเจ้าเล่น”
“เรื่องของการฝึกหมัด จะบอกว่ายากก็ยาก จะบอกว่าง่ายก็ง่าย
อย่างถึงที่สุด คิดอยากจะปล่อยหมัดดีออกไปหลายหมัดก็ต้อง
สามารถทนรับหมัดหนักได้เสียก่อน พูดไปร้อยแปดพันเก้า ต่อให้เจ้า
ที่เป็นผู้ฝึกยุทธจะพูดจาให้ลี้ลับอัศจรรย์แค่ไหน ต่อให้ตำราหมัดของ
เจ้าจะเขียนได้เหมือนโปรยดอกไม้ลงมาจากสวรรค์เพียงใด แก่นแท้
ของมันก็คือคำว่าอึด ถึก ทน”
ชุยเฉิงแห่งเรือนไม้ไผ่ กู้โย่วแห่งอุตรกุรุทวีป ป๋ายหมัวมัวแห่ง
จวนหนิง หลี่เอ้อแห่งภูเขาสิงโต และยังมีเจียงเซ่อในภายหลัง
ย้อนกลับไปมองเส้นทางการเรียนวรยุทธของตัวเอง สามารถเดิน
มาทีละก้าว สุดท้ายก้าวข้ามขั้นบันไดขอบเขตสิบเอ็ดของวิถีวรยุทธ
มาได้ อาศัยอะไร ไม่ใช่ว่าอาศัยการถูกทุบตีไม่หยุดขัดเกลาร่างกาย
ไม่หยุดหรอกหรือ รวบรวมข้อดีของผู้คนหลากหลายมาเป็นของ
ตนเอง นำสิ่งที่ได้จากอาจารย์หลายสำนักมาหลอมรวมให้เป็น
ประโยชน์แก่ตนเอง
ซ่งอวิ๋นเจียนมานั่งลงข้างกายเฉินผิงอัน ถามว่า “ได้ยินมาว่าการ
ประชุมเช้าครั้งนี้ไม่เหมือนยามปกติหรือ?”
เฉินผิงอันพยักหน้า “ตามคำกล่าวของเจ้ากรมผู้เฒ่าเสิ่น
สามสิบปีที่ผ่านมานี้ การประชุมเช้าของต้าหลีไม่เคยครึกครื้นอย่าง
วันนี้มาก่อน”
เพราะในท้องพระโรงมีคนหน้าใหม่เพิ่มมามากมาย ลำพังแค่ขุน
นางของเมืองหลวงสำรองก็มียี่สิบสามคนแล้ว ล้วนเป็นขุนนางใหญ่
ของหัวเมืองสำคัญที่มีชื่อเสียงเลื่องลืออย่างเช่นเว่ยหลี่ เหวยเหลียง
หลิวสวินเหม่ย เป็นต้น แล้วนับประสาอะไรกับที่ยังมีแม่ทัพของ
มณฑลต่างๆ อย่างเฉาอู้ หวงเหมยเซียนรวมอยู่ด้วย
นอกจากนี้ยังมีคนผู้หนึ่งที่น้อยครั้งจะปรากฏตัว ทว่าอำนาจ
ฐานะร้อนแรงอย่างยิ่ง แค่ดูจากตำแหน่งที่เขายืนในท้องพระโรงซึ่งยืน
อยู่ใกล้กับลั่วอ๋องซ่งมู่ รวมไปถึงได้รับอนุญาตให้พกดาบเข้ามาใน
ท้องพระโรง ก็รู้ถึงน ้าหนักของขุนนางฝ่ายบู๊ผู้นี้แล้ว
สามสิบกว่าปีที่ผ่านมานี้ ราชสำนักต้าหลีแต่งตั้งทูตผู้ตรวจการ
ทั้งสิ้นหกท่าน คนที่ยังมีชีวิตอยู่มีแค่สี่คน สามคนซึ่งมีเฉาผิงเป็นหนึ่ง
ในนั้นต่างก็ติดตามไหวอ๋องซ่งจ่างจิ้งไปยังเปลี่ยวร้าง เหลือแค่ทูต
ผู้ตรวจการคนเดียวที่ “ตรึงกำลังไม่เคลื่อนไหว ปักหลักประจำฐาน
ทัพห่างจากเมืองลั่วจิงไปไม่ไกล กองทัพใหญ่ประจำอยู่ที่เว่ยโจว
ชายฝั่งทางทิศเหนือของลำน ้าใหญ่ แซ่เผยนามเม่า
ราชสำนักต้าหลีมีแซ่สกุลของซ่างจูกั๋วเก้าแซ่ หยวนเฉาสอง
ตระกูลคือตระกูลอันดับหนึ่ง บวกกับสกุลกวนแห่งเขตอวิ๋นได้อีกหนึ่ง
แซ่
ต่อจากนั้นก็เป็นสกุลจ้าวเทียนสุ่ยและสกุลอวี๋หม่าเฟิ่น
นอกจากนี้ก็คือสกุลเยี่ยนจื่อจ้าว สกุลหม่าโผหยางและสกุลชิวฝูเฟิง
พื้นฐานตระกูลของพวกเขาล้วนไม่ต่างกันนัก
ตำแหน่งซ่างจู้กั๋วสามารถสืบทอดบรรดาศักดิ์กันได้ ทว่าทูต
ผู้ตรวจการที่เป็นขั้นสุดของขุนนางบู๊กลับไม่มีคำกล่าวเช่นนี้
เผยเม่าไม่ได้เข้าร่วมการประชุมในท้องพระโรงมานานหลายปี
แล้ว ครั้งนี้ฮ่องเต้ระบุชี้ตัวมาโดยตรง เขาถึงได้ออกจากฐานทัพที่เว่ย
โจวเข้าเมืองหลวงมารายงานผลปฏิบัติการ
ซ่งอวิ๋นเจียนยิ้มถาม “ได้ยินว่าทูตผู้ตรวจการเผยคนนี้คือคน
อำมหิตคนหนึ่ง”
เฉินผิงอันเพียงยิ้มรับ
เผยเม่าก็เหมือนซูเกาซาน ต่างก็มีชาติกำเนิดยากจน ส่วนที่ไม่
เหมือนก็คือซูเกาซานเลื่อนขั้นอยู่ในกองทัพชายแดนอยู่ตลอด เผย
เม่ากลับเป็นขุนนางบุ๋นน ้าใสอยู่สิบกว่าปีถึงได้เปลี่ยนมาดูแลเรื่อง
การทหาร แต่ไหนแต่ไรมามักจะไปมาตัวคนเดียว หยิ่งทระนงอย่าง
มาก เคยมีคำพูดโอหังที่ติดปากผู้คนอยู่หลายประโยค
ว่ากันว่าเผยเม่ามีลูกคนเดียว อายุไม่มาก แต่ทั้งไม่ได้เข้าร่วม
กองทัพ แล้วก็ไม่ได้ร ่ารวยในวงการขุนนาง ผู้คนพากันพูดไป
หลากหลาย ก็ไม่รู้ว่าเขาไปรวยอยู่ที่ไหน หรือว่าจะไปเป็นเทพเซียนที่
ฝึกตนอยู่บนภูเขาแล้ว? แล้วก็มีคนบอกว่าไปขอศึกษาอยู่ที่สำนัก
ศึกษาหลินลู่นานหลายปี แต่กลับไม่กระตือรือร้นไขว่คว้ายศตำแหน่ง
ซ่งอวิ๋นเจียนนับนิ้วพลางเอ่ยว่า “หยวนฉงดูแลสำนักตรวจการ
มานานหลายปี หยวนจี้แห่งกั๋วจื่อเจียนก็มือสะอาด หยวนเจิ้งติ้งผู้เป็น
หลานชายคนโตได้รับการยอมรับว่าเป็นมังกรและหงส์ในหมู่คน แม่
ทัพเฉาอู้แห่งอวี๋โจวคือลูกเขยตระกูลหยวน แล้วนับประสาอะไรกับที่
เบื้องหลังยังมีหยวนฮว่าจิ้งผู้เป็นเซียนกระบี่ซ่อนอยู่อีก”
“เฉาเฉียวคือชื่อชิงแห่งศาลต้าหลี่ เฉาผิงคือทูตผู้ตรวจการใหญ่
ของต้าหลี เฉาเกิงซินรองเจ้ากรมขุนนางแห่งเมืองหลวง หลังจาก
ผ่านการประชุมในวันนี้ก็ถูกโยกย้ายให้ไปรับตำแหน่งเท่าเดิมที่เมือง
หลวงสำรอง รับหน้าที่เป็นเจ้ากรมขุนนาง”
ซ่งอวิ๋นเจียนถามว่า “ความสัมพันธ์ของสองตระกูลเฉาหยวน
ย ่าแย่อย่างที่โลกภายนอกพูดกันจริงหรือ?”
ในวงการขุนนางต้าหลีมีคำกล่าวที่ว่า “หยวนเฉาเดินคนละ
เส้นทาง ดั่งน ้ากับไฟ
บ้านบรรพบุรุษของสกุลหยวนอยู่ในตรอกเอ้อหลางของถ ้า
สวรรค์หลีจู ส่วนบ้านบรรพบุรุษของสกุลเฉาอยู่ในตรอกหนีผิง คือ
เพื่อนบ้านของราชครูเฉินอย่างแท้จริง
เฉินผิงอันเอ่ย “ความสัมพันธ์ไม่ดีจริงๆ แน่นอนว่าก็มีส่วนที่
แสดงละครให้ฮ่องเต้สกุลซ่งต้าหลีและเหล่าขุนนางผู้มีคุณูปการของ
ราชสำนักดูด้วย ช่วงสามร้อยปีที่ผ่านมานี้ ส่วนใหญ่เวลาที่เจอศึก
ขนาบทั้งในและนอก ความสัมพันธ์ของสองแช่ก็จะดีหน่อย ในยามที่
สกุลซ่งแข็งแกร่ง ความสัมพันธ์ของสองฝ่ายก็จะเปลี่ยนมาเป็นแย่
มาก”
ซ่งอวิ๋นเจียนกระจ่างแจ้งอยู่ในใจ
ทุกวันนี้กรมกลาโหมและกรมคลังของต้าหลี ตำแหน่งเจ้ากรมทั้ง
สองต่างก็ว่างอยู่
เสิ่นเฉินที่แก่ชรามากแล้วลาออกกลับบ้านเกิด แต่มู่เหยียนที่เพิ่ง
จะอายุห้าสิบต้นๆ กลับถูกจับโยนเข้าไปในคุกใหญ่ อายุเท่านี้ยังไม่
อาจพูดว่า ‘ชื่อเสียงป่นปี้ในยามชรา” อะไรได้ด้วยซ ้า
ซ่งอวิ๋นเจียนถามอย่างสงสัย “ทำไมถึงไม่ให้กวนอี้หรานได้เลื่อน
ขั้นอยู่ในกรมคลัง? แต่กลับโยนเข้าไปในสถานที่ห่างไกลอย่างจวี่
โจว”
จวี่โจวอยู่ติดทะเล ขึ้นชื่อว่าพื้นที่เล็ก ภาษีอากรน้อย ผลผลิต
แร้นแค้น ทว่าขนบธรรมเนียมในหมู่ชาวบ้านกลับแข็งแกร่งกล้าหาญ
ภาษีของจวี่โจวสิบแห่งยังสู้หงโจวแห่งเดียวไม่ได้ ที่พูดนี้ก็หมายถึง
สถานการณ์ปัจจุบันของจวี่โจว
เฉินผิงอันพ่นควันขโมง เอ่ยเนิบช้าว่า “เขาอยากจะหยัดยืนอยู่
ในเมืองหลวงต้าหลีได้อย่างมั่นคง ในอนาคตถูกชาวบ้านเรียกขานว่า
“ท่านอัครเสนาบดี” ก็จำเป็นต้องผ่านด่านหนึ่งไปให้ได้เสียก่อน”
ซ่งอวิ๋นเจียนเอ่ย “ไม่ว่าจะยศตำแหน่งอะไร ก็ต้องยกระดับขั้นให้
สูงขึ้นก่อนหรือ?”
เฉินผิงอันปรายตามองซ่งอวิ๋นเจียน
ซ่งอวิ๋นเจียนมึนงง ข้าพูดผิดตรงไหนกัน?
คราวก่อนแคว้นชิวก่อกบฏ ซื่อถูซีกวงเจ้าเมืองหานโจวและหลู่
ส่งแม่ทัพประจำมณฑลหานโจว ข้าหลวงใหญ่ที่แท้จริงสองคนนี้ คน
หนึ่งคือลูกศิษย์และอดีตผู้ใต้บังคับบัญชาของนายท่านผู้เฒ่ากวน
แห่งกรมขุนนาง คนหนึ่งคือลูกน้องเก่าของทูตผู้ตรวจการชูเกาซาน
ผลคือในการประเมินครั้งนี้ต่างก็ได้รับคำประเมินที่ต ่ามาก ว่ากันว่า
แค่ว่ากันว่านะ ราชครูเป็นคนให้คำประเมินที่ใช้ถ้อยคำค่อนข้าง
เข้มงวดเด็ดขาดด้วยตัวเอง
ดังนั้นพวกเขาจึงถูกผลักไปอยู่ริมขอบอย่างเงียบเชียบทั้งอย่างนี้
รายงานของราชสำนักแค่เขียนถึงอย่างลวกๆ กระแสวิพากษ์วิจารณ์
จากเหล่าปัญญาชนกลับนิ่งสนิท ไร้ซึ่งแรงสะเทือนใดๆ คนมีตาใน
วงการขุนนางต่างก็รู้กันดีอยู่แก่ใจว่าพวกเขาคิดจะพลิกฟื้นกลับมา
อีกครั้งนั้นยากยิ่งกว่าเดินขึ้นสวรรค์เสียอีก
มีเพียงหวงเหมยเซียนที่เลื่อนขั้นจากรองแม่ทัพหานโจวเป็นแม่
ทัพจวี่โจว ผู้ฝึกตนสำนักการทหารจากศาลลมหิมะผู้นี้ก็เป็นแม่ทัพ
ประจำมณฑลที่เป็นสตรีคนแรกของต้าหลีเช่นกัน
ความเห็นต่างเพียงหนึ่งเดียวก็คือเรื่องที่ไม่ควรมีความเห็นต่าง
มากที่สุด
นั่นก็คือกวนอี้หรานได้เลื่อนขั้นเป็นเจ้าเมืองจวี่โจวหรือไม่
เจ้ากรมคลังของเมืองหลวงต้าหลีคือขุนนางขั้นสองชั้นเอก รอง
เจ้ากรมซ้ายขวาคือขุนนางชั้นสองชั้นโท ขุนนางที่ถือตราประทับของ
กรมคลังในเมืองหลวงสำรองลั่วจิงก็จะถูกลดขั้นลงไปขั้นหนึ่งตาม
ระเบียบ
หกกรมมีแบ่งเป็นบนกับล่าง กลาโหม ขุนนางและพิธีการคือสาม
กรมบน กรมคลัง อาญาและโยธาคือสามกรมล่าง เปลี่ยนจากล่างขึ้น
เป็นสามกรมบน แม้ว่าจะเป็นการโยกย้ายในระดับที่เท่าเทียมกัน แต่
กลับถือว่าได้รับความไว้วางใจให้ทำงานสำคัญ ส่วนกรมคลังที่
ถึงแม้ว่าจะไม่ติดสามกรมบน แต่กิจธุระกลับหนาหนัก ตำแหน่งขุน
นางก็แค่น้อยกว่ากรมกลาโหมเท่านั้น
กวนอี้หรานรับหน้าที่เป็นซือหลางของกองชิงลี่มานานหลายปี
ตำแหน่งในกรมคลังนี้ โดยทั่วไปแล้วมักเป็นขั้นสี่ชั้นเอกหรือไม่ก็ขั้น
สี่ชั้นโท เพราะหลางจงกองชิงลี่กรมคลังคนหนึ่ง ส่วนใหญ่มักจะควบ
หน้าที่ดูแลกิจธุระของสามถึงห้ามณฑล นอกจากเงินภาษีและเสบียง
กรังแล้ว ยังรับงานอีกอย่างสองอย่าง เช่นการขนส่งทางน ้า การ
จัดการน ้าของลำน ้าใหญ่หรือไม่ก็การเก็บภาษีอากรค่าเกลือ เหล็ก
ชาและสุรา ดังนั้นเป็นหลางจงกองชิงลี่เหมือนกันแต่อำนาจหน้าที่ก็มี
แบ่งหนักเบา ในมือของหม่าหยวนอดีตเจ้ากรมคนก่อนของกรมคลัง
ก็มีหลางจงสองคนที่ได้รับการเลื่อนขั้นเพิ่มหนึ่งขั้นเป็นกรณีพิเศษ
กลายเป็นขั้นสามชั้นโท คนหนึ่งในนั้นก็คือกวนอี้หราน
ดังนั้นการที่กวนอี้หรานได้รับหน้าที่เป็นเจ้าเมืองจวี่โจวขั้นสาม
ชั้นเอก พูดได้แค่ว่าเป็นการคล้อยไปตามสถานการณ์ ไม่ถือว่าเป็น
การเลื่อนขั้น “กรณีพิเศษ” ด้วยซ ้า
บวกกับที่ไปอยู่ที่จวี่โจวซึ่งอยู่ในอันดับต ่าสุดของบรรดาร้อยกว่า
มณฑลของต้าหลีบอกว่าเป็นการเลื่อนขั้นในทางสว่าง แต่กลับลดขั้น
ในทางลับ ราชสำนักมอบหมวกขุนนางของเจ้าเมืองให้ ให้ไปรักษา
ตัวในช่วงบั้นปลายในท้องถิ่นก็ยังมีคนเชื่อ
หลายคนต่างก็รู้สึกเสียดาย กรมคลังก่อเรื่องใหญ่ขนาดนี้ มู่เห
ยียนผู้เป็นเจ้ากรมถูกจับเข้าคุกแล้ว แล้วยังเกี่ยวพันไปถึงขุนนาง
ใหญ่และลูกหลานชนชั้นสูงของราชสำนักอีกกลุ่มใหญ่ คนหนึ่งใน
นั้นก็มีรองเจ้ากรมฝ่ายขวาของกรมคลังที่อีกเดี๋ยวก็ต้องติดตาม
เจ้ากรมมู่เข้าไปอยู่ในคุก ในช่วงเวลาสำคัญเช่นนี้ หากกวนอี้หราน
ได้อยู่ในกรมคลังต่อ จากขั้นสามชั้นโทถูกเลื่อนขั้นเป็นกรณีพิเศษ
ให้เป็นขั้นสองชั้นโท ไปรับตำแหน่งรองเจ้ากรมฝ่ายขวาที่ว่างอยู่ ดู
เหมือนว่าจะสมเหตุผสมผลอย่างยิ่งแล้ว
ซ่งอวิ๋นเจียนเอ่ยอย่างสะท้อนใจ “ตอนนี้ไม่ว่าใครก็รู้สึกว่า
เจ้ากรมและรองเจ้ากรมของกรมคลังเป็นกันง่ายหรือ?”
“ปฏิบัติหน้าที่อย่างเที่ยงตรง ไปถึงกรมคลังกลับถูกพลิกบัญชี
เก่า เท่ากับว่าไม่ได้ผลักเหล่าชนชั้นสูงกลุ่มใหญ่ที่มีมู่เหยียนเป็นหนึ่ง
ในนั้นไปสู่ความตาย ก็ล่วงเกินพวกเขาอย่างถึงที่สุด”
“หากจะบอกว่ากล้าทำเรื่องตบตา ฮ่องเต้กับราชครูอย่างเจ้าต่าง
ก็จับตามองอยู่ ใครจะกล้าล้อเล่นกับอนาคตในวงการขุนนางของ
ตัวเอง”
กล่าวมาถึงตรงนี้ ดวงตาซ่งอวิ๋นเจียนก็เป็นประกายวาบ เขาคิด
ว่าตัวเองคว้าจับเคล็ดลับไว้ได้แล้ว เจ้าเมืองของมณฑลแห่งหนึ่งย่อม
ต้องอยู่ในตำแหน่งสูงกุมอำนาจแท้จริงอย่างสมชื่อ เท่ากับว่าเลื่อนขั้น
เป็นข้าหลวงใหญ่ของต้าหลี นี่ก็มีความลุ่มลึกแล้ว! หรือว่ากวนอี้
หรานได้รับการชี้แนะจากยอดฝีมืออยู่เบื้องหลัง? ถอยออกจากรัง
แตนอย่างกรมคลังนี้ไปก่อน แล้วก็ไม่กล้าถ่วงรั้งการเลื่อนขั้น หาก
สามปีห้าปีถูกโยกย้ายหนึ่งครั้ง หรือรอให้การประเมินครั้งหน้าสิ้นสุด
ลง ก็ไม่ได้กลับมาที่เมืองหลวงแล้วหรอกหรือ?
ซ่งอวิ๋นเจียนมองเฉินผิงอัน ยอดฝีมือที่ช่วยชี้แนะให้ผู้นี้ คงไม่ใช่
ท่านราชครูหรอกนะ?
ดูเหมือนเฉินผิงอันจะเดาความคิดของซ่งอวิ๋นเจียนได้ เขาจึงยก
นิ้วโป้งขึ้นมา
ซ่งอวิ๋นเจียนถามอย่างสงสัย “นี่คือราชครูชมเชย หรือว่าเย้ย
หยัน?”
เฉินผิงอันกล่าว “เจ้าลองเดาดูสิ”
ซ่งอวิ๋นเจียนเอ่ย “เย้ยหยัน?”
เฉินผิงอันกล่าว “ในที่สุดก็เดาถูกเสียที”
ซ่งอวิ๋นเจียนพูดไม่ออก
เฉินผิงอันเอ่ย “ในการประชุม ข้าจงใจหาเรื่องกวนอี้หราน ถาม
เขาก่อนว่าอะไรคือการปกครองมณฑลใหญ่ หากให้ไปอยู่มณฑล
ใหญ่อย่างพวกหงโจวเป็นอย่างไร หากให้ไปอยู่มณฑลเล็กอย่าง
พวกจวี่โจวควรจะทำอย่างไร มีเกณฑ์การประเมินที่เป็นรูปธรรม
อย่างไรบ้าง กวนอี้หรานตอบทีละคำถาม เห็นได้ชัดว่าเตรียมคำพูด
มาไว้ก่อนแล้ว ข้าถามเขาอีกว่าหากเขาไปจวี่โจว ต้องใช้เวลานาน
แค่ไหนถึงจะทำสำเร็จ ต้องถึงห้าปีไหม เขาบอกต้องสิบปีสุดท้ายข้า
ถามเขาว่าใช่คำสั่งทางการทหารหรือไม่ (หนังสือรับรองคำสั่งทหารที่
มีการให้คำมั่นอย่างเคร่งครัดว่าจะปฏิบัติภารกิจให้สำเร็จตามที่ได้รับ
มอบหมาย หากไม่สามารถทำได้ตามที่ระบุไว้ ผู้ลงนามต้องรับโทษ
ร้ายแรงตามกฎทหาร จึงมีความหมายแฝงว่าเป็นคำสัญญาที่เดิมพัน
ด้วยชีวิตและความรับผิดชอบสูงสุด) เขาบอกว่าใช่”
ซ่งอวิ๋นเจียนอึ้งตะลึง “กวนอี้หรานถึงกับไม่เหลือทางถอยไว้ให้
ตัวเองเลยหรือ?!”
เฉินผิงอันกล่าว “คนไม่อำมหิตยืนได้ไม่มั่นคง ทั่วทั้งสี่มหาสมุทร
ล้วนเป็นเหมือนกันหมด”
ซ่งอวิ๋นเจียนเงียบงัน
หากว่ามีคนมีใจไปพลิกเปิดเอกสารคดีก็จะค้นพบว่าประวัติใน
วงการขุนนางของกวนอี้หรานแทบจะสมบูรณ์แบบแล้ว ไม่ได้บอกว่า
เขาเลื่อนขั้นได้เร็วแค่ไหน แต่กลับมั่นคงอย่างมากแล้ว!
ตัวเองแอบไปร่วมกับกองทัพชายแดน เป็นผู้ฝึกตนติดตาม
กองทัพที่ระดับขั้นต ่าสุด อาศัยคุณความชอบด้านการสู้รบได้เป็น
นายกองที่มีอำนาจทางการทหารที่แท้จริงในกองทัพชายแดน
จากนั้นแม่ทัพใหญ่ชูเกาชานกรีฑาทัพลงใต้ สงครามที่เจอล้วนเป็น
สงครามอันดุเดือดยากลำบาก ระหว่างนั้นเคยรับหน้าที่พากองทัพไป
ประจำการอยู่ที่ทะเลสาบซูเจี่ยน ภายหลังก็นำทัพเดินทางลงใต้ต่อ
คือแม่ทัพผู้มีคุณูปการที่ผลัดเปลี่ยนสนามรบจากใต้ไปเหนือของ
ทวีป คือผู้ที่โดดเด่นเป็นเลิศในหมู่คนรุ่นเยาว์อย่างแท้จริง
ภายหลังไปรับหน้าที่เป็นขุนนางผู้ดูแลการสร้างลำน ้าใหญ่ เป็น
เพื่อนร่วมงานกับหลิ่วชิงเฟิง หลิวสวินเหม่ย และหลิ่วชิงเฟิงที่เสียชีวิต
ไปนานแล้วก็ได้เป็นเจ้ากรมของเมืองหลวงสำรองนานแล้ว หลิวสวิน
เหม่ยเองก็มีโชคในวงการขุนนาง ไม่แพ้ให้กับเฉาเกิงซินและหยวน
เจิ้งติ้งสักเท่าไร มีเพียงกวนอี้หรานที่เลื่อนขั้นขุนนางช้ามาก