กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 42.4 อย่ารีบร้อน
ทันใดนั้นก็เห็นว่าอีกฝ่ายผงกศีรษะยิ้มให้ คนหนุ่มอึ้งตะลึง ก่อน
จะคลี่ยิ้มผงกศีรษะกลับไปให้อีกฝ่าย
ออกจากสำนักคุ้มภัยไล่เลี่ยกับขุนนางของที่ว่าการอำเภอ เฉิน
ผิงอันเดินไปได้ไม่กี่ก้าว เพิ่งจะไปถึงหัวมุมก็เห็นลั่วอ๋องที่ “ปลอมตัว
ออกตรวจเยี่ยมอย่างลับๆ เพื่อสังเกตและรับรู้ความเป็นอยู่ของ
ประชาชน”
ซ่งจี๋ซินถาม “ว่างขนาดนี้เลยหรือ?”
เฉินผิงอันเอ่ย “ต้องพักสักหน่อย”
ซ่งจี๋ซินอธิบาย “ไปหาเจ้าที่จวนราชครูแต่ไม่เจอ แม่นางหรงอวี๋
บอกว่าบางทีเจ้าอาจอยู่ที่นี่”
เฉินผิงอันกล่าว “เหมือนเดิมเลยนะ”
เจ้าคืออ๋องเจ้าเมืองที่เกือบจะครอบครองแผ่นดินครึ่งหนึ่งของ
ราชวงศ์ต้าหลี ในช่วงเวลาเปราะบางที่ฮ่องเต้ออกไปจากเมืองหลวง
ดันไปพูดคุยกับราชครูที่จวนราชครู? แสดงท่าทีให้ใครดูกัน ไอ้หมอ
นี่ร้ายกาจมาตั้งแต่เด็กแล้ว สันดอนเปลี่ยนง่าย สันดานเปลี่ยนยาก
จริงเสียด้วย
ซ่งจี๋ซินหัวเราะฮ่าๆ “ยังนึกว่าเจ้าจะพูดว่าสนุขเลิกนิสัยกินอาจม
ไม่ได้เสียอีก”
เฉินผิงอันเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ “มีลมก็รีบผาย”
ซ่งจี๋ซินกล่าว “อีกเดี๋ยวข้าจะกลับไปเปลี่ยวร้างแล้ว ขนาดฝ่า
บาทยังออกไปจากเมืองหลวง ข้าจะทำหน้าหนาอยู่ที่นี่ต่อก็คงไม่ได้”
เฉินผิงอันพยักหน้า ต้องหลบเลี่ยงคำครหาจริงๆ นั่นแหละ
การประชุมในวันนี้มีคนที่มาจากลั่วจิงเมืองหลวงสำรองอยู่เยอะ
มาก ซ่งมู่ลั่วอ๋องที่ถูกมองว่าอยู่เบื้องล่างคนคนเดียวอยู่เหนือคนนับ
หมื่นผู้นี้ ทั้งไม่สามารถเป็นผู้สำเร็จราชการแทน แล้วก็ไม่มีงาน
บริหารราชการแผ่นดินให้ต้องทำ อยู่ต่อจะทำอะไรได้ จะคบค้ากับขุน
นางสำคัญบางคนเพื่อวางแผนแย่งชิงอำนาจจริงๆ หรือ? หากจะบอก
ว่าหลายปีมานี้เมืองหลวงสำรองทางใต้ของต้าหลีล้วนมีการยัดคนเข้า
มาในวงการขุนนาง แทรกคนของตนเข้ามาปะปน ถ้าอย่างนั้นการ
เลื่อนตำแหน่งครั้งใหญ่ของขุนนางในเมืองหลวงสำรองครั้งนี้ถือเป็น
อะไร? คือการชักศึกเข้าบ้านหรือ?
ซ่งจี๋ซินเกิดแรงบันดาลใจจึงเอ่ยว่า “เมื่อก่อนเคยมีคนพูดกับข้า
ว่า กับคนอย่างเจ้าหากไม่เอามาใช้งานก็ต้องฆ่าทิ้ง ไม่มีทางเลือก
อย่างอื่นแล้ว”
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “ไหนลองอธิบายสิว่าอะไรคือ “คนอย่างข้า?”
ซ่งจี๋ซินเอ่ย “ดวงแข็ง ความจำดี เจ้าคิดเจ้าแค้น”
เฉินผิงอันกล่าว “สายตาดี”
ซ่งจี๋ซินเอ่ยอย่างปลงอนิจจัง “โดยไม่ทันรู้ตัวก็ผ่านไปนานหลาย
ปีขนาดนี้แล้ว”
เฉินผิงอันกล่าว “เมื่อไหร่ที่เบื่อหน่ายความร ่ารวยสูงศักดิ์ของ
โลกมนุษย์อย่างสิ้นเชิงแล้ว เชื่อว่าด้วยโชควาสนาและทรัพยากรของ
เจ้า เปลี่ยนไปเป็นเทพเขียนบนภูเขากลางคันก็ไม่ใช่เรื่องยากเลย”
ซ่งจี๋ซินยืดแขนบิดขี้เกียจ ยิ้มเอ่ยว่า “ค่อยว่ากันเถอะ”
เขาเดินก้าวเร็วๆ นำไปก่อน ซึ่งจี่ชินหันหลังให้กับเจ้าคนที่เป็น
เพื่อนบ้านกันมานานหลายปีคนนั้นแล้วโบกมือให้อีกฝ่าย
ด้านบนเรือข้ามฟากลำหนึ่งที่เดินทางในระยะสั้นมีผู้ฝึกตนที่ยืน
พิงรั้วมองลงมายังภูเขาสายน ้าเบื้องล่างตาแหลม จำ “เด็กชายชุด
เขียว” ที่อยู่บนหัวเรือคนนั้นได้ ชายแขนเสื้อกว้างใหญ่พลิ้วไสวไป
ตามสายลม มีมาดของตระกูลเซียนที่เหินลอยขึ้นสู่สวรรค์อย่าง
แท้จริง
ไม่กล้าบุ่มบ่ามพูดออกไป เพราะถึงอย่างไรบุคคลสูงส่งที่เป็นดั่ง
มังกรเทพเห็นหัวไม่เห็นหางผู้นี้จะสามารถพบเจอกันง่ายๆ ได้
อย่างไร?
เขาปลุกความกล้าเดินขึ้นหน้าไปถามชวนคุยอย่างระมัดระวังว่า
“ใช่บรรพจารย์…จิ่งชิงแห่งภูเขาลั่วพั่วหรือไม่?!”
เฉินหลิงจวินมายืนบังอยู่เบื้องหน้าหมี่ลี่น้อยตามจิตใต้สำนึก คลี่
ยิ้มเสแสร้ง เจ้าตัวดีไฉนแค่เจอหน้าก็ด่ากันเลยเล่า
แต่เพราะต้องรักษามารยาท เฉินหลิงจวินที่รู้สึกปวดหัวยังคงถาม
อย่างสงสัยว่า “พี่ชายท่านนี้ ท่านคือ?”
เซียนซือผู้นั้นรีบบอกกล่าวชื่อแซ่ตัวเอง เมื่อแน่ใจในสถานะอัน
สูงศักดิ์ของผู้อาวุโสแห่งภูเขาลั่วพั่วท่านนี้แล้วก็ยิ่งรู้สึกนับถือ…เฉิน
หลิงจวินถูกมองจนขนลุกขนชันไปหมด
เซียนซือที่เคยติดตามอาจารย์เข้าร่วมงานเลี้ยงท่องราตรีอยู่สอง
ครั้ง เวลานี้ในใจรู้สึกสะท้อนใจยิ่งนัก เขารู้เรื่องเกี่ยวกับภูเขาลั่วพั่ว
น้อยนิดมาก มีเพียงบรรพจารย์จึงชิงท่านนี้ที่เขารู้สึกเคารพนับถือ
อย่างถึงที่สุด เพียงแค่เพราะอีกฝ่ายมีความหยิ่งทระนงของเซียน ภู
เขาลั่วพั่วเป็นเพื่อนบ้านกับภูเขาพีอวิ๋น ทว่าบรรพจารย์จิ่งชิงท่านนี้
กลับเข้าร่วมงานเลี้ยงท่อง ราตรีของฝ่ายหลังน้อยครั้งมาก
นี่ไม่ใช่จงใจไว้หน้าเว่ยป้อแล้วจะเรียกว่าอะไร?!
หมี่ลี่น้อยหูตั้งชัน เบิกตากว้าง มองผู้ฝึกตนแปลกหน้าที่สีหน้า
เต็มไปด้วยความเลื่อมใสคนนั้น แล้วจึงมองจิ่งชิงที่มีสีหน้าประหลาด
จึงชิงใช้ได้เลยนี่นา อยู่ข้างนอกก็มีชื่อเสียงเลื่องลือถึงเพียงนี้ ส่วนจง
เชี่ยนที่อยู่ข้างๆ กลับพยายามอดกลั้นสุดๆ ขำจนท้องคัดท้องแข็งไป
หมด
เฉินหลิงจวินถลึงตาใส่จงอันดับหนึ่งที่กำลังมีความสุขบนความ
ทุกข์ของผู้อื่น กระแอมสองสามที เดินก้าวไปด้านข้างสองก้าว แล้ว
ถอยหลังอีกหนึ่งก้าว ยิ้มแนะนำแม่นางน้อยชุดดำข้างกายให้ผู้ฝึกตน
ที่พร ่าพูดไม่หยุดคนนั้นฟัง บอกว่าสหายโจวผู้นี้ก็คือ….
ตอนที่เฉินหลิงจวินก้าวไปด้านข้าง หมี่ลี่น้อยก็ยกสองแขน
กอดอกทันที แต่รู้สึกว่าดูหยิ่งยโสเกินไปจึงรีบเปลี่ยนมาเป็นเอาสอง
มือไพล่หลัง แต่ก็ยังรู้สึกว่าไม่ค่อยเหมาะ ได้แต่ขมวดคิ้วสีเหลืองอ่อน
จางสองข้างเข้าหากันน้อยๆ เกาหัว เม้มปากยิ้มอย่างเขินอาย
นางชิงแนะนำตัวเองก่อนเฉินหลิงจวิน “ข้าชื่อโจวหมี่ลี่ บ้านอยู่ที่
ภูเขาลั่วพั่ว”
……
หลังฝนตกฟ้าก็โปร่งใส หลังจากความเย็นสบายผ่านไปครู่หนึ่ง
เพียงไม่นานไอร้อนก็ลอยระอุขึ้นมาอีกครั้ง ในลานบ้านมีต้นอื่นซิ่
งพุ่มใบเขียวชอุ่มอยู่ต้นหนึ่ง เสียงจักจั่นร้องระงมเต็มต้นไม้
ความรู้สึกนับร้อยประดังประเดเข้าใส่เสิ่นเฉิน เขาถือไม้เท้าเดิน
อยู่ในที่ว่าการกรมกลาโหมอย่างเนิบช้า ต่อให้หลับตาเขาก็เดินได้
จริงๆ
ผู้เฒ่าแก่ชราที่อยู่ในที่ว่าการกรมกลาโหมมาเกินครึ่งชีวิตผู้นี้ได้
ยื่นเอกสารลาออกให้กับฮ่องเต้แล้ว แล้วก็ผ่านมติการประชุมของ
วันนี้แล้ว รอแค่เลิกงานวันนี้ก็ถือว่าเขาถอยออกไปได้อย่างสมบูรณ์
คงเป็นเพราะไร้หน้าที่ก็ตัวเบา ใบหน้าผู้เฒ่ามีรอยยิ้มมากกว่า
เวลาปกติ เจอกับขุนนางอายุน้อยระหว่างทางก็จะให้คำแนะนำสอง
สามประโยค
ในฐานะเจ้ากรมขุนนางเพียงหนึ่งเดียวในประวัติศาสตร์ราช
สำนักต้าหลีที่ไม่เคยไปเยือนสนามรบมาก่อน แน่นอนว่าเสิ่นเฉินต้อง
รู้สึกเสียดาย
เหมือนบัณฑิตยากจนอยู่ในชนบทที่มักจะต้องได้รับความโปรด
ปรานจากเหล่าสาวงามเซียนจิ้งจอกตอนอยู่ในสุสานโบราณชานป่า
รกร้าง
ขุนนางบุ๋นในราชสำนักมีใครบ้างที่ไม่อยากนำทัพทำสงคราม?
สร้างคุณความชอบไว้บนสนามรบ บุกเบิกที่ดิน เพื่อที่จะได้ทิ้ง
ชื่อเสียงอันดีงามไว้ในประวัติศาสตร์
ก่อนหน้านี้พูดเล่นกับราชครูเฉินที่มาตรวจสอบที่ว่าการ บอกให้
อีกฝ่ายช่วยพูดถึงเขาดีๆ กับฮ่องเต้ในเรื่องของสมัญญานาม ให้
ประเมินสูงๆ หน่อย
อันที่จริงเจ้ากรมผู้เฒ่าที่คุ้นเคยกับวงการขุนนางต้าหลีเป็นอย่าง
ดีก็รู้ดีอยู่แก่ใจ แจ่มแจ้งเหมือนคันฉ่องอย่างไรอย่างนั้น ชื่อที่เสิ่นเฉิน
ต้องการมากที่สุดก็คือเหวินเซียง (ผู้มีปัญญาและมีคุณูปการ
ช่วยเหลือแผ่นดินอย่างเด่นชัด) น่าเสียดายที่ไม่มีทางเป็นไปได้ ส่วน
เหวินจง (ผู้ทรงปัญญาและมีความจงรักภักดีอย่างยิ่งต่อบ้านเมือง) ก็
ไม่น่าจะได้เหมือนกัน คงจะเป็นเหวินอี้ (ผู้ทรงปัญญาและมีความแน่ว
แน่เด็ดเดี่ยว เข้มแข็งในหลักการ) เสียมากกว่า ลำดับอาจสูงกว่าหรือ
ต ่ากว่าหน่อย แต่นี่ก็ดีมากแล้ว ควรรู้จักพอได้แล้ว
ฝ่าบาทออกจากเมืองหลวงเป็นครั้งแรก แต่ไม่ได้ให้องค์ชาย
ใหญ่ซึ่งเกิงเป็นผู้สำเร็จราชการแทน
ความนัยที่ซ่อนอยู่ก็คือต้าหลียังคงไม่มีการแต่งตั้งรัชทายาท
เดินไปช้าๆ จนถึงห้องโถงหลัก เขาให้คนไปเรียกรองเจ้ากรมสอง
คนที่กำลังอยู่ในวัยหนุ่มฉกรรจ์อย่างสวีและอู๋มา ผู้เฒ่านั่งลงบนโต๊ะ
สองมือค ้าไม้เท้า เอาคางวางไว้บนหลังมือยิ้มตาหยีมองพวกเขาเดิน
ข้ามธรณีประตูเข้ามา อายุน้อยจริงๆ เวลาเดินก็แผ่วพลิ้วเหมือนสาย
ลม
คางของผู้เฒ่าถอยู่บนหลังมือที่ผ่ายผอมจนเหลือแต่หนังหุ้ม
กระดูก “โจวก้งเองก็เป็นคนมหัศจรรย์เหมือนกัน”
อู๋หวังเฉิงนั่งลงช้ากว่ารองเจ้ากรมฝ่ายซ้ายสวีถงเล็กน้อย ยิ้มเอ่ย
ว่า “เมื่อครู่เจอหน้ากัน โจวก้งยังคงเอ่ยประโยคเดิม ขอแค่สามารถ
ควบคุมเรือกระบี่ลำหนึ่งได้ ไม่ให้เขาเลื่อนขั้นขุนนางก็ได้”
สวีถุงรองเจ้ากรมฝ่ายซ้ายไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี ความคิด
ของไอ้หมอนี่เรียบง่ายเกินไปแล้ว แต่ว่าส่วนใหญ่แล้วผู้ฝึกตนสำนัก
การทหารของศาลลมหิมะก็มักจะมีนิสัยเช่นนี้
เสิ่นเฉินยิ้มเอ่ย “นิสัยการกระทำของผู้ฝึกตนสายร่องต้าหนีศาล
ลมหิมะ ตอนที่ข้าอายุน้อยเท่าพวกเจ้าก็ได้สัมผัสกับตัวเองมานาน
แล้ว พวกเขาล้วนดื้อรั้น เวลาที่ชี้หน้าด่าขุนนางใหญ่ก็เป็นพวกเขาที่
เอาจริงเอาจังมากที่สุด ขึ้นชื่อในหลายกองของกรมกลาโหมปีนั้น
เหมือนโขลกออกมาจากพิมพ์เดียวกัน หวงเหมยเซียนนี่ถือว่าดีแล้ว
ไม่ด่าใคร แค่เอาฝักดาบมาข่มขู่ให้คนกลัวเท่านั้น”
ผู้เฒ่าเกิดแรงบันดาลใจจึงชี้ไปที่รองเจ้ากรมทั้งสองคน “คนหนุ่ม
อย่างพวกเจ้านี่นะ ถือว่าได้ใช้ชีวิตอยู่ในช่วงเวลาที่ดีงามแล้ว”
หลายคนเป็นขุนนางมาตลอดชีวิตก็ยังไม่มีหัวคิด อย่างเช่น
บางครั้งถูกผู้สูงศักดิ์ช่วยส่งเสริมผลักดันให้ก้าวหน้าบ้างก็ในทางลับ
บ้างก็ในทางแจ้งครั้งสองครั้ง แต่ดันรู้สึกแค่ว่าความสามารถของ
ตัวเองดีพอ หรือไม่ก็ถูกเพื่อนร่วมงานกลั่นแกล้งแอบเล่นงานอยู่
หลายครั้ง ก็ยังคงถูกปิดหูปิดตา เข้าใจไปเองว่าเป็นเพราะวาสนา
ในทางราชการไม่ดี
หากจะบอกว่าคบกันนานวันย่อมเห็นใจคน มนุษย์ธรรมดาอย่าง
พวกเราต่อให้อายุยืนแค่ไหน แต่จะเทียบกับผู้ฝึกตนที่อยู่บนภูเขาได้
หรือ?
ก่อนหน้านี้ทางฝั่งของกรมกลาโหม การที่เสิ่นเฉินไม่ได้อนุมัติ
เรื่องนี้ ก็ไม่ใช่ว่าเจ้ากรมผู้เฒ่าจงใจสร้างความลำบากใจให้กับโจวก้ง
แต่เป็นเพราะโจวกังไม่เหมือนกับรองแม่ทัพหวงเหมยเซียนแห่งหาน
โจวจริงๆ โจวก้งมีสถานะบนทำเนียบของร่องต้าหลีศาลลมหิมะอยู่
ตลอด กองทัพชายแดนต้าหลีย่อมต้องมีกฎระเบียบของตัวเอง ไม่
อาจละเมิดกฏได้ตามใจชอบ
เพียงแต่ว่าครั้งนี้ในเมื่อราชครูพูดเองแล้ว บอกให้โจวก้งไปหาอู่
หวังเฉิงที่กรมกลาโหมบอกว่ามีต่งหูแห่งกรมพิธีการเป็นคนรับรอง
อนุญาตให้กรมกลาโหมยกเว้นกรณีนี้เป็นพิเศษอนุญาตให้เขา
ควบคุมเรือกระบี่หนึ่งลำ ทางฝั่งของกรมกลาโหมก็ผลักเรือตามน ้าไป
คราหนึ่ง กฎระเบียบของต้าหลี เดิมทีก็เป็นชุยฉานที่สร้างขึ้นมาเอง
กับมือ
ผู้เฒ่ายิ้มตาหยี “ก่อนหน้านี้ทั่วทั้งราชสำนักต่างก็สงสัยในเรื่องนี้
เป็นเซียนกระบี่แล้วยังเป็นขุนนางได้ด้วยหรือ?”
“สวีถง อู๋หวังเฉิง พวกเจ้าสองคนก็เหมือนกัน ไม่ต้องมาทำหน้า
น้อยเนื้อต ่าใจอะไรกับข้า เจ้าจิ้งจอกน้อยสองคน พวกเจ้ายังอ่อนหัด
เกินไป”
“แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ในบรรดาหกกรมซึ่งรวมของทั้งเมือง
หลวงต้าหลีและของเมืองหลวงสำรอง ฝ่ายที่ใกล้ชิดกับราชครูเฉิน
อย่างเป็นธรรมชาติมากที่สุด อันดับหนึ่งก็ย่อมเป็นกรมกลาโหมของ
พวกเราอย่างไม่ต้องสงสัยแล้ว”
“ทำไมข้าถึงยอมบากหน้าแก่ๆ ไปขอให้ราชครูเฉินมาตรวจกรม
กลาโหมเป็นแห่งแรก? ก็เพราะรู้ว่ากรมกลาโหมของพวกเราไม่ต้อง
เสแสร้ง ราชครูเฉินสามารถสัมผัสได้ว่าอย่างน้อยที่สุดในระเบียงพัน
ก้าวก็มีพื้นที่แห่งหนึ่งที่อยู่ฝ่ายเขาจากใจจริง เข้าใจน ้าหนักของคำ
ว่า “อื่นกวาน” มากที่สุด”
ขุนนางบุ๋นบู๊เต็มราชสำนัก อันดับแรกต่างก็อยากรู้เรื่องหนึ่ง นั่น
คือระยะห่างระหว่างราชครูหนุ่มกับราชครูชุยมีมากแค่ไหนกันแน่
ต่อให้เจ้าเฉินผิงอันจะเป็นอื่นกวานคนสุดท้ายของกำแพงเมือง
ปราณกระบี่ แต่จะนั่งครองเก้าอี้ของราชครูคนใหม่แห่งต้าหลีได้อย่าง
มั่นคงหรือ?
แล้วก็อยากรู้ว่าศิษย์พี่ศิษย์น้องสายเหวินเซิ่งคู่นี้ จุดที่พวกเขา
เหมือนและแตกต่างกันมีอะไรบ้าง
เนื่องจากเสิ่นเฉินปลดประจำการแล้ว แม้กระทั่งตราประทับใหญ่
ของขุนนางหลักก็ถูกนำไปเก็บแล้ว ตัวเลือกเจ้ากรมคนใหม่ยังไม่
ผ่านมติที่ประชุม แม้กระทั่งในการประชุมเล็กก็ยังไม่มีข่าวแพร่งพราย
ออกไป
แน่นอนว่าในใจของสวีถงและอู่หวังเฉิงต่างเร่าร้อน เพียงแต่ว่า
เจ้ากรมผู้เฒ่าเสิ่นจงใจไม่พูดถึงเรื่องนี้ พวกเขาจึงไม่สะดวกจะเป็น
ฝ่ายพูดอะไรก่อน ได้แต่แสร้งทำเป็นสงบนิ่ง
เสิ่นเฉินหัวเราะ ถึงอย่างไรก็อายุยังน้อย แต่พอคิดดูอีกที เทียบ
กับตนในอดีตแล้วดูเหมือนว่าพวกเขาจะหนักแน่นกว่ามากนัก
“ร่วมมือกับราชครูให้ดี เชื่อว่าส่วนที่ควรได้รับ ไม่ช้าหรือเร็วก็
ต้องได้รับ อะไรที่ไม่ควรได้ พวกเจ้าก็อย่ายื่นมือออกไป”
“พรุ่งนี้กรมกลาโหมใหม่จะเป็นเช่นไร ข้าควบคุมไม่ได้แล้ว หวัง
เพียงว่าจะไม่เต็มไปด้วยมลพิษสกปรกอย่างกรมคลังก็แล้วกัน”
เสิ่นเฉินลุกขึ้นยืนช้าๆ ยิ้มเอ่ยว่า “ฝากด้วยนะ”
รองเจ้ากรมทั้งสองท่านกุมหมัดพร้อมกัน
เสิ่นเฉินโบกมือ “ไปทำงานต่อเถอะ”
ผู้เฒ่ามาที่ลานบ้าน ยืนอยู่บนขั้นบันได มองต้นอิ๋นซิ่งต้นนั้น
ขุนนางของหกกรมจะได้รับเครื่องกระเบื้องลายครามที่เผามา
จากเตาเผาทางการของเขตหลงเฉวียนสองสามชิ้น
มีเพียงขุนนางชั้นสูงของกรมกลาโหมเท่านั้นที่จะได้รับกระบี่
วิเศษเล่มหนึ่งที่เขตหลงเฉวียนหลอมขึ้นมา
ชาวบ้านของเมืองหลวงมีคำพูดที่ขบขันอย่างหนึ่ง จะใช่ขุนนาง
ระดับสูงของต้าหลีหรือไม่ก็ต้องดูว่าเคยนั่งเรือข้ามฟากของกองทัพที่
ท่าเรือหมิงตีหรือไม่
ขุนนางต่างถิ่นที่มีคุณความชอบใหญ่บางคนลาออกจาก
ราชการกลับบ้านเกิดจะสามารถพาคนในครอบครัวขึ้นเรือไปได้ตาม
กฎระเบียบ
เสิ่นเฉินมีฐานะสูงศักดิ์เป็นถึงเจ้ากรม แน่นอนว่าต้องมีคุณสมบัติ
พอจะได้รับการปฏิบัติเช่นนี้ เพียงแต่ผู้เฒ่าปฏิเสธไป
เส้นทางการกลับบ้านเกิด ผู้เฒ่าอยากจะเดินให้ช้าหน่อย
มองดูโลกที่สงบรุ่งเรืองซึ่งได้มาไม่ง่ายระหว่างการเดินทางให้
มากหน่อย มองดูถนนทางหลวงที่กว้างขวาง นาข้าว ไร่สวนในชนบท
อันที่จริงตอนที่เจ้ากรมกลาโหมต้าหลีอย่างเขาปลดประจำการ
ตามข้อตกลงบางอย่างในอดีต จะต้องมีคนจูงม้ามาส่ง
ในอดีตกองทัพม้าเหล็กต้าหลีของข้ายึดครองแจกันสมบัติทวีป
อีกครึ่งหนึ่งมาได้ ก็ให้ซ่งจ่างจิ้งมาส่งที่หน้าประตูวังหลวง
ยึดครองแจกันสมบัติทวีปทั้งแห่งมาได้ ก็ให้ชุยฉานจูงม้าเดินมา
ส่งจนสุดปลายทางของระเบียงพันก้าวเขตพระราชฐานชั้นใน
แต่คนที่รู้เรื่องนี้ มีไม่เยอะ
อดีตฮ่องเต้ต้าหลีซ่งเจิ้งฉุน อดีตราชครูชุยฉาน ซ่งจ่างจิ้งไหว
อ๋องที่ทุกวันนี้อยู่ในเปลี่ยวร้าง ต่อให้รวมตัวเสิ่นเฉินเองด้วยก็ยังมีไม่
เกินหนึ่งมือนับ
เสิ่นเฉินเองก็ไม่ได้บอกเรื่องนี้กับใคร หลีกเลี่ยงไม่ให้ตกเป็นที่
ต้องสงสัยว่าอาศัยความอาวุโสรังแกผู้อื่น
และผู้เฒ่าก็คิดแค่ว่าเป็นเหล้าเก่าไหหนึ่งที่ไม่จำเป็นต้องหาคน
ใหม่มาร่วมดื่มให้สาแก่ใจ ลาออกจากการเป็นขุนนาง กลับบ้านแล้ว
แค่ดื่มเพียงลำพังก็พอ
ทางฝั่งของห้องหนังสือ ตำราพิชัยยุทธเหลืองซีดเล่มหนึ่งที่ถูก
เปิดอ่านมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนบนโต๊ะ ใบอื่นซิ่งที่อยู่ในหน้าหนังสือ
ยังคงสภาพเหมือนเมื่อหลายสิบปีก่อน
ดูเหมือนผู้เฒ่าจะมองย้อนกลับไปเห็นช่วงเวลาของเมื่อหลายปี
ก่อน ผู้เฒ่าชุดเขียวคนหนึ่ง กับตัวเองที่ถือว่ายังหนุ่มอยู่ พวกเขา
พูดคุยกันเรื่องสงครามใต้ต้นไม้
เสิ่นเฉินขยี้ตา เข้าใจผิดคิดว่าตัวเองตาฝาดไป ครู่หนึ่งต่อมาเขา
ก็ทำตัวให้กระปรี้กระเปร่า ยิ้มถามว่า “ราชครูมาทำอะไรหรือ?”
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “มาจูงม้าให้เจ้ากรมผู้เฒ่าเดินผ่านระเบียงพัน
ก้าวไปด้วยกัน”
ในใจเสิ่นเฉินตกตะลึง แสร้งถามอย่างสงสัยว่า “ราชครู
หมายความว่าอย่างไร ข้ามึนงงไปหมดแล้ว”
เฉินผิงอันยื่นมือไปประคองผู้เฒ่า ยิ้มเอ่ยว่า “บัณฑิตแก่อายุมาก
แล้ว ขี่ม้าไหวไหม?”
ผู้เฒ่าเอื้อมมือไปด้านหลัง นวดคลึงกันที่มีเนื้อแค่ไม่กี่จินของ
ตัวเอง ตีหน้าเคร่งพยักหน้า “พอฝืนกัดฟันได้”
ใต้หล้านี้ไม่มีเรื่องง่าย แค่ต้องกัดฟันฝืนทนไปก็พอ
บนถนนใหญ่ของระเบียงพันก้าวเสียงกีบเท้าม้าดังเป็นระลอก ผู้
เฒ่านั่งสูงอยู่บนหลังม้า สองมือกำสายบังเหียนม้าไว้แน่น ไหล่ที่ผอม
บางโยกขึ้นลง
เสิ่นเฉินจงใจไม่มองภาพบรรยากาศอีกทึกจอแจของที่ว่าการ
สองฝั่งถนน บ่นเบาๆ ว่า “ราชครู ช้าหน่อยเถอะ ระวังว่าจะกระเทือน
ให้กระดูกแก่ๆ ของข้าแตกเป็นชิ้นๆ เอานะ”
บุรุษชุดเขียวที่เดิมทีก็จูงม้าเดินช้ามากพอแล้วยิ้มบางๆ ตอบว่า
“ได้สิ”