กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 43.1 โปรดเยือกเย็น
ยอดเขาฮวาอิ่ง เทียนซือจ้าวเทียนไล่สร้างเขตสายฟ้ าที่มีตรา ผนึกแน่นหนาแห่งหนึ่งขึ้นมา อธิบายต้นกาเนิดและเส้นสายของเวท อสนีในใต้หล้าอย่างชัดเจน อธิบายแจกแจงอย่างเป็นระบบละเอียดถี่ ถ้วน พร้อมทั้งเสริมด้วยคาถา อาคม และภาพยันต์ บ้างก็เอ่ยวาจา แล้วเกิดผลตามนั้น ตัวอักษรประกาสิทธิ์สีทองลอยเรียงอยู่กลาง อากาศเป็นบทๆ ยิ่งทาให้ผู้คนมองเห็นได้ชัดเจน ราวกับเกิดขึ้นจริง ต่อหน้า
ทุกคนที่นั่งกันอยู่นี้มีโชควาสนายิ่ง คือการ “ถามมรรคา” ที่ แท้จริงครั้งหนึ่งแล้ว ทุกคนต่างก็รู้สึกว่าได้รับผลประโยชน์อย่างใหญ่ หลวง แต่ถึงอย่างไรต่อเป็นการถ่ายทอดความรู้จากเทียนซือ ต่อให้ คุณสมบัติในการฝึกตนของพวกเขาจะดีแค่ไหน ส่วนใหญ่ก็คิดว่า ตอนนี้ตัวเองยังฟั งเข้าใจแค่เจ็ดแปดส่วน บ้างก็ห้าหกส่วน อย่างเช่น หลินเฟยจิงลูกศิษย์ของนักพรตเซียนเว่ยที่รู้สึกว่าได้รับผลประโยชน์ เป็นทวีคูณ ซึมซาบเข้าใจในแก่นแท้ เคลิบเคลิ้มมึนเมา
เจ้าแห่งจิ้งจอกชิงชิวที่ขอบเขตสูงที่สุดตกใจสะดุ้งโหยง สิ่งที่ เทียนซือกล่าวเป็นแค่เวทอสนีเสียที่ไหน แทบจะใกล้เคียงกับมรรคา แล้ว
กลับเป็ นนักเรียนสองคนที่ค่อนข้างแตกต่างจากผู้อื่น แม่นาง น้อยไฉอู๋ที่อายุแค่สิบกว่าขวบ นางรู้สึกเหมือนว่าตัวเองมีคาถามเยอะ มาก
ส่วนคนเฝ้าประตูของภูเขาลั่วพั่วอย่างเซียนเว่ยกลับรู้สึกเหมือน กระจ่างแจ้งในฉับพลัน ไม่เสียแรงที่เป็ นเทียนซือแห่งภูเขามังกร พยัคฆ์ ยามที่พูดถึงมรรคกถาขึ้นมาก็ร้ายกาจจริงๆ แม้กระทั่งคนที่มี คุณสมบัติธรรมดาอย่างผินเต้าก็ยังฟั งเข้าใจ คาถามยากหลายข้อที่ อ่านตารามากี่รอบกี่ปีก็สะสมมาไว้มากเท่านั้น คิดเป็นร้อยตลบก็ยัง ไม่เข้าใจ ในที่สุดปั ญหาก็คลี่คลายอย่างง่ายดาย
คาบเรียนจบลงแล้ว จ้าวเทียนไล่ก้มหัวคารวะ ออกมาจาก กระท่อมแล้วก็ขอให้เฒ่าหูหนวกเรียกแม่นางน้อยมาที่นอกประตู ยิ้ม ถามว่า “เจ้าชื่ออะไร มีฉายาในการฝึกตนแล้วหรือยัง?”
คือห้าขอบเขตบนอย่างไม่ต้องสงสัยแล้ว แล้วยังเป็ นผู้ฝึกกระบี่ ด้วย นี่ก็มากพอให้ตะลึงพรึงเพริดแล้ว
แต่เด็กคนนี้กลับเหมือนจะมีการขานรับคนฟ้ าที่ลี้ลับมหัศจรรย์ อย่างหนึ่งต่อเวทอสนี
ไฉอู๋ตอบคาถามอย่างนอบน้อม “ตอบท่านผู้เฒ่าเทียนซือ ข้า ชื่อไฉฮู้ ตอนนี้ยังไม่มีฉายา”
แล้วแม่นางน้อยก็เอ่ยเสริมมาอย่างรวดเร็ว “บิดาบุญธรรมของข้า คือเว่ยเซี่ยนอาจารย์ของข้าชื่อ…เซี่ยโก่ว”
จ้าวเทียนไล่พยักหน้า “ขอเชิญเจ้าเดินเล่นไปด้วยกันบนเส้นทาง ภูเขาสักระยะได้ไหม อย่างเช่นว่าพวกเราเดินจากที่นี่ไปจนถึง ศาลบรรจารย์บนยอดเขาจี้เซ่อ”
ไฉอู๋มีนงง
จ้าวเทียนไล่ยิ้มกล่าว “ก่อนหน้านี้ตอนที่อยู่ในห้องเรียน ผินเต้า เห็นว่ามีหลายจุดที่เจ้าเข้าใจ แต่ก็มีสีหน้าสงสัยอยู่หลายครั้ง เหมือนกัน พวกเราสามารถเดินไปคุยกันไปได้ หากเจ้ายินดี ยัง สามารถติดตามผินเต้าเดินลงเขาไปด้วยกันรอบหนึ่ง อย่างเช่นว่า เดินไปถึงอ าเภอไหวหวงแล้วค่อยหยุดเดิน”
ไฉอู๋กล่าว “เทียนซือ ข้าขอปรึกษากับอาจารย์และเจ้าขุนเขา ก่อนได้ไหม?”
จ้าวเทียนไล่ยิ้มเอ่ย “ย่อมได้”
หากไม่เป็ นเพราะติดขัดที่กฎระเบียบของบนภูเขา รู้สึกว่าไม่ เหมาะที่คนนอกอย่างเขาจะมาเจ้ากี้เจ้าการ จ้าวเทียนไล่ก็สามารถมา พักอยู่บนภูเขาเที่ยวอวี๋ช่วงหนึ่งได้เลย
เจ้าแห่งจิ้งจอกชิงชิวมีความงดงามเย้ายวนตามธรรมชาติ นาง ยอบกายคารวะ “เทียนซือ บ่าวมีนามแฝงว่าสวีเหนียง ฉายาชิงชิว ภูมิลาเนาอยู่ที่แคว้นหูของพื้นที่มงคลรากบัวภูเขาลั่วพั่ว วันนี้ได้ฟั ง การถ่ายทอดวิชาของท่าน ช่างเป็นความโชคดีอย่างใหญ่หลวง”
เกิดใจใกล้ชิดสนิทสนมกับนักพรตผู้นี้ ดูเหมือนจะมีข่าวลือบอก ว่ามีจิ้งจอกฟ้ าเก้าหาง ตนหนึ่งที่อาศัยตราประทับเทียนซือข้ามผ่าน ทัณฑ์สวรรค์ไปได้
จ้าวเทียนไล่ถามอย่างตรงไปตรงมา “การที่สหายไม่ได้ไป รวบรวมคนร่วมเผ่าพันธ์สร้างชิงชิวขึ้นมาใหม่ที่เปลี่ยวร้าง เป็นเพราะ วางแผนว่าจะฝึกขัดเกลาจิตใจพิสูจน์มรรคาอยู่ในโลกโลกีย์ อาศัยสิ่ง นี้มากลับคืนเป็นขอบเขตสิบสี่อีกครั้งหรือ?”
เจ้าแห่งจิ้งจอกชิงชิวก็ไม่ได้ปิดบังอะไร นางพยักหน้า “เป็นเช่นนี้ จริง”
จ้าวเทียนไล่ยิ้มเอ่ย “ถ้าอย่างนั้นก็ดี ในจวนของผินเต้าก็มีผู้เยาว์ ของสหายสองคนหากสหายไม่ถือสา ผินเต้าสามารถส่งจดหมาย กลับไปที่ภูเขามังกรพยัคฆ์ บอกเรื่องนี้ให้พวกนางรู้ ให้พวกนางมา กราบบรรพบุรุษที่นี่ หรือไม่วันหน้าสหายก็ไปที่ภูเขามังกรพยัคฆ์ก็ ได้”
เจ้าแห่งจิ้งจอกชิงชิวเอ่ย “ดีเลย”
เด็กสาวสวมหมวกขนเตียวคนหนึ่งออกมาจากจวนราชครูอย่าง รีบร้อน นางหัวเราะเสียงก้องกังวาน “เหล่าจ้าว!”
จ้าวเทียนไล่ยิ้มบางๆ “คารวะสหายป๋ ายจิ่ง”
ทุกครั้งที่ได้พบผู้ฝึกกระบี่คนนี้ จะต้องมีความรู้สึกแปลกใหม่อยู่ เสมอ
ไม่ได้เกี่ยวพันกับความรู้สึกชายหญิง แต่เป็นความรู้สึกโปร่งโล่ง เปิดกว้าง ราวกับได้สัมผัสความงดงามอันยิ่งใหญ่ของฟ้าดิน
“ข้าจะพาเจ้าไปพบเสี่ยวโม่เดี๋ยวนี้”
เซี่ยโก่วทาท่าแหงนหน้าดื่มเหล้า
เหล่าจ้าวคือคนกันเอง!
เคยช่วยเหลือเสี่ยวโม่นี่นะ
จ้าวเทียนไล่ปฏิเสธอย่างนุ่มนวล “ผินเต้าไม่ถนัดดื่มเหล้า อีกทั้ง ตอนนี้อาจารย์เสี่ยวโม่ก็อยู่ในช่วงปิดด่าน ไม่เหมาะจะไปรบกวน”
เซี่ยโก่วร้องเฮ้อ “จะปิดด่านตอนไหนก็ได้ แต่ดื่มเหล้ากลับต้องดู ที่อารมณ์ ต้องถูกจังหวะอย่างพอดิบพอดี วางใจเถอะ เจ้าขุนเขาของ ข้าเคยบอกว่า ยุให้คนอื่นดื่มเหล้าทาให้เสียภาพลักษณ์ นิสัยตอนดื่ม เหล้าของข้ากับเสี่ยวโม่ล้วนขึ้นชื่อว่าดีเยี่ยม เหล่าจ้าวเจ้าก็ดื่มตาม ความเหมาะสมก็แล้วกัน”
จ้าวเทียนไล่ยิ้มเอ่ย “นี่ก็คือการยุให้ดื่มไม่ใช่หรือ?”
เซี่ยโก่วสะอึกอึ้ง
อู๋ไฉประหลาดใจอย่างมาก ที่แท้อาจารย์ของตนก็สนิทกับเทียน ซือขนาดนี้?
เชี่ยโก๋วยื่นมือมากดหัวของไฉอู๋ เท้าเอวมือเดียว หัวเราะร่า “เหล่าจ้าว ลูกศิษย์ของข้าคนนี้เป็นอย่างไร? คุณสมบัติพอใช้ได้ใช่ ไหม?”
จ้าวเทีนไล่พยักหน้า “ในบรรดาคนรุ่นเยาว์ คุณสมบัติของไฉอู๋ดี เยี่ยมถึงขั้นที่ว่าผินเต้าเพิ่งพบเห็นเป็ นครั้งแรกในชีวิต แต่ยิ่งเป็ น เช่นนี้ก็ยิ่งต้องการให้ผู้ถ่ายทอดมรรคาคิดพิจารณาให้ดี อบรม ปลูกฝั งนางอย่างตั้งใจ พยายามอย่างสุดกาลังในการปกป้องจิตแห่ง มรรคาของนาง สักวันหนึ่ง ในเมื่อไฉอู๋คือลูกศิษย์ผู้สืบทอดของ สหายป๋ ายจิ่ง มีความเกี่ยวพันด้านสายสืบทอด แต่ไฉอู๋กลับจะยิ่งเป็น ตัวของไฉอู๋เอง”
เซี่ยโก่วอืมๆๆ พยักหน้ารับรัวๆ เป็นไก่จิกเมล็ดข้าวเปลือก
เหล่าจ้าวพูดจา ทั้งรูปแบบและเนื้อหาล้วนดีงามครบถ้วน มี เหตุผล มีหลักการที่ดีเมืองหลวงต้าหลี
เฉินผิงอันกลับมาที่จวนราชครู ตอนที่เดินผ่าน “ห้องทางาน” ของหรงอวี๋ เขาบอกให้นางไปหยิบเอกสารของเปี้ยนชุนถังเสมียน ฝ่ ายทะเบียนของอ าเภอหย่งไท่มา แม้หรงอวี๋จะประหลาดใจ แต่กลับ ไม่ถามหาสาเหตุ เฉินผิงอันกลับไปถึงห้องหนังสือที่อยู่ในเรือน ด้านหลัง ซ่งอวิ๋นเจียนยังคงยืนนับดอกท้ออยู่ใต้ต้นท้อ
ก่อนหน้านี้เห็นร่มกระดาษน้ามันคันนั้นในสานักคุ้มภัยป่ายอวิ๋น เห็นได้ชัดว่ามีเจตจานงแห่งกระบี่ที่นุ่มลึกของเฒ่าหูหนวกอยู่ ไม่รู้ว่า มาอยู่ในมือของเปี้ยนชุนถังได้อย่างไร
หรงอวี๋เอาเอกสารมาให้อย่างรวดเร็ว แน่นอนว่าจวนราชครูไม่มี ทางเก็บเอกสารประเภทนี้ แต่นางไปดึงเอามาชั่วคราวจากกรมคลัง
เฉินผิงอันเปิดอ่านเอกสารอย่างรวดเร็ว แม้ว่าตอนนี้เปี้ยนชุนถัง จะอายุน้อย แต่วางตัวอยู่ในสังคมได้อย่างจัดเจน เชี่ยวชาญเรื่องเงิน และเสบียงมากเป็ นพิเศษ หัวหน้าและเพื่อนร่วมงานในฝ่ ายทะเบียน ของเขาล้วนมีคาประเมินที่ไม่ต่า แล้วก็มีชื่อเสียงที่ดีในฝ่ายอื่นๆ ของ ที่ว่าการอาเภอ ข้อเสียเพียงหนึ่งเดียวก็คือไม่มีตาแหน่งจากการสอบ การแบ่งแยกขุ่นใสของราชสานักต้าหลี แม้จะไม่ตายตัวชัดเจน เหมือนราชสานักทั่วไป แต่เส้นแบ่งนี้ก็ไม่ใช่สิ่งที่จะข้ามไปได้ง่ายๆ ช่องทางสาคัญที่สุดก็คือผลงานความชอบทางทหาร
เฉินผิงอันพยักหน้า พอจะเข้าใจคร่าวๆ แล้ว “หรงอวี๋ เจ้าแวะไป อีกสักรอบ ถือโอกาสหยิบเอาบันทึกประเมินผลงานของหัวหน้า เสมียนฝ่ ายทะเบียนครัวเรือนในที่ว่าการอาเภอคนปั จจุบัน รวมถึง ประวัติการท างานของหลู่จวงแห่งฝ่ายห้องคุมขังมาคนละชุดด้วย และ ทางจวนราชครูก็คัดสาเนาเก็บไว้ฉบับหนึ่ง”
หรงอวี๋หมุนตัวเตรียมจะไปเอาเอกสาร เพียงแต่ได้ยินราชครูเอ่ย ว่า “ใช่แล้ว หรงอวี๋หาเหตุผลที่เหมาะสมสักข้อมอบถ้าชิงเสวียน สะพานหยวนโหรวให้กับหงเจิ้งอวิ๋น ไม่ต้องรีบร้อน ทาเรื่องนี้ให้เสร็จ
ก่อนสิ้นปีก็ได้ สุดท้ายทาให้หงเจิ้งอวิ๋นรู้สึกได้ลางๆ ว่าเป็ นหวังหย่ง จินนายอาเภอคนปั จจุบันและเว่ยลี่เจ้าศูนย์ฝึกยุทธชื่อไห่เป็นคนออก แรงช่วยเหลือเขาอย่างลับๆ ก็พอ”
หรงอวี๋กล่าว “ถ้าชิงเสวียนมีประวัติยาวนาน แม้จะถูกทิ้งร้างมา นานหลายปี แต่ก็มีความมหัศจรรย์มากมาย หลายปีมานี้ไม่มีใคร ครอบครองเป็ นเจ้าของ ทางราชสานักก็ไม่กล้ายกพื้นที่ประกอบ พิธีกรรมเก่าแก่โบราณที่ตั้งอยู่บนเส้นลมปราณมังกรแห่งนี้ให้กับคน อื่น กรมพิธีการกังวลเรื่องของการขุดดินก่อสร้างที่ถ้าชิงเสวียนมา โดยตลอด”
การขุดดินตัดต้นไม้ก่อสร้างจะส่งผลกระทบต่อฮวงจุ้ยของเมือง หลวง หงเจิ้งอวิ๋นเป็นแค่ขอบเขตถ้าสถิต จะควบคุมได้หรือ?
เฉินผิงอันอธิบายว่า “แน่นอนว่าถ้าชิงเสวียนต้องมีความรู้ซุก ซ่อนอยู่ อากาศทั้งเย็นสบายและปลอดโปร่ง นักพรตทั่วไปไม่อาจ สยบควบคุมไว้ได้จริงๆ อย่าว่าแต่ขอบเขตถ้าสถิตเลย เซียนดินก็ไม่ แน่เสมอไปว่าจะกล้าพูดว่าตัวเองมีคุณธรรมคู่ควรกับต าแหน่ง แต่ ก่อนหน้านี้กู้ช่านได้ลงมือกับภายในของถ้าชิงเสวียนแล้ว หลังจาก นั้นเจิ้งจวีจงก็ยืนเฝ้าอยู่หน้าประตูครู่หนึ่ง ตามคากล่าวของบนภูเขาก็ คือได้กุมพื้นเย็นๆ ให้ร้อนแล้ว แม้ว่าขอบเขตของหงเจิ้งอวิ๋นจะไม่สูง แต่มีคุณธรรมลึกล้า นิสัยนุ่มนวลอ่อนโยน มาพักอาศัยอยู่ที่นี่ก็ไม่มี ปั ญหาใหญ่อะไร วันหน้าข้าจะยังไปเยือนถ้าชิงเสวียนด้วยตัวเองรอบ หนึ่ง”
หรงอวี๋พยักหน้า “ข้าจะไปจัดการเดี๋ยวนี้ จะไม่ทาให้หงเจิ้งอวิ่น เดาตัวตนของราชครูได้ง่ายๆ”
เฉินผิงอันตีหน้าเคร่งเอ่ยว่า “เจ้าก็ไม่ต้องจัดการให้รัดกุมไร้ช่อง โหว่เกินไป ต้องให้พี่ใหญ่หงสงสัยเก้าส่วนเชื่อหนึ่งส่วนถึงจะดี หาไม่ แล้ววันหน้าจอมยุทธพเนจรเฉาโม่จะยังหลอกดื่มเหล้าจากเขาได้ อย่างไร”
หรงอวี๋หลุดข าอย่างอดไม่อยู่ ไม่สะดวกจะวิจารณ์อะไร นางเพียง เอ่ยเสียงเบาว่า “เฉาเปียนชิวได้ยื่นเอกสารลาออกอย่างเป็นทางการ กับทางสานักฮั่นหลินแล้ว อีกทั้งยังมอบเงินเดือนก้อนหนึ่งคืนมาให้ ทางฝั่ งของสานักฮั่นหลินไม่กล้าตัดสินใจเองโดยพลการ ตอนนี้ยังรอ ฟั งข่าวจากจวนราชครูอยู่”
ก่อนหน้านี้หรงอวี๋คิดไปคิดมาก็รู้สึกว่าควรจะเรียกเฉาฉิงหล่าง ว่าเฉาเปียนชิวน่าจะเหมาะสมกว่า แต่อย่างหลินโส่วอีที่ “มาพักอาศัย เพื่อรอสอบ’ อยู่ที่จวนราชครูกลับไม่มีความกังวลประเภทนี้ เรียก คุณชายหลินหรือหลินเซียนซือก็ได้
นอกจากเฉาฉิงหล่างจะเป็ นลูกศิษย์ผู้สืบทอดของราชครู เป็ น เจ้าแห่งยอดเขาของสานักกระบี่ชิงผิงแล้ว ยังเป็นปั้ งเหยี่ยนของการ สอบประจาราชสานักต้าหลีในปีนั้น รับหน้าที่เป็นขุนนางผู้เรียบเรียง ตาราของสานักฮั่นหลินมาโดยตลอด ระดับขั้นขุนนางคือขั้นเจ็ดชั้น เอก
ภายใต้การจัดการของชุยตงซาน หลายปีมานี้เฉาฉิงหล่างที่เป็น เปียนชิวคอยเรียบเรียงต าราประวัติศาสตร์อยู่ในหอประวัติศาสตร์ ตลอดเวลา ไม่เคยขาดการเข้าร่วมสอบสานักฮั่นหลิน แล้วก็ไม่เคย พลาดการประเมินขุนนาง สถานะขุนนางไม่เปลี่ยน ไม่เลื่อนขั้นไม่ลด ต าแหน่ง เงินเดือนทุกเดือนก็ไม่ขาดไปแม้แต่แดงเดียว
ตอนที่อาจารย์ยังไม่ได้เป็ นราชครู ถูกศิษย์พี่เล็กใช้สารพัด เหตุผลกดตัวเขาให้นั่งอยู่บนเก้าอี้เย็นของสานักฮั่นหลิน อันที่จริงใน ใจเฉาฉิงหล่างรู้สึกอึดอัดมาโดยตลอด รอกระทั่งอาจารย์ได้เป็ น ราชครูต้าหลี เฉาฉิงหล่างก็ตัดสินใจแล้วว่าจะรับเงินเดือนจากทาง ราชสานักเปล่าๆ ต่อไปไม่ได้อีก จะต้องลาออกจากการเป็นขุนนาง
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “เมื่อมีธุระศิษย์ก็ต้องรับหน้าที่แทนอาจารย์ ไป เป็นอาจารย์สอนหนังสือที่โรงเรียนก็ดีมากเลย ใต้หล้านี้มีบัณฑิตคน ใดบ้างที่ไม่ชอบทาตัวเป็นอาจารย์ของผู้อื่น”
ด้วยขอบเขตการฝึกตนในเวลานี้ของเฉินผิงอัน เขาไม่สามารถ รับหลายหน้าที่ได้พร้อมกันจริงๆ ยันต์หดย่อพื้นที่ทั่วไปก็ “รับภาระ หนักไม่ไหวแล้ว เพราะถึงอย่างไรแม้กระทั่งเว่ยป้ อที่คิดอยากจะจับ ราชครูเฉินที่เลื่อนขั้นเป็ นขอบเขตสิบเอ็ดบนวิถีวรยุทธโยนไปยัง ภูเขาลั่วพั่วหรือไม่ก็จวนราชครู ก็ค่อนข้างจะเปลืองแรงอย่างมาก แต่ การเรียนของพวกเด็กนักเรียนในประถมก็ไม่สามารถปล่อยผ่านได้ เฉาฉิงหล่างจึงรับหน้าที่เป็นอาจารย์คนที่สามของหมู่บ้านชนบทต่อ จากเจียงซ่างเจิน
เฉินผิงอันกล่าว “เจ้าบอกกล่าวไปทางสานักฮั่นหลินว่าอย่าทา อะไรเองโดยพลการ ให้ท าไปตามกฎระเบียบก็พอแล้ว”
หรงอวี๋ถามหยั่งเชิง “อนุญาตให้ลาออกคือเรื่องที่สมควรแล้ว แต่ เงินเดือนไม่ต้องคืนดีกว่าไหม? แม้ว่าเฉาเปียนชิวจะไม่เคยไปขานชื่อ ที่สานักฮั่นหลิน แต่เรื่องของการแต่งตาราเขาก็ออกแรงท าอย่าง แท้จริง
“