กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 46.1 ขอโน้มน้าวท่านว่าอย่าได้หยุดจอก สุรา
พันสายน้าย่อมมีเงาจันทร์พันดวง ข้าวชนิดเดียวเลี้ยงคนได้ร้อย แบบ แม้ล าคลองฉางผูจะไม่มีแสงไฟเจิดจ้าและสุรารื่นรมย์ดั่งวันวาน อีกต่อไป แต่ก็ยังเป็ นล าคลองชางผูของเมืองหลวงต้าหลี ประหนึ่ง สตรีผู้มีรูปโฉมงดงามโดยกาเนิด แต่งแต้มเครื่องประทินโฉมอย่าง วิจิตรที่ก็แค่ถอดเครื่องประดับล้างเครื่องประทินโฉมออกเล็กน้อย เท่านั้น เคยดื่มเหล้าที่ลาคลองชางผูก็ยังคงเป็นหลักฐานที่ยอดเยี่ยม ที่สุดของคนต่างถิ่นจานวนนับไม่ถ้วนที่เคยมาเยือนเมืองหลวงต้าหลี
ก็เหมือนเศรษฐีบ้านนอกที่เข้าเมืองมาโอ้อวดความร่ารวย สิ่ง เดียวที่ลูกค้าโต๊ะของพวกเขาต้องการก็คือเปลี่ยนจอกเหล้าเป็นชาม เหล้า
เพราะศาลาใกล้น้าได้ยลจันทร์ก่อน หงจี้จึงถามเรื่องราว บางอย่างเกี่ยวกับกาแพงเมืองปราณกระบี่จากบนโต๊ะเหล้า ราชครู หนุ่มที่เคยเป็นอื่นกวานคนสุดท้ายของที่นั่น คงเป็นเพราะดื่มเหล้าต้ม เข้าไปเล็กน้อย เกิดความรู้สึกอยากพูดคุย จึงคุยให้ฟั งถึงชื่อมากมาย ที่หงจี้เพิ่งเคยได้ยินเป็นครั้งแรก พูดถึงเรื่องมากมายที่เกี่ยวกับการดื่ม สุราและการปล่อยกระบี่ ผู้ฝึกกระบี่ในท้องถิ่นอย่างกวอจู๋จิ่วกลับเงียบ งันมากกว่า บางครั้งที่เปิดปากพูดก็คือสอบถามหรือไม่ก็ยืนยันให้
แน่ใจในความจริงเท็จของเรื่องราวบางเรื่อง คนบางคนเท่านั้นราวกับ ว่าขนาดตัวนางก็ยังไม่รู้เรื่องของบ้านเกิดได้มากเท่าอาจารย์พ่อ
หงจี้เพิ่งจะอายุผ่านครึ่งร้อยปีมาก็ได้ปกครองที่ว่าการเหนือมา นานหลายปี แล้ว คือขุนนางผู้มีอานาจแห่งต้าหลีคนหนึ่งที่เป็ นที่ ไว้วางใจของฮ่องเต้ ทุกวันนี้ยังได้รับความสาคัญจากราชครูคนใหม่ ของต้าหลีด้วย การ “ยืมดาบฆ่าคน ครั้งหนึ่ง สังหารจนทั่วทั้งวงการ ขุนนางต้าหลีไก่วุ่นวายอลหม่าน เศษซากตะกอนฟุ้ งกระจัดกระจาย ไปทั่วบริเวณ เชื่อว่ารอกระทั่งฝุ่ นผงร่วงลงพื้น หงจี้ก็ต้องได้รับการ ชดเชยอย่างแน่นอน รอกระทั่งครั้งนี้ฝ่ าบาทเจรจาเรื่องการเป็ น พันธมิตรสามฝ่ ายกับสกุลเฉาต้าตวนและสกุลหลูต้าหยวนสาเร็จ กลับจากอุตรกุรุทวีปมายังเมืองหลวง ราชครูเฉินก็จัดการ “เรื่องใน บ้าน’ เรียบร้อยแล้ว ถึงเวลานั้นต่อให้หงจี้ไม่ย้ายตาแหน่งก็น่าจะได้รับ การเพิ่มยศบางอย่างแล้ว
หงจี้ไม่ถือว่าเลื่อนขั้นช้า หนึ่งก้าวกับบันไดหนึ่งขั้น การเลื่อนขั้น ในวงการขุนนางเดินได้อย่างมั่นคง อันดับแรกก็เป็ นกองทัพม้า เหล็กต้าหลีที่กรีฑาทัพลงใต้ หลังจากนั้นก็เป็นศึกเฝ้ าพิทักษ์เมืองที่ ทั้งรบทั้งถอยของกองทัพชายแดนต้าหลี สงครามที่ต่อสู้อย่าง ยากล าบากสองครั้ง ต่อสู้จนได้แม่ทัพผู้มีอานาจที่อายุน้อยหลายคน พวกเขาส่วนใหญ่แค่อายุสามสิบต้นๆ ก็มีคุณสมบัติได้ปกครองกอง กาลังกองหนึ่งเพียงลาพังแล้ว สร้างคุณความชอบไปตลอดทาง คน หนึ่งในนั้นก็มีเมล็ดพันธ์แม่ทัพแห่งถนนฉือเอ๋อร์อย่างหลิวสวินเหม่ย
แล้วก็มีแม่ทัพชายแดนผู้แกร่งกร้าวที่มีชาติกาเนิดธรรมดาอย่างหงจี้ แต่ไม่ว่าชาติก าเนิดและภูมิหลังของสองฝ่ ายจะต่างกันอย่างไร ทุก วันนี้นั่งอยู่บนตาแหน่งสูงอะไรในราชสานัก พวกเขาต่างก็มีจุดหนึ่งที่ เหมือนกัน พวกเขาต่างก็เคยมีสหายเยอะมาก ล้วนเป็นคนหนุ่ม แล้ว ก็เป็นคนหนุ่มไปตลอดกาล
แม่ครัวอวี๋ชิงคือ “โจรที่ไม่กลับไปมือเปล่า” นางได้ขโมยสูตร อาหารป้ายอักษรทองหลายจานของเหลาสุราไปแล้ว เมื่อครู่นี้กวอจู๋ จิ่วช่วยอาจารย์พ่อสั่งอาหารบ้านๆ อาหารแกล้มสุราที่เวลาปกติชอบ กินตอนดื่มสุรามากที่สุด ส่วนของนางก็สั่งหลัวชื่อเฝิ่น (ก๋วยเตี๋ยวซุป หอยขม) ของหลิ่วโจวชามใหญ่มาจากพ่อครัวโดยเฉพาะ ได้ยิน ชื่อเสียงอันเลื่องลือมานาน คิดว่าจะลองชิมของแปลกใหม่ดูสักหน่อย บอกให้พ่อครัวเฒ่าเพิ่มหน่อไม้ดองและน้ามันพริกเยอะๆ แล้วก็เพิ่ม… เพิ่มจนสุดท้ายพ่อครัวเฒ่าโมโหแล้ว อย่ามาทาลายป้ ายอาหารขึ้น ชื่อของตนเด็ดขาดเลย ไม่ใช่ว่าพอกินเข้าไปแล้วแม่นางน้อยชักสี หน้าบอกว่าเผ็ดเกินไปเปรี้ยวเกินไป ไม่อร่อย เด็กสาวจึงบอกว่า วางใจเถอะ วางใจได้เลย นางมายกหลัวซือเฝิ่ นชามใหญ่กลับไปที่ ห้องด้วยตัวเอง นั่งขัดสมาธิบนเก้าอี้ ถามอาจารย์พ่อที่อยู่ข้างกายว่า อยากกินหรือไม่ เฉินผิงอันพูดติดๆ กันว่าไม่ เพราะมันท าให้เขาไพล่ นึกไปถึงบะหมี่ปลาไหลที่จวนเทพวารีลาคลองม่ายเหอเอามาใช้ รับรองแขกผู้สูงศักดิ์
หรงอวี๋พูดคุยเรื่องสถานการณ์ล่าสุดกับเด็กสาวจากต่างถิ่นที่ เพิ่งย้ายจากทะเลสาบเหล่าอิงมาอยู่ลาคลองชางผู บางครั้งหรงอวี๋ก็ หยอกเย้าเหวยฉงสองสามค า เด็กสาวมักจะคอยช่วยเถ้าแก่เหวยที่ จิตใจดีพูดเสมอ เพียงแค่เพราะตลอดทั้งพ่อครัวแม่ครัวจนไปถึง ลูกจ้างร้านของเหลาสุรา โดยเฉพาะสตรี ใครก็ไม่กลัวเขา เด็กสาวยัง ได้ยินมาว่าเพื่อคนของเหลาสุรา เมื่อก่อนเถ้าแก่เหวยยังเคยทะเลาะ กับคนอื่น ไม่ว่าจะยิ้มแย้มขออภัยอย่างไรก็ไม่มีประโยชน์ สุดท้ายก็ ต้องยอมรับความเสียเปรียบครั้งใหญ่เงียบๆ ขายหน้าไปทั่วทั้งลา คลองชางผู สุดท้ายดูเหมือนว่าได้เพื่อนที่โตมาด้วยกันตั้งแต่เด็กซึ่งมี น้าใจคนหนึ่งให้ความช่วยเหลือ ถึงได้ทาให้มรสุมครั้งนี้สงบลงได้ ไม่ ถึงขั้นเดือดร้อนให้เหลาสุราต้องปิดร้าน พวกเขาต่างก็เห็นกันอยู่ใน สายตา จดจาไว้ในหัวใจ แต่เถ้าแก่เหวยกลับไม่ชอบพูดเรื่องนี้ วลีติด ปากของเขาก็คือด้วยไขมันที่มีมากถึงสองร้อยกว่าจินของข้า ต้องตบ หน้าตัวเองสวมรอยเป็นคนอ้วนด้วยหรือ?
หงจี้ยังใคร่ครวญถึงเรื่องของทูตผู้ตรวจการเผยเม่า สองฝ่ ายไม่ เคยคบค้าสมาคมกันไม่อาจพูดได้ว่ามีมิตรภาพส่วนตัวใดๆ ต่อกัน หากเกิดเรื่องกับเผยเม่าจริง เขาต้องเดินตามรอยของมู่เหยียนไป หง จี้ก็ไม่ถึงมีความรู้สึกกระต่ายตายหมาจิ้งจอกเศร้าอะไร กลิ้งหล่นลง มาจากตาแหน่งสูงที่เป็ นยศสูงสุดจนสูงไปมากกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว กลายไปเป็นนักโทษ ในเมืองหลวงทุกวันนี้ก็ไม่ถือว่าเป็นเรื่องหายาก อะไร เขาหงจี้ก็ไม่ใช่ “ผู้สมรู้ร่วมคิด” ที่ใหญ่ที่สุดหรอกหรือ?
หงจี้เป็นคนหยาบกระด้าง ความคิดเรียบง่าย ในเมื่อชักดาบแล้ว ฟั นใครก็เหมือนกัน
แล้วนับประสาอะไรกับที่ดาบที่ยื่นออกมาจากจวนราชครู ไม่ว่าจะ ปาดลงบนคอของใครก็ล้วนสามารถเห็นเลือดแต่เลือดไม่กระเซ็นได้ ทั้งนั้น
อาณาเขตของต้าหลี พูดจนฟ้าทะลุก็มีแค่สามพื้นที่เท่านั้น ผู้ฝึก ตนทาเนียบและสิ่งศักดิ์สิทธิ์แห่งภูเขาสายน้าที่ไปมาอยู่ท่ามกลางเมฆ หมอก ขุนนางที่นั่งอยู่ในที่ว่าการล่างภูเขาและกองทัพชายแดนที่นั่ง อยู่บนหลังม้า
เสิ่นเฉินแห่งกรมกลาโหมเพิ่งจะลาออกจากการเป็นขุนนางกลับ บ้านเกิด ความรักชายหญิง ความกล้าหาญของวีรบุรุษ ดูเหมือนว่า ต่างก็มีการแบ่งวรรคตอน
ก่อนที่วันนี้เจ้ากรมผู้เฒ่าจะออกไปจากเมืองหลวง ขี่ม้าเดินอยู่ ในระเบียงพันก้าวมีหน้ามีตาเสียจนทาให้ขุนนางในที่ว่าการสองฝาก ฝั่ งอิจฉาตาร้อน นอกจากกรมคลังที่ค่อนข้างเงียบสงบแล้ว หน้าประตู ที่ว่าการอื่นๆ ล้วนมีผู้คนเบียดเสียดเสียงดังเอะอะ ได้เห็นราชครูหนุ่ม จูงม้าให้ผู้เฒ่าด้วยตัวเอง ภาพเหตุการณ์นี้ไม่รู้ว่าทาให้อารมณ์ของ ขุนนางหนุ่มกี่มากน้อยกระเพื่อมไหว ลูกผู้ชายควรต้องเป็นเช่นนี้!
รองเจ้ากรมสองคนอย่างสวีถงและอู๋หวังเฉิง ดูเหมือนว่าไม่ว่าใคร ที่จะมารับตาแหน่งเจ้ากรมต่อ คือน้าดีที่ไม่ไหลเข้านาคนนอกก็ดี ทา
ให้กรมกลาโหมใหม่ยังคงด าเนินการได้อย่างราบรื่นเหมือนเดิมก็ช่าง ก็ล้วนถือว่ามีเหตุผล ขอแค่จวนราชครูพยักหน้าตอบตกลง มีการ บอกกล่าวกันในการประชุมเล็กที่ห้องทรงพระอักษรไว้ก่อน มติการ ประชุมก็จะผ่านไปได้อย่างราบรื่น แต่ถึงท้ายที่สุดแล้วก็ยังขาด ความหมายบางอย่างไป หงจี้ไม่ได้กระเพาะกว้างถึงขั้นอยากจะเข้าไป เป็ นนายในกรมกลาโหม ไม่ว่าจะเป็ นคุณความชอบด้านการทหาร หรือชื่อเสียง ตัวหงจี้เองรู้ตัวดีว่ายังห่างชั้นอีกไกลนัก จากผู้บัญชา การณ์ กองทหารม้าลาดตระเวนพระนครขั้นสามชั้นโทไปจนถึงขั้น สองชั้นเอกของกรมกลาโหม ตรงกลางมีช่องว่างอยู่เยอะเกินไป นี่ ไม่ใช่เหตุผลที่เขาโชคดีได้ดื่มสุราร่วมโต๊ะกับราชครูแล้วยังรู้สึกไม่ พอใจ นับแต่โบราณตราบจนปั จจุบันมีวีรบุรุษกี่มากน้อยที่ล้วนถูกคา ว่าโลภพาหลงผิดให้กลายเป็นวีรบุรุษผู้เจ้าเล่ห์แฝงความชั่วร้าย
หงจี้ไม่ต้องการให้วันใดตัวเองกับที่ว่าการเหนือกลับกลายเป็ น ฝ่ายที่ถูกวงการขุนนางเมืองหลวงเห็นเป็นเรื่องตลก
เฉินผิงอันดื่มเหล้าหนึ่งอีก “ทุกวันนี้เรื่อง การควบรวมมณฑล ถือว่าพอจะราบรื่น ข้าเตรียมจะยกระดับขั้นของแม่ทัพขั้นสามชั้นโท ไปเป็นขั้นสามชั้นเอก หงจี้ เจ้ามีความคิดอะไรไหม?”
หงจี้รีบส่ายหน้ายิ้มเอ่ย “ราชครู ข้าเป็นทหารชายแดน แค่ยินดีที่ จะได้เห็นเรื่องนี้สาเร็จ ไม่มีความคิดเห็นใดๆ”
ในใจคิดว่าเจ้าเด็กฉินเปียวโชคดีจริงๆ เพิ่งจะรับตาแหน่งรองแม่ ทัพของลี่โจว ในอนาคตเมื่อระดับขั้นของแม่ทัพมณฑลได้ยกระดับ
สูงขึ้น ตาแหน่งขุนนางของฉินเปียวก็จะเหมือนเรือที่ลอยตามน้าสูง ไปด้วย นั่นไม่ใช่ว่าเพิ่งจะออกไปรับตาแหน่งนอกเมืองหลวงได้แค่ ไม่กี่วันก็ได้เป็นตัวสารองข้าหลวงประจาท้องถิ่นที่เป็นขั้นสามชั้นโท แล้วหรอกหรือ? นี่จะไม่ทาให้ซื้อถูเตี้ยนอู่ที่อยู่ต่อในที่ว่าการเหนือ อิจฉาแย่เลยหรือไร?
เดี๋ยวก่อน ขั้นสามชั้นโท?
ก็เท่ากับผู้บัญชาการณ์แห่งที่ว่าการเหนืออย่างตนน่ะสิ?! หงจี้ยิ่ง คิดก็ยิ่งโมโห รีบก้มหน้าดื่มเหล้าอึกใหญ่เงียบๆ ทันที
เฉินผิงอันกล่าว “วันหน้าหรงอวี๋จะไปรบกวนที่ที่ว่าการเหนือของ พวกเจ้าบ่อยๆ ก็ให้ซือถูเตี้ยนอู่รับหน้าที่คอยประสานงานเรื่องต่างๆ ก็ แล้วกัน”
หงจี้รีบกุมหมัดรับคาสั่งตามจิตใต้สานึกทันใด หรงอวี๋ยิ้มเอ่ย “รบกวนแล้ว”
เฉินผิงอันเปลี่ยนเรื่องพูด ยิ้มถามว่า “หงจี้ ได้ยินมาว่าบ้านดอง ของเจ้าคือเจ้าขุนเขาสานักศึกษาในท้องถิ่นที่อ่านตารามาจนเต็มอิ่ม หรือ?”
หงจี้ยิ้มกว้าง “พ่อตาบ้านดองของข้าคือวิญญูชนผู้เที่ยงตรงคน หนึ่งจริง มีชื่อเสียงดีมากอยู่ที่เว่ยโจว ความคิดตลอดชีวิตอยู่แค่ที่การ สอนหนังสืออบรมสั่งสอนผู้อื่นเท่านั้น ไม่มีเงินเก็บสะสมอะไร เพราะ ทุกครั้งที่พอจะมีเงินในมือเหลือก็มักจะรีบร้อนเอาไปซื้อหนังสือให้กับ
พวกเด็กนักเรียน หรือไม่ก็ช่วยออกทุนให้พวกเขาเดินทางไปสอบที่ เมืองหลวง มีลูกสาวที่ดี เป็ นเจ้าลูกหมาบ้านข้าที่ใฝ่ สูงแล้ว ปั ญหา เพียงหนึ่งเดียวก็คือเวลาพูดคุยกับเขามักจะต้องคอยขบคิดความนัย ของคาพูด ต้องเตรียมคาพูดไว้ในหัวก่อน ต่อให้เป็นเช่นนี้ก็ยังทาตัว ขายหน้าเป็ นประจา ทุกครั้งที่เจ้าลูกหมาบ้านข้ากลับบ้านไปเยี่ยม ญาติพร้อมภรรยาของเขาตอนกลับมาจะต้องเอาตารากลับมาด้วยสี่ ห้าเล่ม บอกว่าพ่อตาเขามอบให้ข้า ท่านราชครูท่านลองบอกสิว่า ไฉนบัณฑิตพวกนี้ถึงได้ร้ายกาจอย่างนี้ อย่าว่าแต่ด่าคนโดยไม่ใช้คา หยาบเลย แต่นี่เขาด่าคนโดยไม่ต้องเปิดปากพูดด้วยซ้า”
เฉินผิงอันหลุดหัวเราะอย่างอดไม่อยู่ ถามว่า “ปีนั้นครั้งแรกที่ พวกเจ้าพบหน้ากันบรรยากาศก็กลมเกลียวมากหรือ?”
หงจี้ส่ายหน้า “ใช่ที่ไหนล่ะ ข้าคือคนที่จับดาบมาจนชิน เขาคือ อาจารย์สอนหนังสือซิ่วไฉเจอกับทหาร ไม่ตีกันไม่ทะเลาะกัน ยังจะ พูดคุยเรื่องอะไรกันได้อีก เจอหน้ากันครั้งแรกถือว่าพอใช้ได้ ต่างคน ต่างถ่อมตัวคอยหาเรื่องมาคุยกัน กระอักกระอ่วนยิ่งนัก”
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “ปั ญญาชนที่อยู่ในชนบทมักจะมีความองอาจ ของบัณฑิตที่ว่า “ข้าไม่หวังความร่ารวยสูงศักดิ์ แต่ผู้คนต่างมาขอ ผลงานข้าเอง”
หงจี้ตบเข่าฉาด พูดเสียงดังว่า “ใช่ๆๆ คือความรู้สึกแบบนี้นี่แหละ แต่พูดได้ไม่แม่นย าเหมือนราชครู ตอนนั้นอย่างมากสุดข้าก็แค่รู้สึก ว่าความเย่อหยิ่งบนร่างของอีกฝ่ าย ดูเหมือนจะเป็ นการเอ่ยเตือน
ประโยคหนึ่งอย่างซ้าไปซ้ามาว่า ต่อให้หมวกขุนนางของเจ้าจะใหญ่ แค่ไหน ที่บ้านข้าก็มีตาราเยอะ”
เฉินผิงอันกล่าว “หากเปลี่ยนมาเป็นพ่อตาบ้านดองของเจ้าที่นั่ง อยู่ที่นี่ ต้องยิ้มอย่างรู้ทัน ไม่มีทางตบเข่าเสียงดังแน่นอน”
หงจี้ไม่รู้สึกพิพักพิพ่วน ต่อให้นิสัยจะหยาบกระด้างแค่ไหน อ่าน หนังสือมาน้อยเท่าไร ความนัยที่ซ่อนอยู่ในคาพูดแค่นี้ เขาก็ยังพอจะ ฟั งเข้าใจ
หงจี้มีทั้งความคิดที่อยากตีเหล็กตอนที่ยังร้อน แล้วก็เกิดแรง บันดาลใจด้วย “มีครั้งหนึ่งพ่อตาบ้านดองดื่มชาอยู่ในห้องหนังสือ ข้า เห็นกับตาได้ยินกับหูว่าเขากาชับบัณฑิตที่เดินทางไปสอบในเมือง หลวงว่า การกินอยู่พักอาศัยในเมืองหลวงต้องทาอย่างไร ต้องระวัง เรื่องใดบ้าง ตอนที่เดินไปส่งถึงหน้าประตูยังโน้มน้าวพวกเขาอีก ประโยคว่ายามเช้ายังเป็นชาวนาสามัญ ยามเย็นกลับได้ขึ้นสู่ท้องพระ โรงเบื้องหน้าฮ่องเต้ แต่สาหรับคนยากจนอย่างพวกเราทั้งหลายแล้ว ระหว่าง “เช้ากับเย็น” นี้ ส่วนใหญ่ทางตระกูลจะต้องอดทนอยู่หลาย สิบปี ถึงขั้นที่ว่าร้อยปีหรือหลายร้อยปี“
เฉินผิงอันพยักหน้า “คาพูดนี้มีนัยชวนให้ขบคิด”
หรงอวี๋มองหงจี้ที่หน้าตาหยาบกระด้าง
นางจาได้ว่าตอนเด็กเคยเห็นภาพหนึ่งกับฝูชิ่ง ราชครูชุยเดิน อย่างเชื่องช้าอยู่ในห้องหนังสือ พอหยุดยืนนิ่งก็ทาท่าหนึ่ง
เมื่อเส้นแสงสาดส่องเข้ามาในห้องที่มองดูคล้ายสะอาดสะอ้าน รอ กระทั่งคนในห้องสะบัดชายแขนเสื้อ รอบด้านก็ล้วนมีแต่ฝุ่นผง
เฉินผิงอันพลันเอ่ยว่า “ได้ยินมาว่าหงหลิ่นลูกชายของเจ้า ปีนั้น ใช้สถานะของเลขาธิการฝ่ ายบุ๋นติดตามกองทัพลงใต้ เคยรับหน้าที่ เป็ นมือปราบประจ าอ าเภออยู่ในราชวงศ์จูอิ๋งเก่า ภายหลังกองทัพ ชายแดนต้าหลีเปิดฉากเข่นฆ่ากับเผ่าปีศาจแห่งเปลี่ยวร้างในพื้นที่ อย่างดุเดือด เหมือนการขยับเลื่อยยื้อกันไปมา นายอาเภอในพื้นที่ เห็นท่าไม่ดี คิดจะทรยศแคว้นไปเข้าพวกกับศัตรู หงหลิ่นไม่รอให้ทาง ราชสานักตอบกลับก็ทาแผนซุ่มโจมตีสังหารคนไปยี่สิบกว่าคนด้วย ตัวเอง รับหน้าที่ตาแหน่งนายอาเภอ ภายหลังพาทหารหลบหนี ระหว่างนั้นแสร้งปลอมตัวเป็นทูตของกระโจมทัพเผ่าปีศาจล่อลวงให้ เจ้าเมืองแห่งหนึ่งเปิดประตูเมือง พวกขุนนางและเศรษฐีในท้องถิ่นที่ แปรพักตร์หักหลังรวมทั้งสิ้นสองร้อยกว่าคนต่างก็ถูกหงหลิ่นใช้หน้า ไม้ยิงสังหารจนสิ้นซาก แล้วจึงพาคนหนีไป”
หรงอวี๋คีบอาหารคาหนึ่งให้กวอจู๋จิ่ว เรื่องมาถึงทุกวันนี้นี่ก็ยังเป็น คดีความเลอะเลือนที่ไม่ใหญ่ไม่เล็กก้อนหนึ่ง ฝ่ ายในของกองทัพ ชายแดนต้าหลี และยังมีที่ว่าการกรมอาญาของเมืองหลวงและเมือง หลวงสารอง แน่นอนว่าต้องเข้าข้างหงหลิ่นอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ กลับมีที่ว่าการบางแห่งที่จับไว้ไม่ยอมปล่อยอยู่หลายครั้ง เป็นเหตุให้ ทางฝั่ งของจวนราชครูก็มีเอกสารฉบับหนึ่งที่ส่งผ่านหลายขั้นจน มาถึงมือของชุยฉาน แต่เขาไม่เคยอ่าน บางทีอาจเป็ นเพราะปีนั้นมี
กิจธุระยุ่งเกินไป สารพัดเรื่องราวพันกันยุ่งเหยิง ซิ่วหูคร้านจะถือสา เรื่องเล็กน้อยประเภทนี้ และบางทีอาจเป็นความจงใจของชุยฉานก็ได้ ไม่ว่าจะอย่างไร ในเมื่อจวนราชครูไม่ได้พูดอะไรอย่างชัดเจน เรื่อง เล็กน้อยนี้ก็ถือว่าไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัด ส่วนผลลัพธ์ที่ตามมา ก็คือ หงหลิ่นไม่ต้องรับโทษเพราะเรื่องนี้ แต่ทุกวันนี้ยังเป็นนายอาเภอของ หลงโส่วหยวน
สายตาของกวอจู๋จิ่วฉายประกายระยิบระยับ ลูกชายของหงจี้ทา อะไรรวดเร็วเด็ดขาดขนาดนี้เลยหรือ? ทุกวันนี้เป็ นขุนนางใหญ่แค่ ไหนแล้ว?
หัวใจของหงจี้บีบรัดตัว กลัวว่าราชครูจะรู้สึกว่าวิธีการของหงห ลิ่นโหดเหี้ยมเกินไป ต้องการเตือนให้ตนระมัดระวัง ระวังว่าจะถูกคน เอาเรื่องนี้มาร้องเรียนหงหลิ่น ฉวยโอกาสนี้เล่นงานที่ว่าการเหนือ?
เฉินผิงอันพยักหน้าร้องอิ่มกับตัวเอง เอ่ยว่า “บิดาเป็นพยัคฆ์จะมี ลูกเป็นสุนัขได้อย่างไร”
หงจี้สังเกตสีหน้าและคาพูดของราชครูเฉินอย่างละเอียด แน่ใจ ว่าไม่ได้เป็ นค าประชดถึงได้โล่งอก หัวเราะเสียงดังอย่างมีความสุข “เจ้าลูกหมาผู้นี้มีโชควาสนาดีเหลือเกิน ถึงกับถูกราชครูรับรู้เรื่องราว และชื่อของเขาด้วย คืนนี้กลับไปจะต้องส่งจดหมายไปบอกหงหลิ่น เรื่องนี้ เมื่อเป็ นเช่นนี้ก็พอจะทาให้เขาแข็งกร้าวกับภรรยาตนเองได้ บ้างไม่มากก็น้อย ไม่ถึงขั้นที่ว่าไม่ว่าเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ก็ต้อง ขอให้ภรรยาตัดสินใจ”
ไม่แปลกหรอก ขอแค่เป็นคนที่สามารถเข้าไปอยู่ในจวนราชครู ได้ ไม่สนว่าจะเป็ นขุนนางหรือผู้ฝึกตน คาดว่าคดีความของบรรพ บุรุษสิบแปดรุ่นคงถูกตรวจสอบอย่างชัดเจนไปนานแล้ว
ขนบธรรมเนียมของที่ว่าการเหนือก็คือหนึ่งในเรื่องที่วงการขุน นางของเมืองหลวงชอบพูดคุยกัน แม้กระทั่งฉินเปี ยวที่เพิ่งไปรับ ต าแหน่งแม่ทัพนอกเมืองหลวงก็ถูกภรรยาควบคุมอย่างเข้มงวด เหมือนกัน ไม่ว่าจะให้ความรู้สึกยโสโอหังต่อภายนอกอย่างไร กลับไปถึงบ้านก็มักจะเออออคล้อยตามภรรยาของตัวเอง ออกจะเป็น การประจบด้วยซ้า
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “ข้ารู้จักหงหลิ่นนายอาเภอของหลงโส่วหยวน ก่อน แล้วค่อยรู้จักหงจี้แห่งที่ว่าการเหนือ ดังนั้นครั้งแรกที่เปิดอ่าน เอกสารคดีของกองทหารม้าลาดตระเวนพระนคร ก็ไม่ใช่บิดาเป็ น พยัคฆ์ไม่มีลูกเป็นสุนัขอะไร แต่อดทอดถอนใจไม่ได้ว่า ที่แท้ไอ้หมอ นี่ก็คือบิดาของหงหลิ่นหรือนี่”
หงจี้อึ้งตะลึง
แต่หรงอวี๋กลับรู้ดีว่าราชครูพูดจริง ตอนนั้นเขายังขอให้ฝูชิ่งไป เอาเอกสารของในท้องถิ่นมาโดยเฉพาะด้วย
กวอจู๋จิ่วถามอย่างใคร่รู้ “ผู้บัญชาการณ์หง ลูกชายท่านใช่ผู้ฝึก กระบี่ไหม?”
หงจี้รีบโบกมือเป็ นพัลวัน “หงหลิ่นไม่ใช่แม้กระทั่งผู้ฝึกตนด้วย ซ้า ยิ่งไม่ต้องพูดถึงผู้ฝึกกระบี่ เป็นแค่บัณฑิตที่ตวัดพู่กันร่ายน้าหมึก โชคดีที่ได้เป็นขุนนางตาแหน่งเล็ก ได้ทาเรื่องในหน้าที่ของตน”
กวอจู๋จิ่วเอ่ย “นิสัยการกระทาเหมือนผู้ฝึกกระบี่อย่างเราๆ มาก”
หงจี้อึ้งตะลึง อันที่จริงด้วยวันเวลาในการฝึกประสบการณ์อยู่ใน ที่ว่าการของเขา ได้รับการกล่อมเกลามานานหลายปี สามารถหา คาพูดที่เหมาะสมหลายสิบชนิดมารับคาประโยคนี้ได้อย่างสบายๆ แต่ ไม่รู้ว่าเหตุใด สุดท้ายหงจี้กลับทาเพียงแค่เงียบงันเท่านั้น