กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 47.1 กรงแห่งหนึ่งที่มีชื่อว่าอิสระ
หมื่นภูเขาก็ยังมีดวงจันทร์ดวงเดียวกัน คืนพระจันทร์เต็มดวง พอดี มีคนที่ยุ่งทางานมาทั้งวันแล้วได้พักผ่อนชั่วคราวเพื่อรอรับมือ กับความยุ่งวุ่นวายของวันพรุ่งนี้ มีคนอ่านตาราอริยะปราชญ์ ตรวจ แก้ตาราโบราณ แต่งบทกวีหลากหลายรูปแบบ ทั้งกลอนพรรณนา กระจกเงา และกลอนไว้อาลัยถึงเรื่องราวในอดีต มีคนที่ต้องขึ้นเขาลง ห้วยอยู่บนเส้นทางแห่งยศศักดิ์และลาภผล เดินทางกลางดึกอย่าง ยากลาบาก ขณะเดียวกันก็มีผู้ที่เร้นกายอยู่ในหุบเขา บ าเพ็ญตนฝึก วิชาเพื่อแสวงหาความเป็นอมตะ ดารงตนดั่งเซียนผู้หลุดพ้น มีคนที่ ดื่มเหล้าอยู่บนโต๊ะสุรา เรียกขานกันเป็ นพี่น้อง ผลัดกันชนจอก หน้าตาเบิกบาน ใช้คาพูดเจ้าหลอกข้า ข้าหลอกเจ้า มีคนล าพองใจ ไม่ก็เจ็บใจกับสิ่งที่ได้และเสียไปในวันนี้ แล้วก็มีคนที่วาดฝั นหรือไม่ก็ หวาดกลัวการมาเยือนโดยไม่ได้รับเชิญของวันพรุ่งนี้ และยังมีคน ไขว่คว้าไล่ตามความงดงามและความเสียดายของเมื่อวาน ส่วนลา คลองชางผู้ที่สายน้าลาแสงไหลรินบนผิวน้าที่ไหลเลื่อยอ่อนโยนมี โคมดอกบัวหลายดวงล่องลอย คล้ายกับผ้าแพรต่วนผืนหนึ่งที่ปั ก ดอกไม้ที่งดงามที่สุดเอาไว้
กินดื่มอิ่มหนา หงจี้โล่งใจเหมือนได้ยกภูเขาออกจากอก เพราะ รอบนี้ออกจากที่ทางานไม่ได้พาลูกน้องมาด้วย ตอนที่จ่ายเงินก็ต้อง ไปจ่ายด้วยตัวเอง หาเหตุผลออกมาจากห้องแล้วแอบไปจ่ายเงิน ไม่รู้
ว่าเถ้าแก่เหวยเฝ้ าตอรอกระต่ายอยู่หรือไร ถึงได้บังเอิญมาเจอกัน พอดี หงจี้ไม่อยากกินข้าวแล้วไม่จ่ายเงิน ไม่อาจขายหน้าในเรื่องนี้ได้ เจ้าอ้วนเหวยก็ไม่ได้ขาดไหวพริบจนรู้สึกว่าตัวเองมีคุณสมบัติมา หนุนหลังให้กับหงจี้แห่งที่ว่าการเหนือ
หงจี้แอบกระตุกคอเสื้อ นอกจากเจ้าอ้วนเหวยค่อนข้างหลอกลวง คนแล้ว ถึงอย่างไรก็ไม่ได้ก่อเรื่องก่อราวสร้างปั ญหาอะไร ข้าวหนึ่ง มื้อ ถือว่ากินอย่างอิ่มหนาสาราญ ตัวเองก็พูดคุยกับราชครูเฉินถูก คออย่างมาก…พูดง่ายๆ ก็คือ เวลาส่วนใหญ่หงจี้ล้วนตั้งใจกินอาหาร ดื่มเหล้ามากกว่า
ต้องรู้ว่าในใต้หล้าจะมีงานเลี้ยงสักกี่มื้อที่ถือสากันอย่างจริงจังว่า อาหารจะถูกปากหรือไม่ รสชาติของสุราเป็นเช่นไร สิ่งที่กินล้วนเป็น คาพูดของคนอื่นบนโต๊ะเหล้า สิ่งที่ดื่มล้วนเป็นหน้าตาของผู้อื่น ไปๆ มาๆ ก็สั่งอาหารอยู่แค่ไม่กี่อย่าง สตรีหน้าตางดงาม ข่าวเล็กๆ น้อยๆ ความผิดความถูกของคนอื่น คาพูดหยาบโลนสัปดนที่ไร้ความยา เกรง
แต่อาหารมื้อนี้ของวันนี้ แค่คาเดียวเท่านั้น เรียบง่าย
หงจื้อดสงสัยใคร่รู้ไม่ได้ คนอย่างราชครูเฉินดื่มเหล้าเมาได้จริง หรือ? ชีวิตนี้เคยดื่มเหล้าเมามาก่อนไหม? คนที่สามารถทาให้เขา เปิดใจพูดความในใจที่แท้จริงได้คือใคร?
เหวยฉงถูมือ กดเสียงลงต่ายิ้มถามว่า “ผู้บัญชาการณ์หง อาหาร พอใช้ได้ไหม?”
หงจี้ยื่นมือมากดไหล่เจ้าอ้วนเหวยแล้วบีบเบาๆ เอ่ยสัพยอกว่า “รสชาติไม่เลว ก็แค่ราคาที่ไม่ถูกเลยจริงๆ ตอนนี้ข้ารู้แล้วว่าไขมันบน ตัวเจ้ามาจากไหน ล้วนมาจากเงินเดือนขุนนางของลูกค้าอย่างพวก ข้านี่เอง”
เหวยฉงเอ่ยอย่างอ่อนใจ “ผู้บัญชาการณ์หง ว่ากันด้วยมโน ธรรม ราคาของเหลาสุราพวกเราถือว่ามีคุณธรรมและคุ้มค่ามากแล้ว นะ”
หงจี้ปล่อยมือออก ถามชวนคุยว่า “เถ้าแก่เหวย ข้าถามเจ้า หน่อย ท าการค้าอยู่ตลอดทั้งปี ต้องคอยต้อนรับขับสู้ผู้คน ต้องคอย ประคับประคองความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้ น ไมตรีและน้าใจก็ต้อง ครบถ้วนสมบูรณ์ รวมๆ แล้วเจ้าต้องดื่มเหล้าไปกี่จิน?”
เหวยฉงอึ้งตะลึง ก่อนจะรีบส่ายหน้า “ดื่มเหล้าไปมากน้อยแค่ ไหน? ไม่เคยคิดค านวณเรื่องนี้มาก่อน”
หงจี้ยิ้มเอ่ย “ดี ถ้าอย่างนั้นคราวหน้าที่มากินข้าวที่นี่อีก เจ้าก็จา ไว้ว่าบอกจานวนครั้งข้าหน่อย ข้าจะให้เจ้าพวกลูกกระต่ายน้อยบาง คนได้เพิ่มพูนความรู้ หลีกเลี่ยงไม่ให้วันๆ พวกเขาเอาแต่คุยโวกับข้า ว่าตัวเองคอแข็งกันแค่ไหน”
เหวยฉงอึ้งตะลึง มองบุรุษที่นั่งครองเก้าอี้อันดับหนึ่งของที่ว่าการ เหนือซึ่งดูเหมือนว่าจะไม่ได้ล้อเล่น เจ้าอ้วนก็ค่อยๆ คลี่ยิ้ม พยักหน้า บอกว่าได้เลย
เมืองหลวงต้าหลีในทุกวันนี้ บ้านที่หงจี้แห่งที่ว่าการเหนือ ตรงหน้าผู้นี้ไม่กวาดค้น ใครจะกล้าไปค้น?!
นอกจากนี้แล้ว สายตาของหงจี้ น้าเสียงในการพูดจาของเขาก็ ไม่ต่างจากพวกหันลิ่วเอ๋อร์เท่าไร
หงจี้กลับไปนั่งในห้องอีกครั้ง เฉินผิงอันวางตะเกียบลง เอ่ยว่า “ผู้ บัญชาการณ์หง ว่ามาเถอะ เพื่อนร่วมงานในที่ว่าการเหนือของเจ้า กลุ่มนั้นเวลานี้อยู่ในห้องใด พวกเราจะไปดื่มสุราคารวะ เจ้า รับผิดชอบเป็นคนกลาง ข้าจะถือว่าไปให้เห็นได้คุ้นหน้าคุ้นตากัน”
หงจี้สีหน้ากระอักกระอ่วน พูดตามสัตย์จริงอย่างใจฝ่ อเล็กน้อย “ก่อนหน้านี้ได้บอกให้พวกซือถูเตี้ยนอู่ดูสถานการณ์ก่อนแล้วค่อย ลงมือ แต่ก็ได้บอกกับพวกเขาแล้วว่าจะได้พบราชครูเฉินหรือไม่ ข้า ไม่กล้ารับรองอะไร ผลกลับดีนัก พวกเราไม่มีใครคิดว่ากิจการของ เหลาสุราจะดีขนาดนี้ เจ้าอ้วนเหวยบอกว่าพวกเขาอดทนรอทาตัว เหมือนโจรอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็หาที่นั่งให้พวกเขาไม่ได้จริงๆ พวกเขาจึง ได้แต่พากันกลับไป”
แน่นอนว่าเหวยฉงต้องไม่กล้าพูดแบบนี้ ใช้ถ้อยคาเหล่านี้ แต่หง จี้พูดอย่างนี้ ทั้งยังจงใจปรับแก้ให้ฟั งดูดี นี่ต่างหากที่ถือว่าเหมาะสม อย่างแท้จริงแล้ว
ส่วนเรื่องที่ให้ซือถูเตี้ยนอู่มารอเปล่า หงจี้ไม่คิดว่ามีปั ญหาใดๆ เรื่องใหญ่เท่ากัน ส่วนใหญ่ล้วนเป็ นทหารที่เคยผ่านสงคราม ยากลาบากมาก่อน อยู่บนสนามรบที่ความเป็ นความตายเกิดขึ้น อย่างปั จจุบันทันด่วน รอคอยกองหนุนอย่างล าบากยากแค้นแต่ กองหนุนก็ไม่มานั่นต่างหากถึงจะร้อนใจราวไฟลนอย่างแท้จริง อันที่ จริงที่ว่าการเหนือนั้นถือเป็นพวกแปลกแแยกในวงการขุนนางต้าหลี แล้ว พูดถึงแค่ขุนนางชั้นสามที่ในมือกุมอานาจตัดสินเป็นตายจะมีสัก กี่คนที่สนใจอนาคตของลูกน้องเช่นนี้? ลูกหลานชนชั้นสูงอย่างซือถู เตี้ยนอู่ อยู่ที่ทะเลสาบเหล่าอิงไม่ต้องเห็นแก่หน้าใครก็ได้ ท างานตาม หน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย แต่กลับเป็นการผูกปมแค้นกับผู้อื่นในทาง ส่วนตัว นอกจากจะเป็ นเพราะนิสัยใจคอของผู้กองหนุ่มเองแล้ว แน่นอนว่ายังเป็ นเพราะเชื่อมั่นในตัวผู้บัญชาการณ์หง เชื่อว่าไม่มี ทางเห็นตัวเองเป็ นหมากที่ถูกทอดทิ้งที่จะทิ้งเมื่อไหร่ก็ได้เพียงแค่ เพราะเขาก่อเรื่องอย่างแน่นอน
เฉินผิงอันคิดแล้วก็เอ่ยว่า “จะให้จวนราชครูและหรงอวี๋เอาแต่ รบกวนที่ว่าการเหนือของพวกเจ้าอยู่ตลอดก็ไม่ได้ วันหน้าคนของ ที่ว่าการเหนือมาคุยธุระกับจวนราชครู นอกจากหงจี้ที่ไม่จาเป็นต้อง รายงานแล้ว”
หยุดชะงักไปครู่หนึ่ง เฉินผิงอันก็หันหน้าไปพูดกับหรงอวี๋ว่า “คราวหน้าในรายชื่อของคนที่สามารถเข้าร่วมการประชุมได้ก็ให้เพิ่ม ชื่อของซือถูเตี้ยนอู่เข้าไปอีกชื่อหนึ่ง”
หรงอวี๋พยักหน้าเบาๆ
สีหน้าของหงจี้แปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย แม้จะไม่รู้ว่าในรายชื่อนี้มี ชื่อของใครอยู่บ้าง แต่เขาก็รู้ชัดเจนดีว่าเจ้าเด็กซือถูเตี้ยนอู่นี้ได้ โอกาสที่จะเป็ นปลาหลีกระโดดข้ามประตูมังกรแล้ว แน่นอนว่าด้วย การแสดงออกที่ทะเลสาบเหล่าอิงของเจ้าเด็กนี่ เขากับฉินเปียวก็ควร จะได้เลื่อนขั้นพร้อมกัน
เฉินผิงอันเอ่ยสัพยอก “ผู้บัญชาการณ์หงกินได้คุ้นหรือไม่?”
หงจี้พลันไม่แน่ใจว่ากินที่ราชครูพูดถึงคืออาหารในเหลาสุราของ ลาคลองชางผู หรือว่ากินอาหารที่ต้องคอยมองสีหน้าคนอื่นเช่นมื้อ อาหารในวันนี้? เขาใช้ความคิดอย่างว่องไวก่อนจะยิ้มเอ่ย “อันที่จริง กินไม่ค่อยชินเท่าไรนัก แต่พ่อตาบ้านดองของข้าพูดได้ดี คนคนหนึ่ง อาจยอมฝื นใจไปกับเรื่องราวนับสิบหรือร้อยเรื่องได้ แต่ใน ขณะเดียวกันยังไม่ยอมลดทอนหรือประนีประนอมกับคนสองคนหรือ เรื่องสองเรื่อง นั่นแหละจึงจะเรียกว่าพิถีพิถันอย่างแท้จริง”
เฉินผิงอันใคร่ครวญคาพูดนี้ “ยอมฝืนใจ ไม่ยอมประณีประนอม ความพิถีพิถันอย่างแท้จริง”
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “หากดูตามนี้ ก็ใช่ว่าบัณฑิตจะไร้ประโยชน์ไป ทั้งหมด หลายๆ ครั้งเรื่องเดียวกัน บัณฑิตอ่อนแอเหล่านี้เป็นคนพูด กลับมีความหมายและรสชาติที่แตกต่างออกไป”
หงจี้หัวเราะฮ่าๆ “ราชครู นี่คือคาวิจารณ์ที่ท่านมีต่อบัณฑิต ข้า ไม่ได้คิดแบบนี้นะ!”
เฉินผิงอันลุกขึ้นยืน ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “ผ่านหมู่บ้านนี้ไปก็ไม่มีร้าน นี้อีก หงจี้ เจ้าคิดให้ดีล่ะ ออกจากเหลาสุราไปแล้ว ข้าก็ไม่มีเหตุผล ให้ดื่มเหล้าแล้วนะ”
หงจี้พูดด้วยสีหน้าจริงใจ “คิดดีแล้ว แทนที่จะให้ข้าช่วยแนะนา พวกเขาให้ท่านรู้จัก ก็ไม่สู้ให้พวกเขาแต่ละคนอาศัยความสามารถ ของตัวเองในการทาเรื่องที่จับต้องได้จริง ในอนาคตวันใดไปที่จวน ราชครูหรืออยู่ในราชสานัก ก็ค่อยพูดคุยกับราชครูเฉินต่อหน้า”
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “ดี ตกลงตามนี้ ถ้าอย่างนั้นก็อย่าให้ข้ารอนาน นัก”
หงจี้กุมมือคารวะ สายตาฉายประกายร้อนแรง แม้จะไม่ได้พูด อะไร แต่กลับมีความองอาจห้าวหาญยิ่ง
สองฝากฝั่ งของลาคลองชางผู้ที่ประดับโคมไฟและผูกผ้าสี ตกแต่งอย่างสวยงาม รถม้าและผู้คนขวักไขว่ ไม่กล้าคิดจริงๆ ว่า เมื่อก่อนที่นี่จะครึกครื้นแค่ไหน
เปี้ยนชุนถังแห่งฝ่ ายทะเบียนของอาเภอหย่งไท่ หลู่จวงแห่ง ห้องคุมขัง และยังมีเสมียนหนุ่มอีกคนที่เพิ่งเข้ามาอยู่ในที่ว่าการ อาเภอ ชื่อว่าโจวเสวียนไจ่
เกาซิวแห่งสานักคุ้มภัยป๋ ายอวิ๋น เด็กหนุ่มหม่าอี้เซี่ยน
คนสองกลุ่ม นอกจากหลู่จวงที่เคยมากินข้าวที่นี่ไม่กี่ครั้งแล้ว คน อื่นๆ ล้วนเพิ่งเคยมาดื่มเหล้าที่ลาคลองชางผู้เป็นครั้งแรก
ก่อนหน้านี้หลู่จวงเสนอให้ไปที่เหลาสุราของเจ้าอ้วนเหวย บอก ว่าค่อนข้างจะเป็นของดีราคาถูก ไม่เชือดลูกค้า แน่นอนว่าเกาซิวไม่ มีความเห็นต่าง มีเรื่องจะขอร้องคนอื่น ไม่กลัวว่าอีกฝ่ ายจะเสนอ เงื่อนไข กลัวก็แต่ว่าอีกฝ่ายจะไม่เปิดปาก
เดินผ่านร้านแห่งหนึ่งที่ขายโคมปลางดงามหลากหลายสีสัน เสมียนหนุ่มก็คิดเงียบๆ ว่าหากข้าได้เป็ นขุนนาง จะต้องทิ้งร่องรอย ของข้าไว้ในเมืองหลวงแห่งนี้อย่างแน่นอน
เด็กหนุ่มตาแหลม ใบหน้าเต็มไปด้วยความปิติยินดี ชูมือขึ้นสูง แล้วโบกแรงๆ ตะเบ็งเสียงตะโกนเรียก “เฉาโม่! ทางนี้ ทางนี้!”
เฉินผิงอันเดินก้าวเร็วๆ มาข้างหน้า ขณะเดียวกันก็ยกมือขึ้น เล็กน้อยท าท่ามือบอกให้พวกหงจี้เดินให้ช้าลง
หงจี้และพวกหรงอวี๋ไม่ได้เดินตามราชครูไป หงจี้ตกตะลึง เล็กน้อย คือนามแฝงของราชครูหรือ? เด็กหนุ่มที่มที่อผู้นั้นคือเทพ เซียนจากที่ใดกัน? ดูจากท่าทางแล้วจะสนิทกับราชครูมาก?
หม่าอี้เซี่ยนยืดคอยาวออกไป พวกชายหญิงที่ยืนอยู่ด้านหลัง เฉาโม่ ไม่มีใครที่เขารู้จักสักคน คนหนึ่งในนั้นคือบุรุษวัยกลางคนที่ ค่อนข้างสะดุดตา คล้ายสารถีขับรถม้า
กวอจู๋จิ่วลูบหัวของเซี่ยโก่ว ถามอย่างสงสัยว่า “หมวกขนเดียว ใบนั้นล่ะ? ท าไมถึงมองไม่เห็นมัน รู้สึกไม่คุ้นชินเท่าไรเลย เหมือนเจ้า ไม่ได้เอาหัวออกมาจากบ้านอย่างไรอย่างนั้น”
เชี่ยโก๋วยื่นมือมาปั ดกรงเล็บของเจ้าประมุขกวอออก เอ่ยอย่าง อ่อนใจว่า “เจ้าประมุขกวอหนอ ทุกวันนี้ผู้ถวายงานอันดับหนึ่งอย่าง ข้ามีชื่อเสียงเลื่องลือในเมืองหลวงมากแล้วโอ้อวดตัวมากเกินไปก็ง่าย ที่จะมีเสียงร้องเรียกจากสองข้างทาง ไม่ทันระวังจะไปรบกวนการกิน อาหารของเจ้าขุนเขา แบบนั้นจะไม่มีโทษมหันต์เลยหรือ”
กวอจู๋จิ่วพยักหน้า “ศิษย์พี่หญิงเผยบอกว่าชาวบ้านในเมือง หลวงทุกวันนี้ เวลาที่พูดคุยกันถึงงานพิธีครั้งนั้น พอพูดถึงเซี่ยโก่ว หรือผู้ฝึ กกระบี่ป๋ ายจิ่งก็จะเอ่ยประโยคหนึ่งว่า “ก็คือเด็กสาวที่สวม หมวกขนเตียวคนนั้นน่ะหรือ” ภาพลักษณ์สะดุดตา ทาให้คนจดจาได้ อย่างลึกซึ้ง ได้เปรียบมากจริงๆ”
เซี่ยโก๋วยกสองมือเท้าเอว พยักหน้าอย่างแรง คงเป็ นเพราะไม่ สวมหมวกขนเดียว จึงดูตัวเตี้ยลงกว่าเดิม
เวลานี้หงจี้ยืนอยู่ข้างกายอวี๋สืออู้ บุรุษที่หน้าตาหล่อเหลาสง่า งามผู้นี้ ตอนอยู่ที่โต๊ะเหล้าพูดไม่เยอะ บุคลิกสุภาพอ่อนโยน
พูดคุยกันไม่กี่ประโยค อวี๋สืออู้บอกว่าเขาเคยนัดหมายกับสหาย คนหนึ่งว่าในอนาคตจะมาดื่มเหล้าที่ลาคลองชางผู้ด้วยกัน แต่ อนาคตที่ว่านี้ไม่มีทางมาถึงแล้ว ตอนที่เอ่ยประโยคนี้ อวี๋สืออู้มีท่าทาง เสียใจอยู่บ้าง
รอกระทั่งเฉาโม่เดินมาใกล้ หม่าอี้เซี่ยนมองประเมินอยู่พักหนึ่งก็ จีปาก “บังเอิญยิ่งนักเฉาโม่ มาเลี้ยงคนอื่นหรือว่าถูกคนอื่นเลี้ยงล่ะ? ไม่เสียแรงที่ทางานอยู่ในระเบียงพันก้าว มาปรนเปรอท้องตัวเองที่ลา คลองชางผู้ได้แล้ว ยอดเยี่ยม มาบ่อยหรือ หรือว่าเพิ่งเคยมาเป็นครั้ง แรก?”
ครั้งแรกที่เหยียบย่างมายังลาคลองชางผูซึ่งเงินทองไหลรินเป็น สาย เด็กหนุ่มรู้สึกใจฝ่ออยู่บ้าง กว่าจะได้เจอคนคุ้นเคยไม่ใช่เรื่องง่าย น้าเสียงที่พูดจึงดังกว่าปกติ
“ไม่มาถูกหลอกที่นี่บ่อยๆ หรอก รวมๆ กันแล้วก็ไม่เกินหนึ่งมือ นับ วันนี้คนอื่นเป็ นเจ้าภาพ” เฉินผิงอันก็จุ๊ปากตาม กดเสียงลงต่า เอ่ยว่า “เอาของขวัญร่วมแสดงความยินดีที่ข้าผู้อาวุโสมอบให้สานัก คุ้มภัยมาใช้จ่ายมือเติบที่นี่หรือ? เจ้าก็กล้าด้วย? ไม่รู้จักบอกกันสัก คา เรียกพี่ใหญ่เฉาให้มาด้วยกัน ดีนักนะ เจ้าหนู ช่างมีน้าใจ เหลือเกิน”
หม่าอี้เซี่ยนรู้สึกอายอยู่บ้าง เขาเอ่ยว่า “ศิษย์พี่เกาจะเลี้ยงข้าว คนในที่ว่าการ ขุนนางห่างไกลไม่สู้ขุนนางที่อยู่ใกล้นี่นะ สถานที่ที่ดื่ม เหล้าจะแย่เกินไปไม่ได้ คิดไปคิดมา แทนที่จะอิดออดตัดสินใจไม่ได้
ก็ไม่สู้ให้จบในทีเดียว มาที่ลาคลองชางผู้ที่มีชื่อเสียงที่สุด กินให้เต็มที่ กันสักมื้อ”
เฉินผิงอันพยักหน้า “เกาซิวท าอะไรรอบคอบอยู่แล้ว”
อันที่จริงเฉินผิงอันมีความประทับใจที่ดีมากต่อเกาซิว ไม่แพ้ ให้กับอาจารย์ของเขาเลย ลูกผู้ชายตัวโตๆ คนหนึ่ง ตลอดหลายปีที่ ผ่านมานี้ก็ได้เขาที่ดูแลพวกเด็กๆ ที่ในนามคือศิษย์น้องชายหญิงให้ เติบใหญ่ ความยากลาบากระหว่างนี้ ความไม่ง่ายมากมายที่ไม่อาจ บอกกล่าวใครได้ บางทีคนทั่วไปอาจจะไม่เข้าใจ แต่เฉินผิงอันจะไม่รู้ ได้อย่างไร?
เพียงแต่ว่าศิษย์พี่เกาของเด็กหนุ่มผู้นั้น ทุกครั้งที่มองสบตากับ เฉาโม่มักจะรู้สึกว่าเจ้าเฉาโม่ผู้นี้มีสายตาท้าทายอย่างไร้เสียง มี ความหมายทานองว่า “ข้าจะมาแย่งศิษย์น้องหญิงของเจ้า
ไหนเลยจะรู้ว่า ‘เฉาโม่” กลับมองเกาซิวเหมือนได้ย้อนกลับไป มองชีวิตตัวเองตอนเป็นเด็กหนุ่ม
หรงอวี๋จาเสมียนสองคนในที่ว่าการอาเภอได้แล้ว บังเอิญมาก จริงๆ
หม่าอี้เซี่ยนหันหน้าไปเอ่ย “ศิษย์พี่เกา ท่านไปที่เหลาสุรากับใต้ เท้าเปี้ยนและพี่ใหญ่หลู่ก่อนเถอะ อีกเดี๋ยวข้าจะตามไป พวกท่านได้ โต๊ะแล้วก็ไม่ต้องรอข้า ดื่มเหล้ากันไปก่อนได้เลย”
พวกเขามาหยุดยืนอยู่ข้างร้านโคมปลา ไม่รอให้เกาซิวที่ลาบาก ใจอธิบายอะไร เปี้ยนชุนถังก็เป็ นฝ่ ายเปิดปากช่วยพูดอย่างเข้าอก เข้าใจคนอื่นเป็นอย่างดี “ไม่ต้องรีบร้อน พูดคุยกันก่อนได้เลย ข้าเอง ก็จะได้เลือกโคมปลาให้ลูกชายใบหนึ่งได้พอดี”
หม่าอี้เซี่ยนมองไปเห็นอวี๋สืออู้ฮู้ก็ถามอย่างใคร่รู้ “คนผู้นั้นก็คือ เจ้าภาพของเจ้าหรือ?”
เฉินผิงอันมองตามสายตาของเด็กหนุ่มไปยังอวี๋สืออู้ ยิ้มเอ่ยว่า “ไม่ใช่”
หม่าอี้เซี่ยนเพิ่มความเร็วของคาพูด “ใช่แล้วเฉาโม่ มีเรื่องหนึ่ง เจ้าเป็นคนเก่าแก่ในยุทธภพ ช่วยกันวางแผนหน่อยได้ไหม?”
เมื่อก่อนอยู่กับเฉาโม่ คาพูดและการกระทาของเด็กหนุ่มมักจะ แสร้งท าเป็ นผู้ใหญ่ทุกเรื่อง แต่พอเกี่ยวพันไปถึงสานักคุ้มภัย เกี่ยวพันไปถึงเสบียงในการฝึ กตนของอาจารย์และศิษย์พี่หญิงบน ภูเขา เด็กหนุ่มก็วางศักดิ์ศรีลงได้
เฉินผิงอันพูดกลั้วหัวเราะ “มีเรื่องอะไร ไหนลองว่ามาสิ เกลือที่ ข้ากินยังมากกว่าข้าวที่เจ้ากินด้วยซ้า เรื่องของการวางแผน เป็นเรื่อง ง่ายมาก”
หงจิ้มองใต้เท้าราชครูที่มีท่าทางผ่อนคลาย ทั้งยังคล้ายแสร้งทา เป็นสูงส่งลึกลับก็รู้สึกไม่คุ้นชินอย่างมาก
ห่างไปไม่ไกล กวอจู๋จิ่วยิ้มอย่างรู้ใจ
นางเข้าใจทันทีว่าทาไมอาจารย์พ่อถึงเหมือนเปลี่ยนไปเป็นคนละ คน เพียงแค่เพราะอาจารย์พ่อในเวลานี้ก็เหมือนกับตอนที่ยืนอยู่นอก โต๊ะเหล้า ยืนอยู่ข้างถนนของที่ร้านในกาแพงเมืองปราณกระบี่ อาจารย์พ่อคงคิดถึงพวกเขามากสินะ