กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 47.2 กรงแห่งหนึ่งที่มีชื่อว่าอิสระ
หม่าอี้เซี่ยนได้ยินก็กลอกตามองบน เพียงแต่ว่านี่เป็นเรื่องใหญ่ที่ สาคัญ จึงคร้านจะถือสาเรื่องเกลือเรื่องข้าวอะไรกับเฉาโม่ “เว่ยลี่แห่ง ศูนย์ฝึ กยุทธชื่อไห่ ปรมาจารย์ใหญ่เว่ยเจ้าน่าจะเคยได้ยินมาก่อน กระมัง?”
เฉินผิงอันพยักหน้า “ต้องรู้จักอยู่แล้ว ชื่อเสียงเลื่องลือ ประหนึ่ง ฟ้าผ่าที่ดังอยู่ข้างหู”
หม่าอี้เซี่ยนขมวดคิ้วพูดด้วยความเป็นกังวล “วันนี้เขาเป็ นฝ่ าย มาหาพวกเรา บอกว่าจะทาการค้าร่วมกับสานักคุ้มภัย เจ้าคิดว่าในนี้ จะมีกับดักอะไรซ่อนอยู่หรือไม่? เฉาโม่ พวกเราไม่คุ้นเคยกับทั้งคน และสถานที่ของที่นี่ แต่ก็กลัวว่าจะพลาดโอกาสหาเงินที่พันปีก็ยากจะ พานพบครั้งนี้ไป แล้วก็กลัวด้วยว่าจะทาการค้าขาดทุน เฉาโม่ เจ้าก็รู้ ดี เปิดสานักคุ้มภัยพวกเราไม่มีเงินอะไรจริงๆ เดินพลาดไปก้าวหนึ่งก็ ไม่มีโอกาสให้พลิกฟื้นกลับมาแล้ว ข้าไม่อยากกลับไปพบอาจารย์ ด้วยสองมือว่างเปล่า ไม่มีหน้าเช่นนั้น หากว่ามีวันนั้นจริง ข้าก็คงไม่ กลับไปแล้ว จะต้องออกไปท่องยุทธภพเพียงล าพัง หาเงินได้เยอะ มากๆ แล้วค่อยกลับไปที่ภูเขา”
เฉินผิงอันมองเด็กหนุ่มที่ตาแดงน้อยๆ ลูบหัวของเขา เอ่ยว่า “ง่ายเลย หากเว่ยลี่ไม่มีใจคิดร้าย หวังจะหลอกต้มตุ๋นพวกเจ้า แต่
ความเป็นไปได้ข้อนี้มีน้อยมาก ถ้าอย่างนั้นก็ต้องเป็ นเว่ยลี่อยากหา เงินจริงๆ ถ้าเขาอยากหาเงินจริงก็ไม่จ าเป็ นต้องหลอกพวกเจ้าเลย หรือไม่แท้จริงแล้วเว่ยลี่ก็เคยได้ยินชื่อของอาจารย์พวกเจ้ามานาน แล้ว ในใจรู้สึกเคารพนับถือ ก็เป็นแค่คนในยุทธภพที่ยึดถือคุณธรรม น้าใจเท่านั้น ไม่อยากให้พวกเจ้ารู้สึกว่าติดค้างน้าใจพวกเขาก็เลย หาข้ออ้างห่วยๆ เช่นนี้มา ไม่ว่าจะอย่างไร สานักคุ้มภัยของพวกเจ้า ครุ่นคิดไตร่ตรองอย่างรอบคอบแค่ไหนก็ยังไม่สู้หาสหายที่เป็ นงูเจ้า ถิ่นในเมืองหลวง ทางที่ดีที่สุดคือเป็นคนที่มีสถานะเป็นข้าราชการ…”
หม่าอี้เซี่ยนเห็นว่าเฉาโม่สีหน้าจริงจัง เนื้อหาที่พูดฟั งแล้วก็มี เหตุผล อารมณ์ของเด็กหนุ่มก็ดีขึ้นได้ทันใด “อย่างเช่นเจ้า?”
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “ให้ข้าเป็นที่พึ่ง? เจ้าหนูเจ้าก็ช่างกล้าคิดนะ!”
หม่าอี้เชี่ยนหัวเราะอย่างโง่งม เฉาโม่มีนิสัยอย่างไร? พูดสามค า ไม่คุยโวเรื่องหนึ่งก็เหมือนผีขี้เหล้าที่ไม่ได้ดื่มเหล้าสามวันนั่นแหละ
หม่าอี้เซี่ยนกดเสียงลงต่า “เปี้ยนชุนถังเจ้าเองก็เคยเจอแล้ว ข้ามี ความประทับใจที่ดีต่อเขามาก แต่ข้าก็ไม่เข้าใจเคล็ดลับในที่ว่าการ อย่างพวกเสมียนเอย น้าใสอะไรเอย? หมวกขุนนางของเขาจะเล็ก เกินไปไหม? ในช่วงเวลาสาคัญจะช่วยเหลืออะไรไม่ได้ ควบคุม สถานการณ์ไม่อยู่หรือไม่?”
เฉินผิงอันยกมือขึ้น แสร้งทาท่าสะบัดชายแขนเสื้อ นับนิ้วอยู่ครู่ หนึ่งก็เอ่ยว่า “พอให้ใช้แล้ว”
หม่าอี้เซี่ยนเอ่ยอย่างตกตะลึง “เฉาโม่เจ้าท านายได้ด้วยหรือ? ท าไมถึงไม่ไปเป็นหมอดูตั้งแผงอยู่ใต้สะพาน…”
คิดไม่ถึงว่าไอ้หมอนั่นจะอืมรับ พยักหน้าเอ่ย “เคยไปตั้งแผงมา ก่อน ได้เงินมาไม่น้อย”
หม่าอี้เซี่ยนยิ้มกว้าง ยื่นนิ้วชี้หน้าเฉาโม่ที่หน้าหนาเหลือเกิน “อย่างเจ้าเนี่ยนะ วันหน้าใครที่เป็นภรรยาของเจ้า…”
เด็กหนุ่มเห็นเฉาโม่ทา “สีหน้าไม่สบอารมณ์” ก็รีบเปลี่ยนคาพูด ทันใด “ก็โชคดีแล้ว”
เฉินผิงอันพึงพอใจ ยิ้มเอ่ยว่า “ออกจากบ้านมาอยู่ข้างนอก มี ทักษะติดตัวมากก็ไม่กลัวว่าจะทับตัวตาย แบบนี้ถึงจะเป็ นดั่งนก นางแอ่นที่คาบดินโคลน สะสมเงินแต่งงานไปทีละน้อยทุกวัน เจ้าหนู เจ้าก็หัดเอาอย่างข้าบ้าง”
ได้รับคาชี้แนะจากเฉาโม่ ในใจของหม่าอี้เซี่ยนก็พอจะแน่ใจ คร่าวๆ แล้ว หว่างคิ้วของเด็กหนุ่มไม่เหลือพยับเมฆอีกต่อไป เขาโบก มือเอ่ย “เฉาโม่ ไปเดินเล่นของเจ้าต่อเถอะ ข้าต้องไปดื่มเหล้าแล้ว”
เฉินผิงอันตบหัวของอีกฝ่าย เอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “เจ้าเด็ก บ้า ข้ามแม่น้าแล้วรื้อสะพานหรือ”
หม่าอี้เซี่ยนพลันนึกขึ้นได้ว่าพวกศิษย์พี่เกายังรอตนอยู่ เฉินผิง อันกลับหันหน้าไปทางเสมียนของที่ว่าการอาเภอสองคนนั้นแล้ว กุม
หมัดคารวะยิ้มเอ่ย “อยู่ในเมืองหลวงที่มีประชากรสองล้านเจ็ดแสนคน สามารถได้เจอหน้ากันสองครั้งภายในวันเดียว มีวาสนาต่อกันจริงๆ”
วาสนาที่มากกว่านั้น แน่นอนว่ายังคงเป็ นร่มกระดาษน้ามันคัน นั้นของเฒ่าหูหนวกที่วกวนไปมาจนมาตกอยู่ในมือของเปี้ยนชุนถัง เปี้ยนชุนถังกุมหมัดคารวะกลับคืนชายที่ชุดเขียวตรงหน้า ลังเล เล็กน้อย เขาก็ยังไม่เอ่ยอะไร ก่อนหน้านี้เคยเจอหน้ากันที่สานักคุ้ม ภัยป๋ ายอวิ๋นแล้ว แต่ไม่ได้คุยกัน จานวนตัวเลขที่อีกฝ่ ายบอกมา มิ อาจพูดได้ว่าไม่แม่นย า เพราะถึงอย่างไรก็เป็นค ากล่าวของทางการ ในกรมอาญาเมืองหลวงเมื่อปีก่อน เพียงแต่ว่ามีความต่างกับความ เป็ นจริงอยู่บ้าง เพราะเปี้ยนชุนถังทางานอยู่ในฝ่ ายทะเบียนของ อ าเภอหย่งไท่อีกทั้งวันๆ ยังชอบคบค้าสมาคมอยู่กับเอกสารทะเบียน สามะโนประชากรและที่ดินของทางการและตัวเลขบัญชีที่น่าเบื่อ หน่ายเหล่านั้นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ดังนั้นจึงเข้าใจเรื่องวงในมากกว่า เพื่อนร่วมงานในที่ว่าการมากนัก
หลู่จวงยิ้มเอ่ย “พูดให้ถูกต้องก็คือสามล้านสองแสนคน ปีหน้ามี แต่จะยิ่งมากกว่านี้”
เฉินผิงอันถามอย่างสงสัย “เยอะขนาดนี้เลยหรือ?”
หลู่จวงยกนิ้วโป้ งไปทางเปี้ยนขุนถัง “ข้าเองก็ฟั งเขาพูดมา เหมือนกัน”
เปี้ยนชุนถังอธิบายให้ฟั งคร่าวๆ แน่นอนว่าเลือกส่วนที่สามารถ พูดได้ ข้อห้ามที่ว่าไม่สนิทสนมห้ามพูดคุยอย่างลึกซึ้ง ไม่ว่าจะเอาไป ใช้ที่ใดในใต้หล้าก็ล้วนได้ผล
เฉินผิงอันอดทนฟั งคาอธิบายของเปี้ยนชุนถังจนจบ แล้วจึงเอ่ย อย่างกระจ่างแจ้งว่า “มิน่าเล่า”
ขยับเส้นสายตามองไปยังเสมียนหนุ่มคนนั้น เฉินผิงอันยิ้มถาม “น้องชายผู้นี้คือ?”
หลู่จวงยิ้มแนะนา “เขาแช่โจวนามเสวียนไจ่ คือเพื่อนร่วมงาน ของเปี้ยนเหนียนโถวของพวกเรา”
คนหนุ่มหน้าบาง ถึงอย่างไรโจวเสวียนไจ่ก็เพิ่งเคยออกมาเจอ โลกกว้าง เขาหน้าแดงน้อยๆ เอ่ยว่า “เปี้ยนเหนียนโถวคืออาจารย์ที่ คอยนาพาข้าทาเรื่องต่างๆ”
เฉินผิงอันพยักหน้ารับ “อาจารย์นาพาเข้าประตู ฝึ กตนอยู่ที่ ตัวเอง รอให้เปี้ยนเหนียนโถวกลายเป็ นเปี้ยนจิงเฉิงเมื่อไหร่ก็ควร เรียกว่าโจวเหนียนโถวแล้ว”
เปี้ยนชุนถังหลุดหัวเราะทันใด คนหนุ่มหน้าแดงก่า หลู่จวงเองก็ หัวเราะอย่างอดไม่ไหว ปรายตามองสหายรัก ดูสิดู ฟั งสิฟั ง ไม่ใช่แค่ ข้าคนเดียวนะที่สนใจอนาคตของเจ้าน่ะ
พอรู้ว่าพวกเขาจะไปที่เหลาสุราของเหวยฉงพอดี มองโคมปลาที่ อยู่ในมือของเปี้ยนชุนถัง เฉินผิงอันก็กวักมือให้หงจี้ ยิ้มเอ่ยว่า
“รบกวนเจ้านาทางพวกเปี้ยนเหนียนโถวแล้วก็พี่น้องหลู่หน่อยได้ ไหม? บังเอิญว่าจะไปกินข้าวที่ร้านของเหวยฉงพอดี ไปถึงเหลาสุรา เจ้าก็ดูว่าจะสามารถปรึกษากับเถ้าแก่เหวย เอาห้องของพวกเราให้ พวกเขาได้หรือไม่” ว่า
หงจี้พยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม ในใจเบิกบานเหมือนดอกไม้ผลิ บาน เหตุผลน่ะหรือ? ง่ายเลย! ใต้เท้าราชครูไม่ท าตัวห่างเหินกับตน จริงๆ
ก่อนที่สองฝ่ายจะจากลากัน หม่าอี้เชี่ยนพูดหยอกล้อว่าอยากกิน อาหารมื้อที่สองไหมเขาจะเลี้ยงเหล้าดีๆ เอง เฉินผิงอันปรายตามอง ไปยังทิศทางของวังหลวง ยิ้มบอกว่าตัวเองมีธุระเล็กน้อยต้องไปท า
หงจี้พาพวกเกาชิวไปที่เหลาสุราของเจ้าอ้วนเหวย เฉินผิงอัน บอกให้กวอจู๋จิ่วและเซี่ยโก่วเลือกโคมปลากันเอง ส่วนเขาเดินไปยัง พื้นที่เงียบสงบของลาคลองชางผู ร่างเปล่งแสงวูบก็ตรงดิ่งไปที่วัง หลวง มายังนอกประตูของตาหนักใหญ่แห่งหนึ่ง
เมื่อครู่นี้ซ่งอวิ๋นเจียนที่เป็ นหุนเจ่อของเมืองหลวงต้าหลีใช้เสียง ในใจบอกเรื่องหนึ่งว่ามีโจรบุกเข้าไปยังพื้นที่ต้องห้ามโดยพลการ สถานะไม่แน่ชัด เป้าหมายก็ไม่แน่ชัด
ซ่งอวิ๋นเจียนถามราชครูว่าควรจัดการอย่างไร คนเฝ้าประตูอย่าง สหายอิงหนึ่งผู้นี้ จะดีจะชั่วก็คือบุคคลมหัศจรรย์ที่ตบะเท่าเทียมกับ ขอบเขตบินทะยาน ย่อมต้องมีวิธีการท าให้อีกฝ่ ายที่ขวัญกล้าเทียม
ฟ้ามาเยือนแล้วก็อย่าหวังจะจากไปได้ เพียงแต่ว่าซ่งอวิ๋นเจียนก็กังวล ว่าอีกฝ่ายจะเป็นเหมือนคนบางคนของอุตรกุรุทวีปที่ปืนกาแพงเข้าไป ในจวนราชครู ขออย่าให้เป็นน้าหลากชัดใส่วังราชามังกรเลย โชคดี ที่ราชครูมาจัดการเรื่องนี้ด้วยตัวเอง
ระหว่างที่เดินไปเหลาสุรา หงจี้เป็นฝ่ายเปิดปากยิ้มเอ่ยว่า “ข้าแช่ หง อายุลวงมากกว่าหลายปีก็เลยได้เปรียบ พวกเปี้ยนเหนียนโถว เรียกข้าว่าเหล่าหงก็แล้วกัน”
หลู่จวงใจใหญ่ ยิ้มถามว่า “พี่ใหญ่หงทางานอยู่ที่ใดหรือ?”
หงจี้พูดอย่างกระชับเรียบง่ายว่า “ที่ว่าการเหนือ”
หลู่จวงพลันสูดลมหายใจดังเฮือก แล้วก็ดูเหมือนว่าบรรยากาศ จะชะงักค้างไปทันใดโจวเสวียนไจ่ก็ยิ่งหวาดกลัว สาหรับเสมียนน้า ขุ่นที่แม้แต่จะถือรองเท้าให้ขุนนางน้าใสของเมืองหลวงก็ยังไม่คู่ควร อย่างพวกเขาแล้ว นายท่านขุนนางที่เดินออกมาจากที่ว่าการเหนือ นั้นสูงส่งเกินกว่าจะปื นป่ ายได้ถึง แล้วนับประสาอะไรกับที่ใต้เท้า นายอ าเภอของอ าเภอหย่งไท่ก็ไม่เท่ากับว่าเคยต้องเสียเปรียบใหญ่ เทียมฟ้ ากับที่ว่าการเหนือทางอ้อมหรอกหรือ? เมืองหลวงในทุกวันนี้ ต่อให้หมวกขุนนางของเจ้าจะใหญ่แค่ไหน ชาติก าเนิดจะดีเท่าไร ขอ แค่มาเจอกับที่ว่าการเหนือก็มีแต่จะเป็นจุดจบที่แค่แตะก็แหลกสลาย
หงจี้สัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงในใจของพวกเปี้ยนชุนถังก็ยิ้ม เอ่ยว่า “แค่ท างานเล็กๆ น้อยๆ อยู่ในที่ว่าการเหนือ เก็บชั่วโมง ประสบการณ์หาเลี้ยงชีพไปวันๆ”
ต่อให้หม่าอี้เซี่ยนจะรู้ว่าความหวาดระแวงตื่นกลัวของเมืองหลวง ในทุกวันนี้ ที่ว่าการเหนือก็คือตัวการร้ายที่สาคัญ แต่ถึงอย่างไรเด็ก หนุ่มก็ไม่ใช่คนในวงการขุนนาง ไม่รู้ถึงผลดีผลเสียในเรื่องนี้ จึงถาม อย่างใคร่รู้ว่า “พี่ใหญ่หงกับพี่ใหญ่เฉาท่าทางสนิทกันมาก พวกท่าน รู้จักกันได้อย่างไร?”
หงจี้รู้สึกพูดไม่ออกอยู่บ้าง ลังเลเล็กน้อยก็ใช้คาพูดที่คลุมเครือ ว่า “เพราะวาสนา”
หม่าอี้เซี่ยนพยักหน้า “เจ้าเฉาโม่ผู้นี้ไม่ได้คุยโว เขารู้จักคนที่ เป็นขุนนางในเมืองหลวงจริงเสียด้วย”
สีหน้าของหงจี้ยิ่งกระอักกระอ่วน พลันไม่รู้ว่าควรจะตอบอย่างไร ดี เขาใช้หางตามองประเมินเสมียนในที่ว่าการอย่างพวกเปี้ยนชุนถัง คงเป็นเพราะพวกเขายากที่จะเข้าใจได้ว่าขุนนางคนสาคัญของต้าหลี ในทุกวันนี้ที่ได้พบเจอราชครูเฉินมีมากถึงเพียงใด แต่คนที่สามารถ พูดคุยกับใต้เท้าราชครูได้อย่างแท้จริงมีน้อยถึงเพียงใด
เกาชิวใช้สายตาบอกเป็นนัยแก่ศิษย์น้องที่พูดจาไม่ยั้งคิดผู้นี้ว่า พูดให้น้อยหน่อย
หม่าอี้เชี่ยนยิ้มกว้าง ศิษย์พี่คิดว่าข้าโง่หรือไร ขุนนางเมืองหลวง ที่เฉาโม่รู้จัก ตาแหน่งไม่ใหญ่!
นอกตาหนักใหญ่แห่งหนึ่งของวังหลวง ซ่งอวิ๋นเจียนใช้เสียงใน ใจถาม “คือสหายของราชครูหรือ?”
เฉินผิงอันส่ายหน้า “ไม่รู้จัก”
โจรแอบเข้ามาในต าหนักใหญ่ของวังหลวงใต้เปลือกตาของตน สีหน้าของซ่งอวิ๋นเจียนจึงกระอักกระอ่วน “เป็นข้าที่ประมาทไปเอง”
เฉินผิงอันโบกมือ เอ่ยเย้ยหยันตัวเองว่า “ต้นไม้ใหญ่เรียกลม คาดว่าวันหน้าเรื่องทานองนี้มีแต่จะยิ่งมากกว่าเดิม”
ดังนั้นจึงมีทั้งคนที่มอย่างแยนโย่วผู้ฝึกยุทธแห่งจวนจินหลูที่คิด อยากจะชั่งน้าหนักคาว่า “ปรมาจารย์” ของราชครูคนใหม่ แล้วก็มี คนอย่างสวีเซี่ยที่มาจากเกราะทองทวีป เซียนกระบี่สวีจวินขอบเขต บินทะยาน หลังจากที่จัดการตู้หันหลิงแห่งใบถงทวีปไปแล้วก็ข้าม ทวีปแวะมาเยี่ยมเยือนจวนราชครู นอกจากจะเป็นเรื่องของแผนการ และผลประโยชน์แล้วแน่นอนว่า สวีเซี่ยต้องอยากรู้อย่างมากว่าเฉิน ผิงอันที่เป็ นผู้ฝึกกระบี่เหมือนกันจะ “บริสุทธิ์จริงหรือไม่ พลังพิฆาต สูงถึงระดับใดกันแน่
เฉินผิงอันเดินข้ามธรณีประตูยิ้มเตือนแขกไม่ได้รับเชิญ “เก้าอี้ ตัวนั้นลูบคลาได้ แต่นั่งไม่ได้”
คนผู้นั้นยืนอยู่ข้างบัลลังก์มังกร หันหน้ามายิ้มกว้าง ถามว่า “เจ้า ก็คือเฉินผิงอันราชครูต้าหลีหรือ?”
เฉินผิงอันพยักหน้า “ข้าก็คือเฉินผิงอัน ท่านประสงค์จะทาสิ่ง ใด?”
สายตาของคนผู้นั้นฉายแววร้อนแรง เอ่ยว่า “ข้ากับนักพรตที่ชื่อ ว่าหลวี่เหยียนสลับต าแหน่งกัน เขาบอกว่าเจ้าร้ายกาจมากมายนัก แต่ข้าไม่ค่อยเชื่อ”
เฉินผิงอันสอดสองมือไว้ในชายแขนเสื้อ อืมรับหนึ่งที เอ่ยว่า “ถ้า อย่างนั้นเจ้าก็เรียนภาษาราชการของต้าหลีได้คล่องไม่น้อย”
ผู้นั้นสะอึกอึ้งพูดไม่ออก
เหวยฉงต้อนรับลูกค้าอยู่หน้าประตูของเหลาสุรา เห็นผู้บัญชา การณ์หงพาคนแปลกหน้าวกกลับมาก็รู้สึกมึนงงไม่เข้าใจ หรือว่า ตอนที่ราชครูอยู่ในเหลาสุราไม่สะดวกจะกินเปล่าๆ เวลานี้ก็เลย กลับมาทวงเงินเหล่านั้นคืน? เงินเดือนของที่ว่าการเหนือไม่น่าจะต่า กระมัง? หงจี้คร้านจะเปลืองน้าลายพูดกับเหวยฉง ถามโดยตรงว่า ห้องนั้นมีลูกค้าคนใหม่ไปนั่งหรือยัง หากยังไม่มีก็เก็บไว้ให้สหายที่อยู่ ข้างกายเขาเหล่านี้
เหวยฉงยิ้มเอ่ยว่ายังดีๆ ตอนนี้ยังว่างอยู่
ในที่สุดก็จัดการงานที่ราชครูมอบหมายให้เรียบร้อยแล้ว หงจี้จึง กุมหมัดอาลาพวกเขา พวกเปี้ยนชุนถังต่างก็พากันคารวะกลับคืน
และเวลานี้ก็มีลูกค้าสองคนเดินออกมาจากเหลาสุรา ต่างก็แซ่ เผย เผยเม่าที่เคยเป็นขุนนางบุ๋น แต่กลับได้เป็นทูตผู้ตรวจการคนที่ สามแห่งราชสานักต้าหลีต่อจากเฉาผิง ซูเกาซาน หนึ่งในเลขาธิการฝ่ายบุ๋นที่ฝึกประสบการณ์อยู่ในจวนราชครูมา นานหลายปี เผยจิ่ง
หงจี้หรี่ตาลง ประหลาดใจจริงๆ คิดไม่ถึงว่าวันนี้ใต้เท้าเผยทูต ผู้ตรวจการท่านนี้ก็มาดื่มเหล้าอยู่ที่นี่ด้วย
เผยเม่าสีหน้าเฉยเมย มองหงจี้แล้วก็ไม่มีท่าทีว่าจะทักทาย แค่ เดินตรงออกมาจากเหลาสุรา เดินสวนไหล่ผ่านอีกฝ่ายไป
เดิมทีเผยจิ่งอยากจะถามไถ่ผู้บัญชาการณ์แห่งที่ว่าการเหนือ ตามมารยาทสักประโยคสองประโยค แต่เนื่องจากบิดาไม่ได้ส่งเสียง เขาจึงได้แต่เงียบตาม
ถูกเผยเม่าแสร้งทาเป็ นมองไม่เห็น ในใจของหงจี้ไม่ได้รู้สึกขัด เคืองอะไร เผยเม่าเป็ นคนแบบไหน เป็ นขุนนางอย่างไร มีคุณ ความชอบเช่นไร คนทั่วทั้งราชสานักต้าหลีล้วนรู้ชัดเจนดี หงจี้ไม่ รู้สึกว่าวันนี้ที่ว่าการเหนือของตนกาลังเรืองอานาจแล้วจะคู่ควรให้ เผยเม่าต้องหันมาชื่นชอบ พบเจอกันโดยบังเอิญแล้วจะต้องเป็นฝ่าย มาโอภาปราศรัยกับตนก่อน อีกอย่างเขาหงจี้ก็ไม่ได้เปิ ดปากพูด เหมือนกันไม่ใช่หรือ?
ต่อให้ไม่สามารถเป็ นผู้สาเร็จราชการของภาคหลิงอู่ได้ แต่เขา หงจี้ก็ต้องได้เป็ นผู้สาเร็จราชการคนแรกของภาคไหวหนันแน่นอน แล้ว คาว่าเส้นทางราชการราบรื่นเจริญก้าวหน้า ดุจเหยียบเมฆเดิน ขึ้นฟ้า ก็หนีไม่พ้นเช่นนี้เอง หงจี้ไม่กล้าคาดหวังไปมากกว่านี้แล้ว แต่ นอกจากตนที่เป็นขุนนางแล้ว เขายังเป็นบิดาของผู้อื่นด้วย ส่วนลึก ในใจเขาถึงขั้นคาดหวังว่าจะสามารถเอาตาแหน่งผู้สาเร็จราชการขั้น สองชั้นเอกของตนแลกมาด้วยตาแหน่งเจ้าเมืองบางแห่งที่เป็ นขั้นสี่ หรือขั้นสี่ชั้นโทให้กับลูกชายได้หรือไม่ ต่อให้หงจี้ต้องแก่ตายอยู่ใน ที่ว่าการเหนือก็ไม่เป็นไร เพียงแต่หงจี้ก็รู้ดีอยู่แก่ใจว่าในเมื่อราชครู เป็นฝ่ายพูดถึงหงหลิ่นและหลงโส่วหยวนด้วยตัวเอง ซึ่งถือว่าเป็นเรื่อง น่ายินดีที่ไม่คาดฝั นใหญ่เทียมฟ้ าแล้ว ถ้าอย่างนั้นเขาก็ควรต้องรู้ใจ อีกฝ่าย ไม่กล้าแล้วก็ไม่ยินดีจะวาดงูเติมขา
หงจี้เดินอยู่ริมฝั่ งของลาคลองชางผูเพียงลาพัง แล้วความคิดก็ ผุดวาบขึ้นมา คงไม่ใช่ผู้สาเร็จราชการของภาคหลิงอู่คนแรกที่เป็นที่ จับตามองของผู้คน แต่กลับยังไม่รู้ว่าต าแหน่งนี้จะตกไปอยู่ในมือของ ใครหรอกนะ?!
โต๊ะสุราที่เต็มไปด้วยจิ้นชื่อน้าใสเต็มห้องของชั้นสาม เพียงแค่ เพราะมีรองเจ้ากรมอาญาจ้าวเหยาเพิ่มมา บรรยากาศก็เปลี่ยนมา เป็ นลุ่มลึก แต่ละคนพูดจาคลุมเครือ สายตาเปลี่ยนมาเป็ นอ่อนโยน ราวกับว่าทุกครั้งที่ยื่นตะเกียบไปคีบอาหารพวกเขาจะต้องคิด ใคร่ครวญให้ลึกซึ้งกันก่อน ทุกครั้งที่ยกจอกเหล้าดื่มก็ต้องมองซ้าย
มองขวาอยู่หลายที เม่าหลินหลางอย่างหวังฉินรั่วที่เปี่ ยมล้นด้วย ความสามารถและพรสวรรค์อย่างโดดเด่นเหมือนจะเงียบขรึมลง หยางส่วงทั่นฮวาหลางที่มีเสน่ห์แห่งปั ญญาชนผู้มีชื่อเสียงก็มีท่าที กระวนกระวาย เมื่อเทียบกันแล้วเฉาฉิงหล่างและสวินซวี่ปั นกลับไม่ได้ มีความแตกต่างจากก่อนหน้านี้มากนัก
ขุนนางในเมืองหลวงต้าหลีเดินกันให้ขวักไขว่ แต่คนที่ถูก เรียกว่ารองเจ้ากรมซึ่งเป็นขุนนางหลักได้จะมีสักกี่คน?
แล้วนับประสาอะไรกับที่จ้าวเหยายังเป็ นลูกศิษย์ผู้สืบทอดของ อาจารย์ฉีแห่งสานักศึกษาซานหยา ว่ากันว่าในอดีตตอนอยู่ในถ้า สวรรค์หลีจูซึ่งเป็ นบ้านเกิดเคยเป็ นเด็กรับใช้อยู่ข้างกายฉีจิ้งชุนมา นานหลายปี หากนับกันตามลาดับอาวุโส เขาก็คือลูกศิษย์ของลูก ศิษย์ที่แท้จริงของสายเหวินเซิ่ง คือศิษย์หลานของซิ่วหู แน่นอนว่าก็ เป็ นศิษย์หลานของ…เฉินผิงอันที่ทุกวันนี้เป็ นราชครูคนใหม่ ทั้งยัง เป็นคนบ้านเดียวกัน มีพวกคนที่ชอบสอดรู้สอดเห็น เคยรวบรวมสถิติ เอาไว้แล้ว บอกว่าขุนนางเมืองหลวงสองคนที่ไปเยือนจวนราชครูบ่อย ที่สุดก็คือเฉาเกิงซินแห่งกรมขุ