กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 48.4 เสียงจักจั่น เสียงนกและเสียงฟ้า ร้อง
แม้จะเป็นเมืองหลวงเดียวกัน แต่ดูเหมือนว่าพวกตระกูลมั่งคั่งจะมี วิธีคลายร้อนในช่วงหน้าร้อนอยู่เป็นร้อยเป็นพันวิธีการ ส่วนชาวบ้าน ธรรมดาก็ท าได้แต่กัดฟั นอดทนให้ผ่านฤดูร้อนอันยาวนานไป ร้อน เหมือนอยู่ในลังนึ่ง อบอ้าวจนหายใจไม่ออก ไม่ว่าจะอ่านหนังสืออยู่ บ้าน หรือออกไปทางานหาเงินนอกบ้าน ทางานได้แค่ครู่เดียวก็เหงื่อ ท่วมตัวแล้ว คนหนุ่มมักหลบอยู่ในบ้าน มือหนึ่งอ่านหนังสือ อีกมือ หนึ่งโบกพัดใบลาน บางครั้งละสายตาจากหนังสือก็จะมองออกไป นอกหน้าต่าง มีเพียงเสียงจักจั่นบนต้นไม้ไกลๆ ดังเข้าหูเป็นระยะ
คืนนี้ ทางฝั่ งห้องโถงใหญ่ ผ่านไปเพียงไม่นานเหยียนอี้ก็มาเคาะ ประตูเบาๆ ชายหนุ่มฝืนยิ้ม เรียกว่าท่านพ่อ แล้วรีบหยิบพัดขึ้นมา โบกแรงๆ ให้เกิดลมเย็น ก่อนจะขยับเก้าอี้ให้พ่อนั่ง เหยียนอี้ยืนอยู่ ตรงประตู ส่ายหน้า ยึดเอวตรง ยิ้มกล่าวว่าเรื่องที่ก่อนหน้านี้บอกว่า อาจารย์หลิวรับปากจะไปกินข้าวกับข้า ปิดเจ้าไม่อยู่จริงๆ นั่นเป็ น เรื่องโกหก แต่เรื่องที่จะได้ไปฝึกงานฝึกประสบการณ์ที่จวนราชครู เป็นค าพูดของรองเจ้ากรมจ้าวผู้เป็นอาจารย์คุมสอบที่พูดต่อหน้าข้า กับจางติ้ง เขาไม่มีทางหลอกพวกเรา ข้าก็ไม่หลอกแม่เจ้าและเจ้า ไม่ เพียงเท่านี้ เรื่องที่ราชครูเฉินเลือกข้าให้ไปเป็นเลขานุการฝ่ายบุ๋น ก็
ยิ่งไม่ได้โกหกพวกเจ้า…แต่สิ่งที่ข้าภูมิใจที่สุด กลับเป็ นเรื่องที่ปีนั้น สามารถหลอกแม่เจ้ามาเป็นภรรยา แล้วก็มีลูกชายอย่างเจ้า สองเรื่อง นี้ ไม่ได้โกหกกันที่สุด”
เหยียนอี้ที่ยืนอยู่หน้าประตูพูดเสียงสะอื้นอยู่ในลาคอ สตรีที่อยู่ ด้านหลังดวงตาแดงก่า ส่วนชายหนุ่มตรงหน้าริมฝีปากสั่นระริก ก่อน
| จะตอบรับเบาๆ ว่าอืม …… |
กลางดึกคืนนี้ เหวยฉงหอบเก้าอี้ตัวหนึ่งกลับบ้าน
เสียงล้อรถหมุน เจ้าอ้วนเหวยมองผ่านผ้าม่านไปเห็นตรอกอี้ฉือ ที่ต้นไหวและต้นป่ ายหนาทึบเปลี่ยวเหงา เพียงแค่เพราะคนรุ่น เดียวกันล้วนถูกผู้ใหญ่ในตระกูลสั่งห้ามออกจากบ้าน แต่เนื่องจาก เขาไม่ได้รับความสาคัญจากทางตระกูล ทั้งยังทาการค้าที่เหลาสุรา เจ้าอ้วนเหวยจึงมักกลับบ้านดึกเป็ นประจา ในอดีตบนพื้นถนนของ ตรอกอี้ฉือและถนนฉือเอ๋อร์ยามต้องแสงจันทร์ก็ราวกับพื้นปูเต็มไป ด้วยถ้อยคาที่เกี่ยวกับความมั่งคั่งและอานาจ พวกมันเปรียบเสมือน กลอนคู่บนเสาในท้องพระโรงต้าหลี แต่บัดนี้กลับเปลี่ยนกลายมาเป็น ค าเดียวเท่านั้น คาว่ากลัว
ลงจากรถ สารถีช่วยยกเก้าอี้ลงมา ตามธรรมเนียมแล้ว หากกลับ ดึกเจ้าอ้วนเหวยก็มักจะให้เงินเศษหนึ่งถึงสองตาลึงเป็ นสินน้าใจกับ สารถี แม้จานวนจะไม่มาก แต่ก็เป็นน้าใจเดือดร้อนให้คนเขาต้องมา
ส่งที่ตรอกอี้ฉือดึกๆ ดื่น เหวยฉงเป็นคนมีมารยาท จึงต้องแสดงน้าใจ เป็ นธรรมดา สารถีเป็ นชายวัยเกือบห้าสิบ แซ่สวี่ นิสัยซื่อสัตย์เรียบ ง่าย ท างานอยู่ในเหลาสุรามาเกือบสิบปี แล้ว ครั้งนี้บุรุษไม่รับเงิน ปฏิเสธอย่างละมุนละม่อมว่า “เถ้าแก่เหวยไม่ต้องจริงๆ ตอนนี้กิจการ แถวล าคลองชางผูเหอไม่ดี เถ้าแก่ควรประหยัดไว้ ข้าได้ยินหลักการ เหตุผลข้อหนึ่ งที่คนหลายคนชอบพูดกัน พวกเขาบอกว่าการ ประหยัดเงินก็คือการหาเงิน”
เจ้าอ้วนเหวยยัดเงินใส่มือเขา ยิ้มกล่าวว่า “ข้าไม่ลาบากถึงขั้น ต้องหวงเงินแค่นี้ เจ้าเอาไปซื้อหนังสือให้ซิ่นเจิ้งเพิ่มสักหน่อย พ่อข้า เคยอ่านบทความในการสอบของเขา บอกว่าเขาคือเมล็ดพันธ์ บัณฑิตคนหนึ่ง พ่อข้านิสัยอย่างไร เจ้าเองก็รู้ดี ถ้าเกี่ยวพันกับเรื่อง บทความวิชาการ จะให้ชมใครสักคายากยิ่งกว่าเดินขึ้นสวรรค์ ไม่ จ าเป็นต้องโกหก ขนาดข้าที่เป็นลูกแท้ๆ ของเขา เมื่อก่อนเวลาเขา ตรวจงานเขียนของข้า ยังชอบท าหน้าเหมือนอยากเข้าห้องส้วมทุก ครั้ง ใช่แล้ว ตกลงกันไว้แล้วนะ ถ้าวันไหนซิ่นเจิ้งสอบได้จิ้นชื่อ อย่า ท าเป็นไม่รู้จักพี่ใหญ่เหวย จาไว้ว่าต้องชวนเพื่อนร่วมรุ่นไปกินข้าวที่ เหลาสุราของข้า ถือว่าอุดหนุนกัน ให้หน้าข้าหน่อย”
สารถีไม่รู้จะพูดอะไรดี เขาเองก็พูดจาไพเราะตามมารยาทไม่เก่ง ได้แต่ก าเงินไว้แน่น
ลูกชายของเขาชื่อสวี่ซวี่ นามว่าซิ่นเจิ้ง “นาม” นี้ ยังเป็ นเขาที่ ปลุกความกล้าขอให้เถ้าแก่ช่วยตั้งให้ จากนั้นเถ้าแก่ถึงไปขอให้ใต้
เท้าเหวยช่วยตั้งให้อีกที บอกว่า “คาพูดของวิญญูชน ต้องเชื่อถือได้ (ซิ่น) และมีหลักฐาน (เจิ้ง)” เมื่อหลายปีก่อน เถ้าแก่ได้มอบกระดาษที่ เขียนแปดคานี้กลับมาให้พร้อมบทความข้อสอบอีกหลายบทให้กับ สารถี
สารถีพูดด้วยความรู้สึกจากใจจริง “เถ้าแก่ ถ้าท่านได้เป็ นขุน
นางก็คงดี”
เหวยฉงแบกเก้าอี้ขึ้นบ่า ยิ้มเอ่ยว่า “ไม่จาเป็ นต้องให้คนเลอะ เลือนอย่างข้าไปเป็นขุนนาง ต้าหลีก็ดีอยู่แล้ว”
เข้าบ้านไปเพียงไม่นานก็เห็นสาวใช้หน้าตาธรรมดากาลังยก ถาดอาหารเดินอยู่ในระเบียง ก็ช่วยไม่ได้ แม้ท่านผู้เฒ่าเหวยจะเสียไป หลายปี แต่ค าสอนและกฎบ้านยังคงอยู่เช่นบอกให้ระวังหญิงงามและ เสียงดนตรีในเรือน ต้องควบคุมการคบหามิตรสหายของลูกหลาน ฯลฯ เจ้าอ้วนเหวยเรียกนางอย่างสนิทสนมว่าพี่หญิงซิ่ว แล้วถามเพิ่ม ว่าท่านพ่อยังไม่เข้านอนหรือ? สาวใช้เห็นว่าสภาพน่าขันของนาย น้อยเหวยที่แบกเก้าอี้มาหอบฮักๆ หลังจากความตกใจผ่านพ้นไป นางก็เม้มปากยิ้ม พูดหยอกว่า คุณชายฉงทาอะไร เหมือนขโมยย่อง กลับบ้านเลย นางยกถาดที่มีน้าบ๊วยแช่เย็นสองถ้วยกับจานอาหารที่ เป็นของหวานผลไม้เชื่อมอีกสองสามจานขึ้น บอกว่านายท่านใหญ่ กับนายท่านรองกาลังคุยกันอยู่ในห้องหนังสือเลยสั่งให้ห้องครัว เตรียมของว่างมาให้ เจ้าอ้วนเหวยเห็นว่านางสีหน้าเหนื่อยล้าจึงวาง
เก้าอี้ลงแล้วแย่งถาดอาหารมาถือเอง บอกว่าพี่หญิงซิ่วรีบไปพักผ่อน เถอะ ข้าจะยกไปที่ห้องหนังสือให้เอง
ช่วงนี้ท่านพ่อกับท่านลุงมีนิสัยใหม่ นั่นคือพอกลับมาจากที่ ท างานแล้วก็มักจะไปคุยกันในห้องหนังสือใช้เวลาเป็นชั่วโมงเสมอ
เมื่อก่อนเหวยหงและเหวยอี พวกเขาต่างคนต่างมีหน้าที่ที่ต่างกัน บางครั้งที่พี่น้องสองคนจะมาเจอกัน ส่วนใหญ่ก็มักจะด่าว่าใครไม่ทา เรื่องที่คนทา หรือไม่ก็เอ่ยเย้ยหยันใครบางคน สรุปก็คือล้วนมีแต่ค า บ่น ทว่าทุกวันนี้กลับเปลี่ยนนิสัยใหม่แล้ว ยังคงวิจารณ์คนและเรื่อง ต่างๆ เหมือนเดิม แต่ยึดหลักที่ว่า “ถ้าเป็นคนผู้นั้น ข้าจะจัดการเรื่อง นี้อย่างไร แทน
เจ้าอ้วนเหวยเข้าไปในห้องหนังสือก็ยื่นน้าบ๊วยให้ผู้ใหญ่ทั้งสอง ท่านดื่มดับร้อนสดชื่นกระปรี้กระเปร่า แล้วก็เตรียมกลับไปนอน คน หนึ่งเป็ นหลางจงกรมพิธีการ อีกคนเป็ นหยวนไหว้หลางของกรม โยธา พวกเขากาลังคุยเรื่องความเป็นอยู่ของประชาชนที่จวี่โจว ทา เอาเจ้าอ้วนเหวยแอบขา เพราะเจ้าเมืองคนใหม่ของจวี่โจวอย่างกวนอี้ หรานเพิ่งมากินข้าวที่เหลาสุราของเขาวันนี้เอง
เห็นหลานเหงื่อท่วมตัว ท่านลุงใหญ่เหวยหงก็ถามอย่างสงสัยว่า “เจ้าเป็นอะไร? เดินกลับมาจากล าคลองชางผูหรือ?”
เหวยฉงตอบอย่างอับอายว่า “แบกเก้าอี้กลับมาขอรับ”
อันที่จริงเขาก็ตั้งใจจะลดน้าหนักอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าเรื่องนี้ยากจะ เอื้อนเอ่ยออกจากปาก รอให้ผอมก่อนค่อยว่ากัน
แม้สองพี่น้องจะรู้ดีว่าเหวยฉงต่างหากที่เป็ น “ขุนนางผู้มี คุณูปการ” ที่ใหญ่ที่สุดของตระกูล แต่เหวยหงก็ยังอดเอ่ยสัพยอก ไม่ได้ว่า “ท าไมไม่ยกเตียงกลับมาจากเหลาสุราเลยด้วยล่ะ?”
เจ้าอ้วนเหวยถูมือยิ้มพูดขอความดีความชอบ “ท่านลุงใหญ่ ท่านพ่อ ทายสิว่าวันนี้ใครมากินข้าวที่เหลาสุราข้า ใครเป็นเจ้าภาพ ใครเป็นแขก?”
เหวยอีขมวดคิ้วน้อยๆ พอเห็นสีหน้าท่าทางเคร่งครึมของท่านพ่อ เจ้าอ้วนเหวยก็เริ่มกลัว
เหวยหงพูดกลั้วหัวเราะว่า “ทาไม หรือว่าเป็ นหงจี้แห่งที่ว่าการ เหนือ?”
จงใจเลือกคนที่เป็ นไปไม่ได้ที่สุด ดูสิว่าเจ้าหนูเจ้าจะยังโอ้อวด อย่างไรได้อีก
เจ้าอ้วนเหวยเบิกตาโต “ท่านลุงข่าวไวขนาดนี้เลยหรือ?!”
เหวยหงได้ยินก็ตาเบิกกว้างยิ่งกว่า รู้สึกตึงเครียดขึ้นมาทันใด “หงจี้ไปกินข้าวที่เหลาสุราของเจ้าท าไม?!”
ไม่ได้ไปยึดทรัพย์ผิดที่ใช่ไหม?
เหวยอีเองก็เริ่มเครียด ขมวดคิ้วน้อยๆ แต่ก็ยังรักษาท่าทีไว้ได้ บอกเป็ นนัยให้บุตรชายปิ ดประตู เห็นว่าเขาปิ ดประตูลงแล้วยืนนิ่ง เหวยอีก็ยื่นมืออกมากดลงกลางความว่างเปล่าสองที “นั่งลงคุยกัน ไหนลองเล่าให้ฟั งสิว่าเกิดอะไรขึ้น เล่าให้ละเอียดที่สุด อย่าให้ตก หล่นแม้แต่นิดเดียว”
เจ้าอ้วนเหวยเริ่มรู้สึกเสียใจที่แบกเก้าอี้กลับมาที่ตรอกอี้ฉือ หาก รู้ว่ากลับมาบ้านแล้วจะถูกซักถามแบบนี้ เขาซ่อนตัวอยู่ที่เหลาสุรายัง ดีกว่า เขาเล่าเหตุการณ์คืนนี้คร่าวๆ ว่าหงจี้เป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหาร แต่เรื่องที่ราชครูเฉินพูดอะไรในครัวและบนโต๊ะอาหาร หากท่านพ่อ กับท่านลุงใหญ่ไม่ถาม เขาก็ไม่กล้าพูด จะดีจะชั่วก็เติบโตมาใน ตรอกอี้ฉือ ได้รับการกล่อมเกลามาตั้งแต่เล็ก รู้ดีว่ากฏที่อยู่นอก กระดาษนั้นน่ากลัวกว่ากฏที่เขียนไว้บนกระดาษเสียอีก
ส่วนเรื่องที่ “เซี่ยโก่ว” เป็นฝ่ายเอ่ยถามว่าตระกูลเหวยรับผู้ถวาย งานหรือไม่ เหวยฉงก็ไม่ได้พูดถึง
) เรื่องบางเรื่องก็ให้มันเหมือนเหล้าในถ้วยที่ไหลลงท้องไปแล้ว คงไม่เรอออกมาให้คนอื่นได้ยินแล้ว
แต่ข้อตกลงกับหงจี้แห่งที่ว่าการเหนือนั้น ไม่ได้มีข้อห้ามใน วงการขุนนางอะไร เหวยหงฟั งแล้ว นอกจากจะรู้สึกว่าน่าสนใจก็ยัง รู้สึกว่ามีนัยชวนให้ขบคิดต่อ
ในที่สุดเหวยอีก็โล่งใจ เอ่ยด้วยเสียงหนักแน่นว่า “พวกเราไม่ ถาม เจ้าก็ถือว่าไม่ได้ยินเรื่องในห้องนี้ที่ไม่ควรพูด…”
เหวยฉงรีบพูดต่อทันที “ออกจากห้องหนังสือไป ข้ายิ่งไม่มีทาง พูดแน่นอน!”
เหวยหงเห็ นดังนั้นก็ พยักหน้า ยิ่งนานความคิดยิ่งแล่น คล่องแคล่วเฉียบไว เหมือนเริ่มจะเข้าใจอะไรได้บ้างแล้ว จึงหยอกว่า “อายุก็ไม่น้อยแล้ว น่าจะคิดเรื่องแต่งงานได้แล้วนะ”
เหวยฉงหน้าแดงก่า อึกอักตอบเสียงเบาเหมือนเสียงยุง “รอให้ข้า ลดเนื้อลงได้สักเกือบครึ่งก่อนค่อยว่ากัน…”
เหวยหงเตือนว่า “ไปยกเก้าอี้ตัวนั้นมาไว้ในห้องหนังสือ”
เจ้าอ้วนเหวยก็ท าตามอย่างว่าง่าย เดิมทีคิดจะเก็บไว้เป็นสมบัติ สืบทอดของตระกูลไม่คิดว่าจะถูกแย่งไปเสียก่อน
ออกมาจากห้อง ตอนที่เจ้าอ้วนเหวยปิดประตูลง เขาได้หันไป มองป้ ายหน้าห้องหนังสือ “เรือนซานเสิ่ง” (ใคร่ครวญตรวจสอบ ตนเองซ้าแล้วซ้าเล่า) เป็นลายมือของท่านปู่
พวกเด็กหนุ่มในตรอกอี้ฉือและถนนฉือเอ๋อร์ต่างก็ชอบแข่งกัน เรื่อง “อายุ” อายุที่ว่านี้ก็คือดูว่าตระกูลใครเข้ามาตั้งรกรากอยู่ในสอง ย่านนี้นานกว่ากัน
เมื่อเทียบกับตระกูลใหญ่ระดับซ่างจู้กั๋วเหล่านั้น เห็นได้ชัดว่า ตระกูลเหวยถือเป็น “คนรุ่นใหม่” เพิ่งมีแค่สี่ชั่วคนเท่านั้น
จู่ๆ เหวยอีก็สบถด่าออกมา พูดถึงชายหนุ่มจากตรอกอี้ฉือคน หนึ่งที่ปากเต็มไปด้วยอาจม หน้าเลือดทั้งยังฉลาดแกมโกง สมัยก่อน ตอนที่ท่านปู่ของเหวยฉง เสาหลักของตระกูลเหวยยังมีชีวิตอยู่ ดารง ตาแหน่ งอยู่ในกองส่งสาร คนพวกนั้นมาเยี่ยมเยียนอย่าง ประจบประแจงเพียงใด พอนายท่านผู้เฒ่าเหวยล่วงลับไป ค าพูดค า จาและการกระท าของพวกเขากลับหยาบคายและไม่น่ามอง หลายปี มานี้พวกคนหนุ่มที่ทาเงินได้มากจากที่ว่าการเสบียงคลังของกรมคลัง เคยพูดจาน่าโมโหในเหลาสุราริมล าคลองชางผูอย่างเปิ ดเผย ความหมายคร่าวๆ คือเยาะเย้ยเจ้าอ้วนเหวยว่ากลับบ้านไปก็เหมือน เข้าคอกหมู
นี่ก็ไม่ต่างจากเปรียบเปรยว่าตระกูลเหวยคือคอกหมู
เหวยหงหัวเราะดังลั่น ที่แท้ก็ไม่ใช่แค่ลุงใหญ่อย่างเขาคนเดียวที่ ใส่ใจเรื่องนี้
เหวยอีลุกขึ้น เดินไปข้างโต๊ะ หยิบตราประทับหนังสือขึ้นมา
นายท่านผู้เฒ่าเหวยเคยจ้างคนให้แกะตราประทับส่วนตัวไว้ชิ้น หนึ่ง หากจะบอกว่าข้อความที่ริมขอบด้านข้างเตือนสติว่า “ตระกูลที่ สืบทอดด้วยคุณธรรมอยู่ได้เกินสิบชั่วคนรองลงมาคือสืบทอดด้วย การทาไร่ทานาและเล่าเรียนหนังสือ ตามมาคือการสืบทอดด้วยบทกวี
และตารา ส่วนความมั่งคั่งร่ารวยอยู่ได้ไม่เกินสามชั่วคน” ถ้าอย่างนั้น ถ้อยค าด้านล่างกลับยิ่งชวนให้คนขนลุกชันด้วยความหวาดกลัว “ผู้ อยู่ในจวนโอ่อ่าวันนี้ เคยเกลียดชังเรือนโอ่อ่านั้นอย่างลึกล้ามาก่อน
เหวยอีหยิบตราประทับชิ้นนี้ขึ้นมา มองป้ายห้องหนังสือ ราวกับ ว่ามีชายชราคนหนึ่งพึมพาอยู่ในห้อง พูดซ้าๆ ในเรื่องที่ไม่ว่าคนรุ่น ใหม่หรือวิถีทางโลกจะเชื่อหรือไม่ก็ไม่สาคัญว่า “เหล่าบัณฑิตอย่าง พวกเรา ในสายตา คือการอ่านหนังสือย่อมได้ประโยชน์ ในมือ คือ คัดลอกด้วยลายมือตนเอง ในปาก คืออ่านออกเสียงกังวาน ในใจ คือ ก่อเกิดความเมตตาภายใน คือขัดเกลาตน ดูแลครอบครัว ใคร่ครวญ ตนสามประการ ภายนอก คือบริหารบ้านเมือง ช่วยเหลือปวงประชา หากไม่ใช่ข้าแล้วจะเป็นใคร
ในเมืองหลวงต้าหลีมีตรอกเล็กแห่งหนึ่ง ในตรอกนั้นมีหอชื่อเหริ นอวิ๋นอื้อวิ๋น
ม่านราตรีหนาทึบ ทุกวันนี้จ้าวตวนหมิงอยู่คนเดียวก็รู้สึกผ่อน คลายสบายดี เขาปูเสื่อไม้ไผ่ผืนหนึ่งไว้ในค่ายกล วางเหล้าหมักข้าว เหนียวไว้หนึ่งใบกับถั่วลิสงโรยเกลือหนึ่งจานนั่งอยู่ตรงนั้น มือหนึ่งถือ คัมภีร์ มือหนึ่งถือชามเหล้า คอยหยิบถั่วโยนเข้าปากเคี้ยวเป็นระยะ บางทีก็ขมวดคิ้ว บางครั้งก็ทาท่าเหมือนกระจ่างแจ้ง บางครั้งก็ยิ้ม อย่างพอใจ
เฉินผิงอันยืนอยู่ตรงปากตรอก กระแอมเบาๆ แสร้งถามทั้งที่รู้ ค าตอบดีอยู่แล้ว “จ้าวตวนหมิง อาจารย์ของเจ้าล่ะ”
พอเห็นว่าราชครูถึงกับมาเอง จ้าวตวนหมิงก็รีบถอนเวทอ า พรางตาออก เก็บของลวกๆ ลุกขึ้นยืน ถามอย่างสงสัยว่า “อาจารย์ บอกว่าได้แจ้งกับท่านพ่อข้าและกรมอาญาแล้ว ต่อไปจะไม่มาเฝ้าที่นี่ อีก เฉิน….ท่านราชครูไม่รู้เรื่องนี้หรือ?”
หรือว่าท่านอาจารย์แอบออกไปเที่ยวเล่นภูเขาสายน้าเองไม่บอก
กล่าวใคร?
เมื่อก่อนเด็กหนุ่มเรียกอีกฝ่ ายว่าอาจารย์เฉิน พี่ใหญ่เฉิน ล้วน เรียกได้อย่างลื่นไหล แต่ตอนนี้คาพูดมารอตรงปากกลับเหมือนดึง บังเหียนหยุดม้าที่หน้าผากะทันหัน
อันที่จริงหลังจากที่หลิวเจียออกจากเมืองหลวงก็เดินทางลงใต้ไป ตลอดทาง ระหว่างทางแวะผ่านประตูภูเขาของยอดเขาจี๋หลิง ไม่รู้ เพราะเหตุใดผู้เฒ่าถึงได้ไม่ขึ้นไปบนภูเขาเพียงมองแล้วจากไป ตอน นั้นเฉินผิงอันกาลังปิดด่านฝึกตนอยู่ในพื้นที่ประกอบพิธีกรรมส่วนตัว บนเนินฝูเหยา เพิ่งมาทราบเรื่องภายหลัง ชายชราไปถึงท่าเรือหนิว เจี่ยวนานแล้ว แล้วก็ขึ้นเรือข้ามฟากมุ่งหน้าไปยังอุตรกุรุทวีปแล้ว
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ยว่า “ถ้าเจ้ารู้สึกเบื่อ ก็ไปหางานอย่างอื่นทาก็ได้”
จ้าวตวนหมิงส่ายหน้า “ไม่เบื่อหรอก ขอแค่เฉิน…อาจารย์เฉินไม่ ไล่ข้า ข้าก็จะอยู่ที่นี่รออาจารย์กลับมา”
เฉินผิงอันพยักหน้า เดินอยู่ในตรอกเล็กที่มืดมิดเพียงลาพัง
เฉินผิงอันยื่นมือสองข้างออกมา คล้ายกาลังวัดความกว้างของ ตรอก
อันที่จริงเดินแค่ไม่กี่ก้าวก็ถึงจุดหมายแล้ว
ไม่ว่าจะเป็ นซิ่วหูผู้เคยหลอกลวงอาจารย์ลบล้างบรรพชนก็ดี หรือศิษย์พี่ที่ภายหลังไปรับเขาที่กาแพงเมืองปราณกระบี่ ทั้งยังได้ พูดคุยเปิดอกกันอย่างหาได้ยากก็ช่าง อดีตราชครูแห่งต้าหลี หรือจะ เป็นท่านลุงฉางแห่งอารามเล็ก ล้วนคือชุยฉานคนเดียวกัน
เฉินผิงอันเดินไปถึงหน้าประตูเรือนก็หันกลับไปมอง ราวกับว่า ตลอดทางที่ตนเดินมามีชายชราสวมชุดเขียว เส้นผมตรงจอนหูสอง ข้างหงอกขาว ในมือถือถั่วลิสง แบกจิตแห่งมรรคมาที่แสวงหาขึ้นลง คนหนึ่งคอยเดินเคียงมาด้วยตลอด
หยิบกุญแจ เปิดประตู เฉินผิงอันตรงขึ้นไปชั้นสอง หยิบหนังสือ เล่มหนึ่งออกจากชั้นหนังสือที่เรียงรายละลานตา คิดแล้วก็วางหนังสือ เล่มนั้นกลับไปตาแหน่งเดิม หยิบเล่มใหม่มาแทน
ทุกวันนี้ในที่สุดเฉินผิงอันก็อ่านนิยายยุทธภพได้เข้าใจแล้ว สิ่งที่ ไม่เคยมีอารมณ์ร่วมบัดนี้กลับรู้สึกว่าน่าตื่นตาตื่นใจยิ่ง
เมื่อพ้นโค้งเขากลับพบเส้นทางใหม่ ชีวิตมนุษย์แม้ยืนยาว เพียงใด จิตวิญญาณก็ควรโลดแล่นดุจวัยเยาว์ตลอดกาล ต้นหลิวมืด ดับบุปผาสว่างไสว แสงกระบี่เย็นเยียบส่องไกลข้ามภูเขา
โดยไม่ทันรู้ตัวฟ้ าก็สว่างแล้ว ปิ ดหนังสือลง ทาจิตใจให้สงบ ออกไปยืนมองด้านนอกดวงตะวันสีแดงสาดส่องอยู่ตรงชายคา สรรพ สาเนียงเงียบสงบ จิตใจเย็นใสบริสุทธิ์