กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 49.1 พลันนั้นดอกไม้ดอกหนึ่งได้เบ่งบาน ก่อน
- Home
- กระบี่จงมา! Sword of Coming
- บทพิเศษ ตอนที่ 49.1 พลันนั้นดอกไม้ดอกหนึ่งได้เบ่งบาน ก่อน
เมื่อคืนวาน เจ้าแห่งจิ้งจอกชิงชิวที่ใช้นามแฝงว่าสวีเหนียงเยื้อง ย่างมาถึงโลกมนุษย์ที่จูเหลี่ยนบอกว่ากึ่งเก่ากึ่งใหม่ใบนี้
ดอกไม้ภูเขาแต่ละดอกปลิดปลิวลงจากขั้วบนกิ่งอย่างเงียบเชียบ แสงจันทร์สว่างไสวกับสายน้าไหลระริกพร้อมใจกันส่งดอกไม้ร่วงที่อยู่ ตามป่าเขาให้ไปถึงริมคันนา ไปถึงใต้สะพานหิน ไปถึงศาล
จ้าวเทียนไล่ยิ้มถามว่า “เวลาผ่านมาหมื่นปี ได้เห็นแคว้นหูที่สงบ สุขในต่างบ้านต่างเมือง สหายชิงชิวรู้สึกเช่นไร?”
เจ้าแห่งจิ้งจอกชิงชิวเอ่ย “หัวใจที่ลอยค้างเติ่ง ในที่สุดก็วางกลับ ลงมาได้แล้ว”
ก่อนหน้านี้ได้เห็นแคว้นหูกับตาตัวเอง นางดีใจเจียนคลั่ง แล้วก็ เพราะพลังตบะที่ลึกล้า สามารถเก็บซ่อนอารมณ์ได้เป็นอย่างดี บวก กับที่ตอนนั้นยังมีจูเหลี่ยนที่เดินทางมาด้วย หาไม่แล้วคาดว่านางก็คง จะร่าไห้ให้สาแก่ใจไปแล้ว แม้จะบอกว่าพื้นที่ประกอบพิธีกรรมแห่งนี้ ไม่ถือว่าควันธูปโชติช่วงนัก อย่าว่าแต่ “เซียนดิน” เลย เพ่ยเชียงเจ้า แห่งแคว้นก็ยังเป็นแค่คอขวดขอบเขตก่อกาเนิดเท่านั้น แต่ระบบสืบ ทอดกลับยังคงอยู่ แค่นี้ก็เพียงพอเพียงพออย่างมากแล้ว ต้องรู้ว่าใน ยุคบรรพกาล การสืบทอดควันธูปของพื้นที่ประกอบพิธีกรรมน้อย
ใหญ่อยู่ในสถานการณ์เสี่ยงอันตรายประหนึ่ง “ลมหายใจอันรวยริน” มาโดยตลอด นี่ต่างหากถึงจะถือว่าเป็นเรื่องปกติ
เจ้าแห่งจิ้งจอกชิงชิวถามอย่างสงสัยว่า “คงเป็นอย่างที่อาจารย์ผู้ เฒ่าจูเอ่ยไว้ เรียกได้ว่า…ทั้งสุขทั้งทุกข์ปะปนกัน”
แล้วนับประสาอะไรกับที่ภูเขาลั่วพั่วไม่ได้มองเห็นแคว้นหูเป็ น ร้านค้าแห่งหนึ่ง ไม่เคยมองพวกลูกหลานเผ่าจิ้งจอกเป็ นสินค้าที่มี ราคาติดไว้ ไม่ว่าจะติดขัดที่สถานะสายบุ๋นของเฉินผิงอัน หรือเขาแค่ สร้างชื่อเสียงจอมปลอมให้คนอื่นดู นางก็ล้วนยอมรับน้าใจในส่วนนี้
ในเมื่อมีคนที่นางจาเป็นต้องซาบซึ้งในบุญคุณ แน่นอนว่าก็ต้อง มีคนที่นางอาฆาตแค้น ไม่ช้าก็เร็วนางต้องไปพลิกค้นบัญชีเก่า
ในใจของเจ้าแห่งจิ้งจอกชิงชิวยังหวาดผวาไม่คลาย พึมพาว่า “ก่อนหน้านี้อยู่ในสถานที่น่าเหลือเชื่อแห่งนั้น เกือบจะบีบให้ตัวเอง ต้องคลุ้มคลั่งแล้ว ทั้งกลัวว่าเผ่าจิ้งจอกในโลกมนุษย์จะรุ่งโรจน์อย่าง ถึงที่สุดจนหลงลืมบรรพบุรุษของตัวเองไป สักวันหนึ่งเมื่อเจอหน้ากัน ข้าก็จะเป็นแค่ชื่อชื่อหนึ่งที่จะมีหรือไม่มีอยู่บนทาเนียบก็ได้ แล้วก็กลัว ว่าพวกเขาจะกลายมาเป็นนักพรตของเมื่อหมื่นปีก่อนที่พื้นที่ประกอบ พิธีกรรมชิงชิวในเวลานั้นเกลียดชังมากที่สุด ยิ่งกลัวว่าพวกเขา พเนจรร่อนเร่มาตลอดทาง มีชีวิตที่อันตรายไม่มั่นคง กลัวที่สุดว่าข้า หวนกลับมายังมาตุภูมิเดิมแล้วกลับค้นพบว่าเหลือเพียงตัวเองที่ต้อง เดียวดายเพียงล าพัง”
จ้าวเทียนไล่ตกตะลึงกับความยึดติดที่เจ้าแห่งจิ้งจอกชิงชิวมีต่อ ระบบสืบทอด ต้องรู้ว่าหลังจากศึกเดินขึ้นฟ้ าสิ้นสุดลง พวกผู้บรรลุ มรรคาที่อยู่บนพื้นดิน ส่วนใหญ่ล้วนมีความเคยชินที่ว่า “ตัวข้า” ใหญ่ “พวกเรา” เล็ก แน่นอนว่าก็มีผู้ฝึ กตนใหญ่ส่วนหนึ่งที่ทุ่มเท แรงกายแรงใจอยู่กับการบุกเบิกขยับขยายพื้นที่ประกอบพิธีกรรม ให้ ความสาคัญกับควันธูประบบสืบทอด แต่ผู้ฝึกตนที่มองระบบสืบทอด สาคัญดั่งชีวิตและมหามรรคาของตัวเองอย่างสหายชิงชิวผู้นี้กลับมี อยู่น้อยนัก
“ฟ้ าดินเยียบเย็น ก็ได้แต่เกาะกลุ่มกอดกันเพื่อหาไออุ่น หาไม่ แล้วเผ่าพันธ์ของพวกเราก็ไม่อาจมีชีวิตอยู่รอดต่อไปได้” นางคลี่ยิ้ม หวาน “ความฝั นงดงามกลายเป็ นจริงกลัวว่าจะตื่นจากฝั น ง่ายที่จะ กลายมาเป็นคนที่ครุ่นคิดถึงแต่ผลได้ผลเสีย รู้สึกว่าไม่เหมือนตัวเอง เลย”
จ้าวเทียนไล่ถาม “สหายเคยคิดไว้หรือไม่ว่าจะจัดการกับแคว้นหู นี้อย่างไร?”
เจ้าแห่งจิ้งจอกชิงชิวตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า “เคยคิดหาวิธีได้ สองอย่าง หากไม่ท าเหมือนการน าไปจ าน าไว้ ถือว่าข้าจ่ายเงิน ไถ่ แคว้นหู” กลับมาจากภูเขาลั่วพั่ว เพียงแต่ว่าควรจะเอาแคว้นหูไปไว้ที่ ไหน เลือกสถานที่ลงหลักปั กฐานเป็นแห่งใด ข้าเพิ่งจะมาถึงใต้หล้า ไพศาล นี่จึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลย”
จ้าวเทียนไล่พยักหน้า “แคว้นหูไม่ใช่พื้นที่ประกอบพิธีกรรม ทั่วไป ทั้งต้องสามารถฝึกตนได้อย่างสงบ แล้วก็ไม่ได้ตัดขาดกับเรื่อง ทางโลกภายนอก อยู่ห่างไกลจากโลกโลกีย์อย่างสิ้นเชิงด้วย”
กุญแจสาคัญยิ่งไปกว่านั้นก็คือสถานะและขอบเขตของเจ้าแห่ง จิ้งจอกชิงชิวที่พิเศษมากเกินไป เกรงว่าไม่ว่าจะเป็ นพวกงูเจ้าถิ่นที่ สวมยศเจ้าแห่งทวีปหรือเจ้าสานักแห่งใดก็ตาม ในใจพวกเขาอาจจะ ต้องมีการชั่งน้าหนักให้ดี เป็ นเหตุให้ไม่แน่เสมอไปว่าทวีปใหญ่จะ ชอบ ส่วนทวีปเล็กก็ไม่กล้ารับไว้ เพราะถึงอย่างไรการที่อยู่ดีๆ ใน ทวีปก็มีบินทะยานขั้นสมบูรณ์แบบ หรือควรจะพูดให้ถูกว่าตัวสารอง ขอบเขตสิบสี่คนหนึ่งเพิ่มมา ในช่วงเวลาสาคัญที่เซียนเหรินแสวงหา มรรคา บินทะยานแสวงหาการผสานมรรคานี้ ผู้ฝึกตนบนยอดเขาแต่ ละคนต่างก็ต้องการที่จะก้าวข้ามบันไดขั้นใหญ่ พูดให้ไม่น่าฟั งสัก หน่อยก็คือ “เจ้ามีข้าไม่มี” เป็ นเหตุให้ไม่ว่าแคว้นหูจะไปลงหลักปั ก ฐานอยู่ในทวีปใดก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเพียงแค่ว่ายกพื้นที่แถบหนึ่งไปให้
เจ้าแห่งจิ้งจอกชิงชิวพูดเสียงแผ่วว่า “หรือหากจะบอกว่าให้เอา อย่างป๋ ายจิ่งที่เป็ นผู้ถวายงานได้รับการบันทึกชื่ออยู่ในภูเขาลั่วพั่ว อันที่จริงก็ใช่ว่าจะทาไม่ได้”
ขนบธรรมเนียมและผู้คนของใต้หล้าไพศาล สถานการณ์อย่าง ละเอียดเป็นเช่นไร ตอนนี้ยังบอกได้ยาก แต่ “ขนบธรรมเนียมประจา ตระกูล” ของภูเขาลั่วพั่ว นางยังพอจะคุ้นเคยอยู่บ้าง
เด็กหนุ่มเด็กสาวที่เหมือนหยกคู่อย่างเฉาอินเฉาหยาง อยู่ดีๆ พวกเขาก็ได้ติดตามสตรีวัยกลางคนหน้าตางดงามที่บอกว่าตัวเองชื่อ “สวีเหนียง” มา จึงมีการเดินทางที่ผ่อนคลายครั้งหนึ่งเกิดขึ้น
เจ้าแห่งจิ้งจอกชิงชิวหันไปมองพวกเขา ยิ้มเอ่ยว่า “หากพวกเจ้า รักกันจริง แต่ติดขัดที่อคติบางอย่างและอุปสรรคที่มองไม่เห็นของ ทางตระกูล ข้ากลับสามารถสานฝั นงดงามของพวกเจ้าให้เป็นจริงได้ ช่วยเป็นแม่สื่อแทนพวกเจ้า อย่างเช่นให้ข้ารับเฉายางเป็นลูกศิษย์ผู้ สืบทอด คิดดูแล้วต่อให้ธรณีประตูของจวนชนชั้นสูงในโลกมนุษย์จะ สูงแค่ไหนก็คงไม่ถึงขั้นสูงจนลูกศิษย์ผู้สืบทอดของขอบเขตบิน ทะยานคนหนึ่งยกเท้าก้าวข้ามไปไม่ได้หรอก”
เฉาอินเอ่ยขอบคุณจากใจจริง เฉายางหน้าแดงน้อยๆ เพียงแต่ เด็กสาวก็ไม่เข้าใจเลยว่าไฉนสตรีถึงได้ดีกับตนขนาดนี้
เจ้าแห่งจิ้งจอกชิงชิวชี้มาที่เด็กสาว เอ่ยสัพยอกว่า “แม่หนูน้อย จนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่รู้เลยสินะว่าถูกเขาสอนหมัดครั้งหนึ่ ง มี ความหมายว่าอะไร”
จ้าวเทียนไล่ยิ้มอย่างเข้าใจ ดูเหมือนว่าตอนนี้สหายชิงชิวก็ยังไม่ รู้ เมื่อหมื่นปี ก่อนนางถูกกักขังอยู่ในโลกมนุษย์ จิตแห่งมรรคาจึง ติดขัดอยู่บ้างเล็กน้อย แต่โลกมนุษย์ใหม่เอี่ยมของหมื่นปีให้หลัง คาด ว่านี่ก็น่าจะเป็ นดั่งคากล่าวที่ว่า “ผู้คนในสมัยบรรพกาลมีนิสัย ซื่อสัตย์บริสุทธิ์ อ่อนโยนจริงใจ และเรียบง่ายไม่เสแสร้ง
คนขึ้นเขา แหวกเมฆตามหาเส้นทางโบราณ น้าไหลออกจาก ภูเขา ล าธารไหลเอื่อยสร้างความชุ่มชื้นให้กับคันนา
บนคันนาที่ห่างไปไกลมีชาวนาผู้เฒ่าคนหนึ่งที่มาเฝ้ าน้าอยู่ กลางดึก คงเป็นเพราะต้องการฆ่าเวลาก็เลยเอากระบอกยาสูบขึ้นมา สูบยา สะเก็ดไฟวูบวาบเป็นประกาย
จ้าวเทียนไล่ท่องเบาๆ ว่า “สิ่งทั้งหลายในฟากฟ้ าปรากฏเป็ น ลักษณ์ ก่อเป็นรูปร่างบนผืนดิน ครั้นมีรูปย่อมมีวิญญาณ พลังซี่แยก เป็นหยินหยาง แผ่ขยายเป็นปั ญจธาตุ สรรพสิ่งที่มีรูปย่อมมีซี่ และสิ่ง ที่มีซี่ย่อมมีประธานกากับ ผู้ดาเนินตามวิถีแห่งเต๋พึงลดละทุกวัน ส่วน ผู้แสวงหาความรู้พึงเพิ่มพูนทุกวัน การเพิ่มหรือลดนั้น ภายนอกยังคง ยืนหยัดเป็นตนเอง ส่วนภายในมุ่งมั่นเป็นหนึ่งเดียวไม่วอกแวก”
เจ้าแห่งจิ้งจอกชิงชิวทาท่าครุ่นคิด
การมาครั้งนี้ไม่เสียเปล่าเลยจริงๆ
พวกเขาเดินทางผ่านภูเขาฉีตุนอย่างเชื่องช้า ซ่งอวี้จางเทพ ภูเขาของพื้นที่แห่งนี้สัมผัสได้ว่าจ้าวเทียนซือให้เกียรติมาเยือน ร่าง ทองก็พลิ้วกายออกมาจากเทวรูปลงสี หยุดยืนกุมมือคารวะอยู่ตรง ป้ ายศิลาแบ่งเขตแดน จ้าวเทียนไล่ผงกศีรษะทักทายเขา รอกระทั่ง พวกเขาเดินเท้าไปถึงเมืองหงจู๋ สถานที่เจริญรุ่งเรื่องที่แม่น้าสามสาย ไหลมาบรรจบกัน หลี่จิ่นที่เป็ นเทพวารีอย่างถูกต้องชอบธรรมก็ท า
เหมือนกับซ่งอวี่จาง เผยร่างจริงอยู่ในศาล เป็นฝ่ายมาเข้าเฝ้าเทียนซื อแห่งภูเขามังกรพยัคฆ์ที่บุญกุศลล้นพ้นผู้นี้ด้วยตัวเอง
ได้เจอกับจ้าวเทียนไล่ก็เหมือนได้ทาความปรารถนาอย่างหนึ่งให้ กลายเป็นจริง หลี่จิ่นอารมณ์ไม่เลว เดินไปตามตรอกซอกซอย หวน กลับไปยังร้านขายหนังสือในตลาด คิดว่าจะเปิดประตูอ่านหนังสืออยู่ ที่นั่นสักสองสามเล่ม คิดไม่ถึงว่าจะได้พบเว่ยป้อเว่ยเสินจวินที่ “ท่อง ราตรี” มาถึงที่นี่เหมือนกัน หลี่จิ่นรีบคารวะ เพราะถึงอย่างไรอีกฝ่ายก็ คือเจ้านายของตน
เว่ยป้ อไม่ได้ไปพบจ้าวเทียนไล่ แต่พาหลี่จิ่นเดินเล่นไปในเมือง หงจู่ด้วยกัน ไปถึงเวิ้งน้าเงียบสงบที่มีเรือทัศนาจรจอดอยู่แค่ไม่กี่ลา ทว่าเรือบุปผาที่ลอยอยู่เหนือน้ากลับยังคงมีจ านวนมากดังเดิม เพียงแต่ว่าสตรีทั้งหลายที่แต่งตัวขูดฉาดคอยเรียกหาลูกค้า ใช้เวลา เพียงไม่นานก็กลายมาเป็นคนต่างถิ่นทั้งหมด สาเนียงของพวกนางมี หลากหลาย พวกพ่อค้ารายใหญ่และลูกหลานคนรวยก็ยินดีที่จะทุ่ม เงินก้อนโตอยู่ในแหล่งเสพสุขที่มีหมู่หญิงงามนี้อย่างไม่เสียดาย การ ที่กลายมาเป็นเช่นนี้ สาเหตุเพราะเอกสารราชการฉบับหนึ่ง
ในอดีตสถานที่แห่งนี้มีแค่ชนชั้นต่าที่ชั่วชีวิตได้แต่อาศัยอยู่บน เรือเท่านั้น ราวกับว่าเป็ นชีวิตอันต่าต้อยด้อยค่าที่ไม่ว่าจะเป็ นหรือ ตายก็ไม่อาจสัมผัสกับดินบนบกได้ ทุกวันนี้หลุดพ้นจากทะเบียนชน ชั้นต่า พวกบุรุษที่อยู่ในวัยฉกรรจ์แข็งแรงสามารถไปทางานบนบก พวกสตรีทั้งหลายก็ไปเป็นคนเย็บผ้า พวกผู้เฒ่าที่อายุขัยยืนยาวใน
ที่สุดก็ถูกฝั งลงดิน พวกเด็กๆ สามารถไปเรียนหนังสือในโรงเรียน ใน อนาคตยังไปสอบเป็ นราชการได้ด้วย…ต้องยกคุณความชอบให้กับ เอกสารราชการฉบับหนึ่งที่ติดประกาศไว้หน้าที่ว่าการกรมพิธีการ ถึงขั้นจงใจยกเลิกข้อกาหนดในกฎหมายต้าหลีที่บัญญัติว่าบรรพ บุรุษสามชั่วคนต้องมีประวัติบริสุทธิ์จึงจะมีสิทธิ์เข้าสอบเคอจวี่ เพื่อ เอื้อแก่บรรดาครอบครัวชาวเรือเหล่านี้
สาหรับราชสานักต้าหลีที่อาณาเขตกว้างขวางแล้ว เอกสารที่ กรมพิธีการเป็นผู้ป่าวประกาศฉบับนี้ก็เป็นแค่สะเก้ดน้าเล้กๆ ที่อยู่ใน กระแสน้าขึ้นเท่านั้น
หลี่จิ้นทอดถอนใจอย่างปลงอนิจจัง “เว่ยเสินจวิน ขอแสดงความ ยินดีด้วย ในที่สุดเด็กๆ พวกนั้นก็ไม่ต้องคอยนอนฟุบอยู่บนหัวเรือ เพื่อฟั งบทเรียนอีกแล้ว”
บุรุษหน้าตาหล่อเหลาสวมต่างหูวงกลมสีทองที่อยู่ข้างกายไม่ได้ เอ่ยอะไร เขาแค่พยักหน้า พวกเด็กๆ ที่เดิมที่ถูกลิขิตมาแล้วว่าต้อง เปลือยเท้าไปชั่วชีวิต ในที่สุดก็ได้สวมรองเท้าแล้ว หากจะบอกว่าชีวิต คนเหมือนดั่งละคร ทุกคนต้องแสดงอยู่บนพรมของเวทีแห่งเดียวกัน ถ้าอย่างนั้น “บนพื้นแผ่นดินของโลกมนุษย์” ที่สองเท้าของพวกเขา เหยียบยืนอยู่ปี แล้วปี เล่าในอดีตก็ได้แต่เหยียบอยู่บนกระดานเรือ เท่านั้น
เมื่อประมาณยี่สิบปี ก่อนมีโรงเรียนแห่งหนึ่งที่มาเปิ ดอยู่ริมน้า คล้ายตั้งใจคล้ายไม่ได้เจตนา เสียงท่องตาราวันแล้ววันเล่า ทุกวัน
จะต้องมีเรือหลายล ามาจอดอยู่ใกล้ๆ ฟั งคนวัยเดียวกันท่องหนังสือ ฟั งอาจารย์สอนหนังสือ พวกเด็กๆ ที่เปลือยเท้า ทุกวันนี้ต่างก็สวม รองเท้าเดินกันอยู่บนฝั่ งแล้ว และลูกของพวกเขาก็จะได้ไปโรงเรียน ไม่รู้ว่าเป็ นนายท่านขุนนางของที่ว่าการอาเภอสั่งการหรืออย่างไร หากมีเพื่อนร่วมห้องหัวเราะเยาะชาติกาเนิดของพวกเขาก็จะถูกพวก อาจารย์ตี แรงนั้นไม่เบาเลย เจ็บจนร้องไห้โฮ หากพ่อแม่ของเด็กเกเร พวกนี้บ่นว่าอาจารย์ในโรงเรียนทาเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ ทนเห็น มือของลูกตัวเองบวมแดงไม่ได้ ผลคือพอไปฟ้องที่ว่าการเจ้าเมือง ได้ ยินว่าสุดท้ายดังไปเข้าหูเปียนเหวินเม่าเซวี๋ยเจิ้งแห่งฉู่โจวเข้า คนผู้ หนึ่งที่ว่ากันว่าเขาคือขุนนางน้าใส คือลูกหลานคนรวยที่มาจากเมือง หลวงกลับเดือดดาลอย่างหนักเพราะเรื่องนี้ ตรงดิ่งมาหาเจ้าเมืองอู๋ ยวนทันที…ผลคือขุนนางที่มีหน้าที่เกี่ยวกับการเรียนการสอนทุกคน ในอาเภอและจังหวัดซึ่งรวมเมืองหงจู๋เป็นหนึ่งในนั้น วันนั้นต่างก็ถูก ใต้เท้าอู๋ด่าสาดเสียเทเสีย ส่วนใต้เท้าเซวี่ยเจิ้งที่สถานะสูงศักดิ์ท่าน นั้นก็ถึงขั้นไปนั่งฟั งบทเรียนที่โรงเรียนด้วยตัวเอง ไปนั่งอยู่ข้างๆ เด็ก พวกนั้น
หลี่จิ่นยิ้มถาม “เปียนเซวี่ยเจิ้งท่านนี้ไม่เลวเลย”
เว่ยป้อเอ่ยอย่างเฉยเมยว่า “ถ้อยคาของนักประพันธ์นั้นหาได้ไม่ ยาก ทว่าถ้อยค าของผู้ใฝ่ศึกษาผู้รู้แท้กลับยากจะพานพบ”
หลี่จิ่นพยักหน้า “ต้องใช้เวลาจึงจะหยั่งรู้ใจคน”
เว่ยป้ อคลี่ยิ้ม “ในภูเขามีน้าไหล ถามไถ่แต่ไม่รู้ชื่อเรียกของสิ่ง นั้น”
หลี่จิ่นไม่เข้าใจว่าเว่ยป้อทอดถอนใจอย่างปลงอนิจจังเรื่องอะไร?
เว่ยป้อเอ่ยเนิบช้าว่า “ดอกไม้ดอกหนึ่งพลันเบ่งบานนาหน้า ร้อย บุปผาก็พากันส่งกลิ่นหอมตาม”
หลี่จิ้นกระจ่างแจ้งทันใด พูดถึงผู้ที่ไร้ชื่อเสียงมากมายในโลก มนุษย์ แล้วก็พูดถึงผู้ที่มีชื่อเสียงยิ่งใหญ่ซึ่งมีคุณความชอบในการ บุกเบิกพื้นที่เปิดทางด้วย
อันที่จริงหลังจากที่เจ้าแห่งจิ้งจอกชิงชิวออกไปจากจวนราชครู แล้ว เซี่ยโก่วก็ใช้เสียงในใจแนะนาเฉินผิงอัน บอกว่าจิ้งจอกยั่วยวน ตัวนี้อย่างอื่นไม่ต้องพูดถึง พูดถึงแค่การให้ความสาคัญกับระบบสืบ ทอดของนางซึ่งใกล้เคียงกับคาว่ายึดติด ในบรรดานักพรตบรรพกาล กลุ่มของพวกเขา ไม่เพียงมีแต่นางเท่านั้นที่เป็นเช่นนี้ นางยังมีชื่อติด อันดับต้นๆ ด้วย ในเมื่อภูเขาลั่วพั่วของพวกเราครอบครองแคว้นหูไว้ ในมือ…เรื่องนี้ก็มีเค้าลางว่าจะทาได้แล้ว
ก็จริงนะ ด้วยวิชาอภินิหารแห่งชะตาชีวิตของเจ้าแห่งจิ้งจอกชิง ชิวแล้ว การจะรับมือกับขอบเขตบินทะยานทั่วไปสักคน ไม่ว่าจะชาย หรือหญิง นั่นจะไม่ยิ่งทาได้อย่างช่าชองหรอกหรือ?
แต่เฉินผิงอันไม่ได้พยักหน้าตอบตกลงกับเรื่องนี้ เซี่ยโก่วเกา หมวกขนเดียว ไม่ได้รู้สึกประหลาดใจ แต่ไม่ค่อยเข้าใจนัก “นี่ไม่ใช่ ผลงานอันเป็นรูปธรรมเลยนะ
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย ‘สร้างผลงานอันเป็นรูปธรรมก็เพื่อทาให้วิถีทาง โลกดีขึ้น แต่เหนือวิถีทางโลกขึ้นไปจะให้เหลือแค่ผลงานอันเป็ น
รูปธรรมไม่ได้
เห็นเซี่ยโก่วทาหน้าเหลอหรา เฉินผิงอันก็เปลี่ยนมาใช้คาพูดที่ เข้าใจง่ายกว่าเดิม “หาเงินอย่างยากลาบากก็เพื่อใช้จ่ายเงินอย่าง ถูกต้อง สภาพการณ์ของครอบครัวหนึ่ง ความมั่งคั่งหรือความ ประหยัดล้วนขึ้นอยู่กับตนเอง ใจและกายจึงไม่อึดอัด
เซี่ยโก่วเฉลียวฉลาดถึงเพียงใด นางเข้าใจได้ในเสี้ยววินาที ยก นิ้วโป้งให้เฉินผิงอันกวาดตามองไปรอบด้าน พยักหน้าเอ่ย “รู้สึกว่า จวนราชครูยิ่งกว้างกว่าเดิมแล้ว
เฉินผิงอันยิ้มอย่างรู้ใจ “ถูกผิด ความชอบความผิดพลาด ได้และ เสีย เกรงว่าคงต้องมาสรุปอีกทีในอีกร้อยปีให้หลัง
เซี่ยโก่วหัวเราะฮ่าๆ “เวลาแค่ร้อยปีเท่านั้นเอง เพียงชั่วลัดนิ้วมือ แค่กะพริบตาก็ผ่านพ้นไปแล้ว
ตอนนั้นสิ่งที่เฉินผิงอันคิดในใจกลับเป็ นเรื่องเล็กเรื่องหนึ่งที่ไม่ เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ใหญ่
หากว่ามีโอกาส เซี่ยโก่วกับป๋ ายเหย่ยืนอยู่ด้วยกัน คนหนึ่งสวม หมวกขนเตียว คนหนึ่งสวมหมวกหัวเสือ จะต้องน่าสนใจมากเลยนะ
ออกจากจวนราชครู เชี่ยโก๋วพูดคุยเรื่องโน้นเรื่องนี้กับหยวนฮ ว่าจิ้งอยู่ในพื้นที่ประกอบพิธีกรรมเปลือกหอยของโรงเตี๊ยม แต่ความ สนใจที่มากกว่านั้นของนางกลับอยู่บนร่างของ “คนหนุ่ม” ที่มีฉายา ว่าซานย่วนฝ่ าจู่ เวลานี้มันยืนอยู่ด้านหลังหยวนฮว่าจิ้ง ไม่ต่างจาก องค์รักษ์ของล่างภูเขา เจ้าเด็กหยวนฮว่าจิ้งผู้นี้ช่างดวงดีเหลือเกิน เท่ากับว่าข้างกายมีผู้ช่วยขอบเขตบินทะยานคนหนึ่งเพิ่มมา มันไม่ เพียงแต่จงรักภักดี บางครั้งก็ยังเป็นผู้ถ่ายทอดมรรคาให้เขาได้ด้วย
ก่อนหน้านี้มันถูกสหายปี้เซียวจัดการไปรอบหนึ่ง มีจุดจบที่เหลือ เพียงคราบร่างแห่งมรรคา โชคดีที่สหายปี้เซียวมีเมตตา ไม่เพียงแต่ มอบกายเนื้อกลับคืนมาให้มัน ถึงขั้นที่ว่ายังมอบจิตวิญญาณที่ แท้จริงส่วนหนึ่งมาให้ เดิมทีชะตาชีวิตและมหามรรคาของมันควร ขาดสะบั้นถึงจะมีโอกาสรอดชีวิตเสี้ยวหนึ่งนี้ได้ หยวนฮว่าจิ้งรับปาก หนักแน่น ไม่กล้ามองมันเป็นหุ่นเชิด หลังจากที่ได้รับอนุญาตแล้วก็ บันทึกชื่อของมันไว้ในเอกสารกรมอาญาว่าหยวนซาน มีฉายาใน การฝึกตนว่า “ซานม่าย”
เซี่ยโก่วถามอย่างใคร่รู้ “สหายหยวนชาน ไตร่ตรองวางแผน ลึกซึ้งซ่อนตัวมานานหลายปีขนาดนั้น กว่าจะได้ออกมาจากภูเขาอีก ครั้งไม่ใช่เรื่องง่าย เหมือนว่าเพิ่งเดินไปถึงตีนเขาก็ถูกคนใช้กระบอง ทุบจนตาย รู้สึกเสียใจเจ็บแค้นบ้างไหม?”
มันเคยควบรวมสามสายแห่งการสืบทอดยุคบรรพกาลไว้ในร่าง เดียว นั่นคือสายของกองพิฆาตจากหน่วยอวี้ซู หน่วยคาถาแห่ง สานักเมฆาเก้าชั้นและสานักโรคระบาด ต้องไม่ใช่คนที่ฝีมืออ่อนด้อย อย่างแน่นอน แล้วนับประสาอะไรกับที่มันยังเคยเลื่อนเป็นขอบเขตสิบ สี่ อายุขัยการฝึ กตนหมื่นกว่าปี ถึงท้ายที่สุดแล้วก็ได้แต่ตัดชุด แต่งงานให้ผู้อื่น หากเปลี่ยนมาเป็นนางเซี่ยโก่ว ป่านนี้ก็คงไม่ยอมมี ชีวิตอยู่ต่อแล้ว
สายตาของคนหนุ่มใสกระจ่าง ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “สหายป๋ ายจิ่ง ถามเรื่องที่เกินความจาเป็นแล้ว ไม่มีหัวใจแล้วจะเสียใจได้อย่างไร”
ป๋ ายจิ่งกระจ่างแจ้งทันใด “ที่แท้ก็เป็นอย่างนี้นี่เอง”
หยวนฮว่าจิ้งเอ่ย “ในสถานการณ์ทั่วไป สหายหยวนซานไม่มี ทางออกไปจากเมืองหลวง เว้นเสียจากว่าพื้นที่บางแห่งของต้าหลีเกิด โรคระบาดถึงจะเชิญให้เขาไปขจัดเคราะห์ภัย คุณความชอบก็จะถูก จดบันทึกลงเอกสารอย่างละเอียดตามสถานการณ์ หากจะให้พูดกัน จริงๆ ว่ามีความหมายตรงไหน ดูเหมือนว่าสาหรับสหายหยวนซาน แล้วก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไร”