กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 49.3 พลันนั้นดอกไม้ดอกหนึ่งได้เบ่ง บานก่อน
- Home
- กระบี่จงมา! Sword of Coming
- บทพิเศษ ตอนที่ 49.3 พลันนั้นดอกไม้ดอกหนึ่งได้เบ่ง บานก่อน
หนวดมังกรอีกเส้นก็คือถนนหลักของเมืองเล็ก มีเหลาสุราของ เฟิ งเหนียง มีซุ้มก้ามปูที่ตอนหลังกรมพิธีการของต้าหลีมาคัดลอก เนื้อหาของป้ ายศิลา มีต้นไหวโบราณที่โค่นล้มไปนานแล้ว มีบ่อโซ่ เหล็กที่ถูกที่ว่าการสั่งปิด และยังมีประตูตะวันออกที่ไม่มีคนเฝ้ าประตู แล้ว…
บางทีอาจเป็ นเพราะถูกคาพูดของเซี่ยโก่วทาให้หวั่นไหว อู๋ไฉ่ บอกว่าพวกเราอย่าเพิ่งไปภูเขาลั่วพั่วเลย ไปเดินแถวๆ บริเวณ โดยรอบของอาเภอไหวหวงกันต่ออีกสักหน่อยเถอะ
เจี่ยนเฟิงกาลังถือพู่กันเขียนเอกสารราชการ จู่ๆ เสมียนผู้ช่วย ของที่ว่าการก็มาเคาะประตูด้วยสีหน้าตื่นเต้น รายงานเรื่องหนึ่งด้วย น้าเสียงอันสั่นเทา
ที่แท้ก็มีรองผู้ถวายงานกรมอาญาคนหนึ่งมาเยือนอย่างลับๆ บอกให้ขุนนางผู้ตรวจการเจี่ยนเฟิงเดินทางไปที่ท่าเรือหนิวเจี่ยว นั่ง โดยสารเรือข้ามฝากของฝ่ายกองทัพไปเมืองหลวงในคืนนี้เลย เพราะ เจี่ยนเฟิ งต้องเข้าร่วมการประชุมในวันพรุ่งนี้ เวลาคือต้นยามเฉิน สถานที่คือจวนราชครู
เจี่ยนเฟิ งมึนงง คิดไปคิดมาก็ได้แต่เดาว่าราชครูเฉินต้องการ ถามเรื่องการเผาจอกเทพีบุปผาจากตนด้วยตัวเอง?
ผู้ตรวจการเจี่ยนเหมือนจะมีสีหน้านิ่งสงบ แต่แท้จริงแล้วในใจ กลับเหมือนแม่น้าซัดโถมอยู่นานแล้ว ไม่รู้ว่าเข้าเมืองหลวงครั้งนี้จะ เป็นโชคหรือเป็นเคราะห์กันแน่?
กลับไปที่ข้างโต๊ะหนังสือ เจี่ยนเฟิงใช้พู่กันจุ่มหมึกเขียนเอกสาร ราชการฉบับนั้นต่ออารมณ์ที่กระเพื่อมไหวไม่หยุดค่อยๆ นิ่งสงบลง ได้
ออกจากร้านเล็กแห่งหนึ่งที่อยู่ใกล้กับตรอกฉีหลงมา “เด็กสาว” สองคนเดินเล่นจนเหนื่อยแล้ว พวกนางสั่งอาหารมื้อดึกจากร้านนี้ คือ อาหารธรรมดาทั่วไปสี่ห้าจาน แล้วก็ถือโอกาสสั่งเหล้าหมักข้าว เหนียวมาด้วย อู๋ไฉ่ที่นั่งหันหลังให้กับประตูสังเกตเห็นว่าเซี่ยโก่วที่นั่ง อยู่ฝั่ งตรงข้ามของโต๊ะเหมือนจะเปลี่ยนเป็ นคนละคนในฉับพลัน ไม่ ก้มหน้าก้มตากินหอยขมหอยโข่งอีกต่อไป ไม่ยกเท้าข้างหนึ่งเหยียบ ลงบนม้านั่ง แล้วก็ไม่ร่ายท่าหมัดมวยกับอู๋ไฉ่อีกท่ากินและท่านั่งล้วน เป็นกุลสตรีอย่างยิ่ง…อู๋ไฉ่คืนสติในทันใด หันกลับไปมองก็เห็นบุรุษ ชุดเขียวหน้าตาหล่อเหลาคนหนึ่งยืนอยู่ที่หน้าประตู สวมหมวกเหลือง รองเท้าเขียว สีหน้าของเขาอ่อนโยน แม้ว่าเวลานี้สายตาจะมองอู๋ไฉ่ แต่เห็นได้ชัดว่าใจอยู่ที่เซี่ยโก่ว
……
แสงจันทร์แบบเดียวกันส่องสว่างไปเก้าทวีป หลายครอบครัวมี ความสุข หลายครอบครัวกลัดกลุ้ม เมื่อไม่นานมานี้เหล่าขุนนางและ ชนชั้นสูงของตรอกอี้จือและถนนฉือเอ๋อร์ มีทั้งคนที่กลายมาเป็นเรื่อง ตลก แล้วก็มีทั้งคนที่ตอนแรกยังชมเรื่องครึกครื้น ผลคือเพียงไม่นาน ตนดันกลายเป็นความครึกครื้นเสียเอง กลายเป็นผู้ประสบภัย ต้องวิ่ง วุ่นไปทั่วสารทิศคิดอยากจะไหว้วานขอร้องคนให้ช่วยเหลือ ให้หงจี้ และที่ว่าการเหนือช่วยอานวยความสะดวกให้หน่อย หรือไม่ก็ทางที่ดี ที่สุดก็ช่วยนาความไปบอกกับจวนราชครู…เพียงแต่ว่าใครเล่าจะกล้า รับปากช่วย?
มีเพียงพวกคนที่เป็ นขุนนางอย่างเที่ยงตรงไม่แสวงหา ผลประโยชน์มาโดยตลอดบางส่วนเท่านั้นที่พอจะมีความน่ายินดีไม่ คาดฝั นที่ไม่เล็กไม่ใหญ่อย่างหนึ่ง นั่นคืออย่างน้อยก็สามารถนอน หลับได้อย่างเป็นสุข
ตระกูลหยวนของตรอกอี้ฉือ หนึ่งในตระกูลชนชั้นสูงระดับสูงสุด ของราชสานักต้าหลีการที่บอกว่า “หนึ่งใน” ก็เพราะบนถนนเส้นนี้ยัง มีสกุลเฉาเสาค้ายันแคว้นอยู่อีกตระกูลหนึ่งขุนนางบุ๋นแม่ทัพปู่ คือ สายน้าไหล แต่เฉาหยวนสองแซ่กลับเหมือนเหล็ก
หยวนฉงเจ้าประมุขของตระกูลเป็นผู้ดูแลสานักตรวจการมานาน หลายปี พูดง่ายๆ ก็คือขุนนางทัดทานของราชสานักต้าหลี “รังของ ฝ่ายน้าใส” ครึ่งหนึ่งในราชสานักล้วนแซ่หยวน
เพียงแค่เพราะสานักตรวจการไม่ได้สาคัญอย่างกรมขุนนางของ นายท่านผู้เฒ่ากวนบวกกับที่หลายปีมานี้หยวนฉงเงียบขรึมพูดน้อย คล้ายตั้งใจคล้ายไม่ได้เจตนา ถึงได้ทาให้สานักตรวจการแห่งหนึ่งที่ เดิมที่ถูกผู้คนมองเป็ นสระมังกรถ้าพยัคฆ์คล้ายจะกลายมาเป็ นไม่ สาคัญไม่มีน้าหนักมากพอ
วันนี้ในห้องหนังสือที่เรียบง่ายของผู้เฒ่าคนนี้ได้มีการเปิดประชุม ของตระกูลที่จานวนคนเข้าร่วมประชุมมีไม่เยอะ
เหตุผลก็เรียบง่ายมาก พรุ่งนี้จวนราชครูจะมีการประชุมสองครั้ง ในตระกูลสกุลหยวนก็มีสองคนที่ต้องแยกกันไปประชุม
การประชุมสองครั้งนี้เป็ นความลับ แทบไม่มีการแพร่งพราย ข้อมูลใดๆ ทางฝั่ งของจวนราชครูอย่าว่าแต่บอกหัวข้อการประชุม อย่างชัดเจนเลย ทาไมถึงได้เลือกคนสองกลุ่มอย่างพวกเขาก็ยังต้อง ให้พวกเขาคาดเดากันเอง เหมือนข้อสอบแผ่นหนึ่งที่มีเพียงเข้าไปใน สนามสอบเท่านั้นที่ถึงจะรู้ว่าหัวข้อการสอบคืออะไร
แต่ไม่ว่าจะเป็ นตระกูลอันดับต้นที่มีความร่ารวยมั่งคั่งสืบทอด ยาวนานตระกูลใดก็ตาม สิ่งที่พวกเขาถนัดที่สุดก็คือการคาดเดา โจทย์และการเดาแนวข้อสอบ
หยวนฉงเอ่ยว่า “ไม่ต้องรอหยวนฮว่าจิ้งแล้ว เขาคือคนบนภูเขา ไม่แน่เสมอไปว่าจะยอมมาลุยน้าขุ่นบ่อนี้ พวกเจ้าลองบอกความ คิดเห็นของตัวเองดูสิ”
หยวนจี้ขมวดคิ้ว เป็นฝ่ายเปิดปากพูดก่อนว่า “ต้องการโยกย้าย ขุนนางครั้งใหญ่ระหว่างเมืองหลวงสองแห่งและท้องถิ่นต่างๆ?”
หยวนจี้มีรูปโฉมเหมือนปั ญญาชนผู้สง่างาม บุคลิกเคร่งขรึม คือ รองผู้อ านวยการของกั๋วจื่อเจียน เขาคือลูกชายคนโตของหยวนฉง เชี่ยวชาญการอธิบายความหมายของคาศัพท์ในตาราโบราณ มี ผลงานการประพันธ์มากมาย อายุยังไม่ห้าสิบปี ก็กลายมาเป็ น ปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ในวงวิชาการด้านอักษรศาสตร์ วิชาอักษรจารึก ศิลาจารึก และบรรณานุกรมศาสตร์ของราชวงศ์ต้าหลีแล้ว ได้รับการ ยกย่องว่าเป็ นผู้ทรงคุณวุฒิสูงสุดแห่งวงการวรรณกรรมเคียงคู่กับ เจ้ากรมจ้าวแห่งกรมพิธีการ แม้กระทั่งผู้มีภูมิความรู้กว้างขวางอย่าง อาจารย์อวี๋หลู เค่อชิงที่สาคัญที่สุดของตระกูลสกุลหยวนก็ยังส่ง จดหมายไปมาหาสู่กับเขา ขอคาชี้แนะเกี่ยวกับที่มาของบทข้อความ หรือวลีโบราณบางตอนที่หายากและไม่ค่อยมีผู้รู้จักจากเด็กรุ่นเยาว์ อย่างหยวนจี้เป็นประจา
หยวนเจิ้งติ้งที่ตอนนี้เป็ นผู้ว่าหงโจว เขากับทูตผู้ตรวจการเผย เม่า เว่ยลี่ขุนนางคนสาคัญของเมืองหลวงสารองและเหวยเลี่ยงต่างก็ ได้เข้าร่วมการประชุมเช้าครั้งนั้น
และยังมีลูกเขยที่ดีอีกสองคนที่ต่างก็เป็ นข้าหลวงใหญ่ประจา มณฑล อู๋ยวนผู้ว่าแห่งฉู่โจว เฉาเม่าแม่ทัพแห่งอวี๋โจว พวกเขาต่างก็ แต่งงานกับบุตรสาวสายตรงของสกุลหยวน
อู๋ยวนหันหน้ามายิ้มเอ่ย “เฉาเม่า พรุ่งนี้ก็จะได้พบราชครูเฉิน แล้ว ตื่นเต้นหรือไม่?”
เฉาเม่าที่ชื่อเดิมคือสวี่เม่า แม่ทัพปู่ผู้กุมอานาจแท้จริงซึ่งหลังมือ เต็มไปด้วยรอยแผลเป็ นผู้นี้ไม่สะทกสะท้านต่อคาหยอกเย้าของเขย ร่วมตระกูล
ไม่เหมือนกับเฉาเม่าที่พรุ่งนี้จะต้องเข้าร่วมการประชุมในจวน ราชครูตอนยามซื่อสองเค่อ (ประมาณสิบโมงครึ่ง) อู๋ยวนไม่ได้อยู่ใน อันดับรายชื่อของคนที่ได้รับเชิญ
ทว่าการประชุมของหยวนเจิ้งติ้งที่เร็วกว่าหน่อย จวนราชครู กาหนดไว้เป็นต้นยามเฉิน (ประมาณเจ็ดโมงถึงเจ็ดโมงสิบห้านาที)
อู๋ยวนที่หาเรื่องใส่ตัวปอกส้มตระกูลเซียนผลหนึ่งให้ตัวเอง เคี้ยว อย่างละเอียด
คนที่อายุน้อยที่สุดในกลุ่มคือพี่ชายน้องสาวคู่หนึ่งอย่างอู๋เฉิง นามจื่อเหม่ย ท่านปู่ตั้งชื่อให้ว่า “เฉิง” (สถานที่เก็บเอกสารตาราในวัง หลวงสมัยโบราณ) เห็นได้ชัดว่าหยวนเฉิงถูกฝากความหวังไว้มาก น้องสาวอย่างสวี่มี่ หลายปีมานี้นางติดตามอยู่ข้างกายอาจารย์อวี๋หลู ศึกษาเล่าเรียนอยู่ในห้องหนังสือบนภูเขา ก่อนหน้านี้เกิดคลื่นมรสุมที่ ทะเลสาบเหล่าอิง นางก็คือผู้ชมคนหนึ่ง มารดาของพี่ชายน้องสาวคู่ นี้คืออนุภรรยาของสกุลหยวน แต่บิดาของพวกเขากลับเป็นบุตรชาย ของภรรยาหลวงอย่างสตรีแห่งสกุลสวี่นครลมเย็น
หยวนเฉิงมีปณิธานอยู่ที่การมีรายชื่อติดอยู่บนกระดานทองคา เกียรติยศที่ได้จากการสอบเคอจวี่แค่เอื้อมมือคว้าก็ได้มาครอง ฤดู หนาวของปีก่อน บัณฑิตทั่วทั้งแคว้นได้เริ่มทยอยกันมารวมตัวอยู่ที่ เมืองหลวง เข้าร่วมการสอบระดับเมืองหลวงที่ถูกเรียกขานว่าชุน เหวย (การสอบใหญ่ระดับชาติในฤดูใบไม้ผลิ) ตามเวลาที่กาหนด ทว่าปลายปีของเมื่อปีก่อน ฮ่องเต้แห่งต้าหลีได้ออกพระราชโองการ ให้การสอบระดับเมืองหลวงของปีหน้าเลื่อนไปใกล้ๆ กับช่วงการสอบ ระดับมณฑลที่เรียกว่าชิวเหวย (การสอบในช่วงฤดูใบไม้ผลิ)
ตอนนั้นในราชสานักพากันวิพากษ์วิจารณ์ไปหลากหลาย ต่างก็ ไม่รู้ว่าทาไมราชสานักต้องทาเช่นนี้ ยังดีที่ราชสานักมีเมตตาต่อผู้ที่ เข้าสอบ ได้จัดสรรงบประมาณจานวนหนึ่ งให้กับกรมพิธีการ โดยเฉพาะ ใช้เหตุผลและข้ออ้างต่างๆ ส่งไปถึงมือของผู้เข้าสอบ คน ที่ฐานะทางบ้านดี เดิมทีก็ไม่สนใจว่าต้องอยู่ในเมืองหลวงนานอีก หน่อย แต่บัณฑิตที่กระเป๋ าเงินฟี บแบนกลับโล่งใจเหมือนยกภูเขา ออกจากอก หลังจากที่พวกเขาคิดคานวณอย่างละเอียดแล้วกลับ ค้นพบด้วยความตกตะลึงระคนยินดีว่ายังพอมีเงินเหลืออีกส่วนหนึ่งที่ สามารถซื้อตาราฉบับสมบูรณ์ได้อีกหลายเล่ม หากเป็ นตารา เบ็ดเตล็ดที่ไม่ต้องสนใจเรื่องการตรวจทานและการจัดพิมพ์ เนื่องจาก ช่วงนี้ร้านหนังสือหลายร้านในเมืองหลวงต่างก็ขาย “หนังสือที่ไม่ได้ มาตรฐาน บางส่วน คิดจะซื้อมันให้เต็มหีบหนังสือก็ยังไม่เป็นปั ญหา
เพราะหยวนเฉิงมีทั้งสติปั ญญาความสามารถและชาติตระกูล จึง แทบจะติดสามอันดับแรกในวงการการประพันธ์ต้าหลีแน่นอนแล้ว ดู เหมือนว่าหยวนเฉิงเข้าร่วมการสอบระดับเมืองหลวงและการสอบหน้า พระที่นั่งก็เป็นแค่การทาให้พอเป็นพิธีเท่านั้น อันที่จริงหยวนเฉิงเองก็ รู้สึกหงุดหงิดกับเรื่องนี้อย่างมาก เขากังวลกับคาวิพากษ์วิจารณ์พวก นี้ เพราะไม่รู้ว่าวันใดจะดังไปเข้าหูของคนบางคนในจวนราชครูเข้า เพราะถึงอย่างไร ‘คนบางคน” ที่ว่านี้ก็คือขุนนางหลักที่เป็นผู้คุมการ สอบระดับเมืองหลวงในครั้งนี้แน่นอนแล้ว ถ้าอย่างนั้นสุดท้ายแล้ว หยวนเฉิงจะมีคุณสมบัติกลายเป็น “ลูกศิษย์ของโอรสสวรรค์’ หรือไม่ ก็ต้องผ่านด่านนี้ไปให้ได้ก่อน หยวนเฉิงคือคนของนครลมเย็นครึ่งตัว แล้วความสัมพันธ์ของคนผู้นั้นกับภูเขาตะวันเที่ยงและนครลมเย็นเป็น อย่างไร คนทั้งทวีปต่างก็รู้กันดี
สวี่มี่ได้เห็นคลื่นมรสุมที่ทะเลสาบเหล่าอิงกับตาตัวเอง เมื่อก่อน นางยังรู้สึกลาพองใจเล็กๆ อยู่บ้าง สกุลเฉาที่เป็ นเพื่อนบ้านเก่าแก่ นอกจากที่พวกเขาจะมีเฉาผิงทูตผู้ตรวจการซึ่งทาให้สกุลหยวนรู้สึก ละอายใจที่สู้ไม่ได้แล้ว ส่วนอื่นๆ ที่เหลือพวกเขาล้วนสู้สกุลหยวน ไม่ได้ คนสองตระกูลแอบงัดข้อกันอย่างลับๆ ทั้งในราชสานักและใน ท้องถิ่นมานานหลายปีแล้ว
เดิมทีก่อนที่อาจารย์หงฉงเปิ่นจะกลับไปยังห้องหนังสือในภูเขา นางได้ถามคาถามที่อุกอาจอย่างมาก “ขนบธรรมเนียมของตระกูลที่ ร้อนเหมือนน้ามันเดือดระอุ ไม่กลัวหรือ?”
ในกระเป๋ าของหงฉงเปิ่นมีเงินซื้อภูเขาที่ขอยืมมาจากสกุลหยวน ได้ยินคาถามข้อนี้ของลูกศิษย์ ผู้เฒ่าก็รู้สึกอ่อนใจเป็นทบทวี ไม่ได้ พูดถ้อยคาที่ยิ่งใหญ่สวยหรูอะไร เพียงแค่บอกสวี่มี่ว่าให้ทาตัวเองให้ดี พยายามทั้งศึกษาเล่าเรียนและฝึกตนควบคู่กันไปอย่างไม่ถ่วงรั้งกัน
ช่วงนี้ถนนและตรอกทั้งสองมีสภาพการณ์ที่ว่าเสียงลมหรือเสียง นกผู้คนก็หวาดผวาคิดว่าเป็นภัย มีการควบคุมคนรุ่นเยาว์ในตระกูล ของตัวเองอย่างเข้มงวด ไม่อนุญาตให้ออกไปเที่ยวนอกเมือง ไม่ อนุญาตให้มีการจัดงานเลี้ยงเป็ นการส่วนตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่ อนุญาตให้ไปค้างคืนข้างนอก แน่นอนว่าก็มีพวกคนที่ถูกเลี้ยงดูอย่าง เอาใจนานยี่สิบสามสิบปี จนเคยตัว แยกแยะความหนักเบาของ สถานการณ์ไม่ออก ปะเหลาะเอาใจอย่างไรก็ไม่เป็ นผล ด่าก็ไม่มี ประโยชน์ แต่พอโดนทุบตีอย่างรุนแรงไปรอบหนึ่งก็ว่าง่ายขึ้นแล้ว ดังนั้นคนรุ่นเยาว์ที่ถูกทางตระกูลเลี้ยงจนเสียคนมานานแล้วกลุ่มนี้จึง แทบจะถูกกระชากลากถูกลับบ้านกันทุกคน
หยวนเจิ้งติ้งเงียบไปพักใหญ่ ก่อนจะนวดคลึงหว่างคิ้ว เอ่ยว่า “เรื่องที่สาคัญที่สุดยังคงเป็นความเห็นในภาพรวมที่ราชครูเฉินมีต่อ สองฝ่ายว่าจะดีหรือร้าย”
เมื่อมีอายุและอยู่ในตาแหน่งอย่างหยวนเจิ้งติ้ง คิดอยากจะเดิน ขยับขึ้นสูงอีกหน่อย ดูเหมือนว่ายังสามารถประลองสติปั ญญา ประลองความกล้า ประลองก าลังและประลองความโหดเหี้ยมได้ แต่สิ่ง ที่ต้องทุ่มกันอย่างแท้จริงก็คือ ‘ชีวิต’
ส่วนหยวนฉงเปิ่ นที่เป็ นทั้งเจ้าประมุขและทั้งผู้อาวุโสกลับต่าง ออกไป นอกจากสมัญญานามและชื่อเสียงหลังจากตายไปแล้ว ผู้ เฒ่าก็ไม่มีสิ่งใดที่ต้องการอีก ถ้าอย่างนั้นก็ได้แต่มองลงมาเบื้องล่าง มองความได้ดิบได้ดีของพวกคนรุ่นเยาว์
หยวนเจิ้งติ้งย่อมต้องเป็นหนึ่งในบุคคลที่โดดเด่นที่สุดในบรรดา ของคนรุ่นเยาว์ตรอกอี้ฉือ ปีนั้นถูกส่งไปรับตาแหน่งในท้องถิ่น อันดับ แรกก็เป็นนายอ าเภอของอ าเภอไหวหวงก่อนจะเลื่อนขั้นเป็นเจ้าเมือง เขตชิงสือ แล้วจึงกลายมาเป็ นผู้ว่าแห่งหงโจว หนึ่งก้าวกับรอยเท้า หนึ่งรอย เรียกได้ว่าเส้นทางขุนนางราบรื่นก้าวหน้า ถือเป็นเส้นทาง การเลื่อนขั้นที่ถูกต้องตรงไปตรงมามากที่สุด ย้อนกลับมามองเฉาเกิง ซิน รับหน้าที่เป็นขุนนางผู้ตรวจการงานเตาเผาหลงเฉวียน แต่กลับ ค่อนข้างจะพิเศษ นอกจากนี้กวนอี้หรานที่เพิ่งเลื่อนขั้นเป็นเจ้าเมือง ของจวี่โจวก็ถือว่าเป็นการ “สะสมมากใช้ทีละน้อย” เช่นเดียวกัน และ ยังมีหลิวสวินเหม่ยแห่งตรอกฉือเอ๋อร์ “คนรุ่นเยาว์” กลุ่มของพวกเขา นี้ถือว่าตั้งแต่เล็กจนโตต่างก็ถูกพวกผู้ใหญ่เอามาเปรียบเทียบกันอยู่ เสมอ
เฉาเม่ามองหยวนเจิ้งติ้ง จาต้องพูดว่าลูกหลานสกุลหยวนล้วน เป็นชายงามบุคลิกยอดเยี่ยมอย่างสมชื่อกันทุกคน หงโจวคือมณฑล ใหญ่ของราชสานักต้าหลีโดยแท้ อีกทั้งไทเฮาเหนียงเนียงยังเป็นคน ของเขตอวี่จาง ก่อนหน้านี้ไม่นานทางราชสานักก่อตั้งศูนย์ตัดต้นไม้ เขตอวี้จาง และที่ว่าการของหงโจวก็อยู่ที่เขตอวี่จาง
อู๋ยวนกินส้มไปแล้วก็หยิบผลไม้เชื่อมขึ้นมาอีกชิ้นหนึ่ง ในฐานะ นายอ าเภอคนแรกในประวัติศาสตร์ของถ้าสวรรค์หลีจู เขาเป็ นทั้ง ลูกเขยของสกุลหยวนเสาค้ายันแคว้น แล้วก็เป็นลูกศิษย์ของราชครู ชุยฉานด้วย สถานะสองชั้นนี้เท่ากับว่ามียันต์คุ้มกันกายในวงการขุน นางอยู่สองแผ่น ทว่ากลับกลายมาเป็ นตัวตลกในวงการขุนนางเมื่อ มารับหน้าที่ในอาเภอไหวหวง ได้แต่จากไปอย่างหม่นหมอง ไป “ประสบความสาเร็จ’ อยู่ในเขตการปกครองขนาดเล็กแห่งหนึ่งใน อาณาเขตของขุนเขากลาง ในนามถือว่าได้เลื่อนขั้นแล้ว แต่แท้จริง แล้วกลับต้องนั่งเก้าอี้เย็นอยู่นานหลายปี
ดังนั้นปีนั้นที่หยวนเจิ้งติ้งมารับหน้าที่เป็นนายอาเภอ ในกลุ่มขุน นางจึงมีค าพูดบางอย่างบอกว่า ไปช่วยเช็ดก้นให้
แน่นอนว่าสุดท้ายอู๋ยวนสามารถหวนกลับมาที่จู่โจวได้ อีกทั้งยัง เป็นผู้ว่า ถือว่าเป็นการหวนกลับมาเอาคืนในวงการขุนนางได้อย่าง งดงาม
เฉาเม่าเงียบงันอยู่ตลอด เข้าเมืองมาครั้งนี้เขาแค่เอาของขึ้นชื่อ ประจาท้องถิ่นของอวี๋โจวมาด้วยไม่กี่อย่างเท่านั้น
อันที่จริงคราวก่อนนัดหมายกันที่ที่ว่าการกองงานพิธีการของ ภูเขาพีอวิ๋น เฉาเม่าเอาผลประโยชน์ส่วนตัวมาเบียดบังผลประโยชน์ ส่วนรวม ดื่มชาจอกหนึ่ งกับเจ้าขุนเขาเฉินที่ตอนนั้นยังไม่ใช่ ราชครูต้าหลี ถือว่าเป็นการร าลึกความหลังกัน
บรรยากาศในห้องเคร่งเครียดอยู่บ้าง แต่ไม่มีใครรู้สึกว่าควรจะ เอ่ยถ้อยคาที่แสร้งทาเป็นผ่อนคลายอย่างเหมาะสมอะไร
สุดท้ายก็ยังคงเป็นหยวนฉงเปิ่นที่ถามอย่างเนิบช้าว่า “พวกเจ้า ลองพูดมาสิว่าราชครูเฉินเป็นคนอย่างไรกันแน่?”
พอได้ยินคาถามข้อนี้ หยวนเจิ้งติ้งก็รู้สึกชาไปทั้งหนังหัวทันที บิดาคือคนที่มีความคิดเห็นเป็นของตัวเองอย่างมาก ทั้งยังมองการณ์ ไกล ต้องรู้ว่าบิดาต่างหากถึงจะเป็นคนที่ใช้เวลาร่วมกับอาจารย์เฉิน บ่อยที่สุด!
หยวนเจิ้งติ้งทาจิตใจให้สงบ เอ่ยว่า “วางแผนก่อนแล้วค่อยลงมือ คิดค านวณทุกด้านอย่างรอบคอบรัดกุม”
อู๋ยวนใคร่ครวญหาถ้อยคาที่เหมาะสมอย่างระมัดระวัง ก่อนจะ กล่าวว่า “มีความหนักแน่นต่อเรื่องใหญ่และเรื่องสาคัญอย่างมาก เชี่ยวชาญการจัดการกับสถานการณ์ที่ยุ่งเหยิงเหมือนเชือกพันกัน หากใช้การเล่นหมากล้อมมาเปรียบเทียบ ต่อให้ฝีมือการเล่นหมาก ล้อมของเฉินผิงอันจะอ่อนด้อยกว่าฝ่ ายตรงข้าม อาจจะแพ้บ้าง เล็กน้อย แต่ขอแค่ฝีมือการเล่นสูงกว่าฝ่ ายตรงข้าม เขาก็ต้องไม่มี ทางแพ้อย่างแน่นอน”
ความคิดเห็นของเฉาเม่ากระชับเรียบง่ายที่สุด แค่คาเดียว “อ ามหิต”
หยวนจี้พูดเย้ยหยันตัวเอง “บางทีอาจเป็นเพราะข้าไม่เหมือนขุน นาง ความคิดเห็นที่มีต่อราชครูเฉินถึงไม่ค่อยเหมือนกับพวกเจ้า ข้า รู้สึกว่าการกระทาของเขาซุกซ่อนใจที่เห็นแก่ตัวส่วนหนึ่งเอาไว้ เขา ไม่สนใจเลยสักนิดว่าขุนนางต้าหลีจะมองเขาอย่างไร เขาสนใจแค่ว่า ชาวบ้านของต้าหลีจะมองสองคนในอดีตอย่างไร สนใจแค่ว่าสองคน นั้นจะมองเขาในทุกวันนี้อย่างไร”
อย่างเช่นสองมณฑลที่อยู่ในอาณาเขตของสกุลหลูเก่า เดิมทีมี การเก็บภาษีอากรหนักมาก แต่จู่ๆ กลับมีการปรับเปลี่ยน ลดจากห้า สิบปีเป็ นสามสิบปี ก่อนหน้านั้นก็เป็ นเรื่องระยะเวลาการประเมินสิ่ง ศักดิ์สิทธิ์แห่งภูเขาสายน้าที่ขยายจากสิบปี ครั้งเป็ นสามสิบปี ครั้ง แผนงานลักษณะนี้ดาเนินการไปได้อย่างราบรื่น….นี่ก็คือข้อดีของ การเป็ นศิษย์พี่ศิษย์น้องสายบุ๋นเดียวกันแล้วทยอยกันรับต าแหน่ง ราชครูของต้าหลี ดูเหมือนว่าจะไม่เป็ นที่ต้องสงสัยเลยสักนิดว่าขุน นางใหม่มารับตาแหน่งแล้วจะเอาแต่โค่นล้มกลยุทธแห่งแคว้นที่คน ด ารงต าแหน่งก่อนหน้าก าหนดไว้
โดยไม่ทันรู้ตัว ต่อให้เป็นศาลบุ๋นแผ่นดินกลาง หรือแม้กระทั่งตัว สายเหวินเซิ่งเองก็ยังไม่พูดอะไร
เพียงแค่เพราะสาเหตุที่เฉินผิงอันมารับหน้าที่เป็ นราชครูต้าหลี ซิ่วหูชุยฉานก็ย่อมต้องได้ฟื้นคืนสถานะลูกศิษย์คนแรกของสายเหวิน เซิ่ง คือน้ามาลาคลองก่อเกิด สมเหตุสมผลไม่มีอะไรให้ต้องสงสัย
หยวนฮว่าจิ้งยืนอยู่หน้าประตูครู่หนึ่ง มองหยวนจี้ที่เมื่อก่อนตนดู แคลนมาโดยตลอดพยักหน้า เอ่ยคล้อยตามว่า “ความคิดเห็นของข้า ก็คล้ายคลึงกับสิ่งที่หยวนจี้พูด ส่วนวันพรุ่งนี้ตระกูลใหญ่และขุนนาง ตาแหน่งสูงในราชสานักทั้งหลายของตรอกอี้ฉือซึ่งมีสกุลหยวนเป็น หนึ่งในนั้นจะได้รับเกียรติหรือได้รับความอัปยศ ก็ไม่ได้อยู่ที่ว่าพรุ่งนี้ พวกเจ้าคุยอะไรกับเขาในจวนราชครู ก็เหมือนถึงสิ้นเดือนแล้วนัก บัญชีเรียกพวกคนงานระยะยาวไปรวมตัวกันข้างโต๊ะตัวหนึ่ง คนที่ติด เงินก็คืนเงิน คนที่ออกแรงก็ได้เงิน เป็นแค่การ “คิดบัญชี” เท่านั้นเอง”