กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 49.4 พลันนั้นดอกไม้ดอกหนึ่งได้เบ่ง บานก่อน
- Home
- กระบี่จงมา! Sword of Coming
- บทพิเศษ ตอนที่ 49.4 พลันนั้นดอกไม้ดอกหนึ่งได้เบ่ง บานก่อน
ช่วงนี้ต่งหูรองเจ้ากรมพิธีการคอย “จงใจสร้างความล าบากใจ” ให้กับผู้ฝึกตนของตาหนักฉางชุน ปรึกษากันว่าควรจะรั้งตัวผู้ฝึกตน สานักกสิกรรมที่ “ใจอยากกลับบ้านเหมือนลูกธนูแล่นออกจากแล่ง” กลุ่มนั้นให้อยู่ต่อในอาณาเขตของต้าหลีอย่างไรดี มีทั้งคนของทวีป อื่น แล้วก็มีทั้งคนที่อยู่ทางใต้ของแจกันสมบัติทวีป เรื่องประเภทนี้ เดิมทีควรเป็ นงานในหน้าที่ของกรมคลังต้าหลี แต่ในเมื่อเป็ นงานที่ ราชครูเฉินมอบหมายให้เขา ต่งหูก็ไม่ถือสาที่จะให้กรมคลังได้เปิดหู เปิดตากับความรู้เรื่องเศรษฐกิจของตนสักหน่อย…ฟ้าเริ่มสว่าง ต่งหูที่ ทางานยุ่งจนถึงกลางดึกตื่นตรงเวลา สวมเสื้อผ้าอย่างเป็ นระเบียบ ล้างหน้าบ้วนปากเสร็จเรียบร้อยแล้วผู้เฒ่าก็รีบร้อนออกจากประตู รอ กระทั่งพ่อบ้านเอ่ยเตือน เจ้ากรมผู้เฒ่าถึงนึกขึ้นได้ว่าช่วงนี้ฮ่องเต้ไม่ อยู่ในเมืองหลวง วันนี้ไม่มีประชุมเช้า ก็ดีๆ จะได้กลับไปนอนต่อสัก หน่อย
ตรงหน้าปากตรอกมีคนแปลกหน้ารูปโฉมเป็ นหนุ่มคนหนึ่งมา เยือน จ้าวตวนหมิงรีบถอนเวทอ าพรางตาออกทันใด เอ่ยว่า “โปรด หยุดเดิน”
คือคนหนุ่มคนหนึ่งที่สะพายหีบไว้ด้านหลัง สวมเสื้อผ้าเรียบง่าย เหมือนคนที่เดินขายของตามถนน
คนผู้นั้นยิ้มแนะนาตัวเองว่า “ข้าชื่อจางจื๋อ คือร้านผ้าห่อบุญ มา ปรึกษาธุระกับอาจารย์เฉินที่นี่”
จ้าวตวนหมิงแสร้งทาเป็ นไม่เข้าใจว่า “อาจารย์เฉิน” ที่อีกฝ่ าย พูดถึงคือใคร “ข้าแค่รับผิดชอบคอยขวางไม่ให้คนที่ไม่มีความ เกี่ยวข้องเข้าไปในตรอก ไม่ใช่คนเฝ้าประตู ไม่อาจช่วยไปรายงานให้ ได้ เจ้าต้องการพบใคร ต้องการมาหาใคร ล้วนเป็นเรื่องของเจ้า แต่ เจ้าได้แต่อดทนรอเท่านั้น จะได้เจอหรือไม่ เอาเป็ นว่าข้าไม่ใช่คน ตัดสินใจก็แล้วกัน”
จางจื๋อพยักหน้ายิ้มเอ่ย “เข้าใจแล้ว”
ในใจจ้าวตวนหมิงเป็นกังวล อาจารย์ที่ทั้งขวัญกล้าเทียมฟ้ าแล้ว ยังมีความสามารถในการแบกรับภาระได้ไม่อยู่ ถึงอย่างไรเด็กหนุ่มก็ รู้สึกไม่มั่นใจ กลัวว่าตัวเองจะขวางบุคคลสองประเภทที่ไม่ควรขวาง อย่างคนที่อยู่ เบื้องบน” และคนที่อยู่ “ขอบฟ้า”
คนที่อยู่ “เบื้องบน” พูดถึงคนที่มีเทวรูปหรือภาพเหมือนแขวนไว้ บนผนังของศาลบุ๋นส่วนคนที่อยู่ “ขอบฟ้ า” นั้นพูดถึงผู้ฝึกตนใหญ่ บนยอดเขาที่อยู่ไกลสุดขอบฟ้ า เดิมทีไม่ควรมีความเกี่ยวข้องกับ พวกเขาอาจารย์และศิษย์
เห็นคนหนุ่มที่บอกว่าตัวเองเป็ นร้านผ้าห่อบุญมีท่าทางสุภาพ อ่อนโยน ไม่เหมือนคนชั่วที่ไม่รู้จักหนักเบา กลับกันยังเหมือนขุนนาง บุ๋นน้าใสที่ทุกปีจะต้องเอาเทียบเชิญมาขอเข้าพบที่หน้าประตูจวน ตระกูลตนมากกว่า ขุนนางบุ๋นเหล่านี้หากได้เข้าประตูไปก็มีสีหน้า เป็ นปกติ ไม่มีความขลาดกลัว แต่ถ้าไม่ได้เข้าก็ไม่มีหน้าตา หม่นหมองให้เห็น จ้าวตวนหมิงอยู่ว่างไม่มีอะไรทา บวกกับที่เคยได้ ยินเรื่องของ “ร้านผ้าห่อบุญ’ มาก่อน ก็เลยพูดคุยเรื่องวงในเกี่ยวกับ ร้านผ้าห่อบุญกับจางจื๋อ อีกฝ่ ายบอกกล่าวทุกสิ่งที่รู้ให้ฟั ง พูดจามี อารมณ์ขัน จ้าวตวนหมิงเกือบจะอดไม่ไหว อยากจะถามอีกฝ่ ายว่า หากอยากเป็นร้านผ้าห่อบุญต้องมีเงื่อนไขอะไรบ้าง
พริบตานั้น มองตามสายตาของจางจื๋อไป จ้าวตวนหมิงรีบหัน ขวับไปทันที แล้วก็เห็นเงาร่างของราชครูเดินอยู่ในตรอกเล็กจริงดัง คาด
เฉินผิงอันเดินมาที่หน้าปากตรอกอย่างไม่ช้าไม่เร็ว เอ่ยสัพยอก ว่า “หากยังคุยกันแบบนี้ต่อไป แม้กระทั่งพื้นเพเดิมก็คงถูกจางจื๋อห ลอกถามไปหมดแล้ว”
จ้าวตวนหมิงเกาหัว เขาคิดว่าตัวเองไม่ได้พูดอะไรเลยนะ
เฉินผิงอันยิ้มถามว่า “ผู้อาวุโสมาเฝ้ าตอรอกระต่ายอยู่ที่นี่หรือ? ท าไมไม่ไปดักรอหน้าประตูจวนราชครูโดยตรงเลยล่ะ?”
จางจื๋อบรรพบุรุษร้านผ้าห่อบุญ เขาเคยใช้ราคาสูงเทียมฟ้าที่คน บนภูเขาต้องเดาะลิ้นซื้อใบรับสภาพหนี้แผ่นหนึ่งไปจากเฉินผิงอัน
จางจื๋อก็ไม่อ้อมค้อม ยิ้มเอ่ยว่า “ข้ามาเพราะเรื่องของที่ลาน้า ใหญ่ พูดคุยกับอาจารย์เฉินแค่ไม่กี่ประโยคก็จะกลับ”
เวลานี้เฉินผิงอันรวบชายแขนเสื้อยืนอยู่ข้างกายเด็กหนุ่ม ถาม อย่างสงสัยว่า “ข้าไม่ได้สนใจเรื่องของที่นั่นเลย เป็ นชุยตงซานกับ สานักกระบี่ชิงผิงที่รับผิดชอบอยู่ตลอด”
จางจื๋อกล่าว “แค่ประโยคสองประโยคของราชครูเฉินได้ผลยิ่ง กว่าการประชุมในศาลบรรพจารย์ของแคว้นอวิ๋นเหยียนใบถงทวีป ร้อยครั้งเสียอีก ข้าคิดไปคิดมาก็เลยปลุกความกล้าเดินทางข้ามทวีป มาที่เมืองหลวงต้าหลีเพื่อพบหน้าเฉินผิงอัน ไม่แน่ว่าอาจทาให้เฉิน ผิงอันสามารถประหยัดแรงใจ ก าลังคนและทรัพยากรไปได้มาก”
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย ” ไม่แน่” อย่างว่าจริงๆ นั่นแหละ”
จางจื๋อไม่ได้ตกใจถอยหนีเพราะคาพูดที่ไม่ค่อยเกรงใจกันเท่าไร นี้ เขาเอ่ยว่า “ข้าจะพูดความคิดของตัวเองก่อน ไม่สู้ราชครูเฉินลอง ฟั งดู”
ในใจจ้าวตวนหมิงอดตกตะลึงไม่ได้ ไฉนถึงได้รู้สึกไม่คุ้นเคยกับ อาจารย์เฉินที่เป็นเช่นนี้เลย คาพูดคาจาช่าง…ไม่ไว้ไมตรี อย่าว่าแต่ อาจารย์เลย ต่อให้เป็นตน อาจารย์เฉินก็สุภาพเป็นมิตรมาโดยตลอด
เป็นเพราะสองฝ่ายที่อยู่ด้านในกับด้านนอกตรอกไม่สนิทกันอย่างนั้น หรือ?
เฉินผิงอันกล่าว “พวกเราเดินไปคุยกันไป”
จางจื๋อย่อมไม่มีความคิดเห็นใดๆ แล้วก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะปฏิเสธด้วย
ในเมื่อต่างก็เป็ นคนฉับไวตรงไปตรงมา เฉินผิงอันเองก็พูดเข้า ประเด็นโดยตรงว่า “ตอนนั้นเจ้าพาอู๋โซ่วไปที่ท่าเรือชิงซาน พูดให้น่า ฟั งหน่อยก็คือพกอิฐเคาะประตูที่เหมาะสมไปด้วยก้อนหนึ่ง พูดให้ไม่ น่าฟั งจะถือว่ามีเจตนาชั่วร้ายหรือไม่?”
จางจื๋อถึงกับไม่ปฏิเสธ เขาพยักหน้าเอ่ยว่า “พาใครไปที่สานัก กระบี่ชิงผิง ข้าย่อมมีการครุ่นคิดพิจารณาอย่างลึกซึ้งมาก่อน ภายนอกสามีภรรายาที่รับผิดชอบกิจธุระของร้านผ้าห่อบุญในใบถง ทวีปคู่นั้น พวกเขาต่างหากถึงจะเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุด เพราะ ส่วนลึกในใจของพวกเขาเลื่อมใสเฉินอิ่นกวาน ดังนั้นพอไปถึงท่าเรือ ชิงอี ต่อให้ไม่ต้องพูด…หรือควรจะบอกว่าทางที่ดีที่สุดคือไม่พูด ก็ง่าย ที่จะทาให้คนฉลาดอย่างหมื่อวี้รู้สึกดี แต่ข้ารู้สึกว่าน้าหนักยังไม่พอ แรงไฟยังไม่พอ อู๋โซ่วก่อเรื่องไว้ในแจกันสมบัติทวีป ไม่ควรให้พวก เขามาเป็นคนซ่อมแซมใบถงทวีป เพราะมีความหมายไม่มากนัก ถึง อย่างไรในใจของอาจารย์เฉินก็ต้องรู้สึกขัดเคืองอยู่บ้าง ไม่แน่ว่า อาจจะเกิดอคติต่อจางจื๋อ คิดว่าร้านผ้าห่อบุญท าอะไรมักจะชอบฉวย โอกาส ใช้เล่ห์เหลี่ยม ไม่ถูกทานองคลองธรรม”
เฉินผิงอันกล่าว “พูดต่อสิ”
จางจื๋อสูดลมหายใจเข้าลึก เอ่ยว่า “หากอู๋โซ่วไม่ทาผิด ข้าก็จะ ไม่มีโอกาสแก้ไขข้อผิดพลาดในทันที ไม่ทาเช่นนี้ อาจารย์เฉินก็ยาก ที่จะเปลี่ยนความรู้สึกที่มีต่อร้านผ้าห่อบุญ”
เฉินผิงอันคลี่ยิ้มมีเลศนัย “ร้านผ้าห่อบุญของจางจื้อ มีคนที่ใน ดวงตาเห็นแต่ผลประโยชน์ซึ่งความสามารถในการหาเงินมีไม่น้อย อย่างอู๋โซ่ว คือราคาที่จางจื๋อจ าเป็นต้องแบกรับ ถ้าอย่างนั้นอู๋โซ่วมา เจอกับบุคคลอันดับหนึ่งที่กลอุบายลึกล้าอย่างเจ้า เกือบจะถูกคน ปล่อยกระบี่ฟั นตายอยู่ที่ท่าเรือชิงซาน ก็คือราคาที่เขาอู๋โซ่ว จ าเป็นต้องจ่ายเหมือนกันหรือ?”
ไม่รอให้จางจื๋อเอ่ยอะไร เฉินผิงอันก็พยักหน้าอยู่กับตัวเอง “ใช้ กลยุทธ์เสี่ยงอันตราย”
จางจื้อได้ยินคาวิจารณ์นี้ หน้าก็เปลี่ยนสีไปในเสี้ยววินาที
ต้องรู้ว่าก่อนหน้านี้ไม่นานเจิ้งจวีจง อู๋ซ่วงเจี้ยง เฉินผิงอัน พวก เขาสามคนได้ร่วมกันสร้างวีรกรรมอย่างหนึ่ง
หมื่นปีให้หลังร่วมกันสังหารปฐมบรรพบุรุษสานักการทหารอีก ครั้ง ถึงขั้นที่ว่าป่ าวประกาศต่อใต้หล้าโดยตรง ผู้ฝึกตนบนยอดเขา ทุกคนล้วนรับรู้
ไม่รู้ว่าทาให้ความหวังและแผนการของคนกี่มากน้อยต้องพลาด ไปอย่างสิ้นเชิง แล้วก็ไม่รู้ว่าทาให้คนที่ยกม้านั่งเล็กมานั่งรอชมจิ๋ว สนุกกี่มากน้อยที่ต้องผิดหวังอย่างหนัก
เฉินผิงอันหันหน้าไปมองจางจื๋อ “ข้าถามเจ้าแค่เรื่องเดียว หาก หมี่อวี้ปล่อยกระบี่ใส่อู๋โซ่ว ข้าต้องไม่ขวางอย่างแน่นอน เจ้าจะทา
อย่างไร?”
จางจื๋อเอ่ย “ต้องช่วยเขา ถือเสียว่าเป็นการจ่ายเงินฟาดเคราะห์ ร้านผ้าห่อบุญไม่เสียดายราคาที่ต้องจ่าย”
“แม้ว่าจะยังคงเป็นการค้าที่ทาบนใจคน” เฉินผิงอันยิ้มกล่าว “แต่ ก็ยังถือว่าจางจื๋อปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความจริงใจ”
จางจื้อลังเลเล็กน้อย ก่อนจะถามว่า “หากว่าวันนี้ข้าไม่มาหา อาจารย์เฉิน ร้านผ้าห่อบุญจะมีจุดจบเช่นไร?”
เฉินผิงอันหลุดหัวเราะพรืด “ในเมื่อคือเรื่องที่เจรจากันบนโต๊ะก็ ได้แล้ว ร่วมมือกันท าการค้า ก็หนีไม่พ้นว่าท าได้ดีก็แบ่งเงินกัน ท าได้ ไม่ดีก็ต่างคนต่างแยกย้าย ร้านผ้าห่อบุญยังจะมี “จุดจบ” อย่างไรได้ อีก? ทุกวันนี้ข้าก็แค่มีสถานะของราชครูต้าหลีเพิ่มมาเท่านั้น อย่าว่า แต่ตลอดทั้งใต้หล้าไพศาลเลย แค่ในแจกันสมบัติทวีปที่เล็กที่สุดแห่ง นี้ก็ยังได้แค่ดูแลจัดการกิจธุระของพื้นที่เกือบครึ่งในอาณาเขต เท่านั้น”
จางจื๋อทาท่าจะพูดแต่ก็ไม่พูดอยู่หลายครั้ง สุดท้ายก็ไม่กล้าพูด อย่างตรงไปตรงมา
เฉินผิงอันเอ่ย “กิจธุระช่วงท้ายของการขุดเจาะลาน้าใหญ่ใน ใบถงทวีป และบทใหม่หลังจากที่การขุดเจาะลาน้าใหญ่สาเร็จ หาก ว่าเจ้าเชื่อใจชุยตงชานก็ไปหาลูกศิษย์อีกคนหนึ่งของข้า เขาชื่อว่า เฉาฉิงหล่าง เพิ่งจะลาออกจากการเป็นขุนนางวันนี้ เตรียมจะนั่งเรือ โดยข้ามฟากไปยังอวิ้นโจว เขาต้องการไปเป็นอาจารย์สอนหนังสือ ในโรงเรียนแห่งหนึ่ง เจ้าสามารถไปพูดคุยกับเขาที่ท่าเรือก่าวซู่ซึ่ง ตั้งอยู่ชานเมืองได้ ตอนนี้ไปขวางทางเขาต้องยังทันอย่างแน่นอน”
เห็นว่าจางจื๋อมีสีหน้าลาบากใจอยู่บ้าง เฉินผิงอันก็เอ่ยว่า “ความ คิดเห็นของเฉาฉิงหล่างก็คือความคิดเห็นของข้า พูดให้ตรงไปตรงมา หน่อยก็แล้วกัน การตัดสินใจของเฉาฉิงหล่างก็คือการตัดสินใจของ ข้า”
จางจื๋อพยักหน้า “เข้าใจแล้ว”
เฉินผิงอันใช้เสียงในใจถามว่า “ร้านผ้าห่อบุญได้แอบไปเปิดที่ใต้ หล้ามืดสลัวบ้างหรือไม่?”
จางจื๋อส่ายหน้า “เคยคิดอยู่เหมือนกัน ทว่าได้แต่มีใจแต่ไร้กาลัง”
กลัวว่าเฉินผิงอันจะเข้าใจผิดคิดว่าตัวเองปิดบังข้อมูล จึงได้แต่ อธิบายไปว่า “ขอบเขตของตัวข้าเองไม่มากพอ ไม่อาจไปจากบ้าน
เกิดได้ และขอบเขตบินทะยานบางส่วนก็อาจจะไม่ให้เกียรติร้านผ้า ห่อบุญที่ทั่วร่างเหม็นกลิ่นสาบเงินเสมอไป”
เฉินผิงอันครุ่นคิด ก่อนจะเอ่ยว่า “หากมีโอกาส เจ้าสามารถ ติดต่อไปหาน่าหลันไฉ่ฮ่วนแห่งสานักอวี่หลงและยังมีต่งปู้ เต๋อที่เพิ่ง จากนครบินทะยานมาอยู่ที่นี่ได้ไม่นานเท่าไรได้”
จางจื้อโล่งอก เอ่ยว่า “ไม่มีปั ญหา”
ยังดี อย่างน้อยก็ไม่ได้ผลลัพธ์ในทางตรงกันข้าม
เดินผ่านร้านริมถนนแห่งหนึ่งที่ยังไม่เปิด เฉินผิงอันหันไปมอง ก่อนจะถอนสายตากลับมาช้าๆ
ในขณะที่จางจื๋อเตรียมจะขอตัวกลับนั้นเอง เฉินผิงอันก็พลัน หยุดเท้าแล้วถามค าถามใหญ่เทียมฟ้าที่ทาให้จางจื๋อรับมือไม่ถูก
“ถ้าหาก ข้าพูดถึงสมมติฐานอย่างหนึ่ง ถ้าหากโลกมนุษย์ทั้งแห่ง นี้อยู่ในยุคเสื่อมที่ไม่มีปราณวิญญาณโคจรอยู่ในฟ้ าดินอีกต่อไป การฝึกตนเป็นอมตะกลายมาเป็นเรื่องที่มองต้นเหมยเพื่อดับกระหาย เป็นดั่งการพูดเรื่องสงครามบนหน้ากระดาษ จางจื๋อ สมมติว่าเจ้าอยู่ ในเหตุการณ์ ตัวตน ฐานะและชาติตระกูลไม่เปลี่ยน เจ้าคิดว่า “เงิน” สามารถทาเรื่องอะไรและไม่สามารถทาเรื่องอะไรได้บ้าง? การรับรู้ ของเจ้ากับความเป็ นจริงจะเกิดความคลาดเคลื่อนที่มิอาจหลบเลี่ยง ได้แบบใด?”
จางจื๋อหยุดคิดไปครู่หนึ่งแล้วจึงยิ้มเงื่อนเอ่ยว่า “อาจารย์เฉิน บอกตามตรง ข้าให้ค าตอบไม่ได้”
เฉินผิงอันเอ่ย “ไม่ใช่ว่าเจ้าให้คาตอบไม่ได้ แต่เป็นเพราะไม่กล้า ให้ ไม่อาจให้ค าตอบอย่างที่คนซึ่งเพิ่งจะเดินออกมาจากหอเหรินอวิ๋น อื้อวิ๋นต้องการได้”
เฉินผิงอันโบกมือ ยิ้มเอ่ย “ช่างเถอะ ก็ถือเป็นความรู้สึกปกติของ คนทั่วไป ข้าคงไม่ท าให้ผู้อาวุโสล าบากใจแล้ว”
จางจื๋อกล่าว “คาพูดที่ไม่อาจพูดได้อย่างละเอียดในวันนี้ก็คือ ความจริง ในอนาคตหากมีคาพูดใดที่ถ้าไม่ได้พูดออกมาคงอัดอั้น ตันใจ ก็ต้องรบกวนให้ราชครูเฉินอดทนฟั งสักหน่อย”
เฉินผิงอันยิ้มกล่าว “ตกลงตามนี้”
จางจื๋อคือคนบนภูเขาที่ชอบเดินเท้ามาก หากไม่ต้องขี่เมฆ ทะยานหมอกก็จะไม่มีทางทะยานลมเดินทางอย่างแน่นอน
เดินไปบนถนนเส้นนี้ได้ระยะทางหนึ่ง จางจื๋อหันหน้ากลับไปมอง รู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง ราชครูหนุ่มยังคงยืนอยู่ริมทาง ไม่รู้ว่าก าลัง คิดเรื่องในใจอะไร
เฉินผิงอันรู้แค่ว่าเจิงเย่เคยมาเยือนเมืองหลวงครั้งหนึ่ง แต่ได้เจอ “นาง” หรือไม่ พวกเขาเจอหน้ากันแล้วพูดคุยอะไรกัน เขากลับไม่รู้ เลย อันที่จริงเฉินผิงอันก็ไม่ได้อยากรู้ ก็เหมือนม้วนภาพบางม้วนที่
ชุยฉานเก็บไว้ให้เขา ดูจุดเริ่มต้นและขั้นตอน แต่กลับไม่ค่อยกล้าดู จุดจบ
เหมือนตาราเล่มหนึ่งที่พร่าพูดถึงความยากลาบากซ้าไปซ้ามา กลัวว่าตอนจบจะมีความยากลาบากยิ่งกว่ารออยู่ หรือไม่ก็กลัวตารา เล่มหนึ่งที่เล่าเรื่องความงดงามไว้มากมายแต่ตอนจบกลับไม่ได้
งดงามขนาดนั้น
เจิงเย่ที่มาเยือนเมืองหลวงต้าหลีหนึ่งครั้งก็ได้คลายปมในใจ สุดท้ายก็กลับไปยังพื้นที่ประกอบพิธีกรรมที่ทะเลสาบซูเจี่ยนเพียง ล าพัง
ก่อนจะจากไปอีกครั้ง เจิงเย่ได้ตั้งใจไปพูดคุยกับนางโดยเฉพาะ ยังดีที่นางเองก็ไม่เข้าใจผิดคิดว่าเจิงเย่เป็นพวกคนเจ้าชู้เสเพล
“อาจารย์เฉินที่เป็ นนักบัญชีในตารา แต่ละปี ที่ผ่านพ้นไป เวลานานวันเข้ายังจะจ าแม่นางซูได้อีกไหม?”
เจิงเย่พยักหน้า “ต้องจ าได้อยู่แล้ว นางถามอีกว่า “จะตามหานางไหม?”
เจิงเย่ตอบ “หาสิ นางถามอย่างใคร่รู้อีกครั้ง “เจอหน้ากันแล้วจะพูดคุยเรื่องอะไร
กันได้?” เจิงเย่ทาท่าจะพูดแต่ก็ไม่พูด สุดท้ายก็ส่ายหน้า “ไม่รู้เหมือนกัน
เด็กสาวร้องเฮ้อ ถอนหายใจหนึ่งที
เจิงเย่ยิ้มเอ่ย “อาจารย์เฉินเคยบอกว่าอย่าเอาแต่ถอนหายใจ
เด็กสาวร้องอ้อตอบรับ เพียงแต่ในใจนางอดสงสัยไม่ได้ว่าใน หนังสือมีฉากนี้ด้วยหรือตนท่องบันทึกเดินทางเล่มนั้นจนจาได้ขึ้นใจ นานแล้ว ไฉนถึงจ าไม่ได้กันนะ
สุดท้ายเจิงเย่ยิ้มเอ่ย “อาจารย์เฉินยังบอกด้วยว่า คนที่เปิ ด หนังสืออ่านอย่าได้ถูกหนังสือเล่มหนึ่งกักขัง
เด็กหนุ่มจ้าวตวนหมิงเบื่อหน่ายสุดขีด เริ่มรู้สึกคิดถึงอาจารย์ที่ ออกเดินทางไกลแล้ว
เพราะถ้อยคาที่เอ่ยอย่างไร้เจตนาของหลิวเจียในอดีต ชุยฉานจึง มอบเรื่องน่ายินดีที่ไม่คาดฝั นให้
เป็นเฒ่าหูหนวกที่อยู่บนถนนท่ามกลางท้องฟ้าใสกระจ่างหลังฝน ตกที่มอบร่มกระดาษน้ามันคันหนึ่งไปให้
เป็นเจ้าอ้วนเหวยที่บากหน้าขวางอยู่เบื้องหน้าเด็กสาวตรงหน้า ประตู เป็นเจ้าแห่งจิ้งจอกชิงชิวที่คิดอยากจะสานความฝั นงดงามของ ผู้อื่นให้เป็นจริง อยากจะเป็นแม่สื่อสักครั้ง
เป็ นแม่นางน้อยที่มอบเมล็ดแตงกาหนึ่งไปให้ เป็ นการมองครั้ง แรกหลังจากหมื่อวี้ฝ่าทะลุขอบเขตออกจากด่าน มองไปยังเรือนหลัง
หนึ่งที่อยู่บนภูเขาห่างไปไกล มองครั้งที่สองก็เห็นแม่นางน้อยชุดดาที่ เล่นกระโดดข้ามช่องอยู่ใกล้กัน
เป็นศาลบรรพจารย์ใหม่เอี่ยมของสานักกุยหยก ผู้อาวุโสจานวน น้อยนิดที่เหลืออยู่ไม่กี่คน ทุกครั้งที่มีการประชุม ยามมองไปยังเก้าอี้ ว่างเปล่าตัวนั้น ความรู้สึกนับร้อยมักจะประดังประเดเข้าใส่ ก็ไม่รู้ว่า
เสียใจที่ปีนั้นด่ามากไปหรือด่าน้อยไปกันแน่
เป็ นประโยคหนึ่งที่อาจารย์สอนหนังสือเอ่ยกับเด็กหนุ่มยากจน หน้าประตูโรงเรียนปีนั้น “หลักการเหตุผลอยู่ในตารา การวางตัวเป็น คนอยู่นอกต ารา
เป็ นอาจารย์สอนหนังสือในโรงเรียนในภายหลังที่เดินไปบน เส้นทางภูเขาเพื่อขอข้าวมื้อหนึ่งจากบ้านของนักเรียนกิน ทั้งยังดื่ม เหล้าต้มจนเมามาย
คือประโยคที่ว่า ได้รับการอบรมสั่งสอนที่ดีจากครอบครัว’ จาก ปรมาจารย์มหาปราชญ์
คือชีวิตคนที่แตกต่างในสถานที่ที่แตกต่าง คือการทาเรื่องที่ แตกต่างเอ่ยคาพูดที่แตกต่างในช่วงเวลาที่แตกต่าง พวกมันเรียก รวมกันว่า…ความอ่อนโยน
เฉินผิงอันหยุดยืนอยู่ที่เดิมเนิ่นนาน
เด็กหนุ่มเหมือนถูกผีดลใจให้มองออกไปนอกตรอก อยู่ดีๆ ก็นึก ถึงค าพูดอันไพเราะประโยคหนึ่งบนหนังสือ
“มองไกลๆ ดูน่าเกรงขาม พอเข้าใกล้กลับอ่อนโยน แต่เมื่อพูดจา กลับเคร่งขรึมจริงจัง
เห็นเพียงว่าอาจารย์เฉินยืนนิ่งอยู่ที่เดิมตลอด ร่างอาบไล้อยู่ ท่ามกลางแสงตะวัน มองไปไกลๆ ดูราวกับเทพองค์หนึ่ง