กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 50.1 ร่างนี้เมื่ออยู่ใต้ลานาวาก็พุ่งไปดุจ ลูกศร
- Home
- กระบี่จงมา! Sword of Coming
- บทพิเศษ ตอนที่ 50.1 ร่างนี้เมื่ออยู่ใต้ลานาวาก็พุ่งไปดุจ ลูกศร
ราชสานักต้าหลีช่วงยามเหม่า (ช่วงตีห้าถึงเจ็ดโมงเช้า) ดวง อาทิตย์สีแดงลอยขึ้นสูงทีละนิด เสียงไก่ขันในหมู่บ้านชนบท เสียง เปิดประตูที่ดังเป็นระลอกจากที่ว่าการใกล้เคียงกับระเบียงพันก้าวดัง ขึ้นพร้อมกัน พวกขุนนางของเมืองหลวงเริ่มมาขานชื่อ ตระกูลที่ มานะอดออมก็เริ่มออกไปทาไร่ไถนา คงเป็ นเพราะไม่มีการประชุม เช้าจึงทาให้เวลาดูมีมากเหลือเฟือ เฉินผิงอันเดินเนิบช้าไปทางจวน ราชครู จงใจอ้อมผ่านระเบียงพันก้าวที่มีรถม้าและผู้คนสวนกัน ขวักไขว่ เลือกเส้นทางที่เงียบสงบเส้นหนึ่งที่สองข้างทางร่มรื่นด้วย ต้นสน ต้นป่ าย นอกจากเขาแล้วก็ไม่มีใครเดินอีก ต่อให้ราชสานัก ไม่ได้สั่งห้าม แต่ชาวบ้านในเมืองหลวงต่างก็ไม่มาเดินเล่นที่นี่กัน ง่ายๆ สภาพการณ์ไม่ต่างจากบ้านเกิดในอดีตเท่าใดนักเหมือนเด็ก น้อยที่เหยียบย่าพื้นดินโคลนในตรอกซิ่งฮวาตรอกหนีผิงมาจนชิน รองเท้าสานจึงไม่มีทางเหยียบไปบนแผ่นหินเขียวของถนนฝูลู่ง่ายๆ ก็ เหมือนต าหนักใหญ่โอ่อ่าในอารามในวัด เมื่อต้องเผชิญหน้ากับ เทวรูปขนาดใหญ่ยักษ์ที่มีบารมีน่าเกรงขามก็มักจะทาให้คนที่มาจุด ธูปคารวะรู้สึกว่าตัวเองเล็กจ้อย ถ้าอย่างนั้นสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็ นที่ว่า การที่มีเหลี่ยมมุม ชัดเจนก็ทาให้พวกชาวบ้านรู้สึกว่าตัวเองอ่อนแอ มากเป็นพิเศษเช่นกัน
แต่ว่าด้านใต้ต้นสนที่อยู่ริมทาง เวลานี้มีชายหนุ่มชุดดาคนหนึ่ง นั่งยองอยู่ กาลังกินแผ่นแป้งย่างร้อนระอุ มือหนึ่งถือต้นหอมต้นใหญ่ กินคู่กันเป็นอาหารมื้อเช้าอย่างเอร็ดอร่อย
มีหญิงสาวคนหนึ่งที่แต่งกายอย่างเรียบง่ายเอนหลังพิงต้นสน หลับตาท าสมาธิ มองดูเหมือนนางจะมีบุคลิกเย็นชา แต่กลับมีเสน่ห์ อันเย้ายวนไปอีกแบบ ได้ยินเสียงเคี้ยวแผ่นแป้ งคู่ต้นหอมของสหาย นางก็เอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “ทาไมไม่จิ้มเต้าเจี้ยวด้วยเลยล่ะ”
คนหนุ่มพูดเสียงอู้อี้ “อีกเดี๋ยวจะต้องคุยธุระสาคัญกับเฉินผิงอัน ข้ากลัวว่ากลิ่นปากจะแรงเกินไป คุยกันได้แค่ไม่กี่ประโยคก็ไล่คนเขา แล้ว”
เขาพูดช้ามาก สามารถทาให้คนใจร้อนร้อนใจได้เลย
ก่อนหน้านี้ไม่นานบังเอิญเจอกันตรงบริเวณใกล้เคียงกับลาน้า ใหญ่ของแจกันสมบัติทวีป จับคู่เดินทางมาเยือนเมืองหลวงต้าหลี ด้วยกัน นับตั้งแต่เข้ามาในเมืองจนถึงพักในโรงเตี๊ยม กระทั่งมาอยู่ที่ ข้างทางสายนี้ พวกเขาได้ถูกตรวจสอบเอกสารผ่านด่านถึงสามครั้ง แล้ว
คนหนุ่มนึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ก็เอ่ยอย่างจริงจังว่า “สหายอิ่นชิง ต้องเตือนกันสักหน่อยอีกเดี๋ยวรอให้ได้พบเฉินผิงอันแล้ว เจ้าแค่ มองดูอยู่เฉยๆ ก็พอ ไม่ต้องเปิดปากพูด ให้ข้าเป็นคนจัดการเอง เจ้า คือสตรีหน้าตางดงาม แต่เวลาพูดจาดันชอบพูดเสียดสีประชดประชัน
ไม่ ค่อยน่าฟั งนัก อิงตามคากล่าวในบันทึกท่องเที่ยวเล่มนั้น เฉินผิง อันคือบุรุษที่รักหยกถนอมบุปผา คิดดูแล้วก็คงไม่โทษเจ้า แต่ต้อง พานโกรธมาที่ข้าแน่”
“เจ้าแค่มาพบเขาที่เมืองหลวงต้าหลีเท่านั้น แต่ข้ากลับมีเรื่องต้อง ขอร้องเขา เกี่ยวพันกับชีวิตการฝึกตนที่ใช้เวลานานร้อยปีพันปี ต่อ ให้วิญญูชนจะมีข้อพิถีพิถันที่ว่าเพื่อนรักไม่ควรพูดจาร้ายๆ ใส่กัน แต่ด้วยนิสัยฉุนเฉียวเจ้าอารมณ์ของข้า กลัวว่าถึงเวลานั้นจะอดไม่ ไหวทะเลาะกับเจ้าเข้า”
“สุดท้ายขอยืนยันเรื่องหนึ่งกับแม่นางให้แน่ใจเสียก่อน เจ้าไม่ได้ มาเพื่อลอบฆ่าเฉินผิงอันจริงๆ ใช่ไหม?”
สตรีที่ชื่อว่าอิ่นชิงลืมตาขึ้น ยิ้มเอ่ยว่า “กลัวว่าข้าจะทาให้เจ้า เดือดร้อนหรือ?”
คนหนุ่มกินหอมใหญ่คู่กับแผ่นแป้ งย่างหมดแล้วก็ปั ดมือ พยัก หน้าเอ่ย “แน่นอน ข้าเพิ่งออกจากภูเขามาได้ไม่นานเท่าไร ยังมีเรื่อง อีกมากมายที่ต้องทา ยังมีคาพูดอีกมากมายที่พูดได้”
อิ่นชิงคลี่ยิ้มหวาน “แม่ทัพหยวน” ทาใจให้สบายเถอะ ไม่แน่ว่ามี ข้าอยู่ด้วยอาจจะเป็นการช่วยปั กบุปผาลงบนผ้าแพรก็ได้”
ผู้ฝึ กตนหนุ่มที่มีฉายาว่าแม่ทัพหยวน พื้นที่ประกอบพิธีกรรม ของเขาตั้งอยู่ในสถานที่แห่งหนึ่งที่เป็ นดินแดนแห่งสายน้า มีชื่อว่า ทะเลสาบร้อยบุปผา แต่ว่ากันว่าได้ยกให้คนรู้จักเก่าคนหนึ่งไปแล้ว
เขาถึงได้ย้ายบ้าน ท าความสะอาดบ้านเรือนตัวเองให้เรียบร้อยแล้วถึง ได้มีความคิดจะออกมาท่องเที่ยวหาประสบการณ์ด้านนอก ต่อให้จะ เป็ นผู้ฝึ กตนของแจกันสมบัติทวีปที่เชี่ยวชาญวิชาประวัติศาสตร์ เกร็ดพงศาวดาร เกรงว่าก็ไม่น่าจะรู้จักวัดราชามังกรของทะเลสาบ ร้อยบุปผา
คนบนโลกรู้จักแต่ทะเลสาบซูเจี่ยน ยังจะมีใครจดจ าทะเลสาบ ร้อยบุปผาได้อีก
นี่ทาให้เขาอัดอั้นอย่างมาก
อิ่นชิงย่อมต้องเป็ นนามสมมติของนาง ส่วนชื่อจริงของนางคือ อะไร พื้นที่ประกอบพิธีกรรมอยู่ที่ไหน ระบบสืบทอดและอาจารย์คือ ใคร แม้ว่าพอจะเดาได้หลายส่วนแล้ว แต่อันที่จริงเขาก็ไม่ได้อยากรู้ สักเท่าไร ชีวิตคนเดิมทีก็เป็ นการพบเจอกันอย่างผิวเผินที่แค่ต้อง ปล่อยไปตามวาสนา หมุนคว้างไปตามริ้วน้า แล้วก็แยกย้ายกันไปทาง ใครทางมัน และร่างจริงของเขาก็คือตะพาบเฒ่าแบกศิลาที่ถูก ‘ลู่ เฉิน” ช่วยเอาไว้ ตอนนั้นได้กลับมาพบเจอกับเจ้าลัทธิลู่อีกครั้ง เขา ช่วยฝ่ ายหลังยืนยันอดีตชาติของหลวี่โม่ ลู่เฉินก็เลยทาให้เขาที่เฝ้ า คิดถึงการ “กลับคืนสู่ร่างมนุษย์” อยู่ตลอดเวลาได้สมดังใจปรารถนา
อิ่นชิงเอ่ยสัพยอก “อีกเดี๋ยวถ้าได้เจอกับเฉินผิงอัน เซียนกระบี่ ใหญ่เฉินที่กิจธุระรัดตัวแล้ว ก็จะพูดช้าแบบนี้หรือ?”
คนหนุ่มพยักหน้ารับด้วยสีหน้าจริงจัง “ตัวอักษรย่อมมีชะตาของ ตัวเอง จะท าอะไรลวกๆ ได้อย่างไร”
“ต้องการไปพบเจินเหรินคนแล้วคนเล่า เพื่อพูดความจริง ประโยคแล้วประโยคเล่ากับพวกเขา คาพูดที่เอ่ยออกจากปากก็คือ เสียงในใจของข้า ไม่กลัวว่าฟ้าดินและคนจะได้ยิน”
คนหนุ่มพูดอย่างปลงอนิจจังเนิบช้าว่า “เจ้าลัทธิลู่เคยบอกว่า คน ที่มีนิสัยเย็นชาง่ายที่จะเป็ นกาพร้าเดียวดาย คนที่มีจิตใจอ่อนโยน ปรองดองส่วนใหญ่มักจะมีโชคยาวนาน เจ้าลัทธิลู่ยังบอกด้วยว่าพูด ช้าหน่อยคือเรื่องดี นี่เรียกว่าผู้สูงศักดิ์พูดช้าพูดน้อย”
อิ่นชิงหยอกเย้าว่า “ในเมื่อเลื่อมใสเจ้าลัทธิลู่ขนาดนี้ ชอบเอา ค าพูดของเขามาเป็ นแบบอย่าง ท าไมเจ้าไม่ท าหน้าหนาบากหน้า ติดตามเป็นลูกสมุนเขาเสียเลยล่ะ?”
คนหนุ่มส่ายหน้าเอ่ย “ไยต้องดูแคลนสมบัติล้าค่าของตัวเองด้วย เล่า ดื้อดึงหัวแข็งทั้งยังทิ้งสิ่งสาคัญไปไล่จับสิ่งรอง ไม่ดี ไม่ดีอย่างยิ่ง”
และเวลานี้เอง เดิมทีอิ่นชิงอยากจะเอ่ยหยอกล้ออีกสักสองสาม ประโยค แต่นางกลับหน้าเปลี่ยนสีเล็กน้อย เส้นเอ็นหัวใจขึงตึงใน เสี้ยววินาที เพียงแค่เพราะนางสัมผัสไม่ได้เลยสักนิดว่ามีคนขยับเข้า มาใกล้ต้นสนต้นนี้
ได้ยินเพียงเจ้าคนที่ทาท่าลับๆ ล่อๆ ผู้นั้นเปิดปากพูดว่า “แม่ทัพ หยวนพูดได้ดีมาก”
ตะพาบเฒ่าที่มีรูปโฉมเป็นคนหนุ่มลุกขึ้นยืน มองบุรุษชุดเขียวที่ อยู่ห่างไปไม่ไกล ปั กปิ่ นหยกบนมวยผม หน้าตาไม่แย่ ทว่าบุคลิก กลับยอดเยี่ยมยิ่งกว่า
อิ่นชิงถอนหายใจเบาๆ ชื่อเสียงของคนก็เหมือนเงาของต้นไม้ จริงเสียด้วย ไม่ใช่บุคคลที่ชื่อเสียงโด่งดังแต่ความสามารถไม่สมคา เล่าลือ นางยากที่จะเอา “ชื่อเสียงโด่งดัง” ของบุรุษตรงหน้ามา เชื่อมโยงกับ “ภาพลักษณ์ภายนอก” ตอนที่นางได้พบเจอเขาครั้ง แรกจริงๆ
เฉินผิงอันที่เดินมาถึงตรงนี้อย่างเงียบเชียบกุมหมัดยิ้มเอ่ย “คารวะแม่ทัพหยวน แม่นางอิ่นชิง”
ในเมื่อนางใช้นามสมมติ เฉินผิงอันก็ไม่สะดวกที่จะเปิดโปงชื่อ จริงเผ่าปีศาจของคนเขา
ชื่อจริงนั้นเกี่ยวพันกับรากฐานมหามรรคาของเผ่าปีศาจ การที่ พูดถึงบ่อยๆ ก็ไม่ต่างอะไรจากการถามหมัดถามกระบี่
นางยอบกายคารวะ ใช้เสียงในใจเอ่ยอย่างอ่อนโยนว่า “ชิงอิง แห่งเผ่าจิ้งจอก คารวะอาจารย์เฉิน”
ตลอดทางมานี้คิดไปคิดมา ชั่งน้าหนักซ้าไปซ้ามา นางก็ยังเลือก ที่จะเรียกอีกฝ่ายว่า ‘อาจารย์’
อาจจะไม่ได้เหมาะสมที่สุด แต่ไร้ข้อผิดพลาดที่สุด
นางก็คือสาวใช้ที่ในอดีตติดตามอยู่ข้างกายป๋ ายเจ๋อ เป็นจิ้งจอก เซียน ชื่อจริงคือชิงอิงลาดับอาวุโสสูงมากในบรรดาเผ่าจิ้งจอกสาย ของทวีปแดนเทพแผ่นดินกลาง
ปีนั้นศาลบุ๋นสร้างหอพิทักษ์เมืองขึ้นมาเก้าแห่ง อย่างเซียนกระบี่ เฉาซีก็รับผิดชอบดูแลหอสยบมหาสมุทรของทักษินาตยทวีป ทว่าชื่อ ของหอที่ทวีปแดนเทพแผ่นดินกลางกลับประหลาดยิ่งนัก ทั้งยังเป็น ข้อห้าม
และชิงอิงก็ฝึกตนอยู่ในหอเก็บตาราของในพื้นที่ลับแห่งนั้น มีแค่ ตอนที่นายท่านป๋ ายเจ๋ออยากจะออกไปผ่อนคลายอารมณ์ข้างนอก เท่านั้น นางถึงจะมีโอกาสได้ออกไปเที่ยวบ้างเป็นบางครั้ง
ส่วนทาไมทั้งๆ ที่เลือกจะติดตามป๋ ายเจ๋อฝึ กตน ทว่ากลับหยุด ค้างอยู่ในขอบเขตก่อก าเนิดอย่างยาวนาน ก็คงเป็ นเพราะทุกบ้าน ล้วนมีคัมภีร์ที่อ่านยาก
คาดไม่ถึงว่าคนหนุ่มจะเป็ นคนดื้อดึงคนหนึ่ง เขาถามว่า “ขอ ถามอาจารย์เฉิน ไม่ทราบว่าดีอย่างไร ดีตรงไหน?”
อิ่นชิงรู้สึกรับมือไม่ถูกอยู่บ้าง แล้วก็รู้สึกว่าต้องมองอีกฝ่ ายเสีย ใหม่ เมื่อครู่นี้เขาเพิ่งจะโน้มน้าวตนให้พูดดีๆ พอถึงเวลาเข้าจริง รอ กระทั่งได้เจอกับเฉินผิงอันแล้ว กลายเป็นว่าตนค่อนข้างจริงจังเสียนี่?
เฉินผิงอันยิ้มบางๆ “ไม่รู้จักสมบัติในบ้านตัวเอง แต่ดันไป แสวงหาสิ่งที่อยู่นอกบ้าน ถ้าไม่ใช่การละทิ้งสิ่งสาคัญไปเลือกสิ่งรอง
ไม่แบ่งแยกหลักรอง แล้วจะเป็นอะไร ก็เหมือนเทพองค์หลักในศาลที่ ไม่ยอมตัดสินใจเรื่องต่างๆ ด้วยตัวเอง ก็ย่อมมีพวกมารนอกรีตฉวย โอกาสบุกเข้าไป แย่งชิงตาแหน่งประธาน นับประสาอะไรกับที่ออก จากบ้านไปแล้ว ทุกหนทุกแห่งล้วนมีแต่ของที่มีเจ้าของละลานตาจน ดวงตาพร่าลาย เลือกได้ดี ช่วงชิงมาได้สาเร็จ แต่จะเก็บอะไรไว้ได้ ข้าวของคือวัตถุนอกกาย เป็นตนที่ตัดสินใจได้เองจริงหรือ”
คนหนุ่มคิดแล้วก็เอ่ยอย่างจริงใจว่า “ข้าพูดสู้เจ้าไม่ได้ แต่กลับ รู้สึกว่าเจ้ามีเหตุผลอย่างมาก”
เฉินผิงอันยื่นมือไปให้เขา ยิ้มเอ่ยว่า “ในเรื่องของคาพูด วิเคราะห์ สู้ข้าไม่ได้ คิดดูแล้วคงเป็นเพราะคาพูดข้ามีเหตุผลมากกว่า โชคดีที่ หมื่นสรรพสิ่งในใต้หล้าแห่งนี้มีเพียงคาว่าเหตุผลเท่านั้นที่ไม่แบ่งหลัก รอง ใครมาก่อนก็ได้ก่อน ใครก็มาหลังก็ยังมีให้ เอาไป”
คนหนุ่มลังเลเล็กน้อย พลันเข้าใจได้โดยไม่ต้องมีค าอธิบาย พูด ด้วยดวงตาเป็นประกายระยิบระยับว่า “ข้ามี”
เฉินผิงอันดึงมือกลับ เอ่ยอย่างกระจ่างแจ้งว่า “ที่แท้ก็เป็นอย่างนี้ นี่เอง”
สีหน้าของคนหนุ่มเผยความปลาบปลื้ม เอ่ยอย่างจริงใจว่า “มิน่าเล่าเจ้าถึงกลายมา
เป็นสหายรักกับเจ้าลัทธิลู่ได้”
เฉินผิงอันเอ่ยอย่างอ่อนใจ “สหายหยวนก าลังด่ากันอยู่หรือ”
คนหนุ่ มพูดไม่เก่ง พลันไม่รู้ว่าควรจะอธิบายอย่างไรดี ความหมายเดิมก็คือจะบอกว่าเฉินผิงอันกับลู่เฉินคือคนประเภท เดียวกัน ล้วนเป็นบุคคลโดดเด่นที่สามารถ “ปรับวิธีสั่งสอนให้เหมาะ กับแต่ละสถานการณ์ และผ่านเคราะห์กรรมมามากมายเพื่อ ช่วยเหลือผู้คนให้พ้นทุกข์
ความต่างเพียงหนึ่งเดียวก็น่าจะเป็ นเรื่องที่ว่าคนหนึ่งชอบเที่ยว เล่นในโลกมนุษย์ คนหนึ่งระมัดระวังขับเรือได้นานหมื่นปี? สาหรับ โลกมนุษย์และสาหรับวิถีทางโลกแล้ว พวกเขาทั้งเปี่ ยมไปด้วย อารมณ์ความรู้สึก สง่างามและอิสระเหมือนการเขียนด้วยน้าหมึก หนาขั้นแล้วก็มีความประณีตรอบคอบเหมือนการเขียนอย่างละเอียด ภายในความอิสระแฝงความรัดกุม และภายในความประณีตก็เผยให้ เห็นชีวิตชีวาและจิตวิญญาณ
เรือนกายของคนหนุ่มสูงเพรียว ผิวด าเล็กน้อย หน้าผากมีรอย แผลที่เห็นไม่ค่อยชัดนักเขาอธิบายว่า “แม่ทัพหยวนเป็นแค่ฉายา ชื่อ ในเอกสารผ่านด่านของข้าคือหยวนหยวน พื้นที่ประกอบพิธีกรรม เก่าตั้งอยู่ที่ทะเลสาบร้อยบุปผา ทุกวันนี้คือสถานที่เล็กๆ ที่ไร้ชื่อเสียง แล้วก็เคยเป็นสถานที่ที่ควันธูปโชติช่วงซึ่งมีประวัติความเป็นมาอย่าง มาก”
เฉินผิงอันพยักหน้า “เคยได้ยิน”
ก่อนหน้านี้ศึกที่ภูเขาเหอฮวาน ภายใต้วาสนาอานวย ได้ ‘ร่วมมือ” กับลู่เฉินในช่วงระยะเวลาสั้นๆ ในช่วงระหว่างนั้น หลวี่โม่ที่
อดีตเป็นสาวใช้วังมังกรได้รับโชควาสนาไม่เล็กได้วาสนาบนภูเขาที่ เหมือนการผลัดรกเปลี่ยนกระดูกครั้งหนึ่ง ผู้ฝึกยุทธหญิงได้ขึ้นเขา ไปฝึ กตน ดูเหมือนว่านางจะถูกลู่เฉินส่งตัวให้ไปตั้งรกรากอยู่ที่ ทะเลสาบร้อยบุปผา
ในช่วงยุคโบราณ ดินแดนสู่ของแจกันสมบัติทวีปมีเจียวหลงเข้า ออก มีเผ่าพันธ์น้ามากมาย โชคชะตาน้าของแคว้นมื่อวิ๋นเปี่ยมล้น และทะเลสาบร้อยบุปผาก็คือจุดศูนย์กลางเป็นเหตุให้สถานที่แห่งนี้ถูก มังกรหญิงคนหนึ่งบุกเบิกเป็นหนึ่งใน “ที่ประทับชั่วคราว” บนพื้นดิน แล้วก็เป็นสถานที่ที่นางมาประทับชั่วคราวบนบก บนเส้นทางน้าที่เป็น ช่วง “เอวคอด” นั้นมีการสร้างศาลเก่าแก่แห่งหนึ่งไว้บนเกาะ ริมน้ามี ตะพาบหัวเป็นขี้กลากตัวหนึ่งแบกป้ายศิลาขนาดใหญ่ยักษ์ ตัวอักษร ที่แกะสลักไว้บนศิลามีคัมภีร์เต๋าที่เป็ นเนื้อหาของการเคลื่อนเมฆ โปรยฝนบทหนึ่ง ทุกวันนี้วัตถุแห่งชะตาชีวิตของแม่ทัพหยวนผู้นี้ก็คือ ป้ายหินขนาดจิ๋วที่ไร้ตัวอักษร” แผ่นหนึ่ง
เฉินผิงอันถามอย่างใคร่รู้ “ปีนั้นเผ่าปีศาจเดินทางผ่านอาณา เขต ทะเลสาบร้อยบุปผาไม่ได้ถูกท าลาย เป็นเพราะอะไร?”
กลัวว่าจะเข้าใจผิด เฉินผิงอันจึงไม่ลืมพูดเสริมมาว่า “สหาย อย่าได้คิดมาก ก็แค่อยากรู้เท่านั้น”
จากบันทึกของต้าหลี จูเยี่ยนเคยเดินทางผ่านทะเลสาบร้อยบุป ผา ด้วยนิสัยของบรรพบุรุษแห่งเผ่าวานรย้ายภูเขาตนนี้ เดิมที่ควร ต้องใช้กระบองฟาดศาลให้แหลกยับถึงจะถูก
ต้องรู้ว่าบนสนามรบของนครมังกรเฒ่าในอดีต สวี่รั่วแห่งสานัก โม่ก็เคยชักกระบี่ออกมาเกินครึ่งฝั กถึงจะต้านทานครึ่งกระบองของจู เยี่ยนไว้ได้อย่างถูไถ
หยวนหยวนตอบตามตรงว่า “ข้าบอกชื่อของเจ้าลัทธิลู่ไปถึงได้ หลอกเผ่าปีศาจที่เป็ นราชาบนบัลลังก์ตนนั้นได้ ทาให้มันเกิดความ กริ่งเกรง ไม่อยากจะให้เกิดปั ญหาแทรกซ้อนจึงยอมปล่อยทะเลสาบ ร้อยบุปผาไป”
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “ลู่เฉินคือป้ายอักษรทองที่มีขาจริงๆ”
หยวนหยวนกล่าว “เชื่อว่าทุกวันนี้เซียนกระบี่เฉิ นก็เป็ น เช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะในเปลี่ยวร้างหรือมืดสลัว แค่บอกชื่อของท่านไป ก็ล้วนได้ผล”