กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 55.3 ใบท้อพบดอกท้อ
ต่อมาฟู่ เจิงก็เห็นเพียงว่าบรรพจารย์จิ่งชิงที่มีรูปโฉมเป็ นเด็ก สะบัดชายแขนเสื้ออย่างแรง เริ่มถามตอบกับเวินเซียนซือที่เอาสอง มือสอดรองไว้ใต้ท้ายทอยเกี่ยวกับอาณาเขตของต าหนักหลิงเฟย ถามว่ามีอะไรอร่อย มีอะไรน่าสนุก มีภูเขาสายน้าตรงไหนสวยงาม บ้าง
ไม่เสียแรงที่เป็ นผู้นาแห่งทวีปหนึ่ง มีวิชาอภินิหารเวทคาถา มากมายหลากหลายรูปแบบจริงๆ
จิงเฮายกมือโบกชายแขนเสื้อสร้างอาณาเขตแก้วผลึกแห่งหนึ่ง ขึ้นมา กักขังเรือนกายและจิตวิญญาณที่พลิ้วไหวของจ้าวซวีถัวไว้ใน แท่งน้าแข็ง หลีกเลี่ยงไม่ให้นักพรตหนุ่มใช้เวทลับหลบหนีไป
จากนั้นดึงเส้นแสงเส้นหนึ่งออกมาจากดวงตะวัน เหมือนกระบี่ที่ หล่นร่วงลงมา พริบตาเดียวก็แทรกทะลุเข้าไปในแท่งน้าแข็ง ตรงดิ่ง ไปยัง “ร่างมนุษย์” ที่เกิดจากการก่อตัวของจิตวิญญาณจ้าวซวีถัว
มือหนึ่งปาดไปในแนวขวางง่ายๆ หักทาลายแท่งน้าแข็ง แสง กระบี่ที่พร่างพราวกระแทกลงบนหลังมือแล้วก็สลายหายไปด้วย ตัวเอง ไม่อาจท าร้ายเขาได้แม้แต่น้อย
แขกที่ไม่ได้รับเชิญผู้นี้มองเมินตราผนึกค่ายกลหนาชั้นราวกับ ว่าพวกมันเป็นแค่เครื่องประดับ เหมือนเข้าไปในดินแดนไร้ผู้คน สกัด ท่าไม้ตายของจิงเฮาเอาไว้ได้ จิงเฮาหนังตากระตุกริกๆ โชคดีที่ผู้มาเยือนคือมิตรหาใช่ศัตรู ผู้ที่มาเยือนยิ้มเอ่ย “ความสามารถไม่เยอะ แต่คาพูดกาเริบเสิบ สานกลับมีไม่น้อย”
จิตวิญญาณของจ้าวซวีถัวกลับคืนมามีอิสระอีกครั้ง ต่อให้จะ เผชิญหน้ากับเฉินผิงอันก็ยังคงคลี่ยิ้มเป็ นปกติ ทั้งยังเอ่ยคาพูดทิ่ม แทงใจสองประโยค “หรือว่าเฉินผิงอันมอง “พวกเฉินผิงอัน” อย่างนี้?” “ถ้าอย่างนั้นเจ้าจะแตกต่างกับพวกจิงเฮาตรงไหน?” จิงเฮาหรี่ตาลูบหนวด คนหนุ่มในทุกวันนี้พูดจาไม่น่าฟั งเลยจริงๆ แต่ว่าแค่พบหน้ากันก็บอกว่าตนคือหนึ่งใน “พวกเฉินผิงอัน” ก็ ถือว่าฉลาดมากจริงๆ เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “คาพูดที่แท้จริงไม่ต้องเป็ นถ้อยคาห้าวเหิม คาพูดกาเริบเสิบสานก็ไม่แน่เสมอไปว่าจะเป็นค าลวง” ไร้การสืบทอดจากทางตระกูล ไร้การสืบทอดจากอาจารย์ ฟ้าดิน เป็นผู้มอบธรรมโองการให้กับข้า
จ้าวซวีถัวเอ่ย “บนฟ้ าไม่มีโจวมี่ เจ้าก็คือโจวมี่คนที่สอง เจ้ายืน อยู่ตรงไหน ที่นั่นก็คือเป้าที่ผู้คนพากันโจมตี!”
จิงเฮาที่อยู่ด้านข้างมีสีหน้าแปลกประหลาด ทาไมฟั งดูแล้วถึง เหมือนจะมีเหตุผลอยู่บ้าง?
จ้าวซวีถัวพูดด้วยสายตาฉายประกายร้อนแรง “เฉินผิงอัน ข้า สามารถรับหน้าที่เป็นหุนเจ่อที่เฝ้าด่านสวรรค์นี้ได้”
เขาชี้ไปที่ท้องฟ้ า จากนั้นยกเท้ากระทืบพื้น “เจ้าแค่อยู่สูงบนฟ้ า ของเจ้าไป ข้าจะเฝ้าเนินดินนี้ให้เอง”
เฉินผิงอันพยักหน้า “ได้สิ”
จิตแห่งมรรคาของจิงเฮาสะเทือนไหว
บินทะยานผู้เฒ่ากลัวว่านาทีถัดมาจะถูกฆ่าปิดปาก
เฉินผิงอันยกมือตบให้จ้าวซวีถัวตายด้วยฝ่ามือเดียว “หากเจ้ายัง ไปเกิดใหม่เป็นคนได้อีก ชาติหน้ามาพบข้าค่อยมาคุยเรื่องนี้”
จิงเฮาตาพร่าลาย มองไม่เห็นเงาร่างของเฉินผิงอันแล้ว
จิงเฮาตรวจสอบสถานการณ์ตามความเคยชิน เมื่อแน่ใจแล้วว่า ไร้ข้อผิดพลาดก็หดย่อพื้นที่มายังหน้าประตูใหญ่ของตัวอาเภอ มารอ คอยพวกเฉินหลิงจวิน
เพราะก่อนที่เฉินชิงหลิวจะออกไปจากศาลาได้แอบทิ้งแกนม้วน ภาพแกนหนึ่งเอาไว้บอกให้จิงเฮามอบให้กับเฉินหลิงจวิน
เด็กชายชุดเขียวที่เดินอาดๆ มาบนถนนมองไกลๆ มาเห็นเทพ เซียนผู้เฒ่าที่มีมาดแห่งเซียน เทพเซียนผู้เฒ่าจิง? เฉินหลิงจวินขยี้ ตา ตาไม่ฝาด แน่ใจว่าคือเทพเซียนผู้เฒ่าจิงที่เป็นลูกพี่ใหญ่ของหลิว เสียทวีปจริงๆ เขามาที่นี่ได้อย่างไร…ในหัวของเฉินหลิงจวินเหมือนมี แต่แป้งเปียก สะบัดศีรษะ เขากับจิงเฮาต่างฝ่ ายต่างเดินก้าวเร็วๆ มา หาอีกฝ่ายแทบจะเวลาเดียวกัน
จิงเฮาทั้งไม่อาจพูดถึงฉายา ‘ชิงจู่” แล้วก็ไม่กล้าเรียกชื่ออีกฝ่ าย ตรงๆ ว่า “เฉินชิงหลิวแล้วก็ไม่ยินดีจะโกหกพูดไปถึงเฉินจั๋วหลิวอะไร จึงได้แต่บากหน้าเรียกว่าสหายเฉิน แล้วยื่นม้วนภาพไปให้ “สหาย เฉินให้ข้าบอกกับเจ้าว่าถ้าเบื่อๆ ก็ลองนับเส้นของแส้สีขาวที่อยู่ใน ม้วนภาพดู”
เฉินหลิงจวินเผลอเบิกตากว้างโดยไม่รู้ตัว “น้าเข้าสมองเขาหรือ ไร ข้ากินอิ่มว่างงานอย่างนั้นหรือ?”
จิงเฮาเอ่ยอย่างอ่อนใจ “คงเป็นเรื่องอันรื่นรมย์สง่างามในการคบ ค้าสมาคมกันของเหล่าปั ญญาชนกระมัง”
เด็กชายชุดเขียวยกแขนข้างเดียวขึ้นกอดอก เหน็บม้วนภาพ เอาไว้ มืออีกข้างใช้สองนิ้วคีบปลายคาง ขมวดคิ้ว พึมพากับตัวเองว่า “ไฉนถึงได้มีสหายที่พึ่งพาไม่ได้แบบนี้กันนะ”
เฉินหลิงจวินพลันเบิกตากว้าง ความคิดแล่นไวไม่หยุด แต่ปาก กลับไม่ยอมอ่อนข้อให้ “เจ้าตัวดี ไม่มีมารยาทเลยสักนิด! เขาเองก็
คู่ควรให้เทพเซียนผู้เฒ่าจึงช่วยทาธุระให้ด้วยหรือ หน้าใหญ่ เหลือเกินนะ เทพเซียนผู้เฒ่าจึงไม่รู้สึกขุ่นข้องหมองใจใช่ไหม บัณฑิตยากจนก็เป็นอย่างนี้แหละ พวกเราอย่าได้ถือสาเขาเลย”
จิงเฮาที่ดื่มเหล้าเช้ามาจนชิน จะดีจะชั่วก็ผ่านการฝึกปรือจนมี ประสบการณ์มาก่อนสีหน้าของเขาเป็ นปกติ แสร้งทาเป็ นพูดอย่าง ผ่อนคลายว่า “ล้วนเป็ น…..สหายที่ดื่มเหล้าร่วมโต๊ะกัน สหายจิ่งชิง พูดจาเกรงใจอย่างเสแสร้งเช่นนี้ เห็นได้ชัดว่าดื่มเหล้าดีๆ ไปเสียเปล่า แล้ว”
เฉินหลิงจวินยกนิ้วโป้งให้ เอ่ยชื่นชมว่า “พี่ใหญ่จิงคอแข็ง ใจคอ กว้างขวาง!”
ก่อนจะมอบม้วนภาพนั้นให้กับสหายจิ่งชิง จิงเฮาย่อมไม่กล้า เปิ ดดูเองโดยพลการ ถึงขั้นไม่กล้าชั่งความหนักเบาของมัน ฉวย โอกาสนี้ถึงจะได้มีเวลามาพินิจพิเคราะห์อย่างละเอียด
ฉวยโอกาสที่รอบด้านไม่มีคนอยู่ เฉินหลิงจวินเองก็ไม่ใช่คนที่มี น้าอดน้าทนอะไร จึงกางม้วนภาพออกทันที เฉินหลิงจวินกับจิงเฮา ถือกันคนละฝั่ ง ไม่มีนิมิตมงคลอะไรเกิดขึ้น
คือภาพวาดลงสีบนผ้าไหมที่มีอายุหลายปี มีบุรุษสวมชุดสีม่วง รูปลักษณ์สุภาพ สวมหมวกดาขี่ล่อ ในมือถือแส้ปั ดฝุ่ นสีขาว ด้านหลังมีผู้ติดตามชูกระบองทอง ฉัตรและธงพิธีเดินเรียงแถวกันมา เป็นขบวน
แน่นอนว่าจิงเฮาต้องหันไปมองแส้ปั ดฝุ่นสีขาวทันที
เฉินหลิงจวินกลับมองไปยังบุรุษชุดม่วงขี่ล่อ จากนั้นอาศัยคาลง นามมายืนยันตัวตนของอีกฝ่าย ขมวดคิ้วเอ่ยอย่างสงสัย “เจ้าเฉินจั๋ว หลิวผู้นี้ตอนเป็นหนุ่มก็หน้าตาไม่เลวนะ ทาไมถึงเป็นชายโสดได้ล่ะ ดู จากขบวนเดินทางนี้ก็หรูหราโอ่อ่ามาก ใช่แล้วๆ ต้องเป็ นเพราะ ตระกูลตกอับ บรรพบุรุษเคยร่ารวยมาก่อน ดังนั้นทุกวันนี้พอออกมา นอกบ้านถึงได้ชอบวางท่าน่าหมั่นไส้ ชอบพิถีพิถันในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ทั้งที่ฐานะไม่เอื้ออานวย”
จิงเฮาแสร้งท าเป็ นไม่ได้ยินค าพูดเหลวไหลของเฉินหลิงจวิน ผู้ ฝึกตนเฒ่ายิ่งมองแส้ปั ดฝุ่นสีขาวอันนั้นก็ยิ่งอกสั่นขวัญผวา
หากจาไม่ผิดก็คือแส้สีขาวอันนั้นอย่างไม่ต้องสงสัยแล้ว สมบัติ ล้าค่าบนภูเขาประเภทนี้ คิดจะมอบให้ก็มอบให้กันแบบนี้เลยหรือ? ก็ จริงนะ ผู้อาวุโสชิงจู่ทาอะไรจะใช้หลักการเหตุผลทั่วไปมาประเมินได้ อย่างไร!
โชคดีที่เฉินชิงหลิวได้ร่ายเวทลับเฉพาะอาพรางภาพบรรยากาศ ของแส้ขาวไว้นานแล้ว
แส้ขาวยาวสองจื่อผูกติดกับด้ามไม้ จานวนเส้นของแส้มี ประมาณหมื่นกว่าเส้น ด้ามยาวลงรักเคลือบทองทั้งชิ้น เส้นรอบวงมี ขนาดหนึ่งขุ่นสามเฟินเก้าหลี่ ด้านบนประดับหัวมังกรทองฉลุ งดงาม เป็ นเลิศ มีชีวิตชีวาราวของจริง ปากมังกรคาบห่วงทองวงเล็กไว้
สาหรับห้อยพู่ ด้านล่างประดับหางมังกรทองฉลุ ตัวพู่รวมทั้งชิ้นหนัก เก้าจินเก้าต าลึงเก้าฉียน
ของชิ้นนี้ถูกเรียกว่าแส้ขาวเหมือนกับแส้หางม้าขาวที่มีชื่อเสียง เลื่องลือด้ามนั้น และอย่างหลังก็มีความเกี่ยวข้องกับเรื่องเล่าม้าขาว บรรทุกคัมภีร์ (ต านานพุทธศาสนาในจีนกล่าวถึงการที่พระคัมภีร์ถูก อัญเชิญเข้ามายังจีนโดยบรรทุกบนม้าขาว เชื่อมโยงกับวัดไป๋ หม่า หรือวัดม้าขาว)
ในเมื่อแส้ทั้งสองชิ้นนี้มีชื่อเสียงทัดเทียมกัน ถ้าอย่างนั้นระดับ ความล้าค่าของแส้ที่อยู่ในมือเฉินหลิงจวินด้ามนี้จะมีมากแค่ไหน แค่ คิดก็พอจะรู้ได้
แส้ชิ้นนี้ล้วนเป็ นหนวดมังกรแต่ละเส้นที่ผ่านการชาระล้างหล่อ หลอมจากปราณกระบี่มาก่อน
เป็นเหตุให้จิงเฮาไม่กล้าแตะต้อง กลัวว่าจะไปสัมผัสโดนผลกรรม นอกจากนี้ก็ไม่แน่เสมอไปว่าเขาจะถือแส้ด้ามนี้ได้
เฉินหลิงจวินเงยหน้าขึ้น พูดด้วยสีหน้ากระอักกระอ่วน “พี่ใหญ่ จิง ข้าควรจะเอาของออกมาจากภาพนี้อย่างไร?”
จิงเฮาไม่รีบร้อนตอบค าถาม เขาแอบโคจรวิชาอภินิหารหลาย ชนิดที่คล้ายคลึงกับวิชา “ย้ายภูเขาโคจรน้า” แส้ที่อยู่ในม้วนภาพ กลับไม่ขยับเขยื้อนเลยแม้แต่น้อย
ดังนั้นหนึ่งคนแก่หนึ่งเด็กจึงยืนมองตากันอยู่ที่เดิม
เฉินหลิงจวินยื่นมือไปคว้า เอ๊ะ แส้ถึงกับลอยออกมาจากมือของ บุรุษชุดม่วงได้เลยจริงๆ พอมาอยู่ในมือของเฉินหลิงจวินก็มีขนาด เท่าแส้ที่พบเห็นได้ทั่วไปแล้ว
เฉินหลิงจวินถือแส้ขาวด้วยมือซ้าย ใช้แส้ลูบไปบนแขนข้างขวา เบาๆ สองนิ้วประกบกันตั้งวางอยู่ตรงหน้าอก กระแอมหนึ่ง แสร้งทาท่า พูดว่า “ข้ามีฉายาว่าจิ่งชิง สหายรู้จักหรือไม่? ฮ่าๆๆ”
เพียงแต่ไม่นานเฉินหลิงจวินก็ ‘เก็บ’แส้ขาวกลับไปไว้ในม้วน ภาพ รวบม้วนภาพกลับคืนอีกครั้ง เอาเหน็บไว้ใต้รักแร้ง่ายๆ ยิ้มเอ่ย ว่า “สักวันต้องเอาไปคืนเขา”
จิงเฮาอึ้งค้างอยู่กับที่ เขารู้สึกร้อนใจแทนแล้ว “คืนไม่ได้นะ…ไม่ จ าเป็นต้องคืน ของขวัญเบาน้าใจหนัก ถือเป็นน้าใจจากสหายเฉินไม่ มากก็น้อย ไยสหายจิ่งชิงต้องปฏิเสธด้วยเล่า ไม่สมกับเป็ นวีรบุรุษ เลย”
เฉินหลิงจวินโบกมือ อารมณ์ดีมาก ยักไหล่ซ้ายขวาพลางเอ่ยไป ด้วยว่า “เขาคือคนยากจน ทรัพย์สมบัติมีอยู่น้อยนิดแค่นี้จะมาโอ้อวด ความร่ารวยอะไรกับข้า ในเมื่อเป็ นสหายกันก็ไม่ควรท าร้ายให้เขา กลายเป็นลูกล้างลูกผลาญ คราวหน้าที่เจอกันยังต้องคืนให้เขาแล้ว ค่อยเลี้ยงเหล้าเขาดีๆ สักมื้อ”
จิงเฮาตบไหล่ของเด็กชายชุดเขียวเบาๆ
เฉินหลิงจวินเงยหน้าถามอย่างสงสัย “พี่ใหญ่จิง ทาไมหรือ?”
จิงเฮายิ้มเอ่ย “จากลากันตรงนี้ วันหน้าขึ้นฝั่ งไปที่หลิวเสียทวีปก็ จาไว้ว่าส่งกระบี่บินแจ้งข่าวไปบอกกันสักคา ข้าเองก็จะจัดขบวน ออกมาต้อนรับ ต้องให้สมกับฐานะศักดิ์ศรีสักหน่อย”
เฉินหลิงจวินตบมือที่อยู่บนไหล่ข้างนั้นหนักๆ “ถ้าอย่างนั้นก็ต้อง ให้พี่ใหญ่จึงช่วยหนุนหลังแล้ว ตกลงตามนี้! พี่ใหญ่จิงอยากพิถีพิถัน ข้าจะเกรงใจท่านไปท าไม”
นอกศาลา เผยเฉียนยืนอยู่ด้านล่างของขั้นบันได มองกรอบป้าย และกลอนคู่เนิ่นนานแค่มองก็รู้ว่าเป็นลายมือของอาจารย์พ่อ
จงเชี่ยนเข้าไปในศาลา นั่งลงข้างกายหมี่ลี่น้อย เผชิญหน้ากับ สตรีสองคนที่งดงามดุจบุปผาดุจหยก ชายฉกรรจ์คล้ายจะเขินอายอยู่ บ้าง จึงเอาแต่แทะเมล็ดแตง จงใจหันหน้าไปคุยกับแค่หมี่ลี่น้อย
หวงเย่กับเซี่ยอวี้เพียนต่างก็สัมผัสได้ถึงความสารวมของบุรุษผู้ นั้น เพียงแต่ว่าพวกนางเวลานี้จะมีอารมณ์มาถือสาเรื่องไม่ สลักสาคัญพวกนี้เสียที่ไหน เพียงแค่เพราะนอกศาลามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แห่งภูเขาสายน้ามายืนเรียงแถวกันมากมาย
คนที่เป็นผู้นาก็คือจิ้นชิงเสินจวินแห่งมหาบรรพตกลางของแจกัน สมบัติทวีป!
ทว่าต่อให้จะเป็นคนที่มีตาแหน่งเทพสูงส่งอย่างเสินจวินจิ้นชิงก็ ยังไม่มีท่าทีว่าจะเดินเข้ามายืนในศาลา
นั่นก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์แห่งภูเขาสายน้าของมหา บรรพตกลางแห่งทวีปที่มีสีหน้าแตกต่างกันไป
พวกเขาต่างก็รอคนผู้นั้น
เฉินผิงอันไปอยู่ข้างกายผีนักพรตที่ได้แต่วนเวียนไม่ยอมจากไป ไหน ถามว่า “เจ้าชื่ออะไร?”
นักพรตหนุ่มคนนั้นมึนๆ งงๆ คิดแล้วก็คล้ายจะจาเรื่องราวใดๆ ในอดีตไม่ได้แล้ว เขากวาดตามองไปรอบด้าน สีหน้าเลื่อนลอย สถานที่แห่งนี้คือบ้านเกิดหรือ? หรือว่าต่างบ้านต่างเมือง?
เฉินผิงอันถาม “ไม่เป็นไร จ าไม่ได้ก็คือจ าไม่ได้ เจ้ายินดีติดตาม ข้าขึ้นเขาไปฝึกตน ฝึกบาเพ็ญตนให้ได้ตัวข้าที่แท้จริงหรือไม่?”
นักพรตเลอะๆ เลื่อนๆ มองบุรุษชุดเขียวที่ปั กปิ่ นหยกตรงหน้า ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็พยักหน้า
พวกเขาเดินไปด้วยกัน เดินอยู่บนเส้นทางที่มีดอกไม้ต้นหญ้าขึ้น ปะปนกันรกเรื้อ
“เจ้าเป็นมรรคกถาไหม?” “พอจะเป็นอยู่บ้าง” “ข้าต้องกราบเจ้าเป็นอาจารย์หรือ?” “ข้าจะช่วยหาอาจารย์ให้เจ้า” “ข้าคือผีหรือ?”
“เจ้าคือคนดี” นักพรตถาม “ภูเขาอะไร” คนผู้นั้นตอบ “ภูเขาลั่วพั่ว”
นักพรตเปิดปากถามอีกครั้งด้วยน้าเสียงแหบพร่า “อยู่ที่ไหน?” คนผู้นั้นคิดแล้วก็ยิ้มตอบว่า “อยู่ระหว่างฟ้าและดิน!”
ภาพในใจก็คือถิ่นของใจ มีตรอกเก่าโทรม มีบ้านหลังเก่า มีต้น ท้อเดียวดาย ปีนี้ใบท้อได้พบดอกท้อแล้ว