กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 55.2 ใบท้อพบดอกท้อ
แม้จะพูดคุยกันก็ไม่ถ่วงรั้งการจัดค่ายกล เมื่อครู่นี้ที่ทาลายค่ายกลขณะเดียวกันก็ได้สร้างค่ายกลขึ้นมา ใหม่ด้วย
แต่จิงเฮามีความประหลาดใจนิดหน่อย คิดไม่ถึงว่าแจกันสมบัติ ทวีปจะมีคนหนุ่มที่ รู้จักตนอยู่จริงๆ พูดไปพูดมาก็ต้องโทษหวังเซี่ยน
จ้าวซวีถัวยิ้มเอ่ย “ในเมื่อข้ากล้ามาที่นี่ก็ต้องไม่มีทางพาตัวมา ติดกับดักอย่างแน่นอนจะต้องมีเหตุผลข้อสองข้อที่ไม่ทาให้ตัวเอง ต้องตาย”
จิงเฮาจุ๊ปาก “ก็ไม่แน่เสมอไปหรอก”
แล้วก็ไม่คิดจะเปลืองน้าลายพูดกับนักพรตหนุ่มคนนี้ต่อ จิงเฮา ยกมือข้างหนึ่งขึ้น แบฝ่ ามือออก เส้นลายมือพลันแผ่ขยายออกไป ก่อเกิดเป็นเส้นแสงห้าสีนับพันนับหมื่นเส้น ถักทอขึ้นมาเป็นตาข่าย อาคม ขณะเดียวกันข้างกายก็มีดอกบัวสีทองดอกหนึ่งจาแลงออกมา แสงสีทองจุดหนึ่งพุ่งพรวดมาจากตรงกลางแล้วไต่ทะยานขึ้นสูง ตรง ดิ่งไปยังม่านฟ้ า ถึงกับเป็ น “ดอกไม้ผลิบาน” กลางนภากาศ กลาย มาเป็นดวงตะวันร้อนแรงสีทองที่พร่างพราวจ้าตาดวงหนึ่ง
บนพื้นแผ่นดินก็มีภาพเหตุการณ์ผิดปกติเกิดขึ้นเช่นกัน ต าหนักใหญ่โตโอฬาร นครแห่งจักรพรรดิ พื้นที่ประกอบพิธีกรรม จวนตระกูลเขียนบนภูเขาพากัน “แหวกผุดออกมาจากดิน” ดูเหมือน นักพรตจ้าวซวีถัวจะได้เห็นการแปรเปลี่ยนของภูเขาสายน้า ตลอดเวลาหลายพันปีในชั่วเวลาเพียงแค่ลัดนิ้วมือกับตาตัวเอง
บนใบหน้าหล่อเหลาอ่อนเยาว์ของจ้าวซวีถัวถูกค่ายกลฟ้ าดิน สาดสะท้อนให้เกิดเป็ นประกายระยิบระยับ เขาเอ่ยว่า “เสี่ยวเต้า ขอบเขตต่าเตี้ยเรี่ยดิน เวทคาถาหยาบและตื้นเขินย่อมไม่อาจสู้ผู้นา แห่งทวีปจิงได้”
“เพียงแต่ว่าโลกมนุษย์ที่กว้างใหญ่แห่งนี้มีเพียงเฉินผิงอันเท่านั้น ที่ถึงจะมีคุณสมบัติมาสอบถามต่อหน้าเสี่ยวเต้า”
“ผู้ครองทวีปจิงกลัวเฉินผิงอัน กลัวเจ้าของตัวจริงของภูเขาชิงกง กลัวกฎระเบียบของศาลบุ๋น แต่เสี่ยวเต้าไม่เหมือนกัน ไม่กลัวใคร มี แต่จะกลัวว่าฉายาการฝึ กตนไม่อาจทิ้งชื่อเสียงไว้ในจักรวาลได้ ยาวนานพันปีหมื่นปี”
จิงเฮาหัวเราะร่วน “ดูแคลนบินทะยาน มักจะต้องมีคนตาย”
เสียงตุ้บดังหนึ่งครั้ง กายเนื้อของจ้าวซวีถัวก็ทรุดลงไปนั่งคุกเข่า อยู่กับพื้น
ทว่าจิตวิญญาณของจ้าวซวีถัวกลับลอยออกมาจากร่าง ก่อตัว กลายเป็นนักพรตหนุ่มยังคงยืนอยู่ดังเดิม
“สังหารสามอสุภะ ได้เจอกับจิตวิญญาณที่แท้จริง เนื้อหนังมังสา ที่เป็นภาระ จะถือเป็นของล้าค่าหายากได้อย่างไร หากจิงเฮาชอบก็ เอาไปหล่อหลอมได้ตามสบาย ใช้ร่วมกับชุดคลุมอาคมและเข็มทิศ ด้านในมีจิตวิญญาณของคนอื่นที่เหมือนวัชพืชเสริมเติมเต็ม แล้วจึง สร้างจ้าวซวีถัวที่เป็นหุ่นเชิดอีกคนขึ้นมา ด้วยวิธีการของจิงเฮา คิดดู แล้วก็คงไม่ใช่เรื่องยากอะไร”
จิงเฮาส่ายหน้า ยิ้มเอ่ย “การกระทาที่ผิดทานองคลองธรรมเช่นนี้ พูดออกมาจากปากของเจ้า เหมือนเรื่องปกติทั่วไปอย่างการดื่มน้า กินข้าว หากจะบอกว่าเจ้าคือผู้ฝึกตนทาเนียบ ใครเล่าจะเชื่อ”
เกิดใจสังหารอย่างแท้จริงแล้ว
จ้าวซวีถัวสัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงในสภาพจิตใจของจิงเฮา สีหน้ากลับยังเป็นปกติดังเดิม ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “ทาเนียบหยกทองของ ผินเต้าได้รับธรรมโองการมาจากฟ้าดินอันยืนยาวชั่วกาลนาน”
ถอนสายตากลับมา เฉินผิงอันให้ค าประเมินว่า “หากจ้าวซวีถัว ไปตั้งใจฝึกตนอยู่ที่ป๋ ายอวี้จิง เชื่อว่าผลสาเร็จบนมหามรรคาต้องไม่ ต่าอย่างแน่นอน”
สาหรับเส้นทางการสังหารสามอสุภะของลัทธิเต๋า ไม่ว่าจะใน ต าราหรือนอกต าราก็ล้วนไม่ใช่สิ่งแปลกใหม่สาหรับเฉินผิงอัน พูดถึง แค่ในหุบเขาผีร้ายของอุตรกุรุทวีปปีนั้น ก็เคยได้เจอกับคนหนึ่ง แล้ว สองคนยัง ‘ถูกชะตา” กันมากด้วย
เหยาเซียงเสนาบดีรูปงามของใต้หล้ามืดสลัวก็ยิ่งเป็นผู้ที่รวบรวม ความสาเร็จในด้านนี้
เส้นทางคร่าวๆ ก็คือนักพรตจ้าวซวีถัวสังหารสามอสุภะ แบ่ง ออกเป็นร่างแยกสองร่าง อย่างความดีและความเลวที่บริสุทธิ์ หนึ่งใน นั้นรับหน้าที่เป็นนกพิราบยึดรังนกกางเขน ช่วงชิงเนื้อหนังมังสาของ “เซินฝู่ จวิน” เปลี่ยนจากแขกมาเป็นเจ้าบ้าน อาศัยสมบัติลับหายาก ชิ้นหนึ่งที่มีความเกี่ยวข้องกับ “บุญกุศล” เมื่อรวมเข้ากับพิธีบวงสรวง ชาระล้างของลัทธิเต๋าก็สามารถหล่อหลอมความอาฆาตพยาบาท กลิ่นอายสกปรกชั่วร้าย ความมัวหมองขุ่นข้องให้กลายมาเป็ นควัน ธูปบริสุทธิ์กลุ่มแล้วกลุ่มเล่าอย่างลับๆ ใช้ในการสร้างและทาให้ร่าง ทองมั่นคง
เฉินผิงอันยื่นมือออกมาชี้ไปที่ใบหน้าของเทวรูปที่สมจริงอย่าง มาก “ปั ญหาที่ใหญ่ที่สุดอันที่จริงอยู่ตรงนี้ ไม่ได้บอกว่าวิธีการของ พวกเจ้าแค่มองก็รู้ว่าปลอม แต่เป็นเพราะไม่แม่นย ามากพอ มีถูกและ ผิดเคล้ากันไปอย่างละครึ่ง”
การ “เปิดหน้า” เทวรูปของช่างฝีมือ ส่วนใหญ่มักจะเป็นขั้นตอน ในช่วงท้ายสุด
มองปราดๆ “เฉินผิงอัน” ที่ถูกเซินฝู่ จวินอัญเชิญเป็นเทพสูงสุด องค์นี้มีสีหน้าดุดัน มากไปด้วยบารมีอานาจ แทบจะเป็ นสีหน้าแห่ง ความโกรธเกรี้ยวแล้ว ง่ายที่จะทาให้ผู้พบเห็นรู้สึกเคารพยาเกรง ใน ใจหวาดกลัว
แต่มองอย่างละเอียด ใบหน้านั้นกลับมีลักษณะเหมือนใบหน้าคน อมทุกข์ที่พวกชาวบ้านพูดกันอยู่หลายส่วน ราวกับว่าไม่ว่าจะได้ ครอบครองอะไร พื้นฐานของความเป็นมนุษย์นั้นก็ไม่มีความสุข ไม่ สบายใจ
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “รูปลักษณ์เกิดจากจิตใจ พวกเจ้าต่างก็คิดว่า เด็กกาพร้าแห่งตรอก หนีผิงที่เติบโตมาด้วยการกินข้าวร้อยบ้าน ใน ใจจะต้องมีความโกรธแค้นมหาศาลต่อโลกใบนี้ แต่กลับไม่กล้าส่ง เสียงพูดออกมาอย่างแน่นอน นี่ถูกต้องแล้ว”
“ความชั่วร้ายและความผิดพลาดที่ข้าได้เห็นตอนอยู่ในเมืองเล็ก รอกระทั่งออกไปจากเมืองเล็ก ไปเยือนฟ้ าดินที่ทั้งๆ ที่กว้างใหญ่มาก ยิ่งกว่า ผลกลับกลายเป็ นว่าได้พบเห็นความผิดพลาดและความชั่ว ร้ายจานวนนับไม่ถ้วนที่เหมือนกัน ถึงขั้นที่ว่ายังใหญ่กว่าด้วยซ้า แน่นอนว่าข้าย่อมรู้สึกโกรธเคือง ความเดือดดาลนี้มากถึงขีดสุด จึง กลายเป็น….มังกรที่เชิดหัว เพราะข้าไม่สนคาว่า “ทาไม” ข้ารู้สึกแค่ ว่าระหว่างฟ้ าดินนี้มีเพียงหลักการเหตุผลในตาราเท่านั้นที่สามารถ ขานรับกับข้า ดังนั้นข้าถึงได้สะดุดล้มหัวทิ่มอยู่ที่ทะเลสาบซูเจี่ยน ต้องเจอกับความยากลาบากที่มากกว่าเดิม”
สามารถเรียนหมัด เรียนหนังสือ ฝึกกระบี่ สามารถได้ไปพบแม่ นางที่อยากพบหน้า ได้เห็นภูเขาแม่น้าที่สดใหม่มีชีวิตชีวาตลอด เส้นทาง ในใจของข้ารู้สึกอิสระเสรีอย่างถึงที่สุด ถูกก็คือตัวข้าเอง ผิด ก็คือตัวข้าเอง
ดังนั้นถึงได้บอกว่ายังคงเป็นเซียนกระบี่ใหญ่ผู้อาวุโสที่สายตาดี ที่สุด ในสายตาของเขาไม่เคยเห็นเขาเป็ นแค่เด็กหนุ่มจากตรอก ยากจนที่มีแต่ความหดหู่ซึมเศร้า แต่เห็นเป็ นว่าที่ผู้ฝึ กกระบี่ที่ใน ดวงตามีประกายแสงหาที่สิ้นสุดไม่ได้
“อดทนใช้ชีวิตแต่ละวันให้ผ่านพ้นมาย่อมยากลาบากมาก แต่ เฉินผิงอันกลับไม่รู้สึกว่าใจของตัวเองทุกข์ทน ปีนั้นนาทีที่ข้าจูงม้า เดินออกมาจากทะเลสาบซูเจี่ยน กลับรู้สึกว่าตัวเองโชคดีมาก”
เซินจางเหมือนเด็กนักเรียนประถมที่กาลังใช้ใจรับฟั งคาสอนของ อาจารย์ เอ่ยอย่างกระจ่างแจ้งว่า “แบบนี้เองหรือ”
เซินจางหันหน้าไปมองเนินดินที่มีไอหมอกปกคลุม
ฝ่ ายที่จิตใจดี ตายตกกลายมาเป็ นวิญญาณเร่ร่อนที่ไม่อาจ กลับไปเกิดใหม่ ฝ่ายที่จิตใจชั่วร้าย หลบมาหลอมควันธูปอยู่ที่นี่อย่าง เงียบเชียบ เดินไปบนเส้นทางของการกลายเป็ นเทพที่แตกต่างไป อย่างสิ้นเชิง
เซินจางเอ่ย “ได้เจอหน้าเจ้าก็ถือว่าชีวิตนี้ไม่ขาดทุนแล้ว”
เฉินผิงอันกล่าว “ตั้งแต่เริ่มจนจบ ด้อยกว่าจ้าวซวีถัว เจ้าก็ ขาดทุนครั้งใหญ่แล้ว”
“เซินจาง” เงียบงัน
ไม่รู้ว่ามีคนกี่มากน้อยที่ได้พบเจอเรื่องราวกี่มากน้อย คิดไปคิด มาก็ไม่มีคาพูดให้เอื้อนเอ่ยอีก
ผีนักพรตที่เวทนาฟ้ าดินสงสารผู้คนซึ่งได้แต่ป้วนเปี้ยนอยู่ที่นี่ไม่ ยอมจากไปไหน คือเจินเหรินที่มาจากการสังหารสามอสุภะของจ้าวซ วีถัว
คงเป็ นเพราะจ้าวซวีถัวบุกเบิกเส้นทางใหม่ เลียนแบบการสร้าง ภาพปลาหยินหยางแห่งมหามรรคาขึ้นมาด้วยตัวเอง
จ้าวซวีถัวที่มีใจทะเยอทะยานผู้นี้ก็ถือเป็ นบุคคลผู้เหี้ยมหาญ เหมือนพวกจ้าวฝูหยาแห่งภูเขาเหอฮวานเช่นกัน
หากไม่เป็นเพราะพวกเฉินหลิงจวินบังเอิญผ่านทางมาทางนี้พอดี อีกทั้งไม่ได้เดินอ้อมผ่านไป เกรงว่าหากปล่อยให้เขายืดเวลาออกไป ได้อีกสิบปีร้อยปี ก็คงจะคลาจนเจอเส้นทางที่ได้บุกเบิกโฉมหน้าใหม่
การศึกษาเล่าเรียนกลัวจะเป็นเหมือนการแล่นเรือยามค่าคืนมาก ที่สุด หากมองเห็นกระแสสายน้าล่วงหน้าได้นั่นคือสิ่งสาคัญอันดับ หนึ่ง
เฉินผิงอันก็แค่อยากเห็น “ตัวเอง” ในสายตาของคนอื่นที่อยู่บน โลกใบนี้ให้มากอีกหน่อย
คิดว่าพวกคนในเมืองเล็กบ้านเกิดมองเขาอย่างไร ทะเลสาบซู เจี่ยนมองเขาอย่างไรกาแพงเมืองปราณกระบี่มองอย่างไร
มองดูเหมือนว่าก าลังพูดคุยกับเซินจางที่ได้แต่อยู่เฉยรอความ ตาย ยิ่งเหมือนการพูดคุยกับตัวเองอย่างที่หาได้ยากครั้งหนึ่ง
ไม่เห็นว่าเฉินผิงอันมีการกระทาอย่างไร เทวรูปองค์นั้นกลับล้ม ครืนพังถล่มลงมา เซินจางพึมพาว่า “ความฝั นยิ่งใหญ่กลายเป็ น ความว่างเปล่า”
เฉินหลิงจวินวิ่งตุปั ดตุเป๋ มาอยู่ข้างกายเฉินผิงอัน กล่าวอย่าง หวาดผวาไม่หายว่า “นายท่านเจ้าขุนเขา เกิดอะไรขึ้น? ข้าตกใจ แทบตาย”
เฉินผิงอันกล่าว “วาดเสือตามแมว ก็แค่เปลือกนอกเท่านั้น” เฉินหลิงจวินเกาหัว เอ่ยอย่างใจฝ่ อว่า “ข้าสร้างปั ญหาอีกแล้ว
| หรือ” อีกแล้ว |
อิงตามคากล่าวที่ฟั งแล้วค่อนข้างน่าเสียใจของพ่อครัวเฒ่าใน อดีตบอกไว้ว่า บนภูเขาลั่วพั่วมีสมบัติมีชีวิตอยู่สองชิ้น หนึ่งคือตัว ขาดทุน อีกหนึ่งคือตัวก่อเรื่อง พวกเจ้าไม่เจอหน้ากันบ่อยๆ ถือเป็น การท าตามกฎ กษัตริย์ไม่พบหน้ากษัตริย์ (ห้ามผู้มีอ านาจสูงสุดสอง ฝ่ายพบกันโดยตรง เพื่อเลี่ยงความขัดแย้งหรือผลกระทบใหญ่) ซึ่งอยู่ ในข้อบัญญัติของราชวงศ์ล่างภูเขา
เฉินผิงอันยิ้มพลางยื่นมือไปกดหัวของเขา “โชคดีที่มีเจ้า ไม่อย่างนั้นหากปล่อยให้พวกเขาซ่อนตัวกันต่อไป นั่นต่างหากถึงจะ
มีปั ญหาอย่างแท้จริง คราวหน้าข้าจะให้ผู้คุมกฏฉางมิ่งจดคุณ ความชอบของเจ้าลงไปในบันทึกของศาลบรรพจารย์ยอดเขาจี้เซ่อ”
เฉินหลิงจวินไม่สนใจเรื่องคุณความชอบอะไรอยู่แล้ว เอาแต่ถาม ออกไปเป็นพรวน “นายท่าน นายท่าน เดินลงน้าจะทาอย่างไร? จะถึง ขั้นที่ว่าต้องละทิ้งไปกลางคันหรือไม่? จะฝ่ าทะลุขอบเขตไม่สาเร็จ กลับกลายเป็นขอบเขตถดถอยหรือไม่?”
นายท่านใหญ่เฉินอย่างข้าย่อมไม่มีทางแสวงหาขอบเขตหยกดิบ อย่างไม่เลือกวิธีการ แต่หากมีขอบเขตหยกดิบหล่นลงมาจากฟ้ าให้ ข้า ข้าก็ต้องรับเอาไว้สิ ออกจากบ้านมาอยู่ข้างนอก ความหมายของ ห้าขอบเขตบนกับเซียนดินต่างกันมากนะ มีหน้ามีตาจะตายไป
วันหน้าระหว่างที่เดินทางแล้วได้เจอกับใครเป็นครั้งแรก ถูกเรียก ขานว่า “บรรพจารย์จิ่งชิง” ฟั งแล้วก็จะไม่เหมือนถูกด่าอีกต่อไป
เฉินผิงอันยื่นนิ้วออกไปวาดวงกลม แม้ว่าการเดินลงน้าในโลก คือเส้นทางสายยาวที่เลื้อยลดคดเคี้ยวเส้นหนึ่ง…แต่พอนึกขึ้นได้ว่า เจ้าหมอนี่คือเฉินหลิงจวิน เขาจึงแค่อธิบายว่า “ใช้ได้แล้ว เจ้าตาม เวินจื่อซี่ไป เมื่อกลับไปถึงตัวอาเภอก็จะถือว่าคุณความชอบสมบูรณ์ แล้วมีเริ่มและมีจบ ส่วนจะฝ่าทะลุขอบเขตหรือไม่…”
เฉินหลิงจวินเบิกตากว้างถามอย่างรีบร้อน “นายท่าน หากว่าท า แบบนี้สามารถฝ่ าทะลุขอบเขตได้ ถ้าอย่างนั้นข้ากลับไปที่แม่น้าอวี้
เจียงรอบหนึ่งแล้วค่อยกลับไปที่ภูเขาลั่วพั่ว ก็จะฝ่ าทะลุขอบเขตได้ อีกขั้นแล้วล่ะสิ….หึหึ”
เฉินผิงอันหัวเราะอย่างขันๆ ปนฉุน บิดศีรษะที่บอกได้ยากว่าจู่ๆ ก็เกิดฉลาดขึ้นมาหรือว่าแค่คิดเพ้อฝั นไปไกลเท่านั้น แล้วยกเท้าถีบ ก้นของเด็กชายชุดเขียว
เฉินหลิงจวินบังคับเมฆหมอกสีมรกตกลุ่มหนึ่งไปที่เส้นทางภูเขา ได้เจอเวินจื่อซี่กับเด็กสาวคนนั้นก็รีบกดก้อนเมฆลง พลิ้วกายลงพื้น อย่างว่องไว ยืนอยู่บนทางเส้นเล็ก เฉินหลิงจวินยกสองมือเท้าเอว หัวเราะร่าเอ่ยว่า “พี่น้องเวิน เห็นแล้วหรือยัง เห็นแล้วหรือยัง จัดการ โอสถทองเล็กๆ คนหนึ่ง ไม่เป็นปั ญหาเลยสักนิด วันหน้ากลับไปถึง ภูเขาลั่วพั่ว เจ้าก็จ าไว้ว่าช่วยพูดความจริงให้พวกพ่อครัวเฒ่าและ เซียนเว่ยฟั งสักหน่อย…”
เวินจื่อซี่อ้อรับ
เฉินหลิงจวินเห็นว่าเขาไม่ให้การสนับสนุนก็บ่นว่า “ท าให้จิตใจ อันเร่าร้อนของพี่น้องเยียบเย็นไปหมด”
เวินจื่อซี่ร้องเฟ้ย “หรือบรรพจารย์จิ่งชิงลืมไปแล้วว่าข้าผู้อาวุโสก็ คือโอสถทองเล็กๆ คนหนึ่ง?”
เฉินหลิงจวินร้องว่าปั ดโธ่เอ้ย แล้วตบหน้าผากตัวเอง กุมหมัด เขย่าแรงๆ “เป็ นข้าที่สะเพร่าเอง พี่น้องเวิน ขอให้ข้าได้ทาความดี ชดใช้ความผิด เผยเฉียนเองก็อยู่ที่นั่น อีกเดี๋ยวพวกเราเดินไปถึงตัว
อาเภอก็จะรีบไปพูดคุยกับนางทันที จะได้ช่วยนัดหมายการถามหมัด ของพวกเจ้าให้ พี่ใหญ่จงอันดับหนึ่งของพวกเราฝ่าทะลุขอบเขตแล้ว เจ้าจะด้อยกว่าเขาไม่ได้ ต้องคว้าขอบเขตเดินทางไกลมาครองถึงจะ เข้าท่า พี่น้องที่รักควรมีสุขร่วมเสพ…”
เวินจื่อซี่กล่าว “ข้าอาจจะไม่ออกเดินทางไปพร้อมกับพวกเจ้า แล้ว อยากกลับต าหนักหลิงเฟยสักรอบ”
เฉินหลิงจวินอึ้งค้างอยู่พักหนึ่ง ขยับเข้าไปใกล้เวินจื่อซี่อย่าง ว่องไว คว้าแขนของเขาเอาไว้ ถามหยั่งเชิงว่า “ถูกคาพูดทุเรศๆ ของ ข้าทาร้ายความรู้สึก โกรธจริงๆ หรือ ข้าจะโขกหัวขออภัยเจ้าดี ไหม?”
เวินจือซี่ยิ้มเอ่ย “นี่มันอะไรกับอะไรกัน ก็แค่เริ่มคิดถึงบ้านเกิด ขึ้นมาบ้างแล้ว”
เฉินหลิงจวินหัวเราะเสียงดัง “ทาเอาข้าตกใจแทบแย่”
ฟู่ เจิงเอ่ยเสียงเบาว่า “หากจาไม่ผิด ถ้าบรรพจารย์จิ่งชิงเดินทาง ลงใต้ต่อ ถ้าอย่างนั้นก็ต้องผ่านต าหนักหลิงเฟยพอดีนะ”
เฉินหลิงจวินมองเวินจื่อซี่ เวินจื่อซี่นวดปลายคาง “เจ้าโขกหัวสัก สองสามทีก็แล้วกัน ไม่อย่างนั้นข้าคงรู้สึกอึดอัดใจอยู่บ้าง