กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 60.1 ลุกขึ้นและนั่งลง
บทพิเศษ ตอนที่ 60.1 ลุกขึ้นและนั่งลง
จะได้เข้าร่วมการประชุมห้องทรงพระอักษรตามระยะเวลาที่
กําหนดได้หรือไม่ ของราชสํานักต้าหลีหรือไม่
ไม่ ก็คือเส้นนางคนสําคัญอันดับหนึ่ง
ได้ไปเยือนจวนราชครู ได้รับฟังคําสั่งสอนต่อหน้าของซุยฉาน หรือไม่ ก็คือหลักฐานที่ชัดเจนว่าขุนนางผู้นั้นสามารถเรียกขานว่า
เป็นขุนนางผู้มีความสามารถได้หรือไม่
ฝ่ายแรกนั้นหมายความว่าเขาคือเสาคานสําคัญของราชสํานัก
ขั้นสูงสุดของขุนนางต้าหลี ฝ่ายหลังนั้นหมายความว่าอย่างน้อยที่สุด
เขาก็มีโอกาสอย่างมากที่จะได้ติดอันดับแรก
จวนราชครูใหม่มีการขยับขยาย ถึงอย่างไรก็เป็นวิธีการของ
ตระกูลเซียน ที่ว่าการสองฝากฝั่งของระเบียงพันก้าวในบริเวณ
ใกล้เคียงจึงสัมผัสไม่ได้ถึงการก่อสร้างใดๆ
ปลายยามเหม่า (ประมาณช่วง 06:40-07:00 น.) จางติ้งและเห ยียนอี้เลขาธิการบุ๋นคนใหม่ของจวนราชครูมารายงานตัวที่นี่ก่อน
เวลา
อันที่จริงจวนราชครูอยู่ห่างจากที่ว่าการของระเบียงพันก้าวที่
พวกเขาทํางานก่อนหน้านี้ก็ไม่ถือว่าไกลนัก เดินให้ช้าหน่อย อย่าง
มากก็ใช้เวลาแค่เค่อเดียวเท่านั้น
ผลคือพวกเขาได้เจอบุคคลที่เป็นเสาคานสําคัญในราชสํานักต้า
หลีกลุ่มใหญ่ จับกลุ่มกันสองสามคน รวมตัวกันอยู่บนลานกว้าง ระหว่างหน้าประตูใหญ่ที่ตั้งอยู่ติดถนนและหน้าประตูจวน
แล้ว
เหยียนอี้ตกใจสะดุ้งโหยง ตื่นตะลึงจนตะลึงไปมากกว่านี้ไม่ได้อีก
ต่อให้เป็นจางติ้งก็ทั้งตกใจทั้งคลางแคลงไม่แน่ใจ ไม่รู้ว่าเกิดเรื่อง ใหญ่อะไรขึ้นกันแน่ถึงเป็นเหตุให้จวนราชครูจําเป็นต้องเรียกรวมขุน นางระดับสูงของต้าหลีมาเข้าร่วมการประชุมมากมายขนาดนี้ คงไม่ใช่ว่า…..ราชสํานักตัดสินใจว่าจะเดินทางลงใต้แล้วหรอก
นะ?!
ทุกวันนี้ที่ว่าการกรมคลังก็เหลือขุนนางระดับสูงอยู่แค่ไม่กี่คน
แล้ว เจ้ากรมมู่เหยียนติดคุก ขุนนางสูงของกรมคลังอีกกลุ่มใหญ่ก็ พลอยติดร่างแหไปด้วย รู้ว่าจางติ้งจะไปได้ไปฝึกประสบการณ์ที่จวน ราชครู ทางฝั่งของราชครูเองก็มีเอกสารราชการมาให้ ไม่มี ข้อผิดพลาดอย่างแน่นอน เพราะวันนี้ไม่มีการประชุมเช้า ขุนนางที่ เป็นบุคคลสําคัญยิ่งใหญ่ของกรมคลังซึ่งเหลืออยู่เพียงไม่กี่คนนี้จึง
นัดหมายกันว่าจะมาส่งจางทิ้งออกไปจากที่ว่าการ ตลอดทางที่พากัน
เดินมาส่งก็กําชับแล้วกําชับอีก ราวกับว่ากรมคลังของต้าหลีต้อง
อาศัยเขาจางติ้งในการให้การสนับสนุนอย่างไรอย่างนั้น
จางติ้งไม่ได้รู้สึกปลาบปลื้มอะไรกับเรื่องนี้ กลับกันอารมณ์ของ
เขายังหนักอึ้ง จะได้เป็นเลขาธิการฝ่ายบุ๋นของจวนราชครูหรือไม่
จางติ้งไม่มีความมั่นใจเท่าใดนัก
จากหน้าประตูใหญ่ติดกับถนนไปถึงหน้าประตูจวนมีระยะทางแค่
นี้ แต่เหยียนอี้กลับเดินได้อย่างไม่ผ่อนคลายนัก
เหยียนอี้ก้มหน้าลงอยู่นานแล้ว ราวกับว่าถ้าไม่มองเหล่าขุนนาง ผู้สูงศักดิ์ที่กุมอํานาจใหญ่เหล่านั้น พวกเขาก็จะมองไม่เห็นตน
จางติ้งกวาดตามองไปยังผนังบังตาแก้วใสอย่างว่องไว เฉาเกิงซิ นเจ้ากรมขุนนางของเมืองหลวงสํารองคนใหม่ กวนอี้หรานผู้ว่า
การจวี่โจว หลิวสวินเหม่ยรองเจ้ากรมฝ่ายขวาของกรมกลาโหมเมือง หลวงสํารอง หยวนเจิ้งติ้งเจ้าเมืองหงโจว
คนวัยเดียวกันที่มาจาก มาจากตรอกอี้ฉือและถนนฉือเอ๋อร์ผู้นี้ ก็น่าจะ
เป็นคนกลุ่มน้อยที่มีอนาคตมากที่สุดของต้าหลีแล้ว ประเมินว่าลูกหลานขุนนางมีอนาคตหรือไม่ ก็ง่ายเลย ก็แค่ต้องดู ว่าเขาสามารถนั่งทัดเทียมกับพวกผู้อาวุโส ไม่ถูกมองเป็นแค่ผู้เยาว์
ไม่สามารถบ
หรือไม่
เหยียนยิ้มองเห็นขุนนางระดับสูงของต้าหลีที่กําลังอยู่ในวัย ฉกรรจ์กลุ่มนี้มาแต่ไกล รู้สึกทึ่งในตัวพวกเขาอย่างมาก ไม่มี ความรู้สึกอิจฉาใดๆ ขุนนางระดับสูงเงินเดือนหนาคือสิ่งที่พวกเขา
สมควรได้รับแล้ว พูดถึงแค่กวนอี้หรานผู้นั้น อันที่จริงก็สามารถเป็น ข้าหลวงใหญ่ที่ดูแลหัวเมืองได้แล้ว
เวลานี้มีบุรุษชุดขาวหน้าตาหล่อเหลาสง่างามคนหนึ่งเดินออกมา
จากประตูใหญ่ของจวนราชครู ก็คือเว่ยป้อแห่งภูเขาพีอวิ๋นที่มีกลิ่น
อายเขียนล่องลอย
เว่ยป้อยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “พวกเจ้าก็คือจางติ้งกับเหยียนอี้กระมัง ข้าจะพาพวกเจ้าเข้าไปลงนามรับรองเอกสารในห้องเข้าเวรเอง” จางติ้งกับเหยียนอี้รีบประสานมือคารวะเงินจวินแห่งมหาบรรพต
อุดรผู้นี้ทันที
ทางฝั่งของผนังแก้วใส หลิวสวินเหม่ยมองเห็นภาพนี้ก็ถามอย่าง ใคร่รู้ว่า “รองเจ้ากรมเฉา ใครกัน หน้าตาใหญ่โตนัก? สามารถทําให้ เว่ยเงินจวินออกมาต้อนรับด้วยตัวเองได้”
ในอาณาเขตของเมืองหลวง นับแต่เด็กมาเฉาเกิงซินก็มีข่าวสาร ว่องไว อีกทั้งยังเป็น “ราชาแห่งเด็ก” ของคนวัยเดียวกันกลุ่มนี้ด้วย การที่หลิวสวินเหม่ยถูกมองเป็นคนทรยศแห่งถนนฉือเอ๋อร์ที่ไปเข้า
พวกกับตรอกอี้ฉือตอนเยาว์วัย ล้วนเป็นเพราะเจ้าตะพาบเฉาเกิงซิน
ผู้นี้ทั้งนั้น ใครใช้ให้เขาเคยไปรักชอบพี่สาวของเฉาเกิงซินกันเล่า ถึง ได้ช่วยเฉาเกิงซินขายภาพวังวสันต์และนิยายรักประโลมโลกที่ไม่อาจ
บอกกล่าวแก่ใครได้พวกนั้น หลังจากเกิดเรื่องขึ้นเฉาเกิงซินสามารถ ถอนตัวออกไปได้ แค่บอกว่าของพวกนั้นล้วนเป็นหลิวสวินเหม่ยที่ไป
ซื้อมาจากร้านหนังสือในราคาต่ํา หลิวสวินเหม่ยได้แต่บากหน้ารับไว้ โดนผู้ใหญ่ในตระกูลตีไปรอบหนึ่งก็ยังพอทําเนา เพียงแต่ว่าหลังจาก นั้นพอได้เจอกับพี่สาวของเฉาเกิงซินบนถนนอีกครั้ง สายตาที่นาง
มองเขาทําให้เขาเจ็บปวดกว่าท่อนเหล็กของบิดาเสียอีก
เรื่องที่ตอนอายุน้อยรู้สึกเดือดดาลไม่เป็นธรรม พอโตเป็นผู้ใหญ่
กลับกลายเป็นเรื่องตลกที่น่าขัน
เฉาเกิงซินเอ่ยอย่างเดือดดาล “บังอาจ รองเจ้ากรมเฉาอะไรกัน
ต้องเรียกว่าเจ้ากรมขุนนางเฉา!”
หลิวสวินเหม่ยแสร้งทําท่าสงสัย “เจ้ากรมขุนนางเฉา? เจ้ากรม ขุนนางไม่ใช่นายท่านจ่างซุนเม่าหรอกหรือ?”
หลายปีมานี้เรียกได้ว่าจางซุนเม่ามีโชคทางราชการถึงขั้นที่
รุ่งโรจน์ขีดสุด ตอนแรกก็ได้ย้ายจากศาลหงหลไปยังกองส่งสาร แล้ว จึงย้ายไปเป็นเจ้ากรมกรมขุนนาง กลายเป็น “ขุนนางสวรรค์” ของ
ราชสํานักต้าหลี
ส่วนเฉาเกิงซินนั้นได้เปลี่ยนจากรองเจ้ากรมพิธีการของเมือง
หลวงไปเป็นเจ้ากรมขุนนางของเมืองหลวงสํารอง ระดับขั้นไม่เปลี่ยน
แต่ถือเป็นการโยกย้ายไปรับตําแหน่งสําคัญที่มีระดับขั้นเท่าเดิม เมื่อ
ไปอยู่ในวงราชการของเมืองลั่วจิง เรียกขานด้วยความเคารพว่า เจ้ากรมขุนนางเฉา ย่อมไม่มีปัญหาใดๆ แต่ปัญหาคือที่นี่คือหน้า ประตูจวนราชครู คือเมืองหลวงต้าหลี
เฉาเกิงซินยิ้มพูดแนะนําให้ฟัง “จางติ้งแห่งเฉียนฝาถังของกรม
คลัง ขั้นห้าชั้นเอก จ้วงหยวนจากการสอบเคอจวี่ปีปิ้งเฉิน เหยียนอี้ แห่งกรมอาญา ขั้นเจ็ดชั้นโท เป็นคนที่สอบปีเดียวกับพวกจางติ้ง เฉา ฉิงหล่าง ปีปิงเฉินคือปียิ่งใหญ่อันดีงามเลยนะ อาจารย์คุมสอบของเห ยียนอี้ก็คือรองเจ้ากรมจ้าวของพวกเรา”
ถึงอย่างไรเฉาเกิงซินก็คือคนจากกรมขุนนาง ดถึงเรื่องประวัติ ของขุนนางก็เหมือนนับสมบัติในบ้านตัวเอง
และจ้าวเหยาก็คือคนประหลาดในวงการขุนนางต้าหลี พูดถึงรอง
เจ้ากรมจ้าว ก็ไม่มีทางจําผิดเป็นคนอื่นไปได้
หลิวสวินเหม่ยถามอย่างสงสัย “มองดูแล้วอายุไม่น้อยแล้ว ทุก
วันนี้ยังเป็นแค่ขั้นเจ็ดชั้นโทเองหรือ?”
เฉาเกิงซินจุ๊ปาก “ดูท่าในสายตาของพี่สวินเหม่ย ขุนนางเมือง หลวงขั้นเจ็ดชั้นโทก็คือขุนนางตําแหน่งเล็กเท่าเมล็ดงาสินะ”
หลิวสวินเหม่ยหลุดหัวเราะพรืด แล้วก็ไม่เถียงอะไรเฉาเกิงซิน
เถียงไปก็ไม่ชนะอยู่ดี ถือเสียว่ายอมอ่อนข้อให้ก็เท่ากับแพ้ไปแค่ครึ่ง
เดียว
ลานเรือนชั้นสองที่ตั้งอยู่บนเส้นแกนกลางของจวน ท่ามกลางเงา ต้นสนเวลานี้กระดานหมากของราชครูกับหวงหลงซื่อเพิ่งจะเข้าสู่ช่วง
ท้าย
การประชุมแรกของจวนราชครูในวันนี้ คนยี่สิบสามคน และยังมี
คนนั่งฟังอีกหกคนรวมทั้งสิ้นยี่สิบเก้าคน ความต่างของสองฝ่ายคือ
ฝ่ายหนึ่งสามารถพูด อีกฝ่ายหนึ่งได้แต่ฟังอย่างเดียว
จางติ้งกับเหยียนอี้ตามเว่ยป้อเสินจวินเข้าไปในจวนราชครูที่ บรรยากาศเคร่งขรึม เดินอ้อมผ่านผนังบังตาอีกครั้ง สิ่งที่ปรากฏสู่ คลองจักษุเป็นอย่างแรก ไม่ใช่ห้องทํางานที่อยู่สองฝากฝั่ง แต่เป็น ต้นอู๋ถงในลานบ้านที่ซุยฉานราชครูคนก่อนเป็นผู้ปลูกกับมือตัวเอง เลขาธิการฝ่ายบุ๋นสองคนรีบกลั้นหายใจทําสมาธิทันที แต่กระนั้นลม
หายใจก็ยังถี่กระชั้นอย่างห้ามไม่ได้
ที่นี่ก็คือจวนราชครูของต้าหลีพวกเรา!
หากจะบอกว่าประโยคที่แพร่หลายกันเป็นการส่วนตัวว่า “ผู้ที่
ยินดีค้ําฟ้าที่กําลังจะถล่มลงมา โปรดลุกขึ้นยืน” มาจากห้องทรงพระ
อักษรของฮ่องเต้
ถ้าอย่างนั้นปีนั้นกองทัพม้าเหล็กต้าหลีลงใต้ไปอย่างไรกันแน่
ต้านทานเผ่าปีศาจแห่งเปลี่ยวร้างได้อย่างไร คิดดูแล้วก็น่าจะต้องได้
ข้อสรุปทีละข้อมาจากที่นี่เป็นแน่
สัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงในหัวใจของพวกเขา เว่ยป้อก็ยิ้ม
เอ่ยว่า “ราชครูไม่ได้เรียกตัวพวกเจ้าไปตอบคําถามเสียหน่อย ไม่ ต้องตื่นเต้น ถือเสียว่าเปลี่ยนสถานที่ทํางานเพื่อนร่วมงานก็เปลี่ยน โฉมหน้าใหม่ แต่อาหารแย่กว่าเดิม”
https://novel-Ik.com/
จางติ้งกับเหยียนอี้ที่สอบปีเดียวกันหันมามองหน้ากัน ยังดี อีก
ฝ่ายเองก็ตื่นเต้นเหมือนกัน ดูเหมือนจะตื่นเต้นกว่าตนด้วย
ลงชื่อในห้องลงนามของลานเรือนชั้นหนึ่งไปเรียบร้อยแล้ว ต่อ จากนั้นเว่ยเงินจวินก็เดินตามระเบียงที่งามประณีตเรียบง่ายแห่งนั้น ไปยังลานเรือนชั้นสอง ตามคํากล่าวของเว่ยเงินจวิน ต่อจากนี้พวก เขาจะได้ทํางานร่วมห้องกับเผยจิ่งและหยวนเจิ้น และพวกเผยจึ่งก็จะ
ช่วยให้พวกเขาทําความคุ้นเคยกับภาระงานและขั้นตอนการทํางาน ที่นี่ก่อน ลานบ้านของเรือนชั้นนี้ปลูกต้นสนโบราณที่ลําต้นเก่าแก่คด เคี้ยวราวกับฉิวหลง (มังกรมีเขา) แต่สายตาของพวกเขากลับเหมือน จะถูกบังคับพาไปยังร่มเงาต้นสน ไม่เห็นต้นสนโบราณ เห็นแต่คน
ช้าลง
มีเสียงใสกังวานของเม็ดหมากที่วางลงบนกระดานดังมา เว่ยป๋อที่เดินนําอยู่ด้านหน้ายิ้มอย่างเข้าใจ จงใจชะลอฝีเท้าให้
ท่ามกลางผู้คน ผู้คนมากหน้าหลายตา จางติ้งกับเหยียนอี้มองไปเห็น บุรุษชุดเขียวที่กําลังประลองหมากล้อมกับคนอื่นได้ในทันที
คนทั้งสองกลั้นหายใจ เบิกตากว้างพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
ช่างกฎระเบียบในวงการขุนนางกับมารดามันเถอะ ได้มองมากเท่าไร
ก็มากเท่านั้น
การประชุมศาลบรรพจารย์ของภูเขาลั่วคั่วสํานักบ้านตน การ
ประชุมห้องทรงพระอักษรของราชสํานักต้าหลี การประชุมของเหล่า
เซียนกระบี่บนหัวกําแพงเมืองของกําแพงเมืองปราณกระบี่ การ ประชุมของคฤหาสน์หลบร้อนที่ต้องนั่งบัญชาการณ์เพราะมีฐานะ เป็นอิ่นกวาน การประชุมของศาลบุ๋นแผ่นดินกลาง…
ทุกวันนี้ทั่วทั้งราชสํานักต้าหลีต่างก็กําลังพูดถึงกําแพงเมือง ปราณกระบี่ คําพูดในหมู่ ชาวบ้านที่มีความคล้ายคลึงกัน โรงพิมพ์ และร้านหนังสือที่ผุดออกมาเหมือนดอกเห็ด นักเล่านิทานตามเหลา สุราและสะพาน ส่วนเนื้อหาที่เล่านั้น ล้วนอาศัยการ… แต่งเรื่องส่งเดช โดยเนื้อเรื่องล้อมวนอยู่รอบอื่นกวานและเซียนกระบี่อยู่เสมอ ตอนนั้นหวงหลงซื่อกําลังคีบเม็ดหมากคิดพิจารณา เฉินผิงอัน
หันหน้ามาทางเว่ยซานจวิน ผงกศีรษะยิ้มให้ขุนนางใหม่สองคนของ
จวนราชครู
จางติ้งกับเหยียนอี้พลันอึ้งค้าง รีบคารวะอยู่ไกลๆ “คารวะท่าน ราชครู” อันที่จริงเสียงของพวกเขาเบาเหมือนเสียงยุง แต่พวกเขา
กลับรู้สึกว่าตัวเองตะโกนดังสนั่นฟ้าแล้ว
จวนราชครูต้าหลีที่ซุยฉานเป็นคนสร้างขึ้นมากับมือตัวเอง ร้อย
ปีที่ผ่านมาได้ผ่านช่วงเวลามาสามช่วง ช่วงแรกขุยฉานค่อนข้างโดด
เดี่ยว หลังจากเป็นผู้ควบคุมการสอบเคอจวี่ติดต่อกันอยู่สองปีก็ได้
ทยอยเลือกคนหนุ่มมาสิบกว่าคน ส่งตัวพวกเขาไปอยู่ตําแหน่งสําคัญ อย่างกองคัดเลือกฝ่ายบุ๋นของกรมขุนนาง กองยุทโธปกรณ์ของกรม
กลาโหม ขณะเดียวกันซุยฉานก็ควบตําแหน่งเจ้ากรมการคลังไปด้วย
ทําหน้าที่เป็นเสนาบดีด้านการคลังด้วยตัวเอง ดูแลการเงินของแคว้น
ยาวนานถึงยี่สิบปี
ต่อมาก็คือช่วงที่สอง ซุยฉานสร้างสายลับต้าหลีขึ้นมาใหม่
ผลักดันให้มีผู้ฝึกตนติดตามกองทัพและเลขาธิการฝ่ายบุ๋น สร้าง ระเบียบพิธีการเข้าเฝ้าของเหล่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์แห่งภูเขาสายน้ําขึ้นมา ด้วยตัวเอง ระหว่างนี้จํานวนเสมียนขุนนางที่อยู่ในสังกัดของจวน สํานักต้าหลีจึงมีคํากล่าวที่ว่าหกกรมผ่ายผอมเพื่อขุนหนึ่งตระกูลให้
ราชครูก็ไต่ทะยานไปถึงห้าร้อยกว่าคน ดังนั้นในเวลานั้นราช
อ้วนพี ด้วยเรื่องนี้เหล่าชนชั้นสูงและขุนนางบุ๋นต่างก็ไม่พอใจกันมาก ยามที่กองทัพชายแดนปั่นป่วน และแคว้นกําลังเผชิญทั้งปัญหา ภายในและภัยจากภายนอก อดีตฮ่องเต้ขึ้นครองราชย์ พระอนุชาไหว อ๋องซ่งจ่างจิ้งค่อยๆ เข้าควบคุมกองทัพชายแดนต้าหลี ฮองเฮาหนัน
จานควบคุมองค์กรข่าวอยู่เบื้องหลัง กองทัพม้าเหล็กต้าหลีบุกเบิก ดินแดน บุกไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง สุดท้ายโจมตีให้ราชวงศ์สกุล หลูที่เป็นแคว้นเหนือหัวพ่ายแพ้ รับชาวบ้านเข้ามาอยู่ในอาณาเขต ของสกุลซ่งต้าหลี ราชสํานักเริ่มเตรียมการแต่งตั้งห้ามหาบรรพต ใหม่ คลังแคว้นของต้าหลีอุดมสมบูรณ์ ยุทโธปกรณ์พร้อมพรั่ง กองทัพชายแดนเร่งเตรียมอาวุธและฝึกกําลัง พร้อมเคลื่อนทัพลงใต้
ได้ทุกเมื่อ
ช่วงที่สาม เริ่มต้นตอนที่ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันขึ้นครองราชย์ สุดท้ายต้าหลีก็สามารถสร้างผลงานอันเป็นอมตะไม่ดับสูญที่หนึ่ง
แคว้นกลายเป็นหนึ่งทวีปได้สําเร็จ คุณความชอบของกองทัพ
ชายแดนสกุลซ่งพุ่งไปถึงจุดสูงสุด ภายหลังถึงได้ต้านทานการโจมตี
ที่เหมือนกระแสน้ําขึ้นจากเผ่าปีศาจแห่งเปลี่ยวร้างเอาไว้ได้ กองทัพ
ม้าเหล็กต้าหลีสร้างชื่อระบือไปทั่วไพศาล ทว่าซุยฉานที่เป็นราชครู
คล้ายจะถอนตัวออกไปเมื่องานสําเร็จ ค่อยๆ จางหายไป จากสายตา
ของราชสํานัก
ใหม่
ต่อมาก็คือการมาแทนที่ตําแหน่งว่างของ
นผิงอันราชครูคน
เซียนกระบี่หนุ่มอายุน้อยที่เป็นดั่งดอกไม้บานในกําแพงแต่ส่ง
กลิ่นหอมออกไปนอกกําแพงผู้นี้ ได้หอบเอาสถานะของอิ่นกวานคน
สุดท้ายแห่งกําแพงเมืองปราณกระบี่หวนกลับมายังไพศาลอย่างเงียบ
เชียบ นอกจากไปถามกระบี่กับภูเขาตะวันเที่ยงแล้วยังร่วมมือกับหลี่ ในท้องถิ่นของเขตปกครองหลงเฉวียนฉู่โจวต้าหลีควบกับตําแหน่ง
เซิงเปิดฉากให้ไพศาลบุกโจมตีเปลี่ยวร้าง สุดท้ายใช้สถานะของคน
ลูกศิษย์คนสุดท้ายของสายเหวินเซิง รับตําแหน่งราชครูอย่างที่ทุกคน คาดหวัง ไม่มีความกังขาใดๆ ดั่งน้ํามาลําคลองก่อเกิด
ตําแหน่งราชครู นอกจากเฉินแล้วจะเป็นใครไปได้?
ไม่มีใครกล้าคัดค้าน แล้วก็ค้านเขาไม่ได้ด้วย
เลขาธิการฝ่ายบุ๋นของวงการขุนนางต้าหลีมีมากมายดุจขนวัว
ทว่าเลขาธิการฝ่ายบุ๋นของจวนราชครู จะถูกมองข้ามได้อย่างไร
แรกเริ่มสุดจวนราชครูถูกวงการขุนนางมองเป็นสถานที่บ่มเพาะ
เสนาบดีที่สูงส่งจนมิอาจหาคําใดมาบรรยายได้ ตระกูลชนชั้นสูงและ
กลุ่มอิทธิพลทั้งหลายต่างก็ทุ่มสุดชีวิตเพื่อส่งลูกหลานที่มี ความสามารถหรือลูกศิษย์ผู้เป็นที่ภาคภูมิใจมาที่นี่ หวังให้เป็นศาลา
ใกล้น้ําได้ยลจันทร์ก่อน
ที่นี่มีทั้งลูกหลานขุนนางที่ตระกูลร่ํารวยมั่งคั่ง มีทั้งลูกหลานเมล็ด พันธ์แม่ทัพ แล้วก็มีทั้งปัญญาชนระดับกลางที่ตระกูลเคยร่ํารวยมา ก่อน ทว่าความมีหน้ามีตากลับไม่เหลืออยู่แล้ว และยิ่งมีคนที่มาจาก ตระกูลยากจน ในเมื่อหลงใหลในชื่อเสียง ตําแหน่งและผลประโยชน์ ลาภยศ แล้วก็คุ้นเคยกับกฎระเบียบของวงการขุนนางเป็นอย่างดี ดังนั้นวงการขุนนางเมืองหลวงจึงมีคําหยอกล้อบอกว่า คนรุ่นเยาว์ที่
ฉลาดที่สุดของราชสํานักต้าหลี่ ล้วนมากองรวมกันอยู่ที่นี่หมดแล้ว
ช่วงนี้พวกเขามักจะถูกซักถามถึงเรื่องหนึ่งอย่างระมัดระวัง ความหมายคร่าวๆ ก็คือราชครูใหม่คนนั้นมีฐานะสูงส่ง เวลาปกติที่อยู่ ร่วมกัน นิสัยใจคอเป็นอย่างไร? เข้ากับคนอื่นได้ง่าย หรือว่าเงียบขรึม พูดน้อย หรือว่าสั่งสมบารมีอํานาจไว้อย่างลึกล้ํา? บางครั้งก็มีคําถาม ที่ชวนให้ลําบากใจ อย่างเช่นว่าราชครูมีความจําเป็นเลิศใช่หรือไม่ สามารถพูดชื่อแซ่ภูมิลําเนา ประวัติชีวิตของพวกเจ้าทุกคนได้สบายๆ เลยใช่ไหม? “ฮ่าๆ ไม่ว่าใครถาม ถามอะไร ข้าล้วนบอกว่าราชครูมีพลังแห่ง มรรคาเข้มข้นหนักหน่วง ประหนึ่งมหานทีที่ไหลเชี่ยวกรากทรงพลัง
พวกเราทุกคนล้วนต้องหลบเลี่ยงด้วยความหวาดเกรง บางครั้งที่เจอ
ราชครูเดินเล่นอยู่บนเส้นทางก็ไม่กล้ามองตรงๆ เลยสักนิด
“เจ้านี่ก็ร้ายนักนะ
ราชครูก็แค่ไม่ปรากฏตัวบ่อยเท่านั้น
ตอนนี้ยังไม่มีเลขาธิการฝ่ายบุ๋นคนใดที่เคยคุยกับราชครูเฉินมา
ก่อนจริงๆ
ไม่มีใครที่สามารถทําให้ราชครูเฉินซึ่งเก็ ตัวเงียบเผยกาย หยุด
เดินแล้วพูดคุยด้วยคําครึ่งคํา
พวกเขาแค่เคยเห็นราชครูเล่นหมากล้อมอยู่ในลานบ้านชั้นสอง หรือไม่ก็ดูคนอื่นเล่นหมากล้อมบ้างเป็นบางครั้งเท่านั้น ขณะที่จัดการงานเอกสารอยู่ในห้องทํางานเดียวกัน หยวนเจิ้น
ค้นพบว่าเผยจึงใจลอยไม่อยู่กับเนื้อกับตัว นี่คือเรื่องที่หาได้ยากยิ่ง
หยวนเจิ้นยิ้มถาม “มีอะไรหรือ?”
เผยจึ่งทําท่าจะพูดไม่พูด แต่สุดท้ายก็เอ่ยว่าไม่มีอะไร
หยวนเจิ้นรู้ว่าสหายต้องมีเรื่องในใจเป็นแน่ แต่เขาก็ไม่ได้ซักไซ้
ไล่เรียง
ไม่เป็นไร คราวหน้าจะชวนให้เผยจึงไปดื่มเหล้าที่บ้านตน ไม่กลัว ว่าเจ้าหมอนี่จะไม่เปิดปากพูด คอไม่แข็ง อีกทั้งพฤติกรรมหลังดื่ม เหล้าก็ไม่ได้ดีไปยังไง ทุกครั้งที่ดื่มจนเมาแล้วก็มักจะด่าคน
เพราะแซ่ของหยวนเจิ้น หลายคนจึงเข้าใจผิดคิดว่าเขาเป็น ลูกหลานสกุลหยวนซ่างจูกั่ว แม้ว่าจะแซ่หยวน แต่หยวนเจิ้นกลับไม่มีความเกี่ยวข้องกับสกุล หยวนตรอกอี้ฉือเลยทั้งไม่ได้เป็นญาติ แล้วก็ไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ
ต่อกัน
แต่นี่ก็ถือเป็นเรื่องปกติ เพราะถึงอย่างไรแม้ สงสัยว่าหยวนเจิ้นมีสถานะนี้อยู่หรือไม่
ะทั่งเผยเม่าก็ยัง
กลับเป็นเผยจิ่งที่สุภาพสง่างามที่ไม่มีใครเอาเขาไปผนวก รวมเข้ากับ “ทูตผู้ตรวจการเผย” ที่มีอํานาจสําคัญ
เพราะหยวนเจิ้นคือสหายรักที่มีปณิธานเดียวกัน ยิ่งเป็นเช่นนี้
เผยจึ่งก็ยิ่งไม่อยากบอกให้อีก ายรู้ถึงชาติกําเนิดของตัวเอง
ช่วงนี้พวกเขาต่างก็กําลังตรวจสอบ แยกเล่มและปรับแก้เอกสาร
ในช่วงสามปีที่ผ่านมาของจวนราชครูตามระเบียบ เอกสารหัวข้อเรื่อง
การเข้าเฝ้าและกิจธุระยามเช้าได้ถูกยกให้เลขาธิการฝ่ายบุ๋นที่อายุ น้อยสองคนอย่างเผยจิ่งและหยวนเจิ้นเป็นผู้จัดการ คนทั้งสองต่างก็
เป็นจิ้นชื่อสายหลักของระบบราชการ ความสามารถด้านตัวอักษร
ย่อมไม่มีปัญหา ปัญหาเพียงหนึ่งเดียวกลับเป็นว่าสามปีที่ผ่านมานี้ แทบไม่เคยเห็นเงาของซุยฉานอดีตราชครูมาก่อน แล้วจะยังพูดเรื่อง การเข้าเฝ้าอะไรได้? เพราะภาระงานที่เบาสบายเกินไป กลับ กลายเป็นว่าทําให้หยวนเจิ้นรู้สึกไม่ค่อยคุ้นชินนัก