กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 62.1 มองสบตา
เผยเม่ากำลังมองราชครูเฉิน เฉินผิงอันเองก็กำลังมองทูต ผู้ตรวจการเผยเช่นกัน
เพราะสองฝ่ายรู้กันดีอยู่แก่ใจว่าผลลัพธ์ที่ได้จากการประชุมสอง ครั้งในวันนี้ อย่างน้อยที่สุดก็ต้องส่งผลกระทบต่อทิศทางการดำเนิน ไปของราชสำนักต้าหลีในอีกร้อยปีข้างหน้า จะเปลี่ยนมาเป็น แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น หรือว่าเดินลงเนินไปอย่างเงียบเชียบ ก็อยู่ที่การ กระทำในครั้งนี้แล้ว
เผยเม่าอยากเห็นว่าราชครูหนุ่มจะแสดงออกอย่างไร สรุปแล้วจะ ใช้แผนกลยุทธเชิงพลิกแพลง เชี่ยวชาญการควบคุมใจคน ได้รับสืบ ทอดวิชาความรู้ที่แท้จริงจากชุยฉานมาหลายส่วน หรือว่าจะเป็นคน หนุ่มที่อารมณ์พลุ่งพล่าน ฉายประกายเฉียบคมอย่างเดียว เอาแต่ พูดจาสามหาวที่อยู่ห่างไกลจากความเป็นจริงเป็นหมื่นลี้ สุดท้ายเป็น เหตุให้จวนราชครูไม่ได้ใจคนทั้งยังกลายเป็นเป้าโจมตีของผู้คน
คนอย่างเฉาเกิงซิน กวนอี้หราน มีพื้นฐานสะอาดบริสุทธิ์ ชาติ ตระกูลดี ทั้งคุณความชอบยังโดดเด่น การที่พวกเขามาประชุมที่นี่ อันที่จริงก็คือการ “ประทับตรารับรอง’ เท่ากับว่าจวนราชครูแสดง ท่าทีต่อราชสำนักอย่างชัดเจนว่าพวกเขาคือกลุ่มคนที่ใกล้ชิดจวน ราชครูต้องได้เดินขึ้นสู่เบื้องบนต่อไป
พวกคนอย่างชิวเฮ้อ เจี่ยนเฟิง หลี่เป่าเจิน มีสิทธิ์ได้แค่กลัว ราชครูเฉินอย่างเดียวเท่านั้น พวกเขาเข้ามาในจวนราชครูก็คือต้อง ผ่านด่านประตูผีด่านหนึ่ง
บนภูเขาช่วงหลายปีมานี้มีการผลักดันลูกคลื่นอย่างลับๆ ทำให้ การประชุมที่เรือนชุนฟานภูเขาห้อยหัวยิ่งฟังดูลึกลับซับซ้อนมากขึ้น เรื่อยๆ บอกว่าพวกเขาคือดาบมีชีวิต กระบี่ฆ่าคน สั่งเป็นสั่งตายได้ ตามใจ มีอำนาจแกร่งกร้าวถึงเพียงใด แล้วยังใส่เสริมเติมแต่งเข้าไป อีกหลายประโยค บอกว่าเขาหล่อเหลาสง่างามราวต้นไม้หยกรับลม ให้คำชี้แนะเรื่องแผ่นดินด้วยสีหน้าสดใสมีชีวิตชีวา คือคู่สร้างคู่สม กับหนิงเหยา….สรุปก็คือ ถือเป็นคนสมบูรณ์แบบคนหนึ่ง
เห็นบุปผาผลิบาน ดวงจันทร์กลมโตก็จะคิดถึงดอกไม้ร่วงโรย และดวงจันทร์เสี้ยว เผยเม่าก็คือคนประเภทนี้
เผยเม่าเป็นห่วงว่าโดยไม่ทันรู้ตัวราชสำนักต้าหลีก็จะกลายเป็น กำแพงเมืองปราณกระบี่หรือไม่ก็ภูเขาลั่วพั่ว
ไม่ได้บอกว่ากำแพงเมืองปราณกระบี่ที่องอาจฮึกเหิมปนน่าเศร้า และภูเขาลั่วพั่วซึ่งเป็นพื้นที่ประกอบพิธีกรรมที่เต็มไปด้วยความกลม เกลียวปรองดองนั้นไม่ดี แต่เพราะไม่เหมาะกับราชสำนักต้าหลี
ก่อนหน้านี้เผยเม่าจงใจไม่ยอมลุกขึ้นยืน เพราะเป็นผลจากทั้ง สถานะและนิสัยใจคอของเขา และเขาเองก็อยากจะทำตัวเป็น แบบอย่างให้กับทุกคน เผยเม่ากลัวว่าสถานการณ์จะเอนเอียงไปด้าน
เดียว แม้แต่ผายลมก็ยังไม่กล้าปล่อยออกมา นี่จะไม่กลายเป็นว่าเขา ราชครูเฉินมีสิทธิ์ตัดสินใจเพียงผู้เดียวหรอกหรือ?
จ่างชุนเม่าไม่เสียแรงที่เป็นผู้อาวุโสที่ฝึกขัดเกลาประสบการณ์ อยู่ในวงราชการมาอย่างช ้าของ เลือกช่วงเวลาในการพูดได้อย่าง พอเหมาะพอเจาะ เนื้อหาที่พูดก็ไม่ใช่บทความราชการที่กลวงโปไร้ แก่นสาร ทั้งมอบความเคารพนับถือที่มากพอให้กับจวนราชครูแล้วก็ ให้โอกาสสกุลชิวได้แก้ไขความผิดด้วย ผู้เฒ่าเอาประสบการณ์ของ ตัวเองมาเป็นตัวอย่าง “พูดล้อเลียนขำขัน ทั้งบอกว่ากองกำลังแคว้น ที่โชติช่วงของต้าหลีนั้นได้มาไม่ง่ายแล้วก็บอกว่าราชสำนักต้าหลีคิด อยากจะขยับขยายต่อไปก็ยิ่งไม่ง่าย
ไม่ประนีประนอมตามน ้า แล้วก็ไม่พูดจาคลุมเครือ เป็นเหตุให้ คำพูดอย่างจริงใจของผู้เฒ่าประโยคนี้มีทั้งพลังและมีทั้งความแกร่ง กร้าว
คนที่มาเข้าร่วมการประชุมในวันนี้ นอกจากเผยเม่าแล้ว มีใคร บ้างที่ไม่เตรียมคำพูดมาไว้ก่อน ดังนั้นจ่างซุนเม่าจึงคู่ควรกับคำชื่น ชมที่ว่า “ในบ้านมีคนแก่ก็เหมือนมีสมบัติ
หรงอวี๋นึกเรื่องหนึ่งขึ้นได้จึงเรียกกวอจู๋จิ่วมา บอกให้นางช่วย เรียกซือถูเตี้ยนอู่มาเข้าร่วมการประชุม
หงจี้ก็จริงๆ เลย น่าจะเตือนตนให้เร็วกว่านี้หน่อย จะได้ยกเก้าอี้
ตัวหนึ่งออก แค่นี้ก็หมดเรื่องแล้ว ตอนนี้ในห้องกลับมีเก้าอี้ว่างอยู่ตัว หนึ่ง สมควรเสียที่ไหน
กวอจู๋จิ่วไม่ยินดีจะพลาดเรื่องสนุก
เพราะถึงอย่างไรก็ไม่ได้อยู่กำแพงเมืองปราณกระบี่แล้ว กวอจู๋จิ่
วจึงไม่ลืมถามไปว่า “พี่หญิงหรงอวี๋ มีเรื่องอะไรที่ต้องระวังไหม?”
หรงอวี๋ยิ้มเอ่ย “ไม่มีข้อห้ามอะไรเลย จุดเดียวที่ต้องระวังก็คือ ปัญหาที่ตอนนี้ยังไม่อาจแก้ไขได้…”
กวอจู๋จิ่วหัวไว รับคำต่อทันทีว่า “อย่าให้ปัญหาสร้างปัญหาเพิ่ม มากขึ้น รู้แล้ว เมื่อก่อนอยู่ในคฤหาสน์หลบร้อน อาจารย์อื่นกวาน มักจะย ้าประโยคนี้กับพวกเราซ ้าไปซ ้ามา ยังบอกอีกว่าการไม่เดิมพัน ก็คือการเดิมพันที่ดีที่สุด…”
กล่าวมาถึงตรงนี้ กวอจู๋จิ่วก็ยกนิ้วชี้ข้างขวาขึ้น “อาจารย์พ่อเคย บอกว่า เมื่อปัญหาเกิดขึ้นก็คือความยุ่งยาก ต้องยอมรับว่ามันจัดการ ได้ไม่ง่าย”
จากนั้นยกนิ้วหนึ่งของมือซ้ายขึ้นมา “เมื่อใจลอยและหงุดหงิด ก็ คือปัญหาใหม่”
กวอจู๋จิ่วประกบสองมือเข้าด้วยกัน “เมื่อใจไม่มั่นคงก็เหมือนปม เชือกที่ยุ่งเหยิง ตัวเองก็จะกลายมาเป็นปัญหา”
อันที่จริงในใจของหรงอวี๋อิจฉาผู้ฝึกกระบี่สายอื่นกวานอย่าง พวกกวอจู๋จิ่วมาก
กวอจู๋จิ่ว “รับคำสั่งเตรียมไปชมความครึกครื้น แล้ว นางพลัน ถามว่า “หากซือถูเตี้ยนอู่มีความลำบากใจ ดื้อดึงยืนกราน ให้ตาย อย่างไรก็ไม่ยอมมาล่ะ?”
หรงอวี๋ยิ้มบางๆ “ไม่จำเป็นต้องให้เขาเข้ามานั่งประชุมในห้องให้ ได้ แต่ต้องให้เขามาที่จวนราชครูรอบหนึ่ง มาบอกสาเหตุต่อหน้าข้า”
กวอจู๋จิ่วมองพี่หญิงหรงอวี๋
แล้วนางก็พยักหน้า “ชัดเจนมาก”
อาจารย์พ่อเคยบอกว่าวัตถุประสงค์หลักที่ยึดถือยามท่องยุทธภพ ก็คือปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความจริงใจ
หรงอวี๋เอ่ยเย้ยหยันตัวเอง “หมายความว่าการฝึกตนของข้ายังไม่ เพียงพอ”
กวอจู๋จิ่วรีบร้อนไปจัดการธุระ นางก็เลยปืนกำแพงของจวน ราชครูออกไปโดยตรง หรงอวี๋เห็นเข้าก็นวดคลึงหว่างคิ้ว
ควรจะจัดการกับสำนักตรวจการของหยวนฉงอย่างไร คือหัวใจ สำคัญที่สุดยิ่งกว่าสิ่งใด
เบาไปก็ไม่เจ็บไม่คัน ทำให้คนรู้สึกว่าต้าหลียังคงเป็นต้าหลีที่
ตระกูลชนชั้นสูงกุมอำนาจในการปกครอง แต่แท้จริงแล้วจวนราชครู แค่แข็งนอกอ่อนใน ไม่กล้าปะทะกันซึ่งๆ หน้า
หนักไป หยวนฉงใช้ข้ออ้างนี้มาลาออกจากการเป็นขุนนางก็ดี หรือถึงขั้นที่ต้องติดคุกถูกไต่สวนก็ช่าง นอกจากที่สำนักตรวจการ จะต้องเป็นอัมพาตไม่สามารถขยับทำงานได้เพราะเหตุนี้แล้ว ใจคน ของตรอกอี้ฉือและถนนฉือเอ๋อร์ก็จะกระวนกระวายไม่เป็นสุข เพราะ ถึงอย่างไรเรื่องของเจ้ากรมคลังมู่เหยียน อย่างมากสุดก็แค่แสดงให้รู้ ว่าต้าหลีไม่มีข้อพิถีพิถันในเรื่องที่ว่าโทษทัณฑ์ไม่ถึงชนชั้นขุนนาง เท่านั้น แต่โทษทัณฑ์ไม่ถึง “เสาค ้ายันแคว้น ดูเหมือนว่าจะเป็นความ เข้าใจกันโดยไม่ต้องเอื้อนเอ่ยระหว่างจักรพรรดิและขุนนางของต้าหลี ทุกยุคสมัย หากทำลาย ‘กฎทองบัญญัติหยก’ ข้อนี้จะชักนำให้เกิด ความสะท้านสะเทือนที่จะส่งผลกระทบลึกล ้าและยาวไกล
ปัญหาคือหยวนฉงไม่เพียงแต่มีชื่อเสียงดีในราชสำนักเท่านั้น เขายังไม่มีพฤติกรรมทุจริตแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนใดๆ ด้วย
แล้วนับประสาอะไรกับที่เฉาหยวนสองแซ่ สำหรับสกุลซ่งต้าหลี แล้วก็มีความหมายลึกล ้าอย่างมาก ไม่ใช่เสาค ้ายันแคว้นทั่วไปอย่าง แน่นอน
เล่าลือกันว่า เป็นแค่คำลือนะ บอกว่าอดีตฮ่องเต้เคยมี “สัญญา วิญญูชน ลับๆ กับราชครูชุยฉาน อยู่ในราชสำนักต้าหลี เจ้าชุยฉาน
จะแตะต้องใครก็ได้ จะจับใครก็ได้ มีเพียงไม่อาจจับเจ้าประมุขของ สองสกุลอย่างเฉาและหยวน
หากข่าวลือเป็นความจริง ก็เห็นได้ชัดว่าอดีตฮ่องเต้ยกระดับเฉา หยวนสองสกุลให้สูงถึงขั้นที่ว่าไม่ว่าพวกเขาจะเสื่อมถอยหรือรุ่งโรจน์ ก็ล้วนสามารถเขย่าคลอนรากฐานของแคว้นได้
เผยเม่าจำต้องยอมรับว่า ชิวหล่งรับหน้าที่เป็นมือรองของสำนัก ตรวจการ แล้วให้หยวนฉงออกคำสั่งทางการทหารทันที ทั้งสองฝ่าย จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าให้กับสำนักตรวจการภายในเวลา หนึ่งปี วิธีการนี้ของเฉินผิงอันไม่ธรรมดา พอจะมีกลิ่นอายของการ ทำเรื่องหนักให้เบาลงอยู่หลายส่วน
ทั้งไม่ได้แตะต้องหยวนฉง แต่กลับแตะต้องไปถึงรากฐานของ สำนักตรวจการ ให้ชิวหล่งที่มีความผิดติดตัวเข้าไปอยู่ในสำนักตรวจ การ นั่นก็จะต้องทำให้หยวนฉงและขุนนางทุกคนของสำนักตรวจการ รู้สึกย ่าแย่เป็นแน่
ครั้งนี้หากสกุลชิวยังแสดงออกได้ไม่ดีอีก ก็มีความเป็นไปได้ว่า ราชครูหนุ่มจะริบเอาสถานะซ่างจู้กั๋วของสกุลชิวมาโดยตรง
หากมีกรณีตัวอย่างนี้เกิดขึ้น เชื่อว่าแช่สกุลซ่างจู้กั๋วทั้งหมด ของต้าหลีก็คงนอนหลับ กันไม่สนิทแล้ว
ขนาดซ่างจู้กั๋วที่เป็นเสาค ้ายันแคว้นยังมีจุดจบเช่นนี้ ชนชั้นสูงที่
มีอำนาจทั่วไปของต้าหลีหรือจะกล้าคาดหวังว่าตัวเองจะโชคดี?
แล้วนับประสาอะไรกับที่ชิวหล่งและสกุลชิวของพวกเขาก็ไม่มี ทางให้ถอยอะไรอีกแล้ว หากไม่หยัดยืนอย่างมั่นคงอยู่ในสำนักตรวจ การก็ต้องถอยออกไปจากราชสำนักต้าหลีตลอดกาล อย่างน้อยที่สุด ในช่วงเวลาที่เฉินผิงอันและราชครูคนถัดไปยังประจำการอยู่ สกุลชิว ก็ไม่มีโอกาสได้หวนกลับมาอีกแล้ว นี่เรียกว่าเปลือยเท้าแล้วก็ไม่ต้อง กลัวว่าจะได้สวมรองเท้า กล้ามาแข่งเรื่องความเด็ดขาดกับสกุลชิว ของข้าหรือ? หากสกุลชิวของพวกเราถูกบีบให้ออกจากตรอกอี้ฉือ ยศขุนนางของพวกเจ้า ศักดิ์ศรีหน้าตาของพวกเจ้า จะนับเป็นอะไร ได้?!
อันดับแรกก็มีหงจี้แห่งที่ว่าการเหนือ ตามมาด้วยชิวหล่งแห่ง สำนักตรวจการ ต่อจากนี้ขุนนางของต้าหลี ไม่ว่าจะอยู่ในหรือนอก เมืองหลวงก็ล้วนได้รับบุญวาสนากันถ้วนหน้าแล้ว
เฉินผิงอันกล่าว “หยวนฉง ต่อจากนี้กิจธุระของสำนักตรวจการ ต้องมากมายล้นมือ คงไม่รั้งตัวเจ้าไว้นานแล้ว”
เท่ากับออกคำสั่งไล่แขกแล้ว เตือนหยวนฉงว่ารีบช่วยเหลือ ตัวเองเสีย
หยวนฉงพยักหน้า ลุกขึ้นยืนช้าๆ
เฉินผิงอันเอ่ยอย่างตรงไปตรงมาว่า “สำนักตรวจการมีภารกิจ ใหญ่และหนักหน่วง แพทย์ฝีมือดีควรจะต้องรักษาตั้งแต่ตอนที่ยังไม่ เป็นโรค มีเพียงรอให้โรคลุกลามร้ายแรงแล้ว ถึงจะต้องให้ศาลต้าหลี่
และกรมอาญาจ่ายยาแรง สำนักตรวจการของพวกเจ้าอย่าได้เปิด โอกาสให้ที่ว่าการแห่งอื่นแทงข้างหลังเอาได้”
หยวนฉงกุมมือคารวะ “เป็นหน้าที่ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้”
อันที่จริงไม่จำเป็นต้องพูดอย่างตรงไปตรงมาเช่นนี้ หยวนฉงใช้ ชีวิตล่องลอยอยู่ในนาวาของการเป็นขุนนางมาตลอดชีวิต มีหลักการ เหตุผลอะไรบ้างที่เขาไม่เข้าใจ? ถ้าอย่างนั้นการที่ราชครูเฉินเตือน เช่นนี้ก็เห็นได้ชัดว่าเป็นเพราะไม่พอใจหยวนฉงและสำนักตรวจการ อย่างมากแล้ว บอกให้รู้ว่าความอดทนของเขามีจำกัด
ราชครูหนุ่มยกมือขึ้นวาดเบาๆ เอ่ยเตือนว่า “ใช้ดาบไวตัดปม เชือกที่ยุ่งเหยิง ทั้งไม่อาจฆ่าผิดตัว แล้วก็ยิ่งไม่อาจปล่อยผิดคน”
หยวนฉงเอ่ยคำว่า “รับคำสั่ง” แล้วก็ขอตัวลาจากไป เขาเดิน ออกไปจากห้องโถงใหญ่ การตัดสินใจในจวนราชครูวันนี้ สำหรับ สกุลหยวนแล้วก็เหมือนกับการ “รอลงอาญา” ที่ต้องรอดูพฤติกรรม ต่อไป
ก็ถือว่ากำลังดี
เดินผ่านระเบียง ออกจากประตูใหญ่ไป ระหว่างนั้นผู้เฒ่าก็หันไป มองภาพแผนที่ภูเขาสายน ้าสามภาพ การดำรงอยู่ของพวกมันก็ เหมือน “คำพูดยโสโอหัง” ที่ไม่มีเสียงของราชครูหนุ่ม พวกเจ้าแค่ ต้องจับตามองผลได้ผลเสียในพื้นที่แคบๆ แค่ต้องสนใจความรุ่งโรจน์
ความเสื่อมถอยของแช่สกุลหนึ่งในหนึ่งแคว้น แต่ข้ากลับต้องคอย มองสถานการณ์ใหญ่และความเจริญความเสื่อมถอยของสองใต้หล้า
โอหังจริงๆ!
แบบนี้สิถึงจะถูก
หยวนฉงไม่ได้เจอคนหนุ่มที่ชื่อว่าชิวเฮ้อ หากอีกฝ่ายฉลาดมาก พอ อันที่จริงเวลานี้ก็ควรจะมา “เฝ้าตอรอกระต่าย” อยู่ที่นี่แล้ว
เดิมทียังอยากให้เขานำความไปบอกชิวหล่งเพื่อนร่วมงานสัก สองสามประโยค เพราะหากไปพูดคุยกันเป็นการส่วนตัวจะถือว่าไม่ เหมาะสม ต้องพูดคุยกันภายใต้เปลือกตาของจวนราชครูนี่แหละ
ตอนนี้เวลาของตนมีจำกัด แล้วก็เป็นกังวลว่าเจ้าชิวหล่งผู้นี้ออก ห่างจากราชสำนักมานานเกินไป กลัวว่าเขาจะไม่รู้จักหนักเบาดีร้าย หยวนฉงคร้านจะ “มอบใจ” ให้กับชิวหล่งที่เพิ่งเข้ามาอยู่ใหม่ในสำนัก ตรวจการ เขาไม่ยินดีจะสิ้นเปลืองพละกำลังให้หมดไปกับการสาน สัมพันธ์จริงๆ
เดินผ่านผนังแก้วใสที่วิจิตรงดงาม หยวนฉงบิดคอ แกว่งแขน สองสามที ถูกบีบให้ต้องจำศีลมานานมากแล้ว ถึงอย่างไรก็ยังเป็นคน แก่ที่แข็งแรงเปี่ยมไปด้วยพละกำลัง ยังสามารถสร้างความสำเร็จใน หน้าที่การงานอีกครั้งหนึ่งได้
เขาราชครูเฉินต้องการจะบุกเบิกเปิดทางให้กับราชสำนักต้าหลี ตัดสินใจว่าจะริบตำแหน่งซ่างจู้กั๋วเป็นครั้งแรก แค่แซ่เดียวจะพอที่
ไหน ต้องมาพร้อมกันสองแซ่เลย!
ถึงเวลานั้นสกุลหยวนและสกุลชิวของพวกเขาก็ไม่มีอะไรจะให้ พูดแล้ว เพราะถึงอย่างไรทั้งสองฝ่ายต่างก็รับคำสั่งทางทหารมาแล้ว
หากเจ้าชิวหล่งแยกแยะไม่ได้ ก็อย่าโทษที่ข้าจะเชือดเจ้าเป็นคน แรก
การประชุมในวันนี้ สำหรับหยวนเจิ้งติ้งแล้วคือเรื่องดีใหญ่เทียม ฟ้า เท่ากับว่าผู้ว่าหงโจวอย่างเขาได้กระบี่อาญาสิทธิ์เล่มหนึ่งมาครอง
ดังนั้นตอนนั้นหยวนฉงจึงเตรียมใจสำหรับผลลัพธ์ที่เลวร้ายที่สุด อย่างการลาออกจากการเป็นขุนนางแล้ว ตระกูลของเขาเหลือคนคน หนึ่งไว้ได้ ก็ควรหยุดแต่พอสมควรได้แล้ว
คิดไม่ถึงว่าเขาและสำนักตรวจการจะยังมีโอกาสรอดชีวิตอีก เสี้ยวหนึ่ง นี่ก็คือเรื่องน่ายินดีที่ไม่คาดฝัน
ความบกพร่องเพียงหนึ่งเดียวท่ามกลางความสมบูรณ์แบบก็คือ ไม่อาจเป็นเหมือนจ่างซุนเม่าที่ข้างกายมีหรงอวี๋สาวใช้ของจวน ราชครูเดินเคียงข้างออกไปจากราชครู ไม่ได้รับเกียรติเช่นนี้
หรงอวี๋ผู้นั้นจะเป็นแค่คนที่ไม่สลักสำคัญ เป็นแค่สาวใช้ในจวน ราชครูได้อย่างไร? เห็นได้ชัดว่านางก็คือหุ้นเจ่อคนใหม่ของราช สำนักต้าหลี!
ส่วนในอนาคตนางจะเปลี่ยนสถานะหรือไม่…ถึงอย่างไรบัญชา จากสวรรค์ก็ยากจะคาดเดา คนที่มองดูอยู่ข้างๆ ก็ได้แต่รอดูความ เปลี่ยนแปลงไปเงียบๆ เท่านั้น
ชิวเฮ้อไม่กล้ารั้งรออยู่ต่อจริงๆ ตอนนั้นออกมาจากจวน เดินออก จากประตูใหญ่มาได้ระยะทางหนึ่ง เขาถึงกล้าหันกลับไปมองจวน ราชครู ในใจยังรู้สึกหวาดผวาไม่คลาย ชิวเฮ้อมีความรู้สึกเหมือน ตัวเองเพิ่งรอดพ้นจากความตายมาได้อย่างหวุดหวิด
คนหนุ่มตัดสินใจแล้วว่าจะพยายามไม่มาที่นี่ ไม่ไปพบคนผู้นั้น อีกตลอดชีวิต
ชิวเฮ้อพลันยกมืออุดปาก วิ่งไปข้างทางแล้วก้มตัวลง เขาถึงกับ อาเจียน แต่ก็เป็นแค่อาเจียนแห้งไม่มีอะไรออกมา แต่กลับรู้สึกว่าไส้ พันกันเป็นปมจนเจ็บปวดหน้าท้องไปหมด
เมื่ออารมณ์ของคนคนหนึ่งตึงเครียดเกินไป ความหวาดกลัวที่
มากเกินกว่าร่างกายจะแบกรับได้ไหว ก็มักจะเป็นเช่นนี้
กว่าที่ชิวเฮ้อจะยืดตัวขึ้นตรงได้ไม่ใช่เรื่องง่าย สีหน้าของเขาชีด ขาวเล็กน้อย ใช้ชายแขนเสื้อเช็ดริมฝีปาก
ครั้นจึงก้าวเร็วๆ จากไปด้วยฝีเท้าว่องไว ไปหารถม้าที่จอดอยู่ ห่างไปไกลก่อน แล้วค่อยไปพบผู้อาวุโสในตระกูลเพื่อทบทวน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยกัน
จิตแห่งมรรคาของผู้ฝึกกระบี่หยวนฮว่าจิ้งขยับไหวเล็กน้อย ออกมาจากพื้นที่ประกอบพิธีกรรมเปลือกหอยที่ใช้ปิดด่านอย่าง โรงเตี๊ยมแห่งนี้ เขาทั้งไม่ได้เข้าร่วมการประชุมที่จวนราชครู แล้วก็ ไม่ได้อยู่ต่อในตระกูลหยวนเพื่อรอฟังข่าว แต่ไปที่หอเก็บตำราหอ เทียนลู่ของสกุลอวี่หม่าเฝิ่น ไม่ได้ยื่นเทียบ ไม่ได้ทักทาย แต่หดย่อ พื้นที่ไปถึงชั้นบนสุด ยืนพิงราวรัว
ผู้ฝึกบำเพ็ญตน ขอแค่เลื่อนเป็นเขียนดิน ก็คือตระกูลเชียนที่อยู่ ห่างไกลจากความถูกผิดและเรื่องทางโลกแล้ว
โชคดีได้เป็นห้าขอบเขตบนก็ยิ่งเป็นดั่งนกกระเรียนที่โบยบิน อย่างอิสระ สูงส่งพ้นโลกีย์
ไม่ว่าหยวนฮว่าจิ้งที่เป็นผู้ฝึกตนบนภูเขาจงใจทิ้งระยะห่างจาก ทางตระกูลอย่างไร แต่สุดท้ายแล้วเขาก็ไม่อาจปฏิเสธแซ่สกุลของ ตัวเองได้
บทพิเศษ ตอนที่ 62.2 มองสบตา
ไม่อาจทำได้ถึงขั้นที่มองเมินไม่สนใจในความเสื่อมถอยและ ความรุ่งโรจน์ของตระกูลสกุลหยวน
บุญคุณความแค้นพันปีในยุทธภพ บัณฑิตดูแคลนกันมานับพัน ปี เรื่องรักทำให้เจ็บปวดมานับพันปี ราชสำนักหมุนเวียนเปลี่ยนผ่าน ดุจโคมม้าหมุนมานับพันปี ส่วนเหล่าเทพเซียน…กลับยังอ่อนเยาว์
คนที่ติดตามเข้ามาในหอหนังสือด้วยยังมีผู้ติดตามที่ใช้นามแฝง ว่า “หยวนชาน” ฉายาการฝึกตนคือ “ซานม่าย ด้วย
แม้จะเป็นหุ่นเชิดตนหนึ่งที่ถูกหยวนฮว่าจึงใช้กระบี่บินแห่งชะตา ชีวิตสยบกำราบเอาไว้ แต่เขาที่สวมชุดชายแขนเสื้อกว้าง นั่งอยู่บน ระเบียง ก็ยังดูสง่างามดุจเซียน
หยวนชานใช้เสียงในใจถาม “ได้ยินป๋ายจิ่งพูดว่าท่านผู้นั้นที่อยู่ ในกองพิฆาตสำนักอวี้ซูกรมสายฟ้าก็ทำงานอยู่ที่เมืองหลวงด้วย หรือ?”
หยวนฮว่าจิ้งเอ่ย “ตอนนี้สารถีผู้เฒ่าไม่ได้อยู่ในเมืองหลวง ชั่วคราว ต้องคุ้มกันฮ่องเต้ที่เดินทางไปอุตรกุรุทวีป”
หยวนซานเอ่ย “ข้าอยากหาโอกาสไปขอวิชาความรู้จากสิ่ง ศักดิ์สิทธิ์ยุคบรรพกาลท่านนี้ จะเหมาะหรือไม่?”
หยวนฮว่าจิ้งเอ่ย “เหมาะสิ”
อดีตของหยวนซานคือคนกำเริบเสิบสานที่ตั้งฉายาให้ตัวเองว่า ชานย่วนฝ่าจู่ น่า สียดายที่ขณะเผชิญหน้ากับด่านความเป็นความ ตายสองครั้งที่มองไม่เห็น กลับต้องเจอกับเจ้าแห่งถ ้าปี้เซียว
บนร่างของเขามีการสืบทอดบรรพกาลสามสาย นอกจากสอง สายรองอย่างหน่วยคาถาแห่งสำนักเมฆาเก้าชั้นและสำนักโรคระบาด แล้ว สายหลักก็ดูเหมือนว่าจะมีต้นกำเนิดมาจากกองพิฆาตสำนักอวี้
ซู
หยวนซานถอนหายใจอย่างปลงอนิจจัง “ไม่มีความบังเอิญก็ไม่ เกิดเป็นตำรา ความตั้งใจดีของเจ้าแห่งถ ้าปี้เซียว บางทีอาจเป็นเพราะ ข้าดื้อดึงไม่เชื่อฟังจริงๆ ถึงได้พลาดโอกาสอันดีงามระหว่างความเป็น ความตายไปโดยไม่รู้ตัว”
เพราะถึงอย่างไรหยวนซานก็เคยเป็นผู้ฝึกตนใหญ่ที่เคยเลื่อนสู่ ขอบเขตสิบสี่มาก่อน ต่อให้จะถูกเจ้าแห่งถ ้าปี้เซียวเล่นงานจนเหลือ แค่ร่างแห่งมรรคาที่เป็นเปลือกนอกและวิญญาณที่แท้จริงเสี้ยวหนึ่ง แต่หากต้องประลองวิชากับคนอื่นจริงๆ ก็ยังมีตบะเป็นขอบเขตบิน ทะยาน หยวนฮว่าจิ้งเองก็ไม่มีทางมองอีกฝ่ายเป็นองค์รักษ์ที่ต้องพลี ชีพ แต่มองเขาเป็นสหายและผู้ปกป้องมรรคา
เห็นได้ชัดว่าผู้ถวายงานและผู้ฝึกยุทธที่เฝ้าบ้านตระกูลอวี่ต่างก็ สัมผัสได้ถึงร่องรอยของพวกหยวนฮว่าจิ้ง แล้วก็รู้สึกลำบากใจอยู่บ้าง
อีกฝ่ายบุกเข้ามาในพื้นที่ต้องห้ามโดยไม่ได้รับเชิญ ไม่ถูกต้องตาม กฎระเบียบ แต่หากจะให้พวกเขาไปไล่ก็ยิ่งไม่เหมาะสม แต่กลับไม่ สามารถแสร้งทำเป็นว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้ โชคดีที่มีคนมาช่วยเหลือ คือเด็กสาวอวี๋อวี๋ ผู้ฝึกตนสำนักการทหาร นางเองก็เป็นหนึ่งในผู้ฝึก ตนแผนภูมิดินของต้าหลีเหมือนกัน
อวี๋อวี๋กลายร่างเป็นสายรุ้ง พลิ้วกายลงบนระเบียง มองไปยัง หยวนซานแล้วพูดอย่างตรงไปตรงมาว่า “มาวางท่าอวดรวยหรือ?”
นางจะไม่อิจฉาได้หรือ? หยวนฮว่าจึงสามารถพาผู้ติดตาม ขอบเขตบินทะยานเดินอาดๆ ไปทั่วใต้หล้า ย้อนกลับมามองตน แม้แต่ผายลมก็ยังไม่มี
หยวนฮว่าจิ้งเอ่ย “คราวหน้าช่วยขอโทษท่านผู้เฒ่าของบ้านเจ้า แทนข้าที”
อวี๋อวี๋โบกมือ “ไม่ต้องไปรบกวนตาแก่แล้ว เวลานี้เขาอารมณ์ไม่ ดี ข้าไม่ได้โง่สักหน่อยถึงจะได้โผล่ไปให้โดนด่า”
เนื่องจากการกระทำที่ล ้าเส้นของลูกหลานสกุลอวี๋ในจวนราชครู ถือเป็นการทำผิดข้อต้องห้ามใหญ่ของวงการขุนนาง แล้วก็ไปแตะ เกล็ดย้อนของฮ่องเต้เข้า เป็นเหตุให้สกุลอวี๋หม่าเฝิ่นเดินตามรอยเท้า ของสกุลชิว กลายมาเป็นคู่ยวนยางชะตารันทด คิดอยากจะพลิกฟื้น กลับเข้ามาในราชสำนักอีกครั้งก็ยากแล้ว สกุลอวี่ที่อยู่ในกองทัพมี ชื่อเสียงสูงส่งมาโดยตลอด คำเรียกขานว่าสกุลอวี๋หม่าเฝิ่น
ปัญญาชนรู้สึกว่าหยาบกระด้าง แต่ตัวสกุลอวี๋เองกลับเต็มใจอย่างยิ่ง ใครเล่าจะคิดได้ว่าเพราะความปรารถนาส่วนตัวของลูกหลานอายุ น้อยคนหนึ่งจะทำให้ทั้งตระกูลต้องเดือดร้อนเผชิญกับหายนะครั้งนี้ ไอ้หมอนั่นยังถูกภายนอกเรียกเป็นอัจฉริยะรุ่นเยาว์ อัจฉริยะรุ่นเยาว์ กับท่านปู่เจ้าสิ
อวี๋อวี๋กล่าว “เจ้าปิดด่านแบบนี้หรือ? ทำเป็นเล่นไปหน่อยไหม?”
หยวนฮว่าจิ้งเอ่ย “ใจไม่สงบ จะยังปิดด่านได้อย่างไร แบบนั้นจะ ไม่ยิ่งทำเป็นเล่นหรอกหรือ”
อวี๋อวี๋กล่าว “ก็จริงนะ เพราะมีความเป็นไปได้มากว่าตระกูล หยวนของพวกเจ้าจะได้ นังบนโต๊ะเดียวกันกับสกุลอวี๋ของพวกเรา แล้วก็สกุลชิวด้วย ดีมาก ครึกครื้นดี”
หยวนฮว่าจิ้งเอ่ยอย่างอ่อนใจ “หัดเห็นความดีของข้าบ้างได้ ไหม?”
หยวนซานเองก็รู้สึกว่าแม่นางน้อยสำนักการทหารผู้นี้พูดจา ตรงไปตรงมา ตลกขบขัน
อวี๋อวี๋หยิบกาเหล้าใบหนึ่งออกมา กระดกดื่มอึกใหญ่แล้วเช็ด ปาก “ข้าคิดว่าจะเดินทางไปเยือนใบถงทวีปเป็นการส่วนตัวรอบหนึ่ง เจ้าเองก็ช่วยบอกกับอาจารย์เฉินให้ข้าหน่อย จำไว้ว่ากะเวลาให้แม่น รอให้ข้าไปถึงนครมังกรเฒ่าก่อนแล้วค่อยพูดเรื่องนี้”
หยวนฮว่าจิ้งถาม “ไปทำอะไรที่ใบถงทวีป?”
อวี๋อวี๋ตอบ “จะไปหาปฐมบรรพบุรุษสำนักการทหารน่ะสิ รับเขา เป็นบรรพบุรุษ โขกหัวให้หลายๆ ที ดูว่าเขาจะถ่ายทอดวิชาอภินิหาร ของสำนักการทหารสักบทสองบทให้ข้าได้หรือไม่”
หยวนฮว่าจิ้งเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ “ไร้แบบแผนสิ้นดี”
หยวนซานยิ้มเอ่ย “ไม่แน่ว่าเขาอาจจะยินดีถ่ายทอดวิชา อภินิหารให้จริงๆ ก็ได้นะ”
ไม่กล้าเรียกขานชื่อเจียงเซ่อตรงๆ
ปฐมบรรพบุรุษสำนักการทหารหนึ่งในสิบผู้กล้ายุคบรรพกาล ไม่ใช่บุคคลที่คนอย่างหยวนซานจะสามารถงัดข้อด้วยได้ แค่คิดก็ยัง ไม่กล้า
ลำพังแค่ตัวสำรองเหล่านั้น หยวนซานกล้ากร่างกับใคร? จอม ปราชญ์น้อย ป๋ายเจ๋อหรือว่าอาจารย์ซานซานจิ๋วโหวดีล่ะ?
อวี๋อวี๋ยกนิ้วโป้งให้เขา “หลังจากมีชีวิตรอดกลับมาจากความ ตาย พูดจาก็เปลี่ยนมาเป็นน่าฟังแล้ว”
หยวนซานหัวเราะ
หยวนฮว่าจิ้งเอ่ย “หากเจ้าไม่รายงานเรื่องนี้กับราชครูเฉินอย่าง ตรงไปตรงมา เจียงเซ่อจะใช่คนที่เจ้าอยากเจอก็เจอได้ง่ายๆ อย่างนั้น หรือ?”
อวี๋อวี๋หัวเราะร่วน “ข้าเรียกชื่อจริงเขาไปตลอดทาง ท่องไปร้อย รอบพันรอบ บรรพจารย์เจียงก็น่าจะได้ยินบ้างกระมัง”
หยวนซานพยายามทนแล้ว แต่ก็ยังทนไม่ไหว บอกไปตามจริงว่า “แม่นางอวี๋ โปรดระมัดระวังด้วย ระหว่างจะเจอจุดจบที่ว่า “เจอหมัดไม่ เจอตัวคน”
อวี๋อวี๋ยกมือขึ้น “ไม่ขาดทุน!”
คิดอะไรก็ทำอย่างนั้น บอกว่าจะไปก็ไป นางตบป้ายหยกตรงเอว เบาๆ เรือนกายเด็กสาวกลายร่างเป็นสายรุ้งออกไปจากเมืองหลวงต้า หลี
หยวนฮว่าจิ้งรู้สึกอิจฉาอวี๋อวี๋อยู่บ้าง นางเหมือนกับผู้ฝึกตนที่
จิตใจไร้ห่วงพะวงได้มากกว่าเขา
หยวนซานกล่าว “ข้าสามารถช่วยทำนายดวงชะตาของสกุล หยวนให้ได้”
หยวนฮว่าจิ้งส่ายหน้า “มีราชครูเฉินอยู่ เจ้าทำนายได้ไม่แม่นยำ หรอก”
หยวนซานจึงได้แต่ล้มเลิกความคิด
อยู่ดีๆ หยวนฮว่าจิ้งก็นึกถึงสถานการณ์ล่าสุดที่เกิดขึ้นในใต้หล้า มืดสลัว
อวี๋โต้วที่นั่งบัญชาการณ์อยู่บนยอดเขาสูงสุด กับเหยาชิงที่กาย ธรรมยืนตระหง่านอยู่ในอาณาเขตของตำหนักสู้ยฉู
ขอบเขตสิบห้าเทียมสองคนคุมเชิงกันอยู่ไกลๆ น ้าหั่นกันอย่าง เอาเป็นเอาตาย สองฝ่ายประชันเวทคาถากันไม่หยุดพัก ก็เหมือนมี ธารน ้าสีเงินแขวนลอยอยู่บนนภากาศ
ไม่มีวิชาอภินิหารที่ฉูดฉาดอะไร แค่ต้องลดทอนพลังตบะของ ฝ่ายตรงข้ามให้ได้อย่างต่อเนื่องเท่านั้น
ความคิดของอวี๋อวี๋มักจะเต็มไปด้วยจินตนาการบรรเจิดเสมอ นางบอกว่านี่ก็ไม่ใช่ยอดฝีมือสองคนอย่างที่ในนิยายยุทธภพบอกไว้ หรือ ฝ่ามือปะทะฝ่ามือ ประชันกันเรื่องพละกำลังอย่างไรล่ะ?
ฟังแล้วเหมือนจะตลก แต่อันที่จริงไม่ตลกเลยสักนิด
หยวนฮว่าจิ้งหรือจะกล้าลอบมองการประชุมที่จวนราชครู ยังไม่ ต้องพูดว่าจะทำอย่างนี้ได้หรือไม่ ต่อให้ทำได้ เขาก็ไม่กล้า ไม่ว่าโลก ภายนอกจะมองเฉินผิงอันอย่างไร ผู้ฝึกตนสายแผนภูมิดินต้าหลีล้วน เคยสัมผัสกับความสิ้นหวังจากการเป็นศัตรูกับอีกฝ่ายมาด้วยตัวเอง ก่อนแล้ว ประสบการณ์เจ็บปวดทรมานหลายต่อหลายครั้งนั้นฝังลึก ลงไปถึงกระดูก
ดังนั้นหยวนฮว่าจิ้งจึงได้แต่อดทนรอคอยมองไปยังนอกประตู ใหญ่ กระทั่งเขาทยอยมองเห็นเงาร่างของหยวนเจิ้งติ้งและหยวนฉง ในที่สุดก็ผ่อนลมหายใจโล่งอก
สามารถปิดด่านอย่างเป็นทางการได้แล้ว!
กลับไปยังจวนสำนักตรวจการ เรื่องแรกที่หยวนฉงทำก็คือเรียก รวมหลางกวานทั้งหมดมา ไม่ได้พูดอะไรไร้สาระแม้แต่ครึ่งคำ ใครถูก ปลดออกทันที ใครเป็นฝ่ายลาออกด้วยตัวเอง ใครถูกลดตำแหน่งให้ อยู่ต่อ ใครไปมอบตัวที่ศาลต้าหลี่ ล้วนบอกชื่อบอกแซ่อย่างชัดเจน …..หยวนฉงไม่มีทางมอบโอกาสให้มือรองอย่างชิวหล่งหาเรื่องเล่น งานเขาได้เด็ดขาด
ในห้องโถงใหญ่ เมฆแห่งความกลัดกลุ้มรวมตัวหนาแน่น มีคนที่
ร้องเรียกฟ้าดินพร ่าพูดว่าถูกใส่ร้าย แต่กลับถูกลากตัวออกไป โดยตรง มีคนที่หน้าซีดขาวตัวสั่นสะท้านพยายามอยู่หลายครั้งที่จะ ลุกจากเก้าอี้ แต่ก็ต้องตัวอ่อนยวบกลับลงไปทุกครั้ง มีคนที่นั่งอึ้ง เหมือนโดนฟ้าผ่า เนิ่นนานสติก็ยังไม่กลับเข้าร่าง ทุกคนที่มีความผิด ล้วนถูกลงโทษอย่างหนักและเข้มงวดทั้งสิ้น!
ในห้องยังมีใบหน้าที่ค่อนข้างอ่อนเยาว์ของคนอีกหลายคน สี หน้าของพวกเขาสดใสแช่มชื่น เมื่อมองผู้ตรวจการหยวนที่มีอำนาจ สูงแต่กลับเป็นที่ครหาว่าเป็นคนดีเกินเหตุ นี่เป็นครั้งแรกที่สายตาของ พวกเขาเปลี่ยนไป
ไม่เก็บกวาดทำความสะอาดเรือนของสำนักตรวจการบ้านตัวเอง จะไปเก็บกวาดวงการขุนนางได้หรือ?
ตามกฎระเบียบของต้าหลี หากตำแหน่งต ่ากว่าหลางกวานลงไป ฝ่ายในของสำนักตรวจการย่อมต้องมีอำนาจในการเลื่อนขั้นหรือลด ขั้นใคร แม้จะบอกว่าทางฝั่งของกรมขุนนางยังต้องมีการตรวจสอบ อย่างละเอียด มีอำนาจที่จะคัดค้านการตัดสินใจของสำนักตรวจการ แต่โดยทั่วไปแล้วจะไม่เกิดสถานการณ์เช่นนี้ การประเมินขุนนางทุก ครั้งของต้าหลีจะมีการตรวจสอบซ ้าอีกครั้ง ส่วนใหญ่ก็แค่ทำให้พอ เป็นพิธีเท่านั้น
วันนี้ไม่เหมือนวันวานแล้ว
เห็นได้ชัดว่าราชครูคนใหม่ให้ความสำคัญกับเรื่องการประเมิน อย่างมาก
มองขุนนางระดับสูงที่ยังสามารถอยู่ต่อในสำนักตรวจการ เหล่านั้น หยวนฉงเอ่ยอย่างเฉยเมยว่า “ราชครูจับตามองสำนักตรวจ การ ข้าจับตามองพวกเจ้า พวกเจ้าก็จับตามองขุนนางทุกคนของต้า หลี พวกเจ้าจงควบคุมปาก ควบคุมมือ ควบคุมคนในครอบครัวและ คนข้างกายของตัวเองให้ดี”
“นับแต่บัดนี้เป็นต้นไป ขุนนางทุกคนของสำนักตรวจการห้าม เข้าร่วมงานเลี้ยงส่วนตัวใดๆ ก็ตาม ไม่สามารถเข้าร่วมงานเลี้ยง สังสรรค์ได้ การเปิดเผยตัวตนในที่สาธารณะทุกครั้งต้องเกี่ยวกับงาน ราชการทุกครั้ง พวกเจ้าเจอใคร พูดคุยอะไรกันไปบ้าง ล้วนต้องมี การรายงานและจดลงบันทึกให้กับสำนักตรวจการทุกครั้ง ใครที่รับ
ไม่ได้ รู้สึกว่าเข้มงวดเกินไป แล้งน ้าใจเกินไป ก็ลาออกไปเอง ไปหา งานดีอย่างอื่นที่ระเบียงพันก้าวเอาแล้วกัน”
“ถ้าจะพูดถึงเรื่องความสัมพันธ์ผู้คนอะไร ก็ไม่ต้องเข้ามาอยู่ใน สำนักตรวจการแล้ว”
หยวนฉงตบที่วางแขนเก้าอี้ “จะอยู่หรือไป จงตัดสินใจให้ได้ก่อน เลิกงานในวันนี้ เวลาไม่คอยใคร พรุ่งนี้ขุนนางที่ยังอยู่ในจวนแห่งนี้จะ ถูกข้ามองเป็นคนบนเส้นทางเดียวกันไปโดยปริยาย”
สุดท้ายหยวนฉงเอ่ยว่า “พรุ่งนี้สำนักตรวจการของพวกเราจะมี ผู้ตรวจการฝ่ายขวาคนใหม่มาประจำการ แซ่ชิวนามหล่ง”
ชิวหล่ง ไม่รบกวนให้เจ้าต้องเคาะภูเขากระเทือนพยัคฆ์ ข้าก็ เชือดไก่ให้ลิงดูก่อนแล้ว
หยวนฉงโบกมือ ทุกคนก็พากันถอยออกไปจากห้องโถง
ในที่สุดผู้เฒ่าก็เผยสีหน้าเหนื่อยล้าออกมาเล็กน้อย
บรรดากุนซือที่สามารถจารึกชื่อไว้ในประวัติศาสตร์ มัก เชี่ยวชาญการวางแผนเรื่องใหญ่ ระดับแคว้น ระดับใต้หล้า แต่กลับ พ่ายแพ้ในเรื่องการวางแผนเพื่อตนเอง ไม่อาจสร้างคุณงาม ความชอบแล้วถอนตัวออกมาได้อย่างสมบูรณ์
จุดที่ร้ายกาจอย่างแท้จริง อยู่ที่ว่ากฎระเบียบที่ราชสำนักและ วงการขุนนางของโลกมนุษย์ปฏิบัติตามกันมาจนเป็นธรรมเนียม
เหล่านี้ ไม่ใช่หลักการเหตุผลและความชอบไม่ชอบของเขาราชครู เฉินคนเดียว
ไม่ว่าหยวนฉงและชิวหล่งจะมีใจเดียวกันหรือแค่สามัคคีกันแต่ ภายนอก สำนักตรวจการก็จะเกิดภาพบรรยากาศอย่างใหม่ มี ประโยชน์ต่อบ้านเมือง
ไม่ว่าอีกหนึ่งปีให้หลังสกุลหยวนและสกุลชิวจะมีจุดจบเช่นไร ก็ ล้วนเป็นสิ่งที่พวกเขารนหาที่เอง เขาราชครูเฉินก็แค่ทำไปตาม ระเบียบขั้นตอนอย่างเคร่งครัด ดังนั้นจึงไม่ส่งผลร้ายอะไรต่อตัวเอง
ทำอะไรรอบคอบช ้าชองจนเหมือนเสมียนเฒ่าที่แช่ตัวอยู่ใน วงการขุนนางมาทั้งชีวิต
ตามคำกล่าวของชาวบ้านร้านตลาด แม้กระทั่งหงจี้ก็ยังสามารถ ทำตัวเป็นแม่ชีที่อ่อนน้อมคล้อยตามคอยปรนนิบัติเอาใจผู้อื่นได้ ถ้า อย่างนั้นตนที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายครึ่งๆ กลางๆ ก็ดู เหมือนว่าจะไม่ถูกลดเกียรติฐานะมากเกินไป
ส่วนใครที่หยอกล้อเหน็บแนมหงจี้เช่นนี้ หยวนฉงใช้หัวเข่าคิดก็ ยังรู้ว่าต้องเป็นพวกปัญญาชนและชนชั้นสูงในเมืองหลวงที่ว่างงาน เหล่านั้นแน่นอน
บัณฑิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญญาชนยากจนที่สอบไม่ติด แต่ ภายนอกกลับไม่ยอมก้มหัวให้ใคร เวลาที่ด่าผู้อื่น ส่วนใหญ่มักจะด่า ได้หยาบคายที่สุดโดยที่ไม่ได้เอ่ยคำหยาบเลยสักคำ
เจ้าให้พวกเขามาเจอหงจี้แห่งที่ว่าการเหนือที่สวมเสื้อเกราะพก ดาบต่อหน้าสิ จะยังพูดจาได้คล่องปากอยู่อีกไหม?
ชุยฉานเคยมาหาหยวนฉงครั้งหนึ่ง สถานที่ที่พูดคุยกันก็คือใต้ ต้นสนในลานบ้านชั้นสอง ยังได้เล่นหมากล้อมกันตาหนึ่ง
แม้จะบอกว่าหยวนฉงที่ชื่นชอบการเล่นหมากล้อม คือนักเล่น ระดับแคว้นที่วงการหมากล้อมให้การยอมรับ แต่เมื่อเผชิญหน้ากับ ชุยฉานก็ยังทำได้แค่เรียนรู้เท่านั้นเอง
ในความเห็นของชุยฉาน การไม่ทำอะไรเลย ใช้ชีวิตอย่างเลอะ เลือนไปวันๆ อยู่ในวงการขุนนาง ก็สมคววรเจอโทษประหาร
ความหมายคร่าวๆ ของราชครูชุยก็คือระหว่างที่กองทัพม้าเหล็ก เดินทางลงใต้ สำนักตรวจการของพวกเจ้าต้องปิดปาก ขุนนางตรวจ การต้องพูดให้น้อย “บุ๋น’ ห้ามถ่วง ‘บู๊” ส่วนตำแหน่งที่ว่างลงในสำนัก ตรวจการช่วงเวลาระหว่างนี้ อิงตามทฤษฎีคุณความชอบอย่างเป็น รูปธรรมของเขาชุยฉานแล้ว ก็คือการทำความดีชดใช้ความผิด
หยวนฉงย่อมไม่มีคุณสมบัติและความกล้าพอที่จะพูดคำว่า “ไม่”
เป็นเหตุให้นับแต่นั้นมา สำนักตรวจการก็เริ่ม “หยุดมือ” แล้ว
กระทั่งเฉินผิงอันมารับตำแหน่งราชครู แล้วคิดบัญชีย้อนหลังกับ เรื่องนี้
อันที่จริงบทสนทนานี้ก็คือ “ป้ายทองละเว้นโทษตาย” ของหยวน ฉงและสำนักตรวจการ
แต่หากเป็นไปได้ หยวนฉงก็ไม่อยากมอบป้ายทองละเว้นโทษ ตายออกไปเร็วขนาดนี้
หยวนฉงแค่บอกเนื้อหาบทสนทนานี้ให้หยวนฮว่าจิ้งที่เป็นผู้ฝึก ตนซึ่งมีอายุขัยยาวนานรู้
ขุนนาง “หนุ่ม” อย่างพวกหลิวสวินเหม่ย หลังออกมาจากห้อง ประชุมต่างก็เดินอ้อมเส้นทางไปเยือน “จวนราชครูเก่า’ กันรอบหนึ่ง
เพราะในอดีตอายุยังน้อย ประสบการณ์ตื้นเขิน จึงไม่เคยมี โอกาสได้มาเยือน
ทว่าคนแก่อย่างจ่างขุนเม่าและหยวนฉงกลับเดินอยู่บนแนวเส้น แกนกลางเส้นหนึ่งที่อยู่ทางฝั่งซ้ายมือของ ‘จวนราชครูใหม่” ที่เพิ่ง ถูกขยับขยายใหม่
เพราะถึงอย่างไรประสบการณ์ซ ้าของก็หมายความว่าอายุมาก แล้ว ก็ไม่รู้ว่าชีวิตนี้จะยังได้มาเยือนจวนราชครูใหม่อีกสักกี่ครั้ง
สวนส่วนตัวในทะเลสาบเหล่าอิง หลังจากถูกราชสำนักสั่งปิดแล้ว คำสั่งก็ถูกยกเลิกอย่างรวดเร็ว สกุลเว่ยแห่งตรอกอี้ฉือถือว่าจบเห่แล้ว นอกจากคนหนุ่มหลายคนที่ได้รับการยอมรับว่ามีความสามารถใน การหาเงินซึ่งมีเว่ยเจียเป็นหนึ่งในนั้น ต่างก็ถูกโบยจนตายอยู่ในศาล บรรพชนบ้านตัวเอง และท่านลุงใหญ่ของเว่ยเจีย หัวใจหลักของ
ตระกูลท่านนี้ เว่ยเหล่ยที่เป็นรองเจ้ากรมโยธามานานหกปี สุดท้ายก็ ไม่อาจก้าวข้ามธรณีประตูเข้าร่วมการประชุมในห้องทรงพระอักษรได้ แต่ต้องไปอยู่ในคุกของศาลต้าหลี่แทน สกุลเว่ยหรือจะมัวมาสนใจว่า กิจการอย่างสวนส่วนตัวในทะเลสาบเหล่าอิงนี้จะราคาสูงขึ้นหรือถูก ขายไปในราคาต ่า ขอแค่มีคนที่ยินดีรับเผือกร้อนลวกมือนี้ไป จะให้ ยกให้เปล่าๆ ก็ยังได้ เพียงแต่ว่าตอนนี้ใครเล่าจะกล้ารับทะเลสาบ เหล่าอิงไป ต่อให้กล้า แต่จะไม่รังเกียจว่าอัปมงคลหรือ?
บทพิเศษ ตอนที่ 62.3 มองสบตา
แต่ก็มีคนที่กล้ารับมาจริงๆ
ไม่ใช่ต่งครึ่งเมืองที่หมายตาสถานที่แห่งนี้มานานแล้ว อยากจะ ก่อสร้างโรงเตี๊ยมตระกูลเซียนไว้ที่นี่ แต่เป็นสกุลชิวฝูเฟิงที่ให้คนซื้อ มาไว้เงียบๆ ก็แค่ว่าชื่อที่อยู่บนโฉนดไม่ใช่แซ่ชิวก็เท่านั้น
อัปมงคล?
พวกเราสกุลชิวจะกลัวความอัปมงคลห่าเหวอะไร!
แซ่สกุลซ่างจู้กั๋วเก้าแซ่ มีใครที่อัปมงคลยิ่งกว่าสกุลชิวของพวก เราอีกหรือ?
รถม้าคันหนึ่งพุ่งทะยานไปยังทะเลสาบเหล่าอิง ชิวเฮ้อที่ยังมึนๆ งงๆ เลิกผ้าม่านขึ้นมอง ใกล้ถึงแล้ว
ยังคงเป็นขิงที่ยิ่งแก่ก็ยิ่งเผ็ด ปีนั้นบิดาคิดถูกจริงๆ ด้วย
ตระกูลสกุลชิวรวมกันแล้วก็ยังฉลาดไม่เท่าชุยฉานคนเดียว สู้ เขาไม่ได้
ในอดีตเคยสู้ชุยฉานไม่ได้ ทุกวันนี้ก็ถูกลิขิตมาแล้วว่าจะสู้คนผู้ นั้นไม่ได้
ในทะเลสาบเหล่าอิง บุคคลที่เป็นหน้าตาของสายหลักและสาย รองตระกูลสกุลชิวสิบกว่าคนมารวมตัวกันอยู่ในศาลาริมทะเลสาบ คนส่วนใหญ่ร้อนใจเดินวนไปวนมาราวกับมดบนกระทะร้อน
มีแค่คนแก่ที่สวมงอบไม้ไผ่คนหนึ่งที่ถึงกับมีอารมณ์สุนทรี ไปนั่ง ตกปลาอยู่ริมทะเลสาบเพียงลำพัง เขาก็คือชิวหล่ง คนฉลาดที่ดู เหมือนว่าทุกครั้งล้วนสามารถหาวิธีการแก้ปัญหาที่ยอดเยี่ยมที่สุด ให้กับทางตระกูลได้ แต่กลับถูกทางตระกูลลดทอนคุณค่าไปเสียทุก ครั้ง
นี่ก็คือผู้เฒ่าที่เหมือนชาวประมงซึ่งเก็บตัวเงียบอยู่ในป่าเขา แต่ แท้จริงแล้วในอกอัดแน่นไปด้วยเพลิงโทสะ แต่กลับเก็บซ่อนเอาไว้ไม่ ระบายออกมา
ความเดือดดาลส่วนใหญ่ของชิวหล่งมาจากความจริงที่มีแค่สาม คำเท่านั้น ข้าแก่แล้ว!
วันเวลาที่ปล่อยผ่านไปอย่างเสียเปล่าปีแล้วปีเล่า จากคนหนุ่มที่
เปี่ยมไปด้วยปณิธานกลายมาเป็นผู้เฒ่าที่จอนผมสองข้างเป็นสีดอก เลา ชิวหล่งใกล้จะถอดใจเต็มทีแล้ว
กระทั่งบุตรชายอย่างชิวเฮ้อถูกเรียกไปเข้าประชุมของราชครู หนุ่มผู้นั้น
ลงมาจากรถม้าก็พุ่งตัวเข้าไปในทะเลสาบเหล่าอิง วิ่งตะบึงไปที่
ศาลา คนหนุ่มคุกเข่าลงบนพื้นดังตุ้บ พูดเสียงสะอื้นให้ว่า “ราชครู เฉินอนุญาตให้สกุลชิวกลับมาเป็นขุนนางในราชสำนักได้แล้ว!”
เจ้าประมุขผู้เฒ่าสกุลชิวที่อายุมากที่สุด อาวุโสที่สุดทุบหมัดลง บนเสาศาลาอย่างแรงแม้เนื้อจะแตกยับก็ยังไม่รู้สึกตัวแม้แต่น้อย
ทุกคนในศาลาต่างก็จมจ่อมอยู่ท่ามกลางความปิติยินดีที่มากม หาศาล แม้กระทั่งผู้ถวายงานลับประจำตระกูลหลายคนที่อยู่ห่างไป ไกลก็ยังสัมผัสได้ถึงอารมณ์อันร้อนแรงในศาลา
ทันใดนั้นพวกเขาถึงขั้นไม่มีใครถามว่าเป็นขุนนางอะไร หรือใคร จะรับหน้าที่เป็นขุนนางนั้น พอแล้ว แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว!
ชิวหล่งที่ผูกข้องจับปลาไว้ตรงเอวสวมหมวกสานไม้ไผ่ เขายก คันเบ็ดขึ้น เดินมาตรงนี้ถามว่า “สกุลชิวต้องแลกด้วยอะไร?”
เจ้าประมุขผู้เฒ่าบอกให้หลานชายคนนี้ลุกขึ้นมาพูดคุยกัน เขา ยิ้มถามว่า “เอาสมบัติครึ่งหนึ่งของตระกูลไปเติมเต็มท้องพระคลัง แคว้น หรือต้องเอาทรัพย์สินทั้งหมดออกมา?”
“หรือจะให้สกุลชิวของพวกเรารับมือกับแซ่สกุลเสาค ้ายันแคว้น สกุลไหน?”
เจ้าประมุขผู้เฒ่าถามเองตอบเอง “ล้วนได้ทั้งหมด”
ผู้ถวายงานประจำตระกูลคนหนึ่งที่มีคุณสมบัติมายืนอยู่ข้างกาย เจ้าประมุขผู้เฒ่าเอ่ยว่า “สกุลชิวพ่ายแพ้ที่คำว่า “เงิน” อยู่แล้ว ต่อให้ ต้องใช้ทรัพย์สินจนหมดเพื่อแลกโอกาสหนึ่งมาก็ไม่มีอะไรที่มาก เกินไป”
ชิวหล่งอดทนแล้วอดทนอีก ในที่สุดก็ทนไม่ไหว เช่นเขี้ยวเคี้ยว ฟันกล่าว “ผายลมกับมารดาเจ้าสิ เงิน?! สกุลชิวพ่ายที่คำว่า “โลภ” ต่างหาก แปะทองลงบนหน้าตัวเองให้แม่งน้อยๆ หน่อยเถอะ หายนะ ของสกุลชิว หากสืบสาวราวเรื่องกันแล้ว พวกตะพาบที่ไม่ทำเรื่องห่า เหวอะไรสักอย่าง วันๆ เอาแต่ออกความคิดห่วยๆ ซึ่งมีเจ้าเป็นหนึ่งใน นั้น บวกกับคนที่อยู่ทั้งในและนอกศาลา ขอแค่แซ่ชิว ใครก็อย่าหวัง ว่าจะหนีไปได้!”
ผู้ถวายงานเฒ่าที่ได้รับความเคารพอย่างสูงจากตระกูลชิวเผยสี หน้ากรุ่นโกรธให้เห็น
ชิวหล่งยืนนิ้วออกมา “หากข้าเป็นประมุขสกุลชิว เรื่องแรกที่จะ ทำก็คือคิดบัญชีกับเจ้า”
ใบหน้าของผู้ถวายงานคนนั้นประดับยิ้มน้อยๆ มองดูแล้วมีสง่า ราศีอย่างมาก แต่สายตาฉายแววมีเลศนัย เหมือนกำลังพูดประโยค หนึ่งว่า เจ้าไม่ได้เป็นสักหน่อย
เห็นว่าบิดายังคงไม่มีท่าทีใดๆ ในที่สุดชิวหล่งก็หมดอาลัยตาย อยากอย่างสิ้นเชิงแล้วเขายกคันเบ็ดตกปลาขึ้น หมุนตัวได้ก็เดินจาก ไปทันที “รอดูไปเถอะ ไม่ถึงสิบปี สกุลชิวจบเห่แน่”
ชิวเฮ้อพูดอย่างหนักแน่นว่า “ท่านพ่อ ไม่ต้องไป ราชครูเฉินให้ ท่านไปเป็นผู้ตรวจการฝ่ายขวาของสำนักตรวจการ!”
ชิวหล่งพลันหยุดเดิน
ครู่หนึ่งต่อมา ชิวหล่งหมุนตัวกลับมา จ้องมองไปที่ศาลาด้วยสี หน้าประหลาด มีทั้งความกระตือรือร้น แต่ก็มีทั้งความหนักอึ้ง ยิ้ม กว้างเอ่ยว่า “ดีๆๆ เป็นขุนนางใหญ่กว่าที่ข้าคิดไว้เสียอีก เพียงพอ แล้ว!”
ชิวหล่งไม่สนใจเลยสักนิดว่าตัวเองจะเป็นที่ครหาว่าจะ “บีบบังคับ ให้สละตำแหน่งหรือไม่ เขาเอ่ยว่า “หากไม่ให้ข้าใช้สถานะของตระกูล สกุลชิวไปขานชื่อที่สำนักตรวจการ ข้าก็จะอยู่ตกปลาของข้าที่
ทะเลสาบเหล่าอิงต่อไป”
เจ้าประมุขผู้เฒ่าลูบหนวดยิ้มเอ่ย “ดี จะให้เจ้าได้เป็นเจ้าประมุข สกุลชิวนับแต่บัดนี้”
ผู้ถวายงานอันดับหนึ่งของสกุลชิวผู้นั้นปากอ้าตาค้าง แบบนี้จะ ทำอย่างไรดี?
ชิวหล่งหันไปมองผู้ถวายงานคนนี้ด้วยสายตาเยียบเย็น
ต่อจากนี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ อย่างการม้วนเสื่อไสหัวออกไปแล้ว หนี?
ข้าผู้อาวุโสเป็นมือรองของสำนักตรวจการราชสำนักต้าหลีแล้ว ไม่ใช่หรือ ก่อกำเนิดเฒ่าที่ทั้งตระกูลและพื้นที่ประกอบพิธีกรรมล้วน ไม่มีขาให้หนีอย่างเจ้า จะหนีไปอยู่ไหนได้?!
และข้าก็ไม่จำเป็นต้องใช้อำนาจหน้าที่มาจัดการเจ้าเพื่อ ผลประโยชน์ส่วนตัว ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็ดูแคลนขนบธรรมเนียมประจำ ตระกูลและพวกศิษย์ลูกศิษย์หลานของเจ้าเกินไปแล้ว และเจ้าก็ดู แคลนน ้าหนักของผู้ตรวจการฝ่ายขวาของสำนักตรวจการต้าหลี เกินไป
เจ้าประมุขผู้เฒ่าสกุลชิว หรือควรจะเรียกให้ถูกว่าเจ้าประมุขคน ก่อน ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “ชิวเฮ้อ เข้ามานั่งข้างใน อธิบายรายละเอียด การประชุมในจวนราชครูอย่างละเอียดสิ”
จากนั้นผู้เฒ่าหันไปพูดกับผู้ถวายงานด้วยรอยยิ้มเต็มใบหน้าว่า “ผู้ถวายงานหวงมีคุณความเหนื่อยยากสูง แต่วันนี้กลับเป็นการ ประชุมภายในของตระกูล เจ้าออกไปได้แล้วข้าจะให้ทางห้องบัญชี มอบเงินเดือนที่มากพอให้เจ้า”
ไม่สนใจผู้ถวายงานที่ถูกถีบหัวส่ง ผู้เฒ่ายิ้มพูดกับชิวหล่งว่า “สกุลชิวต้องมอบหนังสือสวามิภักดิ์ให้กับราชสำนัก ไม่ใช่แค่ฉบับ เดียว นอกจากพ่อค้ารายใหญ่ที่ตอนนี้ยังเป็นปลาหลุดลอดหว่างแห
แล้ว บนภูเขาก็มีเหมือนกัน คราวหน้าข้าจะให้ห้องบัญชีมอบสมุด สองเล่มให้กับเจ้า”
ชิวหล่งตะลึงงัน
ผู้เฒ่าโบกมือ ท่าทางกระปรี้กระเปร่าพลันลดฮวบหายไป แต่ กลับยังยิ้มอย่างปลาบปลื้ม “เจ้าคือเจ้าประมุขแล้ว ต้องทั้งรับภาระได้ แล้วก็ต้องมีทั้งความกล้าหาญและแผนการ”
ในที่สุดผู้ถวายงานคนนั้นก็คืนสติ เห็นได้ชัดว่าพื้นที่ประกอบ พิธีกรรมบ้านตนกลายมาเป็นหินรองใต้ฝ่าเท้าของสกุลชิวแล้ว เขา พูดด้วยสีหน้าดุดัน “ชิวหลี เจ้ามันตาเฒ่าเจ้าเล่ห์เจ้าวางแผนคิดจะ เล่นงานข้ามานานแล้วใช่ไหม?!”
ผู้เฒ่ายิ้มเอ่ย “ใช่แบบนั้นเสียที่ไหน ข้าก็แค่คนมุทะลุที่ชีวิตนี้จับ ดาบ จับธนูมาจนชินเรื่องอย่างการวางแผนเล่นงานผู้อื่น ไม่ใช่เรื่องที่
ข้าถนัดเลย”
ผู้ถวายงานพูดด้วยสีหน้าแข็งนอกอ่อนใน “เป็นซุยฉานที่สั่ง ความไว้อย่างลับๆ ใช่หรือไม่?!”
ชิวหลีอยากหัวเราะ แต่ไม่ได้หัวเราะ เขาโบกมือ “อย่าพูดจา เหมือนคนเสียสติแบบนี้เจ้าไม่คู่ควรหรอก และแน่นอนว่าข้าเองก็ไม่ คู่ควรเหมือนกัน”
ผู้ถวายงานเอ่ยอย่างเดือดดาล “เจ้าคนแซ่ชิว เจ้าไร้น ้าใจก็อย่า โทษว่าข้าไม่มีคุณธรรม ข้าต้องการให้เจ้าตาย!”
สูญเสียการควบคุมจิตแห่งมรรคา ใกล้จะแตกสลายเต็มที ระหว่างที่พูดเขาก็บีบคอของตาแก่หนังเหนียวผู้นี้อย่างไม่สนใจ ผลลัพธ์ที่จะตามมา จะต้องให้อีกฝ่ายถูกฝังไปพร้อมกับตระกูลและ พื้นที่ประกอบพิธีกรรมของตนด้วย ส่วนตัวเขาเองก็ค่อยดูว่าจะมี โอกาสหนีออกไปจากเมืองหลวงอย่างว่องไวหรือไม่ อีกทั้งแจกัน สมบัติทวีปแห่งนี้ก็อยู่ไม่ได้แล้ว…พริบตานั้น หว่างคิ้วของคนผู้นี้ก็ พลันมีเลือดหยดหนึ่งผุดออกมา คือกระบี่บินแห่งชะตาชีวิตที่แทงทะลุ มาจากท้ายทอยด้านหลังของเขา ก่อนจะพุ่งออกมาจากหว่างคิ้ว หวนกลับไปในช่องโพรงแห่งชะตาชีวิตของสตรีสีหน้าเฉยเมยคนหนึ่ง ที่ยืนอยู่ริมทะเลสาบ
ชิวหล่งคลางแคลงไม่เข้าใจ สตรีคือสาวใช้ประจำกายที่บิดา จัดหาให้มาอยู่ข้างกายตนตลอดเวลา นางไม่ใช่ผู้ฝึกยุทธขอบเขต แปดหรอกหรือ?
ผู้ถวายงานตายคาที่ ศพยังคงยืนอยู่ที่เดิม
ผู้เฒ่ายกเท้าเตะไปที่ศพนั้นเบาๆ “โอ้อวดฝีมือหมัดเท้ากับสกุล ชิว ก็ถือว่าเจ้ามาหาถูกคนแล้ว”
ผู้เฒ่านั่งกลับลงไปบนม้านั่งยาว ยิ้มเอ่ย “วิชาเท้าของสกุลชิวที่
เลื่องลือไปทั้งตรอกและถนน จะปล่อยให้ขาดการสืบทอดไปไม่ได้”
ชิวหล่งทำท่าจะพูดไม่พูด ผู้เฒ่าโบกมือ ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “พวก เราระมัดระวังรอบคอบเหมือนเดินอยู่บนหลุมน ้าแข็ง อกสั่นขวัญผวา
กันอยู่ตลอดทั้งปี อันที่จริงราชครูต้าหลีของพวกเราก็ไม่ได้ดีไปกว่า กัน ปีแล้วปีเล่า สิ่งที่เขาต้องเผชิญ ล้วนเป็นคนอย่างพวกเรา”
ชิวหล่งเริ่มเล่าเนื้อหาการประชุมในจวนราชครูให้ฟัง แรกเริ่มผู้ เฒ่ายังเงี่ยหูตั้งใจฟัง ฟังไปฟังมาก็เริ่มง่วง ยากที่จะรวบรวมสมาธิได้ อีก ระหว่างนั้นแค่พอจะได้ยินชื่อของจ่างซุนเม่ารางๆ ผู้เฒ่าพยายาม ฝืนลืมตาขึ้น มองพื้นผิวทะเลสาบที่มีริ้วน ้ากระเพื่อมเล็กน้อย เขาหด คอ แสงอาทิตย์ที่อบอุ่นสาดส่องลงมาจนผู้เฒ่าง่วงหนักยิ่งกว่าเดิม พูดพึมพำกับตัวเองว่า “จ่างชุนเม่า พวกเราสองคนเป็นอะไรกัน ไม่ จำเป็นต้องขอบคุณเจ้าแล้ว ข้าจะพยายามอดทนให้ผ่านไปได้อีกปี แค่ปีเดียวก็พอแล้ว หาไม่แล้วการเรียกกลับเข้ารับราชการทั้งที่ยังอยู่ ในช่วงไว้ทุกข์ก็จะสร้างปัญหายุ่งยากให้ทางราชสำนักอีก…เจ้าเองก็ จากไปให้ช้าหน่อยไปถึงข้างล่างก็จำไว้ว่าไปดื่มเหล้ากับข้าด้วย”
แสงแดดสาดส่องลงบนพื้นผิวทะเลสาบที่กระเพื่อมไหวเล็กน้อย เหมือนกับผ้าแพรส่วนอ่อนนุ่มสีทองผืนหนึ่ง
ทั้งเป็นช่วงเวลาอันดีที่แสงแดดสาดส่องเจิดจ้า แล้วก็เป็นลมฟ้า ลมฝนที่แผ่อวลเต็ม เมืองดุจคลื่นใต้น ้า
วันนี้มีการรวมตัวกันก่อความวุ่นวายของคนสองกลุ่ม เดิมทีพวก เขาปรึกษากันจนได้แผนการว่าจะให้ฮูหยินเก้ามิ่งกลุ่มใหญ่ไปร้อง ทุกข์กับฮองเฮาเหนียงเนียง ส่วนผู้เฒ่าอีกกลุ่มหนึ่งก็ให้ไปดักรอหน้า ประตูจวนราชครู
ผลคือฮ่องเต้พาฮองเฮาไปที่อุตรกุรุทวีปด้วยกัน พวกเขาก็ได้แต่ เปลี่ยนความคิดกะทันหัน แบ่งกองกำลังออกเป็นสองทาง มุ่งหน้าไป ยังจวนราชครูและระเบียงพันก้าว คนแก่ให้ไปตีกลองร้องทุกข์หน้า ที่ว่าการกรมอาญา พวกสตรีออกเรือนแล้วก็พาลูกๆ ไปที่จวนราชครู
แล้วก็มีบางคนที่สติเลอะเลือนถามว่า ทำไมพวกเราถึงไม่ตรงไป ยังที่ว่าการเหนือเลย?
ตอนนั้นมีคนโมโห เจ้ารังเกียจว่าหงจี้ยังเลื่อนขั้นได้ไม่เร็วพอ หรือ?
พวกเขาไปกี่คนก็ต้องโดนเล่นงานมากเท่านั้น ถูกที่ว่าการเหนือ รวบตัวมาทีเดียว จะพาตัวเป็นของขวัญไปส่งมอบให้หงจี้ถึงหน้าจวน เลยหรือไร?
คนที่ให้คำแนะนำซึมลงทันใด ก็จริงนะ คนบ้าอย่างหงจี้ไม่มีทาง เหลือทางถอยไว้ให้ตนเป็นแน่
ไม่มีลูกธนูใดที่ยิงออกไปแล้วจะย้อนกลับมาได้
มีเพียงคนจำนวนน้อยเท่านั้นที่บอกว่าจู่ๆ ก็ท้องเสีย เป็นไข้หวัด มาไม่ได้แล้ว ทว่าคนส่วนใหญ่กลับมารวมตัวกันแล้ว
ใต้ฝ่าเท้าของโอรสสวรรค์ ไม่กล้าเพ้อฝันว่าจะสามารถปิดหูปิด ตาของกรมอาญาและที่ว่าการเหนือได้ แล้วนับประสาอะไรกับที่เดิมที พวกเขาก็ไม่อยากหลบซ่อนอะไร ต้องการจะก่อเรื่องให้ใหญ่โตอยู่ แล้ว กฎหมายไม่ลงโทษคนหมู่มากนี่นะ
ระเบียงพันก้าว สองฝากฝั่งก็คือที่ว่าการมากมายของราช สำนักต้าหลี
ถนนกว้างขวาง ที่ว่าการเหนือระดมกำลังทหารราบสวมเสื้อ เกราะหนักห้าร้อยนายทหารม้าติดอาวุธเบาหกร้อยนาย เรียงแถวกัน เสื้อเกราะวาววับ คันธนูแข็งแกร่งและหน้าไม้ทรงพลัง เปล่งประกาย ระยิบระยับภายใต้แสงอาทิตย์
เมื่อเทียบกับทหารของที่ว่าการเหนือที่แสดงตัวอย่างเปิดเผยแล้ว กรมอาญากลับรับผิดชอบจับตามองอยู่ในมุมลับ
หงจี้มือหนึ่งถือหมวกเหล็ก อีกมือหนึ่งกดด้ามดาบ นั่งสูงอยู่บน หลังม้า หลุบตาลงมองคนแก่กลุ่มนั้น พวกเขาต่างก็เคยเป็นขุนนาง ตำแหน่งไม่เล็ก ไม่ใช่ลูกชาย หลานชาย ลูกเขยก็เป็นหลานชายฝั่ง บุตรสาว เอาเป็นว่าต้องมีผู้เยาว์คนหนึ่งหรือหลายคนเข้าไปอยู่ในคุก แน่นอน ไม่ใช่ที่ว่าการเหนือก็เป็นกรมอาญา หรือไม่ก็ศาลต้าหลี่
หงจี้เอ่ยอย่างเฉยเมย “ถอยกลับไป!”
เมฆมืดทะมึนกดทับลงมาเหนือศีรษะ เสียงร้องไห้ดังระงมสนั่นฟ้า แม้กระทั่งบรรพบุรุษสิบแปดรุ่นของหงจี้ก็ไม่ถูกละเว้น
หงจี้หลุดหัวเราะพรืด “แน่จริงก็ไปฟ้องร้องข้าสิ!”
บนถนนที่มีต้นสนต้นป่ายขนาบสองฝากฝั่ง ม้าตัวหนึ่งจากไป อย่างเงียบเชียบ ผู้กองแห่งที่ว่าการเหนือคนใหม่มาอยู่ข้างกายหงจี้ เขาดึงรั้งบังเหียนให้ม้าหยุด กดเสียงต ่าเอ่ยว่า “หัวหน้าหง เจ้าซือถู
เตี้ยนอู่ผู้นั้นยังคุมเชิงอยู่กับหญิงแก่กลุ่มนั้น ไม่ยอมไปประชุมที่จวน ราชครู”
หงจี้พลันถลึงตาโปน “ว่าไงนะ?! บอกข้าผู้อาวุโสอีกครั้งสิ?”
นี่มันเลยเวลามานานแค่ไหนแล้ว?
หงจี้เอ่ยเสียงทุ้มหนัก “บอกเวลามา!”
ด้านหลังมีผู้ฝึกตนติดตามกองทัพตอบว่า “ผ่านยามเฉินตรง มาแล้ว”
ไฟโทสะของหงจี้พุ่งพล่าน “ไอ้คนไม่รู้จักหนักเบา การประชุม ของจวนราชครูก็ยังกล้า! เฉากวงโจว เจ้าเองก็เป็นเศษสวะ เหมือนกัน!”
เฉากวงโจวผู้กองหนุ่มมาจากองคัดเลือกทหารของกรมกลาโหม เพิ่งจะถูกโยกย้ายจากที่นั่นมายังที่ว่าการเหนือ มาแทนที่ตำแหน่ง ของฉินเปียว ผู้กองฉินเปียวได้เลื่อนขั้นเป็นรองแม่ทัพลี่โจวเป็นกรณี พิเศษแล้ว เปลี่ยนจากขั้นห้าชั้นเอกไปเป็นขั้นสี่ชั้นเอกโดยตรง! แล้ว ยังเป็นแม่ทัพที่ราชครูเฉินเลือกตัวเองด้วย!
เฉากวงโจวอ่อนใจเป็นทบทวี “ผู้กองซือถูหลอกข้าบอกว่าการ ประชุมของจวนราชครูเปลี่ยนเวลา ช้ากว่าเดิมสองเค่อ จากนั้นก็ หลอกข้าว่าได้รับแจ้งข่าวกะทันหัน บอกว่าเขาไม่ต้องเข้าร่วมการ ประชุมแล้ว ข้าเองก็รู้สึกสงสัย แต่เขาบอกว่ามียอดฝีมือของจวน
ราชครูใช้เสียงในใจแจ้งเขามา พูดจาหนักแน่นหน่าเชื่อถือ ข้าจะทำ อย่างไรได้?”
สีหน้าของหงจี้มืดทะมึน “เรื่องใหญ่เท่ากันก็ยังจัดการได้ไม่ดี ไม่ รู้จักจับซือถูเตี้ยนอู่มัดแล้วเอาไปโยนที่จวนราชครูบ้างเลยหรือ? เจ้า นี่มันไร้ประโยชน์เสียจริง คราวหน้าจะไล่เจ้ากลับกองคัดเลือกทหาร เสียเลย”
ผู้กองยิ้มจืดเขื่อน “ข้าสู้เขาไม่ได้เสียหน่อย อีกอย่างเขาก็ชั่วร้าย มาก ชอบโจมตีด้านล่างมากที่สุด ใครจะจับใครมัดก็ยังไม่แน่”
บทพิเศษ ตอนที่ 62.4 มองสบตา
หงจี้ทั้งขำทั้งฉุน ยกแล้ชี้ไปยังเฉากวงโจวที่ไร้ประโยชน์ สถานการณ์เร่งด่วน แล้วก็คร้านจะด่าเจ้าเด็กนี่ เขารีบควบม้านำพา ทหารใกล้ชิดหลายนายพุ่งออกไปจากระเบียงพันก้าว มุ่งหน้าไปยัง ทางเส้นเล็กที่มีต้นสนต้นป่ายอยู่สองข้างทาง “พวกเจ้าเฝ้าที่นี่ไว้ให้ ข้า หากใครหลุดลอดออกไปได้ วันนี้ก็ไสหัวออกไปจากที่ว่าการ เหนือชะ”
ซือถูเตี้ยนอู่ผู้บังคับกองแห่งที่ว่าการเหนือ หนึ่งทหารม้าเฝ้าหน้า ด่าน
แม่ทัพหนุ่มถือหอกเหล็กไว้ในมือข้างหนึ่ง หันหัวม้ากลับช้าๆ ขวางอยู่กลางทาง
ด้านหลังของเขาก็คือทหารม้าของที่ว่าการเหนือร้อยกว่านาย
ฝั่งที่เขารับผิดชอบนี้ต้องรับมือกับสตรีเป็นส่วนใหญ่ จึงไม่ ต้องการกำลังคนมากนัก คนส่วนใหญ่ที่พามาก็แค่ทำให้พอเป็นพิธี เท่านั้นเอง
แม้ว่าจวนราชครูจะไม่ได้ออกคำสั่ง แต่ที่ว่าการเหนือมีการ ประชุมกันตลอดทั้งคืนร่วมแรงร่วมใจกับกรมอาญา จ้าวเหยาและหงจี้
เป็นผู้นำของแต่ละฝ่าย บุคคลที่กุมอำนาจอย่างแท้จริงเกือบสามสิบ คนของที่ว่าการสองแห่งคุยงานกันอยู่ทั้งคืน ร่วมกันกำหนดกลยุทธ
อย่างละเอียดว่าวันนี้จะจัดวางกำลังกันอย่างไร ซือถูเตี้ยนอู่ค่อนข้าง เงียบขรึมพูดน้อยเพียงแต่ในช่วงท้ายได้ขออาสารับหน้าที่เฝ้าทาง สายนี้จากหงจี้และรองเจ้ากรมจ้าว
คนที่เคยนำทัพทำสงครามมาก่อน ใครบ้างที่ไม่ใช่แผนที่มีชีวิต พื้นที่น้อยนิดแค่นี้ก็หนีไม่พ้นว่าจากตรอกอี้ฉือและถนนฉือเอ๋อร์มาถึง ระเบียงพันก้าวและจวนราชครู บวกกับบริเวณที่จวนขุนนางของ อำเภอฉางหนิงรวมตัวกันอย่างหนาแน่น พวกเขาลาดตระเวนตรวจ ค้นซ ้าไปซ ้ามากันทั้งคืน
อดนอนมาตลอดทั้งคืน ผู้กองหนุ่มยังคงมีสีหน้าสดชื่น ไม่มีแวว ว่าจะเหนื่อยล้าแม้แต่น้อย เมื่อเทียบกับการเข่นฆ่าบนสนามรบ การ บุกจู่โจมจากระยะไกลอันยากลำบากและทรหดแล้ว เรื่องเล็กน้อยแค่ นี้ก็คือการเสวยสุขโดยแท้!
ซือถูเตี้ยนอู่ไม่อยากจะขาดการประชุมที่จวนราชครูจริงๆ แต่พอ ใกล้จะถึงต้นยามเฉินสตรีกลุ่มนั้นกลับบุกกันมาที่นี่พอดี
ซือถูเตี้ยนอู่สูดลมหายใจเข้าลึกหนึ่งที “มาแล้ว!”
เมื่อคืนวานซือถูเตี้ยนอู่อาสาทำหน้าที่เอง เป็นฝ่ายขอว่าจะมา เฝ้าถนนเส้นนี้ ปากพูดว่าถึงอย่างไรตอนนี้ชื่อเสียงฉาวโฉ่ของข้าก็ เลื่องระบือไปทั่วทุกหัวถนนแล้ว ถ้าอย่างนั้นก็ทุ่มไหที่แตกให้แหลกไป เลย จะช่วยเฝ้าด่านให้กับที่ว่าการเหนือพักหนึ่ง แน่นอนเขาไม่ลืม
รับรองว่าจะไม่ปล่อยให้ถ่วงเวลาการไปเข้าประชุมที่จวนราชครู เด็ดขาด
หงจี้ลังเลอยู่บ้างจริงๆ กังวลว่าจะถ่วงรั้งอนาคตอันดีงามของซือุถู เตี้ยนอู่ พรุ่งนี้เจ้าลูกกระต่ายผู้นี้ถูกเรียกให้ไปเข้าร่วมการประชุมที่
จวนราชครู ต่อให้เป็นตน ราชครูลำเอียงเข้าข้างตนขนาดนั้น ก็ ไม่ใช่ว่าต้องใช้วิธีอ้อมค้อม ถูกโยกย้ายให้ไปรับตำแหน่งแม่ทัพ ของลั่วโจว ซึ่งมีระดับเท่าเทียมกันก่อนหรอกหรือ? แต่ซือถูเตี้ยนอู่ กลับไม่ยอมตรงไปที่จวนราชครูทันทีตั้งแต่พรุ่งนี้เช้า บอกว่าเกิดเรื่อง แบบนี้ขึ้น ใครมีหน้ามาแย่งชิงกับข้า วันหน้าก็อย่าโทษที่ข้าจะเป็น สตรีที่เต็มไปด้วยความคับแค้นใจ คอยบ่นพวกเจ้าทุกวัน
หงจี้คิดไปคิดมา เห็นว่าซือถูเตี้ยนอู่ยืนกรานหนักแน่นก็บอกเจ้า เด็กนี่ว่าให้วางตัวอย่างมีขอบเขต แค่ปรากฏตัว ลั่นวาจาดุดันกับสตรี พวกนั้นไม่กี่ประโยคก็พอแล้ว จะทะเลาะกันก็ได้ แต่ห้ามลงไม้ลงมือ เด็ดขาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งอย่าให้พลาดเวลาการประชุมที่จวน ราชครู…ซือถูเตี้ยนอู่ตบอกเสียงดังสนั่นฟ้า หงจิ้มองพวกซือถูเตี้ยนอู่ ฉินเปียวเหมือนเจ้าลูกหมาบ้านตัวเอง ดังนั้นจึงตั้งใจเลือกทหารที่อยู่ ในวัยหนุ่มฉกรรจ์ซึ่งมีชาติกำเนิดสะอาดบริสุทธิ์ เพิ่งถอนตัวมาจาก กองทัพชายแดน พยายามไม่ให้มีความเกี่ยวข้องกับชนชั้นสูงผู้มี อำนาจในเมืองหลวง เพราะถึงอย่างไรสถานการณ์ของวันพรุ่งนี้
จะต้องซับซ้อนอย่างมาก ไม่ต่างจากที่ทะเลสาบเหล่าอิง ต้องการคน ที่ไม่เห็นแก่หน้าญาติมิตรพวกพ้อง ไม่สนว่าเจ้าจะเป็นใคร ทว่าถนน
เส้นนี้ที่พวกซือถูเตี้ยนอู่มาเฝ้าระวัง จะตีจะด่าไม่ได้เลยสักนิดจริงๆ เพราะส่วนใหญ่ล้วนเป็นสตรีที่มีสถานะสูงศักดิ์ แทบจะเป็นฮูหยินเก้า มิ่งกันทั้งหมด
แรกเริ่มซือถูเตี้ยนอู่ควบม้านำไปข้างหน้าเพียงลำพัง หัวเราะร่า ทำหน้าหนาเรียกว่า ท่านน้าท่านป้า พูดคุยตีสนิทกับพวกนางก่อน
พวกนางเองก็น่าจะหวาดกลัวอยู่เหมือนกัน เพราะทุกอย่างไรทุก วันนี้บารมีและชื่อเสียงของซือถูเตี้ยนอู่ก็เป็นที่เลื่องลือ คำว่าผู้เยาว์ อะไรที่เขาเรียกแทนตัวเองนั่น ก็เป็นแค่คำกล่าวที่ใช้ยามแวะเวียนไป หากันช่วงเทศกาลปีใหม่เท่านั้น เวลานี้คนหนุ่มผู้นี้ก็คือผู้บังคับกอง ของที่ว่าการเหนือ ต่างก็พูดกันว่าศึกที่ทะเลสาบเหล่าอิง แม้กระทั่ง กรมพิธีการและศาลหงหลู ซือถูเตี้ยนอู่ก็ยังไม่ไว้หน้า
ถ่วงเวลาได้ไม่นานเท่าไรนักก็มีฮูหยินเก้ามิ่งคนหนึ่งเดินนำมา ด้านหน้าก่อนใคร และเพียงไม่นานก็มีสตรีออกเรือนแล้วหลายคน ตามหลังมาติดๆ
ซือถูเตี้ยนอู่ที่อยู่บนหลังม้ายกหอกเหล็กขึ้นชี้ ขวางทางไปของ พวกนาง เอ่ยเตือนว่า “หยุดอยู่ตรงนั้น!”
สตรีผู้นั้นก็ใจกล้าไม่เบา นางปัดหอกเหล็กของซือถูเตี้ยนอู่ทิ้ง ด้วยแรงไม่เบา
นางตวาดกร้าว “ยามที่บุรุษบ้านข้าลงสนามรบเข่นฆ่าศัตรู เจ้า ยังสวมกางเกงเปิดก้นเล่นดินโคลนอยู่เลย ไสหัวไป!”
ซือถูเตี้ยนอู่ยกหอกเหล็กด้ามนั้นขึ้นมาอีกครั้ง พูดด้วยสีหน้า เย็นชา “ถ้าอย่างนั้นเจ้าก ควรจะเข้าใจหลักการที่ว่าดาบและหอกไม่ มีตา ไม่รู้จักตำแหน่งขุนนางและชาติกำเนิด”
สตรีเอ่ยอย่างเดือดดาล “ทำไม แน่จริงก็ฆ่าข้าให้เหมือนเผ่า ปีศาจแห่งเปลี่ยวร้างพวกนั่นไปเลยสิ?!” นั้นไปเลยสิ?!”
นางยกนิ้วชี้หน้าผู้กองหนุ่ม “ที่ว่าการเหนือของพวกเจ้าไม่ลองฉี่
ออกมาแล้วส่องดูสารรูปตัวเองบ้างว่าเป็นเช่นไร…นอกจากกระทำ การโหดเหี้ยมทารุณเพื่อแสวงหาความชอบ ทำเรื่องผิดศีลธรรมแล้ว พวกเจ้ายังทำอะไรได้อีก?”
ตอนนั้นเฉากวงโจวที่เป็นผู้กองเช่นเดียวกันมองไปยังม้าตัวที่ซือ ถูเตี้ยนอู่ชื่อยู่ไกลๆ รู้สึกเลื่อมใสนับถือยิ่ง
บนถนนสายนี้ ดูเหมือนว่าจะมีแค่พวกเขาสองคนที่มาจาก ถนนจือเอ๋อร์ พวกสหายร่วมรบที่อยู่ด้านหลังมีชาติกำเนิดธรรมดา ล้วนเป็นคนในท้องถิ่น
ซือถูเตี้ยนอู่ทั้งไม่หวาดกลัว ไม่ตื่นเต้น และยิ่งไร้ความโกรธเคือง ไม่รู้ว่าเหตุใด ผู้กองหนุ่มที่มาจากกองทัพผู้นี้กลับรู้สึกเสียใจอยู่บ้าง
จ้าวเหยาให้ความสำคัญกับสองสถานที่อย่างกั๋วจื่อเจียนและ สำนักศึกษาขุนซานที่ตั้งอยู่ชานเมืองหลวงเป็นพิเศษ ถึงขั้นที่ว่า สำคัญกว่าระเบียงพันก้าวด้วยซ ้า เขาออกคำสั่งอย่างเข้มงวดกับ สายลับของกรมอาญาว่าจะต้องจับตามองให้ดี หนึ่ง ห้ามให้มีคนตาย
เด็ดขาด สอง ห้ามให้พวกปัญญาชนมารวมตัวกันวิพากษ์วิจารณ์ การปกครองของราชสำนักอย่างไม่เหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งห้าม ไม่ให้พวกเขาออกไปจากสองสถานที่นี้ไปยื่นฎีการ้องเรียนในอาณา เขตของระเบียงพันก้าว
หยวนจี้รองผู้อำนวยการของกั๋วจื่อเจียนได้รับการยกย่องให้เป็น ปราชญ์ผู้ทรงคุณวุฒิแห่งวงการวรรณกรรมต้าหลีเท่าเทียมกับจ้าวต วนจิ๋นเจ้ากรมพิธีการ เมื่อวานเขาก็บอกแล้วว่าวันนี้จะสอนหนังสือ เนื้อหาที่จะสอนก็คือบท “หยวนเต้า” ของรองเจ้าลัทธิหานแห่ง ศาลบุ๋นผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นปรมาจารย์แห่งวรรณคดีร้อยยุค
ยามเช้าตรู่ของวันนี้จ้าวเหยาก็ส่งคนไปสอบถามหยวนจี้ว่า หมายความว่าอย่างไร หยวนจี้ตอบมาว่าไม่ได้หมายความว่าอย่างไร ก็แค่สอนหนังสือ
หลังจากจ้าวเหยาที่อยู่ในห้องโถงใหญ่ได้รับคำตอบนี้แล้วก็เกือบ อดไม่ไหวไปเชิญตัวให้หยวนจี้มาดื่มชาที่กรมอาญา
พวกนักเรียนของกั๋วจื่อเจียนมารวมตัวกันตั้งแต่เช้า แต่ละคนมี ความคิดต่างกันไป มีทั้งคนที่คาดเดาเอาว่ารองผู้อำนวยการหยวนจะ พูดเรื่อง “บุ๋นและเต๋าผสานเป็นหนึ่ง” “เมื่อภายในเปี่ยมด้วยพลังและ สติปัญญา งานเขียนหรือคำพูดที่สื่อออกมาก็สละสลวย แล้วก็มีคนที่
คาดเดากันว่าเป็นเพราะตอนนี้หยวนจี้มีความ….ไม่พอใจต่อบางเรื่อง ของต้าหลีหรือไม่?
หยวนจิ้มองใบหน้าคนหนุ่มเหล่านั้น ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “วันนี้ข้าไม่ สอนเรื่อง “หยวนเต้า” แล้ว เปลี่ยนไปสอนบทอื่นแทน”
พวกนักศึกษาหนุ่มต่างก็สงสัยไม่เข้าใจ
หยวนจี้ยิ้มบางๆ “ยามเช้าอาจารย์ได้เข้าไปในสำนักศึกษา เรียก ตัวเหล่าลูกศิษย์มารวมกัน แล้วสั่งสอนว่า”
เงียบไปครู่หนึ่ง พวกลูกศิษย์ที่เข้าใจความนัยก็พากันหัวเราะดัง ลั่น
เพราะถึงอย่างไรก็เป็นบัณฑิต จึงรู้ว่านี่คือบทเริ่มต้นของ “คำอธิบายว่าด้วยการเรียนรู้
ส่วนทางฝั่งของสำนักศึกษาชุนซาน อาจารย์ผู้เฒ่าร่างสูงใหญ่ คนหนึ่ง ข้างกายมีผู้เฒ่าร่างผอมสูงติดตามมาด้วย พวกเขาเดิน ทางไกลมาเยี่ยมเยือนสำนักศึกษาเป็นครั้งแรกแต่พวกเขากลับไม่ได้ บอกกล่าวชื่อแซ่ ฝ่ายหลังสัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่ผิดไปจากปกติ ของสำนักศึกษาก็ยิ้มเอ่ยว่า “ต้องระวังแล้วนะ”
ก็คือเหมาเสี่ยวตงรองผู้อำนวยการสถานศึกษาหลี่จี้ และเฉิน ฉุนฮว่าเจ้าประมุขของสกุลเฉินผู้รอบรู้แห่งทักษินาตยทวีป
เหมาเสี่ยวตงพยักหน้า “อารมณ์ของบัณฑิตเป็นเหมือนดาบสอง คมมาโดยตลอดจัดการได้ยากมาก”
ทั้งกังวลว่าบัณฑิตอายุน้อยเหล่านี้จะทำอะไรโดยใช้อารมณ์ ถูก คนเจตนาไม่ดีชักนำไปในทางที่ผิด แล้วก็กังวลว่าทางฝั่งของราช สำนักต้าหลีจะใช้มาตรการแบบเหมารวมจัดการอย่างเข้มงวดกับทุก เรื่อง
และเวลานี้เอง จู่ๆ ก็มีเด็กหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาคนหนึ่งชูแขน ขึ้นสูง เอ่ยเสียงดังกังวานว่า “ฮ่องเต้โง่เขลาเลอะเลือน ขุนนางชั่วกุม อำนาจ เข่นฆ่าคนดีจนสั่นคลอนรากฐานแผ่นดิน พวกเราไปที่จวน ราชครูกันเถอะ ไปเผชิญหน้ากับเจ้ากบฏแซ่เฉินคนนั้นให้รู้ดำรู้แดง กันไปเลย!”
“บัณฑิตอย่างพวกเรา ต่อให้ตอนนี้จะยังไม่มียศตำแหน่งติดตัว ต่อให้จะไม่อาจปกครองบ้านเมืองได้ แต่ก็ต้องช่วยเหลือต้าหลี ใครไม่ กล้าไปก็คือคนเลว ต่อให้จะต้องถูกลดขั้นเป็นชนชั้นต ่า ก็ต้อง ฟ้องร้องกรมอาญาและที่ว่าการเหนือว่าใช้อำนาจโดยมิชอบสำนัก ตรวจการที่กว้างใหญ่กลับนิ่งเฉยไม่สนใจ…”
ฟังคำพูดเร่าร้อนฮึกเหิมของเด็กหนุ่ม ผู้คนรอบข้างก็เงียบกริบ ทันที มองหน้ากันไปมาอย่างงุนงง
มีนักเรียนหลายคนที่เดือดดาลจากความไม่ชอบธรรม นัดหมาย กันว่าจะเดินเท้าไปที่เมืองหลวง แต่พวกเขาจะแค่ไปฟ้องร้องที่ระเบียง พันก้าวเท่านั้น ต้องการทวงความเป็นธรรมจากราชสำนัก พยายาม ให้ได้พบหน้าราชครูหนุ่มคนนั้น พวกเขาก็ต้องการใช้สถานะของ นักเรียนมาพูดเรื่องหลักการเหตุผลอริยะปราชญ์กับลูกศิษย์คน
สุดท้ายของสายเหวินเซิ่งอย่างเขา แค่นี้เท่านั้น ไหนเลยจะ ‘วิจารณ์ อย่างเลอะเลือน ว่าราชครูเฉินคือขุนนางกบฏและคนทรยศต่อ แผ่นดิน?
หากฮ่องเต้ต้าหลีของพวกเราคือจักรพรรดิที่เลอะเลือน ใต้หล้านี้
จะยังมีฮ่องเต้ผู้ทรงปรีชาอีกไหม? แล้วนับประสาอะไรกับที่เล่าลือกัน ว่าฮ่องเต้ต้าหลีได้ไปที่อุตรกุรุทวีปแล้วต้องการลงนามเป็นพันธมิตร กับราชสำนักต้าตวนแผ่นดินกลาง เรื่องมหามงคลยิ่งใหญ่ของใต้ หล้า อีกทั้งราชวงศ์สกุลอินยังกลายมาเป็นแคว้นใต้อาณัติของต้าหลี พวกเราแล้วด้วย ยังจะเอาอย่างไรอีก?
หงเทาตัวตั้งตัวตีที่ไปหลบอยู่ไกลๆ ตั้งนานแล้ว ได้ยินติงฮ่าวพูด แบบนี้ก็สูดลมหายใจดังเฮือก
ก่อนหน้านี้พวกเขารวมหัวกันคิดวิธี “ถอนฟืนใต้กระทะ” ได้จริง เพียงแต่ผู้เฒ่าคิดไม่ถึงว่าการด้นสดหน้างานของติงฮ่าวจะกลายมา เป็นเช่นนี้…
เหมาเสี่ยวตงเบิกตากว้าง เด็กจากบ้านใด บ้าไปแล้วหรือ?
เฉินฉุนฮว่าพยักหน้า “เป็นวิธีเปลี่ยนจากแขกมาเป็นเจ้าบ้านที่
ดี”
เหมาเสี่ยวตงหลุดขำอย่างอดไม่อยู่
เฉินฉุนฮว่าเงียบไปครู่หนึ่งก็เอ่ยว่า “เด็กคนนี้ตัดสินใจเองหรือว่า มีใครแอบสั่งการเขาอย่างลับๆ มาไว้นานแล้ว? มีคนมากมายขนาดนี้
คอยจับตามองความเคลื่อนไหวของสำนักศึกษาชุนซาน สรุปแล้ว เป็นความต้องการของอาจารย์เฉิน หรือเป็นการล่วงรู้เหตุการณ์ ล่วงหน้าของขุนนางคนใดในต้าหลีกันแน่?”
เหมาเสี่ยวตงเอ่ย “ไม่ต้องมาพูดเรื่องอ้อมค้อมพวกนี้กับข้าหรอก ได้เจอศิษย์น้องเฉินเจ้าก็ถามเขาต่อหน้าเองเถอะ”
“หากรู้สึกว่าต้าหลีไม่สมชื่อ เจ้าก็สามารถสะบัดแขนเสื้อจากไป แล้วก็ไม่มีใครมาคอยกดหัวให้เจ้าต้องสอนหนังสือ หากรู้สึกว่าการ เดินทางมาครั้งนี้ไม่เสียเที่ยวก็อยู่ต่ออีกสักหลายๆ วัน ถ่ายทอด รากฐานวิชาความรู้ตลอดชีวิตที่เล่าเรียนมาอย่างหมดหน้าตัก ไม่มี กั๊กไว้”
“หากเจ้าตัดใจนำความรู้ของทางตระกูลที่เป็นสายของสกุลเฉิน ผู้รอบรู้มาสอนอย่างเปิดเผย ให้มันกลายมาเป็นความรู้ของใต้หล้าได้ จริง คนที่ข้าเหมาเสี่ยวตงนับถือจากใจจริงนั้นมีไม่มาก แต่วันหน้าจะ เพิ่มเฉินฉุนฮว่าเข้าไปอีกคน!”
เฉินฉุนฮว่ายิ้มเอ่ย “ดี”
ซ่งอวิ๋นเจียนยังคงนับดอกท้อ
มีชายหนุ่มผิวเกรียมเล็กน้อยมาเยือน
ซ่งอวิ๋นเจียนเห็นคนผู้นี้แล้วก็รู้สึกเกิดความใกล้ชิดสนิทสนม อย่างเป็นธรรมชาติ จึงถามว่า “ลูกหลานสกุลซ่งหรือ?”
ชายผิวดำพยักหน้า “ข้าชื่อซ่งซิ่ง คือฮุยอ๋องที่ได้สืบทอด บรรดาศักดิ์ของเมื่อปีก่อนพื้นที่ศักดินาของข้าอยู่ในอาณาเขตของ เส้อโจว”
เขาเห็นเทพเซียนที่อยู่ใต้ต้นไม้ สวมกวานสีทอง เรือนกายสูง ใหญ่ หล่อเหลารูปงามผิดสามัญ ถึงกับยากจะแยกแยะได้ว่าเขาเป็น บุรุษหรือสตรี
ซ่งชิ่งถามอย่างใคร่รู้ว่า “ท่านคือ?”
น่าเสียดายที่คำว่า “แสร้งวางมาดภูมิฐาน กลายมาเป็นคำในเชิง ลบ ยากจะบอกได้ว่าเป็นเพศชายหรือเพศหญิง งดงามผิดแผกไป จากปกติ ความรู้สึกที่มอบให้กับผู้คนเหมือนเป็นบุคคลหนึ่งที่อาจ เปลี่ยนรกผลัดกระดูก ทะยานร่างโบยบินกลายเป็นเซียนได้ ตลอดเวลา
ซ่งอวิ๋นเจียนยิ้มเอ่ย “ทำไม สงสัยว่าข้าคือสตรีที่ถูกราชครูเฉิน แอบเลี้ยงดูไว้ข้างนอกหรือ?”
ซ่งชิ่งไม่รู้ว่าควรจะต่อคำอย่างไรดี
กล้าล้อเล่นเช่นนี้ ไม่กลัวตายจริงๆ ก็จริงนะ ในเมื่อเขาสามารถ ปรากฏตัวอยู่ในลานบ้านแห่งนี้ได้ก็ต้องมีที่พึงอย่างแน่นอน
หากรู้แต่แรกก็คงจะแวะมาดูต้นไม้สามต้นในจวนสามชั้นแห่งนี้
ตั้งนานแล้ว
ซ่งอวิ๋นเจียนมองซ่งชิ่ง ปราณมังกรบนร่างอ่อนจาง ไม่มีกลิ่นอาย ขุนนาง แต่กลับมีกลิ่นอายของภูเขาสายน ้าและกลิ่นอายของดิน โคลนที่เข้มข้นมากกว่า
ตามหลักแล้วลูกหลานสกุลซ่งก็สามารถเข้าร่วมการสอบบุ๋นและ การสอบบี้ได้เช่นกัน อย่างซ่งจ่างจิ้งอ๋องเจ้าเมืองก็มาจากสายสอบบู๊ เช่นกัน
ซ่งอวิ๋นเจียนยิ้มถาม “ดูท่าแล้วเจ้าก็น่าจะเป็นคนฝึกวรยุทธ มี พื้นฐานด้านการต่อสู้ ไม่เดินไปบนเส้นทางสายเดียวกับไหวอ๋อง หรือ?”
ซ่งชิ่งเอ่ย “ไม่สนใจการสอบฝ่ายบู๊ เคยเข้าร่วมการสอบระดับ เมืองหลวงอยู่สามครั้งแต่สอบไม่ติดเป็นจิ้นซื่อ คงเป็นเพราะตัวอักษร ที่เขียนน่าเกลียดเกินไปก็เลยค่อนข้างเสียเปรียบ”
ซ่งอวิ๋นเจียนยิ้มเอ่ย “ฟังจากน ้าเสียงแล้วคือไม่พอใจเจ้ากรมจ้าว นิดๆ สินะ?”
ซ่งชิ่งเอ่ย “มิกล้า”
บทพิเศษ ตอนที่ 62.5 มองสบตา
ซ่งอวิ๋นเจียนยิ้มถาม “ขุนนางไร้ความสามารถกับขุนนางทุจริต ล้วนเป็นหนอนที่ชอนไชแผ่นดิน แต่ใครที่อันตรายกว่ากัน?”
“ขุนนางมือสะอาดที่มองดูดายอย่างเดียว กับขุนนางกงฉินที่มี ความสามารถ แต่บกพร่องด้านคุณธรรมส่วนตัว เจ้าจะใช้งานใคร?”
ในเมื่ออีกฝ่ายถูกราชครูเฉินเรียกให้มาเข้าร่วมการประชุม ก็ ย่อมไม่ใช่ตะเกียงประหยัดน ้ามัน หากจำไม่ผิดล่ะก็ เชื้อพระวงศ์สกุล ซ่งก็มีแค่เขาคนเดียว?
ซ่งชิ่งไม่แม้แต่จะคิดเรื่องพวกนี้ เขาส่ายหน้าโดยตรง “ข้าความรู้ ตื้นเขิน ไหนเลยจะเข้าใจปัญหายากที่ต่อให้ผ่านไปอีกกี่พันปีก็ไม่ อาจคลี่คลายได้พวกนี้ แล้วนับประสาอะไรกับที่ข้าเองก็เป็นแค่อ๋อง เจ้าเมืองที่ว่างงานคนหนึ่ง ไม่คิดเยอะ เรื่องวุ่นวายใจก็น้อยลง ไม่สร้าง ปัญหาเพิ่มเติมให้กับเหล่าขุนนางในท้องถิ่น ดูแลพวกเสมียนในจวน ให้ดี ไม่ให้พวกเขาออกไปก่อเรื่องข้างนอก นี่ต่างหากถึงจะเป็นงาน ในหน้าที่ของข้า อย่างมากก็แค่เปลี่ยนแซ่ออกท่องยุทธภพ ทำความ เข้าใจกับขนบธรรมเนียมและผู้คนของสถานที่ต่างๆ ก็เท่านั้น”
ซ่งอวิ๋นเจียนถาม “ก็ถือว่าเจ้ามองได้อย่างกระจ่าง คิดได้อย่าง ชัดเจน”
ซ่งชิ่งยิ้มเอ่ย “กฎระเบียบที่ราชครูเป็นผู้ตั้ง ไม่ใช่เรื่องที่อ๋องเจ้า เมืองอย่างพวกเราจะปล่อยให้สับสนเลอะเลือนได้”
ราชสำนักด้าหลีในอดีตเคยเป็นหนึ่งในแคว้นใต้อาณัติของ ราชวงศ์สกุลหลู ญาติฝ่ายนอกแทรกแซงการเมือง ขันทีคุมอำนาจ แม่ทัพชายแดนก่อกบฏ เปลี่ยนฮ่องเต้กันง่ายราวเปลี่ยนจานกับข้าว วุ่นวายอย่างยิ่ง ยุคนั้นเหล่าอ๋องเจ้าเมืองหากไม่ใช้ข้ออ้างว่ากวาดล้าง คนเลวข้างองค์จักรพรรดิ แต่แท้จริงแล้วคือก่อกบฏ ไม่ก็ถูกขุนนาง ใหญ่ตามหัวเมืองหรือแม่ทัพในกองทัพฆ่าตายตามอำเภอใจ ไทเฮา ยังสาวต้องอุ้มฮ่องเต้เด็กออกมาว่าราชการหลังม่านอยู่บ่อยครั้ง ราช สำนักจะเก็บภาษีจากท้องถิ่นเพิ่มนิดหน่อย พวกบัณฑิตก็พากัน โวยวายไปชุมนุมร้องไห้หน้าศาลบรรพชน…ทั้งหมดนี้เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อ ร้อยปีก่อนเอง ไม่ได้ห่างไกลเลย ซ่งชิ่งไม่กล้าบอกว่าตนเข้าใจความ ทุกข์ยากของชาวบ้านเพียงใด แต่เขาก็เป็นคนที่ก้าวไปทีละก้าว เดิน ผ่านหมู่บ้านชนบทมานับไม่ถ้วน เคยได้กินของป่าชั้นเลิศดื่มสุรา เซียนในจวนเซียนบนภูเขา และยังเคยร่วมผจญภัยในยุทธภพกับ เหล่าผู้กล้า แล้วก็เคยขอน ้าหนึ่งกระบวยจากชาวนา หรือไม่ก็ขอยืม ห้องครัว ก่อไฟหุงหาอาหารเอง วิถีชีวิตหลากหลายของโลกมนุษย์ ความอบอุ่นและความเย็นชาของน ้าใจคน เขาก็เคยได้พบเห็นมาบ้าง
ซ่งอวิ๋นเจียนถาม “ราชครูเฉินคุยอะไรกับเจ้า”
ซ่งชิ่งลังเลเล็กน้อย เขาไม่อยากจะแพร่งพรายความลับง่ายๆ
ซ่งอวิ๋นเจียนยิ้มบางๆ “วางใจเถอะ ข้าเองก็แซ่ซ่งเหมือนกัน”
ซ่งชิ่งเข้าใจผิดคิดว่าเขาคือบรรพบุรุษคนใดของสกุลซ่ง จึงเอ่ย ไปว่า “ราชครูถามข้าสองคำถาม หนึ่งคือครั้งแรกที่ออกจากจวนแล้ว ได้พบเจอเทพเซียน รู้สึกอย่างไร อีกข้อคือในฐานะผู้ที่มองดู สถานการณ์อยู่ข้างๆ รู้สึกว่าพวกเขาเป็นขุนนางได้ยากหรือไม่”
ซ่งอวิ๋นเจียนเอ่ย “แล้วเจ้าตอบอย่างไร?”
ซ่งชิ่งเอ่ย “ครั้งแรกที่ได้เจอผู้ฝึกบำเพ็ญตน ก็คือได้นั่งฟังบท สนทนาหนึ่ง พวกเขาคืออาจารย์และศิษย์คู่หนึ่ง อันที่จริงพอลองย้อน นึกดู ขอบเขตพวกเขาต่างก็ไม่สูง อาจารย์คือโอสถทอง ลูกศิษย์คือ ถ ้าสถิต พวกเขาเพิ่งจะส่งชนชั้นสูงของราชวงศ์หนึ่งออกไปจากประตู ภูเขา ลูกศิษย์คนนั้นประหลาดใจมากว่าทำไมอาจารย์ต้องมีมารยาท นอบน้อมกับพวกเขาขนาดนั้นด้วย เห็นๆ กันอยู่ว่าอีกฝ่ายพูดจาไม่ เกรงใจกันเลย อาจารย์ของเขาจึงบอกว่าคนเหล่านี้ ผ่านไปอีกร้อยปี ก็กลายเป็นดินกองหนึ่งกันไปหมดแล้ว จะไปถือสาอะไรพวกเขา”
ซ่งอวิ๋นเจียนยิ้มเอ่ย “คนบนภูเขานี่นะ แล้วคำตอบที่สองล่ะ?”
ซ่งชิ่งเอ่ย “ข้าไม่ได้ตอบว่ายากหรือง่าย แค่บอกว่าเป็นขุนนาง นั้นมีหน้าที่อยู่ที่การลงมือทำเรื่องต่างๆ และการแก้ไขความผิด”
ซ่งอวิ๋นเจียนพยักหน้า “ไม่ได้เอ่ยอีกประโยคหนึ่งเสริมไปว่า ตัวเองคือคนที่ยืนพูดไม่ปวดเอวด้วยหรือ?”
ซ่งชิ่งเอ่ย “อันที่จริงระหว่างทางที่มาที่นี่ก็รู้สึกเสียใจภายหลังที่
ตัวเองไม่ได้พูดประโยคนี้”
ซ่งอวิ๋นเจียนกล่าว “ให้ข้าช่วยพูดแทนเจ้าไหม?”
“ไม่ต้อง”
“ทำไมล่ะ?”
“จะดูว่าข้าไม่จริงใจ”
ซ่งอวิ๋นเจียนได้ยินแล้วก็หัวเราะเสียงดัง
ซ่งชิ่งกำลังจะขอตัวลากลับไป ซ่งอวิ๋นเจียนพลันเอ่ยว่า “ข้าเองก็ มีคำถามหนึ่งอยากถามเจ้า”
ซ่งชิ่งเอ่ย “ข้าอาจจะตอบไม่ได้”
ซ่งอวิ๋นเจียนยิ้มตาหยี “เจ้าคิดว่าทำไมราชครูเฉินถึงได้ยินดีรับ เรื่องเละเทะอย่างต้าหลีมาดูแล?”
ซ่งชิ่งกล่าว “ตอบไม่ได้จริงๆ ด้วย”
ซ่งอวิ๋นเจียนชี้ไปที่ซ่งชิ่ง ไม่ได้ถามอะไรต่อ
ซ่งชิ่งถาม “ผู้อาวุโส ท่านคิดว่าเป็นเพราะอะไร?”
ซ่งอวิ๋นเจียนโบกมือ “เจ้ากับข้าก็มีความคิดคล้ายๆ กันนั่นแหละ”
บางทีอาจต้องการให้ความรู้เรื่องผลงานอันเป็นรูปธรรมของศิษย์ พี่ชุยฉานไม่ได้เป็นเพียงแค่ดอกราตรีที่บานเพียงชั่วคืน
และบางทีอาจเป็นเพราะเขาไม่ได้รู้สึกผิดหวังกับโลกใบนี้อย่าง สิ้นเชิงมาก่อน
แล้วก็น่าจะไม่ต้องการให้มีใครยังรู้สึกว่าเขาไม่คู่ควรกับหนิง เหยาแห่งกำแพงเมืองปราณกระบี่ด้วยกระมัง
ซ่งชิ่งขอตัวกลับไปแล้ว
ซ่งอวิ๋นเจียนมองแผ่นหลังของเขาแล้วจุ๊ปากด้วยความทึ่ง “เวลา สั้นๆ แค่สิบกว่าปีสวมรอยเป็นโจรชั่วสังหารขุนนางต้าหลีไปสามสิบ กว่าคน ยังรวมถึงคนในครอบครัว องค์รักษ์และบ่าวรับใช้ของพวก เขาด้วย ชีวิตของผู้คนที่ต้องตายด้วยน ้ามือคนผู้นี้ ไม่ว่าอย่างไรก็ น่าจะเกินร้อยแล้ว คนผู้นี้ถึงกับยังมีชีวิตเดินออกไปจากจวนราชครู ได้ ออกไปจากประตูวันนี้ก็ควรค่าแก่การนำไปโอ้อวดจริงๆ”
ซ่งชิ่งหันกลับมายิ้มกว้าง “จำนวนน้อยนิดแค่นี้เอง คนผู้นี้จะมี หน้ามาคุยโวได้อย่างไร?”
ซ่งอวิ๋นเจียนยิ้มบางๆ “พอจะมีเหตุผลอยู่บ้าง”
……
พื้นที่ใจกลางของเปลี่ยวร้าง
ป๋ายเจ๋อมาถึงที่แห่งนี้เพียงลำพัง เขาหันหน้าไปมองกายธรรมที่
สูงตระหง่านเสียดแทงเข้าไปในชั้นเมฆแล้วเอ่ยเสียงเบาว่า “สหายลู่ เฉิน ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจ แต่กลับฝืนเดินสวนทางกับหนทางที่ถูกต้อง ช่าง น่าเศร้าเหลือเกิน ใช่หรือไม่?”
“ลู่เฉิน” ที่ตาข้างหนึ่งลืมขึ้น ตาอีกข้างปิดแน่นยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “สหายป๋ายเจ๋อหนอสหายป๋ายเจ๋อ พลังตบะสูงส่งขนาดนี้ ทว่าจิตแห่ง มรรคากลับอ่อนแอเหลือเกิน เผ่าปีศาจมีป๋ายเจ๋อช่างเป็นความน่า เศร้าของเปลี่ยวร้าง เป็นความโชคดีของไพศาล…”
เพียงไม่นานก็มีเสียงหนึ่งที่พูดตัดขาดความสัมพันธ์ดังขึ้นอย่าง รีบร้อน “อาจารย์ป๋ายเจ๋อ อย่าไปฟังข้าพูดจาเหลวไหล นี่เป็นเพราะ เทวบุตรมารก่อกวน จงใจทำให้จิตแห่งมรรคาของท่านวุ่นวาย ท่าน แค่พูดสิ่งที่ท่านคิดมาก็พอ อย่าไปฟังทุกอย่างที่ได้ยิน ได้ยินแล้วก็ อย่าเก็บไปใส่ใจ…ลู่เฉินที่น่าสงสาร ลู่เฉินเองก็สงสาร…คนทุกคน โลกมนุษย์ทั้งใบที่ต้องทุกข์ทรมานเช่นนี้เหมือนกัน ไยต้องบีบให้เจิ้งจ วีจงมาเป็นคนรับรองด้วยล่ะ ให้ข้าเป็นน่าจะดีกว่า…”
ป๋ายเจ๋อพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม สภาพการณ์ของลู่เฉิน ในตอนนี้ทุกข์ทรมานมากจริงๆ
ดูเหมือนลู่เฉินจะช่วงชิงตำแหน่งประธานมาได้แล้ว เขายิ้มพูด เสียงก้องกังวานว่า “ป๋ายเจ๋อ อย่างน้อยเจ้าก็มีคนรู้ใจสามคน ไม่ถูกสิ สี่คน! จอมปราชญ์น้อย ผินเต้า สหายเฉิน เฝ่ยหราน!”
“ต่างก็พูดกันว่าในชีวิตคนเรามีคนรู้ใจแค่คนสองคนก็พอแล้ว เจ้าลองนับดูสิ นี่มากกว่าเป็นเท่าตัวแล้ว มีอะไรให้ต้องเสียใจกันเล่า มีความสุขหน่อย หากมีความสุขไม่ได้จริงๆ ก็ดูสภาพการณ์ของผิน เต้าในเวลานี้สิ…”
ป๋ายเจ๋อเอ่ยอย่างอ่อนใจ “ไม่มองยังดี พอมองแล้วกลับยิ่งยุ่งยาก ใจมากกว่าเดิม”
ลู่เฉินเอ่ย “ในเมื่อไม่ว่าจะเลือกหรือสละอย่างไรก็ล้วนผิดทั้งหมด ไม่สู้ก็ไม่ต้องเลือกหรือสละอะไรเลย อย่างเช่น…อย่างเช่นให้ข้ากินร่าง แห่งมรรคาทั้งร่างของเจ้า…ปัดโธ่โอ้ยอาจารย์ป๋ายเจ๋อ ตบปากข้าสัก สองสามทีเร็วเข้า คนระยำมีปากสุนัขไม่งอกงาช้างจริงๆ…ป๋ายเจ๋อ เจ้าหวั่นไหวแล้ว แทนที่จะต้องสู้สุดชีวิตกับจอมปราชญ์น้อย แทนที่
จะต้องถูกเจิ้งจวีจงเล่นงานก็ไม่สู้ให้จบๆ เรื่องกันไป ไม่ต้องมองความ ดีความเลวของวิถีทางโลกอีก เอาจิตแห่งมรรคาที่เหนื่อยล้าแทบหมด แรงมาพักไว้ตรงนี้เถิด ปล่อยตัวเองไป อดทนทรมานมาหมื่นปีมัน นานมากพอแล้ว ปรองดองกับตัวเองอย่างมีอิสระเสรีเถอะ…ผายลม กับมารดาเจ้าสิ คนเรามีชีวิตอยู่บนโลก กับดักที่ใหญ่ที่สุดก็คือการ ปรองดองกับตัวเอง ป๋ายเจ๋อ ไม่ได้นะ ไม่ได้เด็ดขาดเลย ต้องมองเห็น แสงสว่างอันน้อยนิดท่ามกลางความมืดมน ต้อง…”
ป๋ายเจ๋อเอ่ยอย่างปลงอนิจจัง “ยากเหมือนเดินขึ้นสวรรค์เลย”
ลู่เฉินพูดเสียงดัง “ป๋ายเจ๋อ จำไว้นะ อย่าได้ดูแคลนอัตตาของ ตัวเองเด็ดขาด!”
และเวลานี้เอง มีคนคนหนึ่งที่ชื่อเสียงบนยอดเขามีทั้งดีและไม่ดี ปะปนกันเดินมาจากทิศไกลช้าๆ
โจวจื่อ
ลู่เฉินจุ๊ปากด้วยความประหลาดใจ “นี่ไม่ใช่โจวจื่อหรอกหรือ ไม้ กวนอาจมอันดับหนึ่งมาแล้วหรือ”
โจวจื่อยิ้มบางๆ “คนในวงการเดียวกัน”
ลู่เฉินร้องเฮ้อ “ไม่เหมือนกัน ไม่เหมือนกัน ข้าเอาดินโคลนไป ป้ายกางเกงคนอื่น แต่เจ้ากลับเข้าไปกวนในหลุมส้วมจริงๆ”
เห็นโจวจื่อแล้ว ดูเหมือนว่าลู่เฉินจะพูดจาได้คล่องกว่าเดิมมาก สีหน้าก็ผ่อนคลายลง
ดูท่าเทวบุตรมารนอกโลกก็คงไม่ค่อยชอบโจวจื่อสักเท่าไร
ป๋ายเจ๋อถาม “โจวจื่อ มีความเห็นอย่างไร?”
โจวจื่อกล่าว “ทำตัวเองก็ต้องรับผลเอง ไม่มีใครได้รับการ ยกเว้น”
ลู่เฉินหัวเราะเสียงดัง “โจวพูดถึงฟ้า ลู่พูดถึงดิน โจวจื่ออ่า ประโยคนี้เจ้าเอ่ยได้ดียิ่งนัก”
ภูเขาสู้ยซานแผ่นดินกลาง
โจวโหยวที่มีฉายาเทพว่า “ต้าเจี้ยว” เทพเกราะทองผู้นี้สองมือ ยันกระบี่ ดวงตาสีทองคู่นั้นกวาดมองไปทั่วอาณาบริเวณที่กว้างขวาง นอกภูเขา
เขาโจวโหยวเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า ก่อนจะหันไปมองยังทิศทาง ของแจกันสมบัติทวีปแวบหนึ่ง
โจวโหยวกำลังรอคอยการตอบกลับที่ชัดเจนจากเฉินผิงอัน
หากอีกฝ่ายยังไม่ตอบกลับมาเสียที โจวโหยวก็ไม่ถือสาที่จะย่าง กรายไปเยือนแจกันสมบัติทวีป เพราะเนิ่นนานหลายพันปีแล้วที่เขา ไม่เคยออกจากทวีปแดนเทพแผ่นดินกลางเลย
มีเสียงในใจดังผ่านนอกฟ้ามาไกลๆ “ข้าพูดคุยกับเฉินผิงอันแล้ว เขาเดาความคิดของเจ้าได้ก็เลยโน้มน้าวข้า
เฉินผิงอันที่อยู่ไกลถึงเมืองหลวงต้าหลีเลือกที่จะใช้เสียงในใจ เรียกหาหลี่เซิ่ง?
เมื่อเป็นเช่นนี้ เขาก็ไม่จำเป็นต้องมาที่จุ้ยซานแล้ว และตนก็ไม่ ต้องไปแจกันสมบัติทวีปแล้ว?
หลี่เซิ่งที่เชี่ยวชาญที่สุด ชอบที่สุดและยินดีที่จะใช้เหตุผลกับคน อื่นมากที่สุด หากเป็นเรื่องที่เขาตัดสินใจแน่นอนแล้วก็ไม่มีใครจะ โน้มน้าวเขาได้ ต่อให้ปรมาจารย์มหาปราชญ์ยังอยู่ คาดว่าก็คงเกลี้ย กล่อมเขาไม่ได้อยู่ดี อย่าเห็นว่าซิ่วไฉเฒ่าเป็นพวกไม่สนโลก ดู เหมือนว่าจะไม่กลัวฟ้าไม่เกรงดิน แต่พอเจอกับหลี่เซิ่งก็ยังหวาดกลัว เหมือนกัน
จอมปราชญ์น้อยในช่วงยุคบรรพกาลก็มีเหตุผลเหมือนกัน
เจ้าเห็นนักพรตบรรพกาลที่พลังสังหารโดดเด่นกลุ่มนั้น ไม่ว่าจะ มีชาติกำเนิดอย่างไร ใครบ้างที่อยากเจอกับจอมปราชญ์น้อยผู้นี้บน เส้นทางตอนอยู่นอกบ้าน?
โจวโหยวถาม “โน้มน้าวแล้วมีประโยชน์ไหม?”
หลี่เซิ่งยิ้มบางๆ “แน่นอนว่าต้องมีประโยชน์”
โจวโหยวโล่งอก เจ้าเด็กเฉินผิงอันผู้นี้ ใช้ได้เลย! ซิ่วไฉเฒ่าได้ กำไรมหาศาลจริงๆ ….
หลี่เซิ่งเอ่ยเสริมมาทันทีว่า “อย่างน้อยในใจข้าก็รู้สึกดีขึ้นมา หน่อย”
ความนัยนอกเหนือจากคำพูดนี้ก็คือเรื่องที่ควรทำก็ยังจะทำ
อย่างเช่นประมือกับป๋ายเจ๋อ ขึ้นเวทีที่ต้องน ้าหั่นกันอย่างเอาเป็น เอาตาย
โจวโหยวอดไม่ไหวด่ามารดาไปคำหนึ่ง มีประโยชน์กะผายลม อะไรล่ะ จอมปราชญ์น้อยผู้นี้ก็ไร้ประโยชน์จริงๆ ที่แท้ก็ไม่ได้ดีไปกว่า ตนสักเท่าไร
หลี่เซิ่งต่อสู้กับป๋ายเจ๋อ หากแค่แบ่งแพ้ชนะ ต่อให้ป๋ายเจ๋อจะใช้ เปลี่ยวร้างเป็นพื้นที่ประกอบพิธีกรรม โอกาสชนะของหลี่เซิ่งก็ยังคงมี เยอะมากอยู่ดี
แต่หากจะบอกว่าให้ฆ่าป๋ายเจ๋อทิ้ง ราคาที่หลี่เซิ่งต้องจ่ายก็ มหาศาลมากเช่นเดียวกัน
ขอแค่ป๋ายเจ๋อกายดับมรรคาสลาย เปลี่ยวร้างก็จะไม่มีโอกาส ชนะอีกแม้แต่น้อย
หาไม่แล้ววันนี้การคุมเชิงกันของสองใต้หล้าก็คือเงื่อนตายปม หนึ่ง
เปลี่ยวร้างเอาชนะสงครามได้ ทางฝั่งของไพศาลต้องไม่มีทาง ถอนกำลังออกอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะด้วยส่วนรวมส่วนตัว ด้วยใจคน หรือด้วยผลประโยชน์ก็ล้วนไม่อนุญาตให้ไพศาลถอยออกจาก เปลี่ยวร้าง ไพศาลชนะ ต่อให้จะบุกตะลุยผ่าราบเป็นหน้ากลอง แต่ กลับไม่อาจกำหนดสถานการณ์ใหญ่ได้อย่างแท้จริง เพียงแค่เพราะ เผ่าปีศาจเปลี่ยวร้างเสียหายมากเท่าไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเผ่าปีศาจ ห้าขอบเขตบนรบตายไปมากเท่าไร ขอบเขตของป๋ายเจ๋อก็จะยิ่งสูง มากเท่านั้น สามารถขยับเข้าใกล้ขอบเขตสิบห้าที่จริงแท้ไม่ลวงตาได้ อย่างไร้ที่สิ้นสุด สมชื่อยิ่งกว่าสิบห้าเทียมคนใดก็ตามบนโลกในทุก วันนี้ ขณะเดียวกันป๋ายเจ๋อเจิ้งจวีจงมองว่าอ่อนแอ ยิ่งนานวันจิตแห่ง มรรคาก็จะยิ่งเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ
ยกตัวอย่างที่อาจจะไม่ค่อยเหมาะสักเท่าไร ท่องอยู่ในยุทธภพ กลัวคนเก่าแก่ในยุธภพที่มีจิตสังหาร แต่ก็มีกฎระเบียบมากมาย หรือ ว่ากลัวคนมุทะลุที่เพิ่งออกมาผจญโลกกว้างแต่กลับมีฝีมือสูงส่ง มากกว่ากัน? ลองมองดูจอมยุทธผู้กล้าในหมู่ชาวบ้านที่มีชื่อเสียงมา นาน มีคนกี่มากน้อยที่ต้องตายใต้คมมีดของเด็กหนุ่มที่ใจร้อน บ้าบิ่น?
หากป๋ายเจ๋อเข่นฆ่าจนคลุ้มคลั่งไปจริงๆ เปลี่ยนจากคนใจอ่อน มาเป็นใจแข็งปานหินผา ตัดสินใจเด็ดขาดว่าจะสู้กับใต้หล้าไพศาล
ให้เป็นปลาตายตาข่ายขาด ถึงเวลานั้นแผ่นดินกี่ทวีปจะต้องจมดิ่ง? ศาลปุ่นจะปกป้องได้สักกี่ทวีป?
หลี่เซิ่งเหมือนองค์เทพมากกว่า
ส่วนป๋ายเจ๋อกลับเหมือนมนุษย์มากกว่า
อันที่จริงคำกล่าวสองอย่างนี้ล้วนถือเป็นคำชม
บนสะพานโค้งสีทองแห่งหนึ่ง
ในสายตาของชาวประชาในโลกมนุษย์ ดวงดาวพร่างพราวที่
เหมือนถูกองค์เทพห้อยประดับไว้บนผืนผ้าสีราตรีเหล่านั้น เล็กจ้อย จนเหมือนกรวดทรายเม็ดเล็กริมลำธารในป่าเขา
มีคนมาหลอมกระบี่อยู่ที่นี่นานแล้ว
ทุกครั้งที่เฉินผิงอันซึ่งเป็นผู้ฝึกยุทธขอบเขตสิบเอ็ดเงยหน้ามอง ขึ้นฟ้า ผู้ฝึกกระบี่เฉินผิงอันก็จะก้มหน้าลงมองโลกมนุษย์
บางครั้งก็มองป๋ายอวี้จิงในใต้หล้ามืดสลัว หรือไม่ก็มองไปยังโจ วจื่อที่เหมือนพวกนกฮูกยามค ่าคืนที่ออกท่องไปในโลกมนุษย์
สตรีร่างสูงใหญ่ยืนพิงราวรั้ว
ทุกครั้งที่เจ้านายของนางหลอมแสงกระบี่เส้นหนึ่งได้ด้วยความ ยากลำบาก ก็จะต้องเก็บมันใส่ลงไปในดวงดาวบรรพกาลดวงหนึ่ง อย่างระมัดระวัง