กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 70.1 สลักเรือตามหากระบี่
ท้องฟ้าสีครามคือบ้านของกระเรียน ทะเลสีครามคือโลกของ มังกร ระหว่างฟ้าและทะเลอันไร้ขอบเขตนั้น มีทั้งที่ซ่อนเร้นความ โสมม มีทั้งถิ่นแห่งการล้างแค้น มีทั้งสุราหมักหญิงงามและแสงคม กระบี่
นั่งอยู่บนบันไดขั้นบนสุด เฉินชิงหลิวถามว่า “พวกเจ้าสนใจ ความเห็นที่โลกภายนอกมีต่อตัวเองไหม?”
หวังจูเงียบไม่ตอบ ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่
ทั้งรูปโฉม บุคลิกและอารมณ์ของสุ่ยจวินแห่งมหาสมุทรบูรพา ท่านนี้ ทำให้คนรู้สึกคล้ายแผ่นกระเบื้องที่เอาเศษซากมากองรวมกัน ทั้งเยียบเย็นและแหลมคม
จินหลี่กำมือเคาะบนหัวเข่าเบาๆ ยิ้มเอ่ยว่า “นอกจากองค์หญิง แล้ว ข้าก็ไม่สนใจสายตาและคำพูดของใครทั้งนั้น สหายชิงจู่ล่ะ?”
นางโน้มกายไปด้านหน้าเล็กน้อย สายตากวาดมองไปยังองค์ หญิงที่ใจลอยไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ก่อนจะหันไปมองคนพิฆาตมังกรที่
มีชื่อเสียงเลื่องลือ
จินหลี่ไม่กลัวฟ้าไม่เกรงดิน แต่กลับกลัวว่าองค์หญิงที่อยู่ข้าง กายจะได้รับความอยุติธรรม ไม่มีความสุข ไม่บรรลุมรรคา…ไม่มี อิสระ
กลัวแต่ว่าเฉินชิงหลิวที่วันนี้ดูเหมือนจะพูดง่ายเป็นพิเศษจะเป็น แค่ความอดทนของคนตกปลา
เฉินชิงหลิวย่อมไม่สนใจความคิดของจินหลี่ เหตุผลก็เรียบง่าย มาก สำหรับผู้ฝึกกระบี่แล้ว มรรคาอยู่ที่ปลายคมกระบี่ยาวสามฉื่อ
ก็เหมือนอย่างที่เฉินชิงหลิวพูดเอง เขาผ่านช่วงวันเวลาที่
จำเป็นต้องอธิบายตัวเองกับใครมานานมากแล้ว
เฉินชิงหลิวกล่าว “เมื่อคนคนหนึ่งจำเป็นต้องได้รับการยอมรับ จากคนอื่น เพื่อเอามายืนยันให้แน่ใจว่าตัวเองเป็นใครกันแน่ ก็น่าจะมี สถานการณ์อยู่สามอย่าง”
จินหลี่ถามอย่างประหลาดใจ “สหายชิงจู่ บอกหน่อยสิว่าเป็นสาม สถานการณ์ไหน?”
เฉินชิงหลิวยิ้มบาง “อย่างแรก เขารู้สึกว่าตัวเองต ่าต้อยอย่างถึง ที่สุด จึงต้องใช้เรื่องราวภายนอกจำนวนนับไม่ถ้วน และคำพูดกับการ กระทำที่จงใจ มาปกปิดความขี้ขลาดความขลาดกลัวของตัวเอง อย่างประณีต เพราะไม่เคยได้รับการยอมรับจากใครอย่างแท้จริงมา ก่อน ดังนั้นเขาจึงเคยชินกับการปฏิเสธตัวเองถ่ายเดียว ในใจของคน ประเภทนี้ก็เหมือนแผ่นน ้าแข็งบางๆ ชั้นหนึ่ง แต่ภายใต้น ้าแข็งบางๆ
ชั้นนี้อาจจะเป็นน ้าตายบ่อหนึ่ง หรือไม่ก็ขี้เถ้ากองหนึ่ง แต่ก็มีความ เป็นไปได้อย่างมากว่าอาจจะซุกซ่อนความเดือดดาลปานน ้าร้อนที่
เดือดพล่านเอาไว้”
ใจของหวังจูกระตุก หวนนึกถึงอดีตในปีนั้น เมื่อนางขึ้นไปบนหอ สูงของนครมังกรเฒ่าแห่งนั้น มีสภาพจิตใจอย่างไร? มองไปทั่วสี่
มหาสมุทร ล้วนมีแต่ศัตรู!
ซ่งจี๋ชินเองก็เป็นเช่นนี้? เพื่อนบ้านคนนั้นก็ยิ่งเป็นเช่นนี้? บังเอิญ ขนาดนี้เชียว พวกเขาต่างก็มากองตัวรวมกัน
หากยังรวมเจ้าขี้มูกยึดไปอีกคน ฮวงจุ้ยของตรอกหนีผิงนี่ช่าง….
คิ้วตาของหวังจูอ่อนโยนลงหลายส่วน รัศมีแสงสีทองอ่อนจางแผ่ ออกมาคล้ายสีเคลือบของเศษกระเบื้องเหล่านั้น
เฉินชิงหลิวกล่าวต่ออีกว่า “อย่างที่สอง เขามั่นใจในตัวเองมาก เกินไป ในใจแข็งแกร่งอย่างถึงที่สุด ข้าทำทุกอย่างตามใจตัวเอง ไม่ สนใจคำชมหรือคำตำหนิของโลกภายนอก”
จินหลี่ยิ้มเอ่ย “สหายชิงจู่ก็คือคนประเภทนี้กระมัง?”
เฉินชิงหลิวเอ่ย “ประเภทที่สาม เขาไม่มีใจ ดังนั้นจึงจำเป็นต้อง ทำเรื่องโง่ๆ บางอย่าง อย่างเช่นการแกะสลักเรือเพื่อตามหากระบี่ ปืน ต้นไม้หาปลา”
จินหลี่เปลี่ยนใจทันที “สหายชิงจู่เหมือนคนประเภทที่สาม มากกว่า”
หวังจูกลับเข้าใจได้กระจ่างแจ้ง ความคิดของนางรุดหน้าไปจาก จินหลี่ขั้นหนึ่ง ลึกล ้ากว่าขั้นหนึ่ง
เพราะคำว่าคนสามประเภทที่เฉินชิงหลิวพูดถึง อันที่จริงล้วนพูด ถึงคนคนหนึ่ง พูดถึงประสบการณ์ของเส้นทางหัวใจของคนผู้นั้น
เฉินชิงหลิวเอ่ยสัพยอกจินหลี่ว่า “เป็นดั่งคำที่ว่าต้นไม้ย้ายที่ตาย คนย้ายถิ่นรอดจริงๆ เปลี่ยนที่อยู่ใหม่ เพียงไม่นานชื่อเสียงก็ดังระเบิด ระเบ้อ”
จินหลี่รู้ว่าเขากำลังพูดเรื่องอะไร นางยิ้มกว้าง ช่วงนี้มีพวกชอบ สอดรู้สอดเห็นประเมินสิบสาวงามใหม่ของใต้หล้าไพศาล คนที่ติด อันดับมีฮูหยินชิงเสินซานแห่งถ ้าสวรรค์จู๋ไห่ เจ้า แห่งเทพีบุปผาของ พื้นที่มงคลร้อยบุปผา ซานจวินอินหนีของราชวงศ์ต้าโช่วทวีปแดน เทพ แผ่นดินกลาง ซ่งพิ่นเซียนกระบี่แห่งเกราะทองทวีป เนี่ยชุ่ยเอ๋ อแห่งภูเขาชิงกงหลิวเสียทวีปเฮ้อเสี่ยวเหลียงแห่งสำนักชิงเหลียงอุตร กุรุทวีป จินหลี่แห่งมหาสมุทรบูรพา เหยาจิ้นจือจักรพรรดินีแห่ง ราชวงศ์ต้าเฉวียนใบถงทวีป…
แน่นอนว่ารายงานข่าวของสำนักอักษรจงทุกแห่งไม่มีทางป่าว ประกาศเรื่องนี้ เพราะง่ายที่จะชักนำให้เกิดปัญหา
นับตั้งแต่จินหลี่กลับมายังมหาสมุทรบูรพา ก็ไม่ใช้เวทอำพรางตา ปิดบังโฉมหน้าที่แท้จริงอีกต่อไป นางเรือนกายสูงโปร่ง คือโฉม สะคราญของบนภูเขาอย่างแท้จริง
ประหนึ่ง “สาวงาม” ที่เดินออกมาจากม้วนภาพวาดแห่งบทกวี โบราณ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนางสวมชุดปักลาย สวมเสื้อเกราะทัพ ก็ ยิ่งมีเสน่ห์ไปอีกแบบเพียงแต่ว่าจินหลี่ไม่เคยสนใจเรื่องความรักชาย หญิง ไม่มีความคิดที่อยากจะหาคนรัก ยากมากที่จะมีความรู้สึก ร่วมกับพวกชายหญิงที่หมกมุ่นอยู่กับความรักจนเป็นทุกข์
สำหรับจินหลี่แล้ว บนโลกมีตัวอักษรมากมายขนาดนั้น คำว่ารัก ก็เป็นแค่คำหนึ่งในนั้นไยต้องทำให้เหมือนใบไม้บังตา ถ่วงรั้งการฝึก ตนด้วยเล่า
เฉินชิงหลิวถามชวนคุยว่า “ความสัมพันธ์ระหว่างมหาสมุทร บูรพาของเจ้ากับเพื่อนร่วมงานทั้งหลายเป็นอย่างไร?”
เห็นว่าองค์หญิงไม่ตอบ จินหลี่ก็ได้แต่ “ทูลคำตอบ” ต่อเฉินชิง หลิวแทนอีกครั้ง
ความสัมพันธ์ระหว่างหวังจูกับเพื่อนร่วมงานทั้งหลายอย่างสุ่ย จวินสามท่าน จินหลี่พูดจาค่อนข้างอ้อมค้อม บอกว่าค่อนข้างจะ ธรรมดา
ธรรมดาจริงๆ ธรรมดาอย่างมาก
พูดถึงแค่คราวก่อนที่ชานจวินทั้งสามท่านพร้อมใจกันมาเยือน น่านน ้าริมขอบของมหาสมุทรบูรพา คิดอยากจะดูการถามหมัด ระหว่างผู้ฝึกยุทธขอบเขตสิบเอ็ดสองคนในระยะประชิด
หวังจูให้คนนำความไปบอกพวกเขาโดยตรงว่าให้ไสหัวไป อีกทั้ง ยังให้บอกเพื่อนร่วมงานที่ระดับขั้นเท่าเทียมกันพวกนั้นตามประโยค เดิมที่นางพูด
การ “จัดการน ้า” ของเฉินชิงหลิวก็เหมือนกับขุนนางตรวจการ แปดมณฑลในละครชาวบ้านที่ถือกระบี่อาญาสิทธิ์อยู่ในมือซึ่ง สามารถสังหารก่อนแล้วค่อยประหารได้
อันที่จริงเฉินชิงหลิวไม่ได้มีความสัมพันธ์ควันธูปอะไรกับลัทธิ ขงจื๊อและศาลบุ๋น ทั้งสองฝ่ายไม่มีความเกี่ยวข้องกัน จึงไม่มีความ เชื่อมโยงใดๆ ต่อกัน
ส่วนศึกพิฆาตมังกร ทำไมศาลบุ๋นถึงได้เลือกจะนิ่งดูดายมาตั้งแต่ ต้น ก็คือคดีหนึ่งที่ผู้คนพากันพูดไปหลากหลาย จนถึงทุกวันนี้ก็ยัง ไม่ได้ข้อสรุป
สามพันปีที่ผ่านมา เนื่องจากเผ่าน ้าเคียดแค้นอยู่ในใจ แน่นอน ว่าต้องรู้สึกว่าศาลบุ๋นยืมมีดฆ่าคน หรือพูดให้ถูกก็คือยืมกระบี่สังหาร มังกร พอมีโอกาสก็ปิดประตูด่าพวกอริยะและนักปราชญ์ของศาลบุ๋น ว่าเป็นวิญญูชนจอมปลอม
การจัดการน ้าครั้งหนึ่ง อุดกั้นไม่สู้ไหลคล่อง
หาไม่แล้วสวรรค์ชิงชังก็จะกลายมาเป็นหายนะแห่งสวรรค์
ผู้ฝึกตนเจอสวรรค์ชิงชังก็รู้สึกย ่าแย่มากพอแล้ว คล้ายคลึงกับ การถูกบันทึกไว้เป็นหลักฐานในวงการขุนนาง เบาหน่อยก็ไม่มีหวังจะ ได้เลื่อนขั้น หนักหน่อยก็ไม่มีทางถูกเอามาใช้งานได้ตลอดกาล
หากสุดท้ายกลายเป็นทัณฑ์แห่งสวรรค์ ก็เหมือนการ…ค้นบ้าน ยึดทรัพย์ ถูกประหารเก้าชั่วโคตร!
ไม่มีพื้นที่ให้ถอยหลังกลับ เว้นเสียแต่ว่าจะเปลี่ยนราชวงศ์เปลี่ยน รัชสมัย พลิกแผ่นดินใหม่ มิฉะนั้นก็ไม่มีโอกาสจะรื้อคดีหรือกลับคำ ตัดสินได้อีก
เสี่ยน ผีขอบเขตสิบสี่ การดำรงอยู่ของมัน เดิมทีก็คือ “หายนะ” ที่เผ่าพันธ์เจียวหลงยุคบรรพกาลทั้งหมดซึ่งมีหวังจู จินหลี่ และ นักพรตหม่างเป็นหนึ่งในนั้น ต่างก็ไม่อาจหลบหนีไม่อาจหลบเลี่ยงได้ คือเงื่อนตาย
จินหลี่รู้ดีว่าพวกเขานั้นถือว่ามีชีวิตรอดมาจากหายนะได้
และจินหลี่ก็เป็นคนที่พูดจาโดยไม่เลือกคำสุภาพหรือคำหยาบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากเหล้าเข้าปากพาให้อารมณ์ดี ก่อนหน้านี้
ไม่นานลูกน้องเก่าสิบกว่าคนกลุ่มของนักพรตหม่างทยอยกลับมา รวมตัวกันอีกครั้ง บวกกับคนรักและลูกศิษย์ผู้สืบทอดของพวกเขาได้ ดื่มเหล้ากันอย่างเต็มที่ไปครั้งหนึ่ง จินหลี่ต้าหวังที่ชื่อเสียงความห้าว หาญขจรขจายไปไกล บอกว่าหากไม่เป็นเพราะเฉินอิ่นกวานช่วย
ต้านหายนะให้ ผลลัพธ์ที่ตามมาก็ยากจะจินตนาการได้ ในบันทึก ของปัญญาชนและนิยายรักบางส่วนที่เก็บรักษาไว้ในวังมังกรเก่าใน อดีต มักจะชอบพูดว่าบุญคุณในการช่วยชีวิตต้องตอบแทนด้วย ร่างกาย เป็นเหตุให้ต่อให้อิ่นกวานมีความคิดไม่ถูกไม่ควรอะไร อย่างเช่นบอกเป็นนัยให้นางไปนอนร่วมห้อง นางก็จะทำตามแต่โดยดี อย่างมากก็แค่หลับตา ทนๆ ให้ผ่านไป…
จินหลี่ต้าหวังเอ่ยถ้อยคำพวกนี้อย่างผึ่งผาย พูดจบยังหัวเราะฮ่าๆ
นักพรตหม่างได้ยินแล้วก็รู้สึกว่ามีเหตุผล เขาเองก็หัวเราะฮ่าๆ ให้การสนับสนุนดีอย่างยิ่ง
พอมีนักพรตหม่างเป็นผู้นำ ชั่วพริบตานั้นในห้องโถงใหญ่ก็ดัง ครืนไปด้วยเสียงหัวเราะตลกขำขันอย่างยิ่ง
เพียงแต่ว่าน่าสงสารพวกศิษย์ลูกศิษย์หลานสายของอารามเฟย เขียนที่นั่งดื่มอยู่ด้วย หลายคนในนั้นเคยได้เห็นราชครูเฉินกับตา ตัวเองมาก่อน
กลับมาพบเจอกันใหม่อีกครั้งหลังจากลากันไปนาน ดื่มสุรา อย่างเต็มคราบอารมณ์ก็เต็มเปี่ยม เซียนดินผู้เฒ่าหลายคนดื่มไปดื่ม มา ในที่สุดก็ได้มีที่พึ่งอีกครั้ง จึงยากที่จะควบคุมตัวเองได้อีก น ้าตา จึงไหลพรากอย่างที่ไม่อาจกลั้น
เฉินชิงหลิวถาม “เจ้ามองพวกเขาอย่างไร?”
จินหลี่ให้คำวิจารณ์ง่ายๆ ว่า “หลี่เย่โหวแห่งทะเลทักษิณ มี ความรู้สูงแต่จิตใจคับแคบมองโลกสูงลิบลิ่ว เห็นคนอื่นต ่าต้อยไปเสีย หมด หลิวโหรวสี่แห่งทะเลประจิม หน้าตาดีแต่เจ้าอารมณ์ เหมาะจะ คบเป็นเพื่อน เว่ยเถียนถึงแห่งทะเลอุดรโชคดีนัก เหมาะจะร่วมทำ การค้าด้วย”
หวังจูเอ่ยด้วยน ้าเสียงเฉยเมย “ทะเลใต้ครุ่นคิดลึกซึ้งดุจจันทร์ เย็นเยียบ ทะเลตะวันตกใจกว้างเร่าร้อนดั่งเปลวเพลิง ทะเลเหนือมีแต่ ดวงดีแบบไม่คาดฝัน”
พวกนางต่างก็ไม่ได้พูดไปถึงตั้นตั้นฮูหยินที่สูงศักดิ์เป็นถึงผู้ ครองโชคชะตาน ้าแห่งพื้นพสุธา
สุ่ยจวินคนใหม่ทั้งหลายที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างถูกต้องจาก ศาลบุ๋น มีสหายมานั่งกันอยู่เต็มห้องโถง เหล่าเซียนซือไปมาหาสู่กัน ไม่ขาดสาย มีเพียงจวนสุ่ยจวินแห่งมหาสมุทรบูรพาเท่านั้นที่จวนว่าง เปล่าทั้งยังเงียบสงัด
ผู้ที่ฝึกวิชาน ้าในพื้นที่ประกอบพิธีกรรมทั้งหลายบนพื้นดิน ตอนนี้ผู้ฝึกตนห้าขอบเขตบนและเซียนดินต่างก็ไม่ค่อยกล้าเป็นฝ่าย ขยับมาใกล้จวนวารีมหาสมุทรบูรพา ยังคงเลือกที่จะมองดูอยู่เฉยๆ กังวลว่ามาที่นี่แล้วจะชวย เพราะถึงอย่างไรไม่พูดถึงรากฐานมหา มรรคาของหวังจู พูดถึงแค่ “จินหลี่แห่งมหาสมุทรบูรพา” ที่มีชื่อเสียง เลื่องลือ ใครจะกล้ามาคบหากับนางง่ายๆ? คิดจะวางแผนลับเป็นกบฏ ต่อศาลบุ๋นหรือไร?
แต่ศาลบุ๋นก็คอยจับตามองเรื่องที่เทพวารีให้การคุ้มกันทางน ้าอยู่ ตลอดเวลามหาสมุทรบูรพาออกแรงไม่น้อย มอบของบรรณาการ มากมายจนทำให้คนประหลาดใจ
ผู้ฝึกบำเพ็ญตน หนึ่งขอบเขตก็มีทัศนียภาพของการฝึกตนใน หนึ่งขอบเขต หากอยากเห็นให้ไกลขึ้นก็ต้องขึ้นไปบนชั้นที่สูงขึ้น พวกหลี่เย่โหวถูกศาลบุ๋นแต่งตั้งอย่างเป็นทางการแล้ว ระดับตำแหน่ง เทพก็ถูกเลื่อนสูงไปขั้นใหญ่ ความเข้าใจที่สุยจวินทั้งหลายเหล่านี้มี ต่อมหามรรคาซึ่งเป็นแม่น ้าแห่งกาลเวลาสายหนึ่งก็ยกระดับขึ้นสูง เป็นดั่งเรือลอยตามน ้าไปด้วยในบางความหมายแล้วก็ถือเป็นการ “เห็นมรรคา’ ที่น ้ามาลำคลองก่อเกิดครั้งหนึ่ง แต่อย่างมากสุดก็ถือ เป็นแค่การเพิ่งเริ่มจับทางได้เท่านั้น
อันที่จริงทุกวันนี้จินหลี่ก็ไม่ได้มีความทะเยอทะยานเท่าใดนัก ถือ เสียว่าคนเราเมื่ออาศัยอยู่ใต้ชายคาของคนอื่นก็จำต้องก้มหัวกระมัง เพราะถึงอย่างไรก็ยังมีศาลบุ๋นที่อยู่บนฝั่งอีกแห่งหนึ่ง มีสอง “เฉิน” ที่
อายุการฝึกตนแตกต่างกันมาก
แค่อยากจะให้ความช่วยเหลือองค์หญิงอย่างสุดกำลัง สร้างจวน วารีมหาสมุทรบูรพาแห่งนี้ให้กลายเป็นพื้นที่ประกอบพิธีกรรมคาถา น ้าอันดับหนึ่งของหลายใต้หล้า!
ไม่ง่ายเลย เพราะภาระหน้าที่ช่างหนักหน่วงและยาวไกล
จินหลี่ยื่นมือออกถูข้างแก้ม “แขกหายาก” อย่างเฉินชิงหลิวผู้นี้ เชิญก็เชิญมาไม่ได้ จะไล่ก็ไล่ไปไม่ได้ ใครมาเจอเข้าก็ล้วนต้องปวด หัวกันทั้งนั้น
อย่าว่าแต่จวนวารีมหาสมุทรบูรพาเลย พูดถึงแค่ใต้หล้าเปลี่ยว ร้างแห่งนั้นก็ยังต้องยากลำบากไม่ต่างกันไม่ใช่หรือ?
ไม่รู้จักฉายา “ชิงจู่” ต้องตาย รู้จักฉายา ‘ชิงจู่’ ก็ยังต้องตาย เหมือนกันอยู่ดี
หวังจูมีสีหน้าปั้นยาก ปรายตามองเฉินชิงหลิว
ผู้ฝึกตนใหญ่ที่อยู่บนยอดเขามานานล้วนมีกลิ่นอายแห่งมรรคา ที่พิเศษเฉพาะตัว
มีคนที่อายุการฝึกตนยาวนานแต่จิตแห่งมรรคากลับยังคงลิงโลด ร่าเริง ปราณแห่งมรรคาบนร่างร้อนแรงเหมือนดวงตะวันที่ลอยอยู่ กลางนภา
มีคนเงียบงันไร้คำพูด ไม่ชอบยิ้มแย้มพูดคุย แต่ทำอะไรกลับ เหมือนมหานทีที่ไหลเชี่ยวกราก บุกรุดไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง
แล้วก็มีคนที่ให้ความรู้สึกถึงความเหนื่อยล้าอย่างหนักหน่วง ทั้งๆ ที่คุณูปการล ้าเลิศเป็นเอก แต่กลับมีจิตแห่งมรรคาที่เหนื่อยล้า
เผ่าพันธุ์เจียวหลงบนโลก ยิ่งขอบเขตสูงเท่าไร ประสบการณ์ก็ ยิ่งมีมากเท่านั้น และมีแต่จะยิ่งหวาดกลัวเฉินชิงหลิว
พูดถึงแค่เจียวเฒ่าที่ซ่อนตัวอยู่ในแคว้นหวงถึงแจกันสมบัติทวีป ในอดีตมีความขัดแย้งระหว่างภูเขาและน ้า ขอบเขตจึงถดถอยสาม ขั้นติด ทำไมถึงไม่ยอมเลื่อนเป็นก่อกำเนิดเสียที? เป็นเพราะ คุณสมบัติไม่ดีพอจริงๆ หรือ? หรือเป็นเพราะรากฐานมหามรรคา ได้รับความเสียหาย ไม่อาจหวนคืนสู่ห้าขอบเขตบนได้? ล้อเล่นอะไร กัน นั่นคือเจียวเฒ่าอายุหมื่นปีตัวหนึ่งเชียวนะ แค่ดูจากหลังจากที่
เขากลายมาเป็นเจ้าขุนเขาของสำนักศึกษาต้าผู้ที่ได้รับการแต่งตั้ง อย่างถูกต้องจากลัทธิขงจื๊อแล้ว เวลาเพิ่งผ่านไปแค่กี่วันเอง? ทุกวันนี้
เขากลับเป็นขอบเขตเซียนเหรินแล้ว
รอกระทั่งลำน ้าใหญ่ของใบถงทวีปขุดเจาะเสร็จสิ้น หากเจียว เฒ่าคิดอยากจะเดินลงน ้า พิสูจน์มรรคาบินทะยาน ศาลบุ๋นจะไม่ อนุมัติหรือ?
นั่นก็คือเรื่องที่ต้อง “ผลักเรือตามน ้า” เท่านั้น
แต่เขาเฉิงหลงโจวกล้าคิดเป็นจริงเป็นจังหรือ?
ยังคงต้องยืนยันให้แน่ใจในท่าทีของเฉินชิงหลิวเสียก่อน เจ้า ขุนเขาเฉิงถึงจะสามารถตัดสินใจเรื่องการเดินลงน ้าได้
คงเป็นเพราะเฉินชิงหลิวได้คลายพันธนาการบางอย่างออก นอก ประตูวังจึงมีบุรุษร่างกำยำหนวดเคราเต็มสองแก้มเดินมาด้วยฝีเท้ารีบ ร้อน เขาสวมชุดสีสดทับด้วยเสื้อเกราะสีขาว ตรงเอวพกกระบี่ มาถึง
เชิงบันไดตานปี้ก็คุกเข่าลงดังตุ้บ “ข้าน้อยให้การคุ้มกันไม่ดี ขอสุ่ย จวินและจินเหย่โปรดลงโทษ!”
ก็คือนักพรตหม่างที่พื้นที่ประกอบพิธีกรรมคืออารามเฟยเขียนที่
ตั้งอยู่ใต้ทะเล
ก่อนหน้านี้รีบร้อนมาสวามิภักดิ์ต่อจินเหย่ คงเป็นเพราะเขา ชำนาญตำราพิชัยสงคราม เชี่ยวชาญการวางแผนกลยุทธ เพียงไม่ นานก็ได้รับความไว้วางใจให้มาทำงานสำคัญ ไม่เพียงแต่ได้ดูแลกอง ตรวจตราของจวนวารีมหาสมุทรบูรพา ยังเป็นผู้บัญชาการณ์ทหาร องครักษ์ฝีมือดีเยี่ยมกองหนึ่ง
ถึงกับมีโจรบุกเข้ามายังพื้นที่ต้องห้ามโดยพลการ ละอายใจต่อ จินเหย่ยิ่งนัก!
บทพิเศษ ตอนที่ 70.2 สลักเรือตามหากระบี่
เฉินชิงหลิวมองตะพาบเฒ่าที่ยืนหันหลังให้บันไดตานปี้ แล้วจึง มองเจ้าคนที่นอนหมอบอยู่บนพื้นผู้นี้ จุ๊ปากยิ้มเอ่ยว่า “จวนวารี มหาสมุทรบูรพาของเจ้าโชคดีเหลือเกิน ถึงกับได้ครอบครองสุดยอด แม่ทัพที่ฉลาดและกล้าหาญถึงสองคนในเวลาเดียวกัน”
หวังจูนวดคลึงหว่างคิ้ว แต่อยู่ดีๆ นางก็นึกไปถึงที่ตรอกฉีหลง แห่งนั้น บางครั้งจะได้เจอกับเด็กชายชุดเขียวคนหนึ่ง แล้วนางก็ หัวเราะ หัวคิ้วค่อยๆ คลายออก
จินหลี่ที่หน้าไม่บางก็ยังมีสีหน้าลำบากใจอย่างที่หาได้ยาก ล้วน เป็นลูกน้องเก่าที่ต่างก็มาเพื่อสวามิภักดิ์ตน
จินหลี่เบิกตากว้าง “ลุกขึ้นมาพูดคุยกัน อย่ามาทำตัวน่าอับอาย ขายหน้าที่นี่”
นักพรตหม่างร้องอ้อ แต่กระนั้นก็ยังไม่ลุกขึ้นยืน เปลี่ยนมาเป็น นั่งคุกเข่าด้วยเข่าข้างเดียว
ก่อนหน้านี้เห็นบัณฑิตเฒ่าสวมชุดสีเขียวก็ให้ประหลาดใจนัก เขากับลูกน้องผู้มีฝีมือถึงกับขยับเขยื้อนไม่ได้เลยสักคน เหมือนถูก ร่ายเวทกักตัวเอาไว้
เฉินชิงหลิวยิ้มเอ่ย “ชื่ออะไร ฉายาอะไร”
นักพรตหม่างไม่อยากคุยกับเจ้าโจรผู้นี้ แต่เห็นว่าจินเหย่ทำท่า เหมือนจะกินคน เขาก็ได้แต่ตอบด้วยน ้าเสียงอู้อี้ “หลัวซิ่ว นักพรต หม่าง”
เฉินชิงหลิวกล่าว “ขอบเขตหยกดิบคนหนึ่งที่ได้สืบทอดสายของ อารามเฟยเซียน ผลกลับกลายเป็นว่าใช้เวลาสามพันปีฝืนอดทนจน ได้ขอบเขตเซียนเหริน ก็ถือเป็นความสามารถเหมือนกัน”
แค่นักพรตหม่างได้ยินก็เดือดเป็นฟืนเป็นไฟทันที ถลึงดวงตาทั้ง คู่ “ลูกผู้ชายฆ่าได้หยามไม่ได้ ผู้อาวุโสอย่ามาพูดจาเหน็บแนมกัน ที่นี่!”
หยวนหยวนขยับเท้ามาอยู่ข้างกายนักพรตหม่าง แล้วยกเท้าถีบ อีกฝ่าย
คาดไม่ถึงว่านักพรตหม่างจะหันหน้ามาถลึงตาใส่อย่างดุดัน “แม่ ทัพผู้ปกป้องธง เจ้าถีบข้าทำไม?!”
หยวนหยวนเอ่ยอย่างอ่อนใจ “ผู้อาวุโสท่านนั้นคือแขกผู้สูงศักดิ์
ของจวนวารี สหายหม่างพูดจาเกรงใจกันหน่อย”
ไม่ได้ใช้เสียงในใจด้วยซ ้า
นักพรตหม่างเอ่ยอย่างขันๆ ปนฉุน “ข้าไม่ได้ตาบอดเสียหน่อย ในเมื่อเขาสามารถนั่งบนขั้นบันไดเคียงบ่ากับสุ่ยจวิน จินเหย่ได้ จะ เป็นศัตรูที่น ้าหั่นกันอย่างเอาเป็นเอาตายได้หรือ?”
จินหลีสูดลมหายใจเข้าลึกหนึ่งที เค้นรอยยิ้มส่งไปให้นักพรต หม่าง หากยังพูดจาไร้สมองอีกคำ ข้าจะเด็ดหัวเจ้ามาทำเป็นกาเหล้า นักพรตหม่างเห็นรอยยิ้มของจินหลี่ต้าเหย่เห็นได้ชัดว่าเป็นห่วงความ ปลอดภัยของตน ยิ่งเป็นเช่นนี้ นักพรตหม่างก็ยิ่งละอายใจ เจ็บใจนัก ที่ตนไม่ใช่บินทะยาน
จินหลี่อ่อนใจอย่างถึงที่สุด หากจะบอกว่าลู่เสินกับโจวจื่อคือคู่ แค้นเก่าที่ “มีแค้นไม่อาจอยู่ร่วมฟ้า
ถ้าอย่างนั้นสำนวนชาวบ้านที่บอกว่าความแค้นลึกล ้าดั่งทะเล เลือด หมายถึงใครกับใคร?
นักพรตหม่างไม่อาจเดาตัวตนของเฉินชิงหลิวได้ ไม่ใช่เพราะ เขาหัวทึบอย่างเดียวเท่านั้น แต่เป็นเพราะด้วยความรู้ความเข้าใจของ นักพรตหม่าง หากคนพิฆาตมังกรมาที่จวนวารีบ้านตน ไหนเลย จะต้องมาโอภาปราศรัยกัน คาดว่าป่านนี้ก็คงมีกระดูกเกลื่อนพื้น หัว หล่นร่วงเต็มพื้นดินไปแล้ว
เฉินชิงหลิวกวักมือบังคับกระบี่ยาวที่อยู่ในฝักของนักพรตหม่าง มาไว้ในมือ งอนิ้วแล้วเคาะเบาๆ ริ้วกระเพื่อมแผ่เป็นระลอก ถึงกับมี กลีบดอกไม้สีทองดอกแล้วดอกเล่าค่อยๆ ผุดลอยขึ้นมา ล้วนเป็นการ รวมตัวกันของโชคชะตาบู๊ที่หลงเหลืออยู่ซึ่งถูกซ่อนอยู่ในตัวกระบี่
จินหลี่พลันตระหนักรู้ได้ในทันที ถึงกับเป็นยันต์ที่อาศัยตัวอักษร น ้าแปรเปลี่ยนมาเป็นการบันทึกเนื้อหาคำพูด?
คราวหน้าที่อิ่นกวานมาเยือนจวนวารีก็ถึงคราวที่ต้องคิดบัญชี กันแล้ว?
จินหลี่โมโหมาก แต่กลับเห็นเฉินชิงหลิวขว้างกระบี่ยาวกลับใส่ ฝัก ยิ้มเอ่ยประโยคประหลาดว่า “ถึงอย่างไรก็ยังใจอ่อน”
นักพรตหม่างหน้าแดงก ่า นึกอยากจะขุดรูมุดหนีลงไป นอกจาก อับอายอย่างถึงที่สุดแล้ว ในใจยิ่งหวาดกลัว ในเมื่อกระบี่ที่พกติดตัว ถูกคนอื่นช่วงชิงไปได้ ถ้าอย่างนั้นศีรษะบนลำคอของตนล่ะ? คือ บุคคลบนยอดเขาคนใดถึงได้มีพลังตบะได้เช่นนี้?!
ดูเหมือนหวังจูจะไม่สะทกสะท้าน แล้วก็เหมือนจะคาดการณ์ได้ นานแล้ว ไม่เห็นว่านางมีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ทางสีหน้า
จินหลี่กระจ่างแจ้ง แต่จากนั้นก็รู้สึกขุ่นเคือง
อิ่นกวานหนุ่มเคยบอกว่า เขาคือคนรับรองจวนวารีให้กับศาลบุ๋น
เป็นเหตุให้มีส่วนต้องรับผิดชอบด้วย
พูดง่ายๆ ก็คือ นางจินหลี่กล้าก่อกบฏต่อศาลบุ๋น เขาก็จะตัดหัว นางก่อน
อีกอย่างการจับตามองทุกคำพูดทุกการกระทำของนักพรตหม่าง จะตรวจสอบเจอลูกเล่นอะไรได้?
จวนวารีที่กว้างใหญ่ จับตามองใครไม่มอง ดันมาจับตามอง นักพรตหม่าง ไม่ใช่การทำท่าให้พอเป็นพิธีจะเรียกว่าอะไร?
แล้วนับประสาอะไรกับที่เฉินอิ่นกวานเองก็อาจจะมีความคิดที่ว่า อยากอาศัยยันต์นี้มารับรู้ทันทีหากเฉินชิงหลิวมาเป็นแขกที่
มหาสมุทรตะวันออก?
ไม่ว่ามองจากด้านข้างหรือมองตรง ในสายตาคน ภูเขาก็อาจดู เป็นสันเขาหรือเป็นยอดเขาได้เสมอ ภูเขาใหญ่ตระหง่านในสายตา ของมนุษย์ธรรมดาบนพื้นดิน ในสายตาของเหล่าเซียนที่อยู่เหนือ เมฆกลับเป็นเพียงกองดินเล็กๆ เท่านั้น
ก็เหมือนกับว่าโลกมนุษย์มีพื้นที่ประกอบพิธีกรรมแห่งหนึ่ง มีห้อง ข้างฝั่งตะวันออกและตะวันตกที่อยู่ติดกัน แบ่งออกเป็นชื่อว่า “เข้าใจ ไปเองว่าใช่” และ “ถามใจตัวเองแล้วไม่ละอาย
จินหลี่รู้สึกเป็นกังวลอย่างเลี่ยงไม่ได้ เจ้าคนแซ่เฉินผู้นี้ ไฉนถึงยัง ไม่ไปเสียที?
ต่างก็พูดกันว่าอัญเชิญเทพมาง่าย ส่งเทพกลับไปยาก ประเด็น สำคัญคือจวนวารีของพวกเขาไม่ได้เชิญมาเสียหน่อย
หรือว่าคิดอยากจะอาศัยสถานที่พิเศษแห่งนี้มาชมฟ้าดิน เชื่อมโยงใหม่เอี่ยมที่ลี้ลับมหัศจรรย์ยิ่งครั้งนั้น? ขอแค่ไม่มีภาพ เหตุการณ์ผิดปกติเกิดขึ้นก็จะไม่จากไป?
ทว่าฟ้าดินกว้างใหญ่ ใต้หล้าไพศาลมีอาณาเขตกว้างขวางถึง เพียงใด เจ้าเฉินชิงหลิวกลับจะมาอยู่ที่นี่ มานั่งปากบ่อมองฟ้าอยู่ที่… ใต้มหาสมุทรบบูรพาแห่งนี้?
มองดูแล้วหวังจูสุขุมเยือกเย็นมากกว่าจินหลี่ ดูเหมือนว่านางไม่ สนใจเลยสักนิดว่าเฉินชิงหลิวจะอยู่หรือไป
นางเงยหน้าขึ้นมองฟ้า เหมือนตอนที่ ‘อายุน้อย” เวลาผ่านไปวัน แล้ววันเล่า ดวงตะวันลอยขึ้น ดวงจันทร์คล้อยลง ฟ้าหม่นมัวมีแต่ฝน และหิมะ นานปีแล้วปีเล่า
บางครั้งก็มีใบไหวสองสามใบพลิ้วร่วงลงมาเหมือนคนที่หล่นลง มาในบ่อ
แล้วก็มีเด็กบางคนที่ใจกล้า ไม่ฟังคำห้ามปรามของพ่อแม่ มา นอนฟุบตัวอยู่บนปากบ่อมองไปยังก้นบ่อที่มืดมิดนั้น
แน่นอนว่าก็มีเจ้าเด็กตัวแสบนิสัยเกเรอย่างเฉาซีแห่งตรอกหนีผิง คนประเภทนี้ บางคนก็แก่ตายลงหลุมไปแล้ว บางคนก็กลายไปเป็น เทพเซียนพสุธาแล้ว
นี่ทำให้หวังจูนึกไปถึงกวีบทหนึ่งที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายวังเวง เหมือนมีวิญญาณสิงอยู่
“ข้าไม่เห็นฟ้าครามสูงดินเหลืองหนา เห็นเพียงดวงตะวันเย็นดวง จันทร์อุ่นที่มาคอยทรมานอายุขัยผู้คน
เป็นปีนั้นที่ติดตามซ่งจี๋ชินออกไปจากเมืองเล็ก ไปถึงเมือง หลวงต้าหลี และบังเอิญอ่านเจอจากตำราเล่มหนึ่ง แค่เห็นก็ชอบทันที รู้สึกเหมือนได้สัมผัสกับตัวเอง
นักพรตหม่างไม่กล้ารบกวนจินหลี่ต้าหวัง จึงได้แต่ใช้เสียงในใจ สอบถามแม่ทัพหยวน “ใครกัน?”
หยวนหยวนหรือจะกล้าใช้เสียงในใจพูดคุยกับนักพรตหม่าง มัว มาคุยเล่นต่อหน้าเฉินชิงหลิวก็ไม่ต่างอะไรจากตีฆ้องร้องป่าว
คิดไปคิดมา ตะพาบเฒ่าก็ให้คำตอบที่พร่าเลือนว่า “คือผู้อาวุโส บนภูเขาที่อายุมากและเปี่ยมไปด้วยคุณธรรมคนหนึ่ง มีความ เกี่ยวข้องกับสุ่ยจวินและจวนวารีของพวกเราอย่างลึกซึ้ง”
นักพรตหม่างได้ยินคำอธิบายของแม่ทัพหยวนก็วางใจลงได้ จริงๆ แล้ว
หยวนหยวนเห็นว่านักพรตเชื่อว่าเป็นความจริงก็ไม่สะดวกจะพูด อะไรอีก เพียงแต่ว่าในใจเริ่มคิดแล้วว่าหากนักพรตหม่างเจอกับ หายนะในวันนี้ ก็คงต้องมีทุกข์ร่วมต้านกันแล้ว
นักพรตหม่างหรือจะเดาได้ว่าสหายหยวนที่พูดช้ามากกำลังคิด อะไรอยู่
จริงดังคาด เมื่อสามพันปีก่อนมีหน้ามีตาอย่างไร้ที่สิ้นสุด ห้า ทะเลสาบสี่มหาสมุทรบนพื้นดินของใต้หล้า ผู้ฝึกตนใหญ่ใครบ้างที่
ไม่มีความสัมพันธ์อันดีงามกับวังมังกร ต่างคนต่างก็มีโชควาสนาและ ความสัมพันธ์ควันธูปต่อกัน
สามพันปีให้หลัง จินหลี่ต้าหวังให้ความช่วยเหลือสุ่ยจวิน กลับมา ตั้งหลักรวมพลกันใหม่อีกครั้ง อนาคตยังไปได้อีกไกล!
ก่อนหน้านี้ไปชมการต่อสู้บนพื้นผิวทะเลร่วมกับจินเหย่ ภายใต้ โชควาสนาอำนวย เขาไม่เพียงแต่ได้พูดคุยกับเฉาสือเท่านั้น ยังเคย ให้อิ่นกวานยืมกระบี่ด้วย
นักพรตหม่างรู้สึกมีหน้ามีตาสุดขีด!
อยู่กับจินเหย่หนึ่งวันกินได้เก้ามื้อ เขาสามารถนำพาพวกลูกๆ ให้ใช้ชีวิตที่ดีซึ่งแม้แต่ฝันก็ยังไม่กล้าฝันได้จริงๆ
ส่วนประวัติศาสตร์ที่ว่างเปล่าของสามพันปีนั้น ไม่จำเป็นต้องเอา เรื่องเก่ามาพูดใหม่แล้วก็ไม่ต้องคิดมาก คิดเสียว่ามันก็เหมือนตำรา เล่มหนึ่งที่พ่อค้าหนังสือใจดำ จัดพิมพ์ตำราอย่างหยาบๆ เว้นหน้าที่
ว่างเปล่าไว้หลายๆ หน้าก็แล้วกัน
……
ตรงริมชายเขตของภูเขาตะวันเที่ยง มีศิลากำหนดอาณาเขต แผ่นหนึ่งตั้งวางอยู่
บนหินแกะสลักประโยคหนึ่งไว้ว่า “เดินทางไปทางเหนือ ภูเขาลั่ว พั่วห่างไปสองแสนลี้
บนภูเขามีคนคิดว่าการกระทำนี้ช่างสาแก่ใจยิ่งนัก แล้วก็มีคน รู้สึกว่าภูเขาลั่วพั่วทำอะไรเผด็จการเกินไป แต่พวกเขาต่างก็มอง สถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง แล้วก็เพราะว่าคนที่มา ชมความครึกครื้นที่นี่ยิ่งนานวันก็ยิ่งมีมากขึ้นเรื่อยๆ ตอนแรกก็มีเพิง ง่ายๆ สี่ห้าเพิ่งเอาไว้ให้นักเดินทางมาพักเท้า หยุดพักกินอาหาร
จากนั้นก็มีถนน มีโรงเตี๊ยมตระกูลเซียนไว้สำหรับเข้าพัก ตามมาติดๆ ด้วยร้านรวงประเภทต่างๆ ที่ผุดราวกับดอกเห็ดรวบรวมเอาคนสารพัด รูปแบบเอาไว้ ครึกครื้นจนเหมือนงานวัดในหมู่ชาวบ้าน
แรกเริ่มลูกศิษย์ของยอดเขาทั้งหลายของภูเขาตะวันเที่ยงก็มีทั้ง คนมุทะลุที่นึกอยากจะทุบทำลายป้ายศิลานั้นกับมือตัวเอง และยังมี คนที่ออกเงินจ้างคนอื่น เป็นคนฉลาดที่หมายจะอาศัยมือคนอื่น ทำลายป้ายศิลากำหนดขอบเขต ทว่าคนที่ขัดขวางแผนการทั้งหลาย เหล่านี้ไว้ไม่ได้เป็นผู้ฝึกตนทำเนียบคนใดของภูเขาลั่วพั่ว แต่เป็นตัว ของเจ้าสำนักจู๋หวงเอง เขาแอบส่งโอสถทองที่นิสัยหนักแน่นคนหนึ่ง ให้คอยมาเฝ้าที่แห่งนี้โดยเฉพาะป้องกัน “เรื่องไม่คาดฝัน” ประเภทนี้
ไม่ให้เกิดขึ้น
เมื่อเป็นเช่นนี้ลูกศิษย์ของภูเขาตะวันเที่ยงก็ยิ่งปรากฏตัวน้อย ครั้ง เพราะไม่อยากจะขายหน้าจริงๆ รสชาติที่ถูกคนชี้นิ้วนินทาไม่ได้ ดีเลยสักนิด
ตรงจุดตั้งป้ายเขตแดน ผู้คนเบียดเสียดกันแน่นขนัด พากันชี้มือ ชี้ไม้วิพากษ์วิจารณ์กันไปหลากหลาย
“นี่คือลายมือจริงๆ ของราชครูเฉินแห่งต้าหลีเชียวนะ!”
“เล่าลือกันว่าในตัวอักษรซุกซ่อนปณิธานกระบี่ที่บริสุทธิ์ส่วน หนึ่งไว้ด้วย อย่าว่าแต่เหมือนทางจิตวิญญาณเลย ผู้ฝึกกระบี่แค่ เรียนรู้ให้เหมือนด้านรูปลักษณ์สักสองสามส่วนอาจไม่ถึงขั้นเดินขึ้น
ฟ้าได้ในก้าวเดียว เลื่อนเป็นห้าขอบเขตบน แต่กลายเป็นเซียนดินจะ ไม่เป็นเรื่องเล็กน้อยที่ง่ายดายเหมือนน ้ามาลำคลองก่อเกิดหรอก หรือ?”
“ภูเขาสุ้ยซานแผ่นดินกลางมีเทียบเซียนกระบี่ที่แกะสลักไว้บน หน้าผาแห่งหนึ่ง สามารถทดสอบคุณสมบัติของผู้ฝึกกระบี่ได้ แจกัน สมบัติทวีปของพวกเรามีป้ายแบ่งเขตนี้ก็ไม่รู้ว่าจะเป็นคนโชคดีคนใด ที่ในอนาคตจะสามารถอาศัยสิ่งนี้มาบุกเบิกสายกระบี่ใหม่เอี่ยมเส้น หนึ่งได้?”
“เดิมทีก็คือภูเขาตะวันเที่ยงที่มีเซียนกระบี่มากมายดุจก้อนเมฆ หากยังมีผู้ฝึกกระบี่มาตั้งใจพินิจพิเคราะห์ปณิธานกระบี่ที่นี่ก็จะไม่ เหมือนพยัคฆ์ติดปีกเลยหรอกหรือ? กลายเป็นสำนักใหญ่แห่งที่สองที่
เป็นรองแค่ภูเขาลั่วพั่วเท่านั้น?”
“ฮ่าๆ หากพูดอย่างนี้ ภูเขาลั่วพั่วกับเซียนกระบี่ใหญ่เฉินจะถือว่า เลี้ยงเสือไว้เป็นภัยหรือไม่?”
“รอคอยอย่างยิ่งที่จะเห็นเหล่าเซียนกระบี่ของภูเขาตะวันเที่ยง มอบของขวัญตอบแทนกลับคืน”
“ถ้าอย่างนั้นพวกเราก็ต้องฝ่าทะลุขอบเขตให้มาก ช่วงชิงโชค วาสนาและสมบัติอาคมมาให้มาก ไม่พูดถึงบินทะยาน แต่อย่างน้อยก็ ต้องเป็นเซียนเหรินถึงจะได้ หาไม่แล้วก็คงยากที่จะได้เห็นภาพนี้กับ ตาตัวเองกระมัง”
ฟังคำพูดหยอกล้อที่เต็มไปด้วยความนัยเหน็บแนมพวกนี้ หลิ่วอวี้ที่ยืนอยู่ริมขอบของกลุ่มคนก็เงียบงัน หันตัวจากไปเงียบๆ อย่างหม่นเศร้า
ข้างกายของนางมีเด็กสาวสะพายกระบี่สีหน้าเย็นชา เอวบางร่าง น้อยคนหนึ่งติดตามมาด้วย รูปโฉมของนางโดดเด่น ทว่ากระบี่กลับ เป็นกระบี่ธรรมดาทั่วไป
นางชื่อผังมี่ ตอนนี้ยังไม่มีฉายาในการฝึกตน กระบี่ที่สะพายก็ เป็นแค่กระบี่พกที่ยอดเขาชิงอู้ของภูเขาตะวันเที่ยงเป็นผู้สร้าง คือ ของที่ได้มาตั้งแต่เข้ามาอยู่ในภูเขา คาดว่าเมื่อไปอยู่ในยุทธภพล่าง ภูเขาก็น่าจะถูกชมเชยด้วยประโยคที่ว่าตัดเหล็กได้เหมือนก้อนดิน กระมัง
หลิ่วอวี้เค้นรอยยิ้มส่งไปให้ แสร้งพูดอย่างผ่อนคลายว่า “โอ้โห ไม่ได้โกรธจนหน้าเขียวหน้าดำ ฝึกอบรมจิตใจได้ดีมากเลยนะ”
“เซียนกระบี่” หญิงที่เป็น “รักษาการ” ของเจ้าของยอดเขาฉงจือ ชั่วคราวผู้นี้ เพิ่งจะกลับมาจากอาณาเขตของมหาบรรพตอุดรเก่า ของต้าหลี
นางกับอวี่หลิ่นเจ้ายอดเขาอวี๋เจี่ยวต่างก็เคยฝึกตนอยู่ในสำนัก กระบี่หลงเฉวียน ปีนั้นเกือบจะได้กลายเป็นลูกศิษย์ผู้สืบทอดของ อริยะหร่วนฉงแล้ว
เดินทางขึ้นเหนือครั้งนี้ ก่อนจะเข้าไปในอาณาเขตของสำนัก กระบี่หลงเฉวียน นางก็ได้เจอกับสวีเสี่ยวเฉียว ศิษย์พี่หญิงในอดีตผู้นี้
ไม่เพียงแต่ไม่ได้พลิกบัญชีเก่า กลับกันยังเป็นฝ่ายเชื้อเชิญให้นางไป เข้าร่วมงานเลี้ยงที่ยอดเขาโหยวอี๋ แต่ยิ่งเป็นเช่นนี้ หลิ่วอี้ก็ยิ่งใจลอย ซึมเซา
คนที่ติดตามหลิ่วอวี้เดินทางขึ้นเหนือยังมีเด็กหนุ่มเด็กสาวที่ไม่รู้ ฟ้าสูงแผ่นดินต ่าอีกหลายคน พวกเขาจับกลุ่มกันเดินทาง หลังจาก ถูกหลิ่วอวี้ลากตัวออกมาบนถนนทางหลวงแน่นอนว่าต้องใจฝ่ออย่าง มาก ปากบอกว่าแค่ไปมองยอดเขาโหยวอวี่ไกลๆ ก็พอ แล้วค่อย แสร้งทำเป็นว่าเดินผ่านประตูภูเขาของภูเขาลั่วพั่ว
ถามกระบี่?
ไม่กล้าจริงๆ
ตลอดทางที่พวกเขาเดินทางกันไป ยิ่งขยับเข้าใกล้ราชสำนักต้า หลีก็ยิ่งขี้ขลาด
แน่นอนว่าหลิ่วอวี้กลัวว่าพวกเขาจะก่อเรื่อง ถอยไปพูดหมื่นก้าว ภูเขาลั่วพั่วและสำนักกระบี่หลงเฉวียนอาจจะเห็นว่าพวกเขาอายุน้อย ไม่ถือสา แต่รอให้พวกเขากลับไปถึงภูเขาตะวันเที่ยง การลงโทษของ ศาลบรรพจารย์จะเบาได้หรือ? แล้วนางจะรับรองได้อย่างไรว่าอิ่น กวานหนุ่มที่เป็นราชครูต้าหลีแล้วผู้นั้นปล่อยพวกเด็กๆ ไปแล้ว แต่จะ ยอมปล่อยภูเขาตะวันเที่ยงไปด้วย?
แม้ว่าจะโกรธที่พวกเขาขวัญกล้าทำอะไรบุ่มบ่าม แต่ส่วนลึกใน ใจของหลิ่วอวี้ก็ยังรู้สึกว่า บางทีพวกเขาต่างหากถึงจะเป็นความหวัง ของภูเขาตะวันเที่ยง
บทพิเศษ ตอนที่ 70.3 สลักเรือตามหากระบี่
สหายที่เหลืออีกห้าคน พอรู้ว่าเจ้าแห่งยอดเขาหลิ่วมาเยือนป้าย เขตแดนแห่งนี้ พวกเขาย่อมไม่เต็มใจจะตามมาด้วย จึงตรงกลับไปยัง พื้นที่ประกอบพิธีกรรมของยอดเขาต่างๆ ในภูเขาตะวันเที่ยงเพื่อ หลอมกระบี่ต่อไป มีแค่ผังมี่ที่เป็นข้อยกเว้น
ได้ยินคำสัพยอกจากเจ้าแห่งยอดเขาหลิ่ว ผังมี่ก็เอ่ยอย่างอัดอั้น ว่า “จำนวนหลายครั้งเข้า เคยชินไปก็ดีเอง”
นางอยู่ในภูเขานอกจากจะมานะฝึกตนแล้ว ก็ยังหาโอกาสแอบ ดอดไปที่ยอดเขาชิงอู้ด้วย แอบขี่กระบี่ไปดูใกล้ๆ กับป้ายศิลาแบ่งเขต แดนอันนั้น ไม่พูดอะไร ยิ่งไม่ทำอะไร แวะไปดูแล้วก็กลับที่พักไป เงียบๆ
ไม่สะดุดตา
นางไม่ใช่ผู้มีพรสวรรค์อะไร ก็เป็นแค่หนึ่งในลูกศิษย์ที่ได้รับการ บันทึกชื่อของยอดเขาชิงอู้ ด้วยคุณสมบัติของนาง เกรงว่าชีวิตนี้ก็ไม่ แน่เสมอไปว่าจะมีโอกาสได้กลายเป็นลูกศิษย์ผู้สืบทอดของศาล บรรพจารย์
ทุกครั้งที่ออกจากบ้าน นางจะต้องเตือนตัวเองซ ้าไปซ ้ามาว่าจะ เดือดดาลไม่ได้ ไม่มีความจำเป็น…แต่ทุกครั้งก็ล้วนยากที่จะทำให้ใจ ให้นิ่งสนิทราวกับน ้านิ่งได้ แต่เมื่อเทียบกับครั้งแรกที่โกรธจนกัดฟัน
กรอด ดวงตาแดงก ่า ได้แต่หลบไปอยู่ในสถานที่ไร้ผู้คนแล้วหลั่ง น ้าตาโดยไม่รู้ตัวแล้ว ก็ถือว่าดีขึ้นมากแล้ว
สำหรับการข่มกลั้นความโกรธแค้นของเหล่าบรรพจารย์ภูเขา ตะวันเที่ยง ลูกศิษย์ของยอดเขาทั้งหลายที่อายุน้อย ในใจก็ใช่ว่าจะไม่ มีคำตำหนิ ไม่เคยบ่นอะไรเสียเลย อย่างเช่นว่าก็มีคนมากมายที่บ่น เจ้าสำนักจู๋หวง บอกว่าพอเจอกับคนนอก เขาอ่อนแอเกินไป เจอกับ คนใน กลับใช้วิธีการอำมหิตโหดร้าย ทำลายพลังต้นกำเนิดของ พื้นที่ประกอบพิธีกรรมบ้านตัวเอง
เดือดร้อนให้ภูเขาตะวันเที่ยงกลายเป็นตัวตลกของคนทั้งทวีป เป็นเหตุให้ใจคนแตกฉานซ่านเซ็น พูดถึงแค่งานเลี้ยงฉลองบนภูเขา ในทวีปของเมื่อก่อน มักจะต้องได้เห็นเงาร่างของลูกศิษย์ภูเขาตะวัน เที่ยงอยู่เสมอ แต่ทุกวันนี้เล่า?
หลิ่วอวี้เอ่ยเตือน “ผังมี่ ยอดเขาทั้งหลายบนภูเขา มีคำพูด บางอย่างที่ฟังแล้วสะใจมาก แต่แท้จริงแล้วกลับมีคนคอยแอบผลักดัน คลื่นลมอยู่อย่างลับๆ ผังมี่ เจ้าฟังเข้าหูได้ แต่กลับไม่ควรเก็บไปใส่ใจ จริงๆ”
ผังมี่พูดด้วยสายตาเด็ดเดี่ยว พยักหน้าเอ่ยว่า “มีหรือไม่มีเหตุผล สะใจหรือไม่สะใจล้วนเป็นความเลื่อนลอย สุดท้ายแล้วผู้ฝึกกระบี่ก็ยัง ต้องอาศัยกระบี่บินแห่งชะตาชีวิตของตัวเอง”
หลิ่วอวี้พยักหน้า อิจฉาในขวัญกำลังใจที่ฮึกเหิมนี้ของเด็กสาว อย่างมาก
อย่าลืมล่ะว่าแม้หลิ่วอวี้จะขอบเขตไม่สูง จนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่ได้ สร้างโอสถทอง แต่นางก็คือหนึ่งในผู้ฝึกกระบี่ของภูเขาตะวันเที่ยงที่
รับหน้าที่รับกระบี่
ดังนั้นชื่อเสียงของ “หลิ่วอวี้แห่งยอดเขาฉงจือ” นอกภูเขาตะวัน เที่ยงในทุกวันนี้จึงถือว่าไม่เลวนัก
แต่ความซับซ้อนของใจคนก็อยู่ที่ตรงนี้ หลิ่วอวี้อยู่ในภูเขาตะวัน เที่ยง โดยเฉพาะอย่างยิ่งยามที่เข้าร่วมการประชุมในศาลบรรพจารย์ กลับไม่ได้ผ่อนคลายนัก
หลิ่วอวี้ลังเลเล็กน้อย แต่ก็ยังยิ้มเอ่ยว่า “จะสอนเคล็ดลับอย่าง หนึ่งให้เจ้า มีทั้งคำพูดที่ดีและคำพูดที่ไม่ดี”
นี่ก็คือความลับเล็กๆ อย่างหนึ่งที่แอบเก็บเอาไว้ คือหลักการ เหตุผลเล็กๆ ที่มีคนบอกกับนางตอนที่นางยังฝึกกระบี่อยู่ในสำนัก กระบี่หลงเฉวียน ปีนั้นคนผู้นั้นยังบอกด้วยว่าในเมื่อเป็นเรื่องดีที่หนึ่ง คนบรรลุมรรคา หมาและไก่ก็พลอยได้ขึ้นสวรรค์ ก็ต้องมีหลักการ เหตุผลที่ว่าตระกูลหนึ่งได้กำไร พันตระกูลไม่พอใจ สุดท้ายคนผู้นั้นที่
กำลังกินขนม คงเป็นเพราะขนมรสชาติยอดเยี่ยมมากจริงๆ นางจึงหรี่
ตาทั้งคู่ลงจนเหมือนพระจันทร์เสี้ยว พลางถามหลิ่วอวี้เสียงอู้อี้ไปด้วย
ว่า เจ้าอยากเป็น “หนึ่งคน” หรืออยากเป็น “ไก่และหมา” กันล่ะ อยาก อยู่เป็น “หนึ่งตระกูล” หรือว่าหนึ่งใน “พันตระกูล” กันล่ะ?
ผังมี่เอ่ยเสียงเบา “ป้ายแผ่นนี้ เป็นทั้งเขาเฉินผิงอันและภูเขาลั่ว พั่วที่ตั้งมันขึ้นมา อันที่จริงก็เป็นผู้ฝึกกระบี่ภูเขาตะวันเที่ยงของพวก เราที่รนหาที่เองด้วย ต่างก็มี “คุณความเหนื่อยยาก’ กันคนละครึ่ง”
ผู้ฝึกกระบี่เด็กสาวพูดแค่ครึ่งประโยคเท่านั้น
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ในอนาคตนางที่เป็นลูกศิษย์ของภูเขาตะวัน เที่ยงก็มีคุณสมบัติ แล้วก็มีภารกิจที่จะใช้สถานะของผู้ฝึกกระบี่
บริสุทธิ์ไปรื้อป้ายแบ่งเขตแผ่นนี้อย่างผึ่งผาย
หลิวอวี้เอ่ยอย่างตระหนกลน “ผังมี่ ห้ามเรียกชื่อของราชครูเฉิน ตรงๆ เด็ดขาด!”
ผังมี่เอ่ยขออภัย “เจ้ายอดเขาหลิ่ว ข้าพูดจาไม่ผ่านสมองเอง”
ถึงอย่างไรเด็กสาวก็คือเด็กสาว ในใจนางอดน้อยเนื้อต ่าใจไม่ได้ พึมพำเสียงเบาว่า “ก็ชื่อไม่ได้มีไว้ให้เรียกหรือไร”
ทุกวันนี้แจกันสมบัติทวีป เมื่อพูดถึงซิ่วหู่ผู้นั้น ก็ไม่ใช่ว่าเรียกชื่อ ตรงๆ เดี๋ยวก็บอกว่าชุยฉานเป็นอย่างนั้น เดี๋ยวก็บอกว่าชุยฉานเป็น อย่างนี้หรอกหรือ
ใครเล่าจะจินตนาการได้ว่า หลิว เฉิน กู้สามคน จะกลายมาเป็น เจ้าสำนักแห่งหนึ่งที่เป็นห้าขอบเขตบนแล้ว
ถ ้าสวรรค์หลีจูแห่งนั้น ไม่เสียแรงที่เป็นพื้นที่ประกอบพิธีกรรมล ้า ค่าที่มีน้อยจนนับนิ้วได้ของหลายใต้หล้า
หลิ่วอวี้จิ้มหน้าผากของเด็กสาว เอ่ยอย่างขันๆ ปนฉุน “แม่หนู น้อย เจ้าน่ะมีไหวพริบที่สุด ตอนนั้นยังรู้จักถามว่ากู้ช่านอยู่บนภูเขา หรือไม่”
หลิวเสี้ยนหยางเป็นเจ้าสำนักของสำนักกระบี่หลงเฉวียนแล้ว ส่วนเซียนกระบี่เฉินท่านนั้น ก็ยิ่งไม่จำเป็นต้องพูดมาก…ทว่ากู้ช่าน ใครจะกล้าไปมีเรื่องด้วย?
เด็กสาวเองก็หวาดผวาไม่คลายเหมือนกัน เพียงแค่เพราะตอน นั้นมีคนปรากฏตัวอยู่บนเส้นทาง บอกกับพวกเขากับปากตัวเองว่า “กู้ช่านไม่ได้อยู่บนภูเขา
ยังจะเป็นใครได้อีก ก็คือกู้ช่านเอง
ต่อให้มอบความกล้าให้พวกเขายืม เข้าร่วมงานพิธีของสำนัก กระบี่หลงเฉวียนก็ดี ถามกระบี่ต่อภูเขาลั่วพั่วก็ช่าง…ถึงอย่างไรก็ไม่ กล้าให้มีกู้ช่านไปด้วย
ด้วยนิสัยและความเคยชินในการกระทำของอีกฝ่าย จะต้องให้ พวกเขาอยู่ไม่สู้ตาย อีกทั้งยังต้องลงมือด้วยตัวเอง ไม่ยืมมือคนอื่น แน่นอน
เกิดที่ถ ้าสวรรค์หลีจู ร ่ารวยอยู่ในทะเลสาบซูเงี่ยน ฝึกตนอยู่ที่
นครจักรพรรดิขาว ชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วเปลี่ยวร้าง สร้างสำนักไว้ที่ฝู เหยาทวีป….
ผังมี่เอ่ยอย่างเหม่อลอย “เจ้ายอดเขาหลิ่ว ภูเขาตะวันเที่ยงของ พวกเรายังมีโอกาสจะรื้อถอนป้ายเขตแดนแผ่นนี้ไหม?”
หลิ่วอวี้ไม่รู้ว่าควรจะตอบอย่างไร
นางไม่กล้าคิด
แน่นอนว่าผังมี่ต้องอยากรื้อป้ายศิลาแผ่นนี้ออกกับมือตัวเอง
เพียงแต่นางรู้ดีว่าด้วยคุณสมบัติของตัวเอง คิดอยากจะสร้าง วีรกรรมนี้ให้สำเร็จก็ไม่ต่างจากการดึงมวยผมตัวเองพาบินขึ้นฟ้า
ผังมี่เงยหน้าขึ้น ยื่นมือมาป้องเหนือหว่างคิ้ว เวลานี้ในใจของเด็ก สาวมีความรู้สึกแค่อย่างเดียว ฟ้าครามนี้ช่างสูงจริงๆ
มองใบหน้าด้านข้างของเด็กสาว ภายใต้แสงแดดสาดส่อง สามารถมองเห็นทุกอณูของผิวหน้าได้อย่างชัดเจน เพราะยังไม่เคย ถอนขนบนใบหน้า ดวงหน้าขาวนวลจึงยังมีขนบางๆ อ่อนนุ่มอยู่
สตรีที่โตเต็มวัย ใครเล่าจะไม่เคยเป็นเด็กสาวมาก่อน
หลิ่วอวี้ตอนที่เป็นเด็กสาวก็เคยมองศิษย์พี่หญิงคนหนึ่งของ สำนักกระบี่หรงเฉวียนเช่นนี้ นางแซ่หร่วน
ปีนั้นศิษย์พี่หญิงหร่วนก็ชอบเงยหน้ามองฟ้า กินขนมจนแก้ม พองโป่งพลางพึมพำกับตัวเอง เอ่ยถ้อยคำที่คนอื่นได้ยินไม่ชัด
หลิ่วอวี้พูดเหมือนล้อเล่น “ผังมี่ มีความคิดที่อยากจะมาอยู่กับ ยอดเขาฉงจือของพวกเราบ้างหรือไม่? ข้าสามารถรับเจ้าเป็นลูกศิษย์ ผู้สืบทอด”
ผังมี่คือลูกศิษย์ฝ่ายนอกของยอดเขาชิงอู้ จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มี อาจารย์ในนามตามความหมายที่เข้มงวด เป็นเหตุให้สิ่งที่เด็กสาว เรียนรู้มาก็หนีไม่พ้นเวทกระบี่ขั้นพื้นฐานไม่กี่ชนิดของภูเขาตะวัน เที่ยงและเวทกระบี่ในสายเดิมที่ไม่ถือว่าสูงส่งสักเท่าไรของยอดเขาชิง อู้ แต่หลิ่วอวี้กลับเป็นรักษาการณ์เจ้าแห่งยอดเขาซึ่งมีคุณสมบัติจะ เข้าร่วมการประชุมศาลบรรพจารย์ของภูเขาตะวันเที่ยง ต่อให้จะออก ท่องเที่ยวอยู่ข้างนอก ก็ยังได้รับจดหมายลับจากกระบี่บินที่สหายรัก บนภูเขาบางคนส่งมา บอกว่ายอดเขาชิงอู้ที่เพิ่งจะมีชีวิตที่ดีได้แค่ ไม่กี่วันก็กลับคืนไปเป็นสารรูปเดิมแล้ว ช่วงนี้อเนจอนาถมากเป็น พิเศษ ภูเขาเหวยเยว่ที่ภูมิลำเนาเดิมอยู่ในเขตฮวาเซียงของราชวงศ์ ป๋ายซวงเก่า ไม่รู้เหตุใดถึงได้ไปก่อปัญหาใหญ่เทียมฟ้า เจ้าสำนักจู๋ หวงและสายผู้คุมกฏต่างก็ลงไปตรวจสอบอดีตของภูเขาเหวยเยว่ สภาพการณ์ของภูเขาเหวยเยว่อันตรายมาก เขาถึงขั้นยังต้องบอก กับศาลบรรพจารย์ถึงการออกไปนอกภูเขาลงไปล่างภูเขาในทุกครั้ง ตลอดเวลาหลายร้อยปีที่ตนฝึกตนมาว่าไปเจอใครมาบ้าง คุยอะไรกัน บ้าง….หากเกิดเรื่องกับภูเขาเหวยเยว่ ยอดเขาชิงอู่ที่เดิมทีก็รากฐาน
เปราะบางอยู่ แล้วก็จะอยู่อันดับล่างสุดของยอดเขาทั้งหลายของภูเขา ตะวันเที่ยงโดยตรง หากภูเขาเหวยเยว่ยังถูกกำหนดโทษอีก ก็หนีไม่ พ้นเป็นการเพิ่มน ้าค้างแข็งลงบนหิมะ ยอดเขาชิงอู้ก็จะกลายมาเป็น สถานที่สกปรกโสมมที่ผู้คนพากันรังเกียจชิงชัง ในอนาคตต้นกล้าที่
ดีในการหลอมกระบี่ ใครจะยังยอมไปฝึกตนอยู่ที่ยอดเขาชิงอู้อีกเล่า?
ผังมี่ส่ายหน้า “เจ้ายอดเขาหลิ่ว ข้ายังอยากฝึกกระบี่อยู่ที่ยอด เขาชิงอู้ต่อ”
คนน้อย เงียบสงบ ระหว่างสหายร่วมสำนักไม่มีปัญหาอะไรต่อกัน ถึงอย่างไรก็ไม่มีความหวัง ถูกลิขิตมาแล้วว่าจะไม่มีทางลัดให้เดิน กลับกลายเป็นว่าสามารถสงบใจฝึกกระบี่ของตัวเองไปได้ง่าย
หลิ่วอวี้ลูบมวยผมของเด็กสาว “วันใดที่เปลี่ยนใจแล้วก็มาหาข้า ที่ยอดเขาฉงจือ เรื่องของการรับลูกศิษย์นั้นไม่มีคำกล่าวที่ว่า ‘เวลา ไม่รอใคร”
ผังมี่ทำท่าจะพูดแต่ก็ไม่พูด ในที่สุดก็ยังอดทนเอาไว้ อันที่จริงชื่อ จริงของนางไม่ใช่ผังมี่ ชื่อนี้เป็นสตรีคนหนึ่งที่รับนางขึ้นมาบนภูเขาที่
ช่วยเปลี่ยนให้ บอกว่าชื่อก่อนหน้านี้ไม่เป็นมงคล ความหมายไม่ดี สตรีผู้นั้นจึงเปลี่ยนแซ่ให้เด็กสาวไปด้วย ส่วนสตรีที่ทุกวันนี้นางก็ยัง ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นใครก็เคยมีข้อตกลงร่วมกับนาง เคยให้ผังมี่สาบาน ไม่อนุญาตให้นางแพร่งพรายชื่อจริงของตัวเองให้ใครรู้ แล้วก็ไม่ อนุญาตให้บอกว่าใครเป็นคนหานางเจอก่อน
ดังนั้นชื่อบนทำเนียบของยอดเขาชิงอู้ภูเขาตะวันเที่ยงจึงเปลี่ยน จาก “เหวยเปียน” มาเป็น “ผังมี่”
ออกเดินทางไกลครั้งนี้ เด็กสาวก็ได้คิดฉายาให้ตัวเองเรียบร้อย แล้ว ปี้ทวน
ผังมี่เงยหน้ามองฟ้าอีกครั้ง ผู้มีปณิธานที่เพิ่งเคยออกไปท่องโลก กว้างครั้งแรกบนโลก แต่ละคนมักจะมีความปรารถนาอยากลอง ประชันความสูงกับฟ้า
หลิ่วอวี้เองก็มองฟ้าด้วย พอจะมองเห็นเรือข้ามฟากป่ายโจวที่
เป็นเงาได้อย่างเลือนราง รอกระทั่งเพ่งสายตามองไปอีกครั้งกลับไม่มี อะไรแล้ว
……
หวังจูพลันเอ่ยว่า “หลัวซิ่ว ให้อวี้กั๋วกับลู่ชิงชิวมาที่นี่”
มาที่นี่ เพื่อพบเจอกับคนพิฆาตมังกรในตำนาน
นี่ก็คือการขัดเกลาบนมหามรรคาที่มองไม่เห็นอย่างหนึ่ง
อาจพบเจอได้ แต่ไม่อาจไขว่คว้ามาครองได้
และก็เป็นการพิสูจน์จิตแห่งมรรคาที่อันตรายอย่างยิ่ง
เฉินชิงหลิว จะ “พบเจอได้ง่าย” ขนาดนี้เลยหรือ?
โดยไม่ทันระวัง เกรงว่าจิตแห่งมรรคาคงจะสูญเสียการปกป้อง แล้ว
หากเฉินชิงหลิวยัง “หยั่งเชิง” ต่อไป ก็มีความเป็นไปได้ที่ห้า ขอบเขตกลางสองคนจะจิตแห่งมรรคาแหลกสลายคาที่
จินหลี่รีบยิ้มเอ่ยทันใด “ให้สหายชิงจู่ช่วยดูให้ ดูว่าเด็กสองคนนี้
มีหวังจะได้ดิบได้ดีหรือไม่”
หากพวกเขาเห็นเฉินชิงหลิวแล้วรักษาจิตแห่งมรรคาเอาไว้ได้ ยัง จะกลัวใครอีก? แน่นอนว่าเจอใครก็ล้วนไม่หวาดกลัว
นางเองก็ถือว่าได้เตือนสหายชิงจู่ผู้นี้อ้อมๆ ด้วยว่า แค่เด็กสอง คนเท่านั้น อย่าได้ถือสาพวกเขา หากมีจุดใดที่เป็นการล่วงเกินก็ไม่สู้ แค่ยิ้มรับไว้ก็พอ
ใครนะ?!
นักพรตหม่างพลันปากคอแห้งผาก เข้าใจผิดคิดว่าตัวเองฟังผิด ไป ถามอีกๆ อักๆ ว่า “จินหลี่ต้าหวัง สหายอะไรแล้วนะ?”
จินหลี่ยิ้มบางๆ “สหายชิงจู่อย่างไรล่ะ หาไม่แล้วคนบนโลกจะมี สักกี่คนที่สามารถเป็นแขกผู้มีเกียรติของจวนวารีพวกเราเช่นนี้ได้?”
องค์หญิงของพวกเรานิสัยอย่างไร? แค่เป็นบินทะยานเก่าแก่มี ชื่อเสียงก็จะสามารถมานั่งที่นี่ได้หรือ? ต่อให้เป็นขอบเขตสิบสี่อย่าง หลิ่วชี ไม่มีความแค้นใดๆ ต่อกัน ชื่อเสียงบนภูเขาก็ไม่เลว พวกเขา มาเยี่ยมเยือนถึงที่ อย่างมากแค่ใช้คำว่า “ช่วงนี้ปิดด่าน” ก็ไล่ไปได้ แล้ว อย่างมากจินหลี่ก็แค่ออกหน้ามาโอภาปราศรัย ช่วยรับรองแขก แทนสุ่ยจวิน
หลังจากความอึ้งตะลึงผ่านพ้นไป นักพรตหม่างก็เหม่อมองไป ยังสุ่ยจวินและจินหลี่ต้าหวังอยู่ครู่หนึ่ง ปราณสังหารของนักพรต หม่างท่วมท้น ดวงตาแดงก ่า หันไปมองเจ้าตัวการร้ายที่ทำให้ เผ่าพันธ์น ้านับพันนับหมื่นเงยหน้าไม่เห็นแสงตะวันอย่างดุดัน รังแก กันเกินไปแล้ว! ไยต้องรังแกสุ่ยจวินและจินหลี่ต้าหวังเช่นนี้ด้วย จะฆ่า จะแกงกันอย่างไรก็เชิญ ขอแค่ข้านักพรตหม่างขมวดคิ้วสักครั้ง ก็จะ ใช้แช่ตามเจ้า!
เอ๊ะ? มารดามันเถอะ ดูเหมือนว่าใช้แซ่เดียวกับใต้เท้าอิ่นกวานก็ ไม่ขาดทุนเหมือนกันนะ?
เห็นนักพรตหม่างเสียสติเช่นนี้ จินหลี่ก็ตกใจอย่างหนัก รีบใช้ เสียงในใจเอ่ยสั่งสอนทันทีว่า “ห้ามบังอาจ รีบเก็บปราณสังหารลงไป ซะ!”
นักพรตหม่างแค่จับจ้องมอง “บัณฑิตเฒ่า” ที่สายตาแฝงแวว หยอกเย้าผู้นั้น เอ่ยอย่างตัดสินใจได้ว่า “ผู้น้อยจะไม่เป็นตัวถ่วงของ จวนวารีเด็ดขาด”
จินหลี่เดือดดาลสุดขีด ตวาดกร้าวว่า “อย่าเลอะเลือน จง…”
เฉินชิงหลิวโบกมือ ตัดบทคำพูดของจินหลี่โดยตรง ทำให้ฝ่าย หลังไม่อาจใช้เสียงในใจพูดได้อีกแม้แต่ครึ่งคำ เขาเลิกคิ้วข้างหนึ่ง ขึ้น ยิ้มเอ่ยว่า “เผ่าพันธุ์น ้าที่พอรู้ว่าข้าคือใครก็
เกิดจิตสังหารทันที เมื่อสามพันปีก่อนมีเยอะมาก ตอนนี้กลับมี น้อยมากแล้ว”
ตะพาบเฒ่าที่ยืนอึ้งอยู่ที่เดิมมาโดยตลอดแอบนินทาในใจ ก็ถูก เจ้าฆ่าตายไปหมดแล้วนี่
พลังอำนาจของนักพรตหม่างไม่อ่อนด้อยลง ไม่ลดกลับยังเพิ่ม ก้าวเท้าไปเบื้องหน้าหนึ่งก้าว กดกระบี่ยืนนิ่ง ถลึงตาปูดโปน “เจ้าคน แซ่เฉิน บอกไว้ก่อนนะว่าใครทำคนนั้นก็ต้องรับผิดชอบ เจ้าห้ามพาน ไปโกรธคนอื่น….”
เฉินชิงหลิวหลุดหัวเราะพรืด “เจ้ารับไหวหรือ? จะพานโกรธ หรือไม่ เจ้าเป็นคนตัดสินใจได้หรือ?”
บทพิเศษ ตอนที่ 70.4 สลักเรือตามหากระบี่
นักพรตหม่างพลันสะอึกอึ้ง เห็นได้ชัดว่าแข็งนอกอ่อนใน
หากถูกกระบี่ของอีกฝ่ายตัดหัวจริง ก็หนีไม่พ้นว่าฝีมือของ นักพรตหม่างสู้คนอื่นไม่ได้แต่หากเป็นฝ่ายไปท้าทายอีกฝ่าย อีกฝ่าย จะทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ อาศัยโอกาสนี้ก่อเรื่องครั้งใหญ่ หรือไม่?
จินหลี่รู้สึกสงสารนักพรตหม่างที่ไม่ว่าจะรุกหรือถอยก็ล้วน ผิดพลาดไปหมดผู้นี้อย่างยิ่ง นางจึงโบกมือ ตวาดกร้าว “ถอยกลับไป ที่นี่ไม่เจ้าไม่มีสิทธิ์พูด!”
นี่ก็เป็นการปกป้องนักพรตหม่างอย่างหนึ่ง หลีกเลี่ยงไม่ให้ไอ้ หมอนี่ต้องเลือดสาดกระเซ็นคาที่
เฉินชิงหลิวที่ปิดบังซื่อแซ่หล่อเหลี้ยงกระบี่มานานสามพันปี เวท กระบี่ของเขาจะฝืดลงแล้วหรือ?
เฉินชิงหลิวยื่นฝ่ามือออกมาปัดชุดคลุมยาวเบาๆ แค่ท่วงท่าง่ายๆ นี้ก็ทำให้นักพรตหม่างตั้งท่าเหมือนเผชิญหน้ากับศัตรูตัวฉกาจ พริบตานั้นก็ใช้ ‘สารพัดวิชายุทธ โคจรลมปราณ เรียกใช้เม็ดเสื้อ เกราะสำนักการทหารที่จินหลี่ต้าหวังเพิ่งจะมอบให้เขาเป็นรางวัล เท่ากับว่าได้สวมเสื้อเกราะแวววับที่สามารถคุ้มครองความปลอดภัย ไว้ตัวหนึ่ง ขณะเดียวกันก็แอบเรียกวัตถุแห่งชะตาชีวิตสำหรับป้องกัน
ออกมาอย่างลับๆ สมบัติอาคมที่ใช้ทั้งป้องกันและโจมตีสองชิ้น แล้ว ยังชักกระบี่ออกจากฝัก… สมบัติอาคมที่ใช้ทั้ง
ก็เหมือนการถามหมัดในยุทธภพ ปรมาจารย์แค่ทำท่ายกมือ ง่ายๆ อีกฝ่ายก็หูตาพร่าลาย ร่ายกระบวนท่าหมัดเท้าครบชุดไปชุด หนึ่งแล้ว
เดิมทีหยวนหยวนอยากออกไปให้ไกลจาก “สนามรบ’ ตาม สัญชาตญาณ กลัวว่าจะเดือดร้อนติดร่างแหไปด้วย เพียงแต่ว่ามี คุณธรรมต่อสหายก็เลยแข็งใจไม่ขยับเท้าก้าวไปไหน
จินหลี่เองก็ทำมุทราอยู่ในชายแขนเสื้อ ตั้งท่าเตรียมพร้อมรอ ต่อสู้
หวังจูยกหลังมือขึ้นเช็ดหน้าผาก
เฉินชิงหลิวหัวเราะ สามพันปีผ่านไปแล้วก็ถือว่าชื่อเสียงและ บารมียังคงอยู่ ไม่ลดน้อยลงไปกว่าอดีตได้หรือไม่?
เฉินชิงหลิวถาม “เห็นแล้วหรือยัง?”
สันดอนเปลี่ยนง่าย สันดานเปลี่ยนยาก เหมือนอย่างกลิ่นอาย ความดุร้ายบนร่างนักพรตหม่าง ก็คือหนึ่งในสันดานพื้นฐานของเผ่า ปีศาจในโลกมนุษย์
ต้องรู้ว่าบนพื้นดินที่กว้างใหญ่ไพศาลของเมื่อหมื่นปีก่อน สิ่ง ศักดิ์สิทธิ์กินควันธูปของเผ่ามนุษย์ ส่วนสิ่งที่เผ่าปีศาจชอบกินมาก ที่สุด ก็คือร่างของมนุษย์
เหมือนอย่างนักพรตเนิ่นที่เคยถูกลู่เฉินจับเข้าไปอยู่ในฟ้าดินจิต ธรรม ต่อให้นักพรตเนิ่นรู้ตัวตนที่แท้จริงของนักพรตหนุ่ม พอเห็นเจ้า ลัทธิลู่ที่นั่งบัญชาการณ์ป๋ายอวี้จิงหมายจะใช้พลังอำนาจที่รุนแรงดุจ สายฟ้าฟาดอันหนักหน่วงมาสยบกำราบตน นักพรตเนิ่นก็ไม่ขลาด กลัวการต่อสู้ แต่ไม่มีเหตุผลที่จะให้เขายื่นคอรอให้ตัดเด็ดขาด ถึง อย่างไรก็ถูกลิขิตมาแล้วว่าจะไม่ได้มีจุดจบที่ดี ถ้าอย่างนั้นก็ใช้ชีวิต ไปยืนยันคำพูดประโยคหนึ่งของบนยอดเขาแห่งมืดสลัวที่ว่า “ลู่เฉินสู้ ใครก็ไม่ชนะ” เสียเลย
จินหลี่รับรู้ความนัยได้โดยไม่ต้องอธิบาย จึงเอ่ยว่า “ดาบสองคม”
นางรับปากว่า “จวนวารีของพวกเราจะให้การควบคุม ผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างเข้มงวดโดยเฉพาะคนที่มีทำเนียบอยู่ที่นี่ ข้าจะ สอบถามด้วยตัวเอง ตรวจสอบอย่างละเอียด”
นิสัยของเผ่าปีศาจชัดเจนโดดเด่น เมื่ออยู่บนเส้นทางการฝึกตน ก็ง่ายที่จะหัวแข็งยึดมั่นในความคิดของตัวเอง สามารถมุ่งหน้าสู่ มรรคาได้อย่างหนักแน่น เดินทวนกระแสน ้าขึ้นสู่เบื้องบน แน่นอนว่า ความดุร้ายก็มีมาก และจิตสังหารก็เข้มข้น นักพรตหม่างยังเป็นเซียน เหรินที่ตั้งใจฝึกบำเพ็ญตนสืบทอดสายดั้งเดิมของอารามเฟยเซียน
ขนาดเขายังเป็นเช่นนี้แล้วนับประสาอะไรกับพวกผู้ฝึกตนเผ่าปีศาจ ห้าขอบเขตกลางทั้งหลายเหล่านั้น?
จินหลี่เอ่ยอย่างปลงอนิจจัง “ทุกวันนี้จวนวารีได้รับการยอมรับ จากลัทธิขงจื๊อและศาลบุ๋นอีกครั้ง คำว่ากฎระเบียบไม่อนุญาตให้พวก เราแสร้งทำเป็นมองไม่เห็น ไม่ได้ยินอีกต่อไป”
เฉินชิงหลิวพยักหน้า ถือว่ายังพอจะมีสมองอยู่บ้าง ในเมื่อจินหลี่
ฉลาดหัวไว เขาก็ยินดีจะพูดเพิ่มเติมอีกสักสองสามประโยค “เป็น เซียนอิสระนั้นยังดี ต่างคนต่างมีเคราะห์กรรมความเป็นความตาย เกียรติยศและอัปยศ ก็แค่ทำอะไรไว้ก็ต้องรับผลอย่างนั้น หนีรอด หายนะมาได้ ก็แค่ขอบคุณฟ้าดินก็พอ หากต้องสลายกลายเป็นเถ้า ธุลี ก็ไม่จำเป็นต้องโทษคนบ่นฟ้า แต่ในเมื่อมีพื้นที่ประกอบพิธีกรรม แล้ว กรรมที่มีร่วมกันก็ยิ่งลึกและหนา”
จินหลี่ยอมรับนับถือจากใจจริง “ได้รับการสั่งสอนแล้ว”
เฉินชิงหลิวเอ่ยเยาะเย้ยว่า “หลักการเหตุผลที่ตื้นเขินเท่านี้ พวก เจ้าทุกคนต่างก็รู้กันดีอยู่แก่ใจ ก็หนีไม่พ้นว่าเกิดจากการหล่อหลอม ซึมซับจนเป็นนิสัย ก็แค่หวังพึ่งโชคเท่านั้นรอกระทั่งเกิดเรื่องเข้าจริงๆ เห็นโลงศพก็ไม่หลั่งน ้าตา”
นักพรตหม่างเก็บกระบี่สอดเข้าฝักเงียบๆ ถอยกลับไปอยู่ข้าง กายแม่ทัพหยวน เหงื่อแตกเต็มแผ่นหลัง คุมเชิงเผชิญหน้าอยู่กับเฉิน ชิงหลิว มีแรงกดดันมหาศาลยิ่งนัก
หยวนหยวนตกตะลึงระคนยินดี เฉินชิงหลิวถึงกับมีเมตตายอม ผ่อนปรนต่อนักพรตหม่างเป็นพิเศษ
เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายไม่ได้ถือสาจิตสังหารน้อยนิดนี้ของนักพรต หม่าง
หยวนหยวนอุตส่าห์หาสหายที่พูดคุยกันได้ถูกคอเจอทั้งที เขาไม่ อยากทำเรื่องอย่างการเก็บศพให้กับสหายเร็วขนาดนี้หรอกนะ
เดิมทีหยวนหยวนก็ยืนหันหลังให้กับขั้นบันไดอยู่แล้ว เขายก นิ้วโป้งตั้งไว้ข้างหน้าตัวเอง หางตาของนักพรตหม่างเหลือบมาเห็น การกระทำนี้ของแม่ทัพหยวน แผลหายแล้วก็ลืมความเจ็บปวด กลับมาลำพองใจทันใด ตนนี่ช่างเป็นลูกผู้ชายจริงๆ! ขอแค่วันนี้โชค ดีรอดตายมาได้ พรุ่งนี้ก็มีเรื่องให้พูดคุยบนโต๊ะสุราแล้ว บางทีไม่ต้อง รอพรุ่งนี้ด้วยซ ้า คืนนี้ก็ได้เลย
นักพรตหม่างเองก็หมุนตัวกลับมา แสร้งทำเป็นมองว่าพวกศิษย์ ลูกศิษย์หลานจะมาถึงเมื่อไหร่ แล้วเขาก็ยกมือขึ้นทำท่ายกจอกเหล้า เงียบๆ
หยวนหยวนผงกศีรษะอย่างรู้ใจกัน พวกเราสองพี่น้องรอดมา จากหายนะใหญ่ได้ ย่อมต้องมีโชคดีรออยู่เบื้องหลัง ต้องดื่มฉลองสัก หน่อย
หยวนหยวนใช้เสียงในใจพูดคุย “นักพรตหม่าง ก่อนหน้านี้ข้าไม่ กล้าแพร่งพรายตัวตนของอีกฝ่าย…”
นักพรตหม่างโบกมือ หัวเราะร่วนเอ่ยว่า “พี่น้องคนกันเอง อย่าได้แสร้งทำเป็นอิดออดเรื่องมาก ถึงอย่างไรก็เพราะหวังดีต่อข้า ลองเอาตัวไปอยู่ในสถานการณ์ ไม่แน่ว่าข้าอาจจะใจกล้าสู้สหาย ไม่ได้ด้วยซ ้า แม้กระทั่งผายลมก็ยังไม่กล้าปล่อยออกไป”
หยวนหยวนเอ่ยเนิบช้า “คราวหน้าพวกเราสองพี่น้องมาร่วม สาบานเป็นพี่น้องต่างแซ่กันเถอะ”
นักพรตหม่างสีหน้าจริงจัง พยักหน้ารับหนักๆ “ตั้งใจเช่นนี้อยู่ พอดี!”
จินหลี่เห็นว่าเจ้าโง่สองคนนั้น “ส่งสายตาให้กันไปมา” ก็ปวดหัว จริงๆ
เพียงไม่นานก็มีอาจารย์และศิษย์คู่หนึ่งมาถึงที่นี่ คนหนุ่มรูปงาม ใบหน้าผุดผ่องดุจหยก คือลูกศิษย์ผู้สืบทอดที่นักพรตหม่างให้ ความสำคัญที่สุด มีฉายาว่า “อวี้กั๋ว
ส่วนคนที่แต่งกายเป็นเด็กหนุ่มคือศิษย์หลานเพียงหนึ่งเดียวของ นักพรตหม่าง มีฉายาว่า “ชิงฉิว” ได้รับพระราชทานแซ่สกุล “ลู่’ เด็ก สาวจึงใช้ชื่อลู่ชิงฉิวเป็นชื่อตัวเอง
อาจารย์และศิษย์สองคนที่ได้ข่าวก็พากันมาที่นี่อย่างว่องไว ไม่รู้ ว่าสุ่ยจวินจะมีคำสั่งอะไร
แล้วพวกเขาก็ได้เห็นผู้เฒ่าชุดเขียวที่นั่งอยู่ด้านบนสุดของ ขั้นบันไดได้อย่างว่องไว แขกผู้สูงศักดิ์? ไม่รู้ว่าเป็นบินทะยานเฒ่า จากทวีปใด?
หวังจูช่วยแนะนำให้พวกเขาด้วยตัวเอง “คนพิฆาตมังกร เฉินชิง หลิว ฉายาว่าชิงจู่”
อวี้กั๋วมีสีหน้าพรั่นผวา รีบท่องคาถาโบราณบทหนึ่งในใจเพื่อใช้ สยบจิตแห่งมรรคาให้มั่นคง มองเฉินชิงหลิวแค่ปราดเดียวก็ไม่กล้า มองอีก
เฉินชิงฉิวลูกศิษย์ของเขามีสายตาเฉยเมย ไม่สะทกสะท้าน เด็ก สาวแค่เชิดหน้าสูงจ้องเป๋งไปที่คนพิฆาตมังกรผู้นั้น
ไม่ว่าจะเป็นการปิดประตูบอกต่อกันปากต่อปาก หรือเป็นการ เก็บงำไว้ไม่ยอมเปิดเผยหลีกเลี่ยงไม่พูดคุยอย่างที่รู้กันโดยไม่ต้อง เอื้อนเอ่ย ต่างก็เป็นการ “ตั้งป้ายศิลา” หรือไม่ก็การ “สร้างร่างทอง” บนใจคนอย่างหนึ่ง
ครู่หนึ่งต่อมา
เฉินชิงหลิวยิ้มถามว่า “ไหนลองว่ามาสิ แต่ละคนมองเห็น อะไรบ้าง?”
ภาพเหตุการณ์ประหลาดที่อวี้กั๋วมองเห็นมากพอจะสะท้าน สะเทือนใจคนได้
นั่นคือปลาจินหลี่ขนาดใหญ่โตมโหฬารตัวหนึ่งที่กำลังจะกลาย ร่างเป็นมังกร ลอยว่ายวนอยู่กลางอากาศ ลากหนวดยาวสองเส้น
มังกรที่แท้จริงตัวหนึ่งขดตัวอยู่ ดวงตาสีทองบริสุทธิ์คู่นั้นหลุบลง ต ่ามองมายังตน
น ้าตกสีขาวหิมะใหญ่ยักษ์เส้นหนึ่งตกลงมาจากฟ้า สาดเทลงมา อย่างต่อเนื่อง ส่งเสียงครืนครั่นกระแทกอยู่บนบันไดขั้นบนสุด จากนั้นก็มีไข่มุกที่เปล่งประกายระยิบระยับนับไม่ถ้วนสาดกระจาย ออกมา มากมายละลานตา ปกคลุมกลุ่มตำหนักแถบนี้เอาไว้
ภาพเหตุการณ์ที่สู่ชิงฉิวมองเห็น กลับเป็นทัศนียภาพที่แตกต่าง ออกไป
ประหนึ่งความแตกต่างในการมองใจกับการมองลมปราณของผู้ ฝึกตน
แม่ทัพหญิงสวมเสื้อเกราะคนหนึ่งเปี่ยมไปด้วยมาดองอาจห้าว หาญ สายตามองตรงไปเบื้องหน้า ปราณสังหารพลุ่งพล่าน ในมือกำ ธงผืนใหญ่เอาไว้
เด็กสาวคนหนึ่งเบี่ยงหน้ามองไปยังมุมหนึ่ง ไม่รู้ว่ามองอะไรอยู่ บนใบหน้าของนางมีรอยยิ้ม
มือกระบี่หนุ่มคนหนึ่งยิ้มตาหยี สวมชุดจื่อหลัวรัดเข็มขัดหยก หล่อเหลารูปงามเหนือสามัญ ประหนึ่งคุณชายสูงศักดิ์ที่ไม่ยี่หระกับ สิ่งใด
แน่นอนว่านี่ต้องเป็นเพราะเฉินชิงหลิวไม่คิดจะทำให้พวกเขา ลำบากใจ ถึงขั้นที่ว่าจงใจเพิ่ม “ความสามารถในการมองเห็น” ให้กับ พวกเขาด้วย
เฉินชิงหลิวหัวเราะร่วนถามว่า “ยังจะให้ข้าช่วยดูคนมี ความสามารถในจวนวารีเพิ่มอีกไหม?”
จินหลี่สีหน้ากระอักกระอ่วน
หวังจูเอ่ย “ตอนนี้ยังไม่มีต้นกล้าที่ดีมากมายขนาดนั้น”
ไม่อย่างนั้นก็ใช่ว่าจะทำไม่ได้
เฉินชิงหลิวมองไปยังอวี้กั๋วที่ทั่วร่างเปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายแห่ง ตำรา “เจ้าตัวน้อย เจ้ามองศาลบุ๋นอย่างไร?”
จินหลี่เอ่ยเตือนทันที “แค่พูดความในใจออกมาก็พอ ถึงอย่างไร พวกเจ้าก็หลอกสหายชิงจู่ไม่ได้อยู่แล้ว”
อวี้กั๋วไม่ต้องกลั่นกรองถ้อยคำและเรียบเรียงให้ไพเราะเลยสักนิด นางพูดอย่างตรงไปตรงมาว่า “ข้าอ่านตำรามาไม่มาก ได้แค่พูดถึง ความคิดเห็นบางอย่างของตัวเองเท่านั้น ความรู้ของลัทธิขงจื๊อที่
แท้จริงไม่เคยสอนให้ใครเป็นคนดีเกินเหตุ อาจารย์ผู้เฒ่าท่านนั้น ถึงกับพูดโพล่งออกมาเลยว่า “ใช้คุณธรรมตอบแทนความแค้น แล้ว จะใช้อะไรตอบแทนคุณธรรม
เพียงแค่ประโยคนี้ ข้าก็ต้องเคารพนับถือปรมาจารย์มหาปราชญ์ จากใจจริง หลี่เซิ่งก็เหมือนคนมีอำนาจตัดสินใจของตระกูลใหญ่ที่ยุ่ง ที่สุด เหนื่อยทั้งกายเหนื่อยทั้งใจ ต้องคอยปะชุนซ่อมแซมไปทุกหน ทุกแห่ง เขาหวังอย่างยิ่งว่าความรู้ของยุคสมัยเดียวกันกับความรู้ยุค ของคนรุ่นหลังจะเหนือกว่าตัวเอง เขาจึงลงมือทำเรื่องต่างๆ พลางรอ คอยไปด้วย บางทีอาจเป็นเพราะธรรมชาตินำพา หย่าเซิ่งคือคนที่
หยิ่งทระนงที่สุด ไม่มีหนึ่งใน ดังนั้นเขาจึงชี้ให้เห็นถึงขีดสุดของใจคน และวิถีทางโลกอย่างชัดเจน เหวินเซิ่งพูดจา ศึกษาหาความรู้หรือลง มือทำอะไรล้วนเข้มงวดระมัดระวังที่สุด ตั้งใจแน่วแน่ที่จะ ประคับประคองค ้าจุนโลกหล้าไว้ มิให้เสื่อมทรามลงไปมากกว่าเดิม”
สิ่งเหล่านี้ล้วนได้มาจากการอ่านตำราเล่มเก่า หลังจากที่ตาม อาจารย์มาสวามิภักดิ์ต่อจินหลี่ต้าหวัง ก็ได้อ่านหนังสือใหม่อยู่หลาย เล่ม
“หลังจากศึกตรีจตุ อาจารย์ต่งของศาลบุ๋นก็เพียรพยายามอย่าง สุดกำลังเพื่อประสานกลมกลืนทุกฝ่ายให้ลงตัว แต่มองออกว่า อันที่
จริงเขาเอนเอียงเข้าข้างคำกล่าวที่ว่ามนุษย์นั้นเดิมมีสันดานชั่วร้าย ของเหวินเซิ่งมากกว่า”
“เมื่อธรณีของการเป็น “บัณฑิต” ยิ่งลดลงต ่ามากขึ้นเรื่อยๆ ใจ คนก็เปลี่ยนมาเป็นซับซ้อนมากเท่านั้น ความรู้ก็จะเสื่อมถอยลงทุกวัน กระจัดกระจายไม่เป็นชิ้นเป็นอัน”
“นี่ก็น่าจะเป็นดั่งคำกล่าวที่ว่า “มรรคาและศาสตร์ทั้งหลายจะทำ ให้ใต้หล้าแตกแยกของเจ้าลัทธิลู่แห่งป๋ายอวี้จิง”
ฟังอวี้กั๋วพูดเจื้อยแจ้ว นักพรตหม่างอึ้งค้างอยู่กับที่ เขารู้แค่ว่าลูก ศิษย์อย่างอวี้กั๋วผู้นี้ชอบอ่านตำรา ตำราในอารามมีจำกัดจึงไม่รู้ว่า เขาอ่านไปกี่รอบแล้ว ส่วนรายละเอียดคืออ่านอะไรบ้าง ชอบอ่าน ตำราแบบไหน เข้าใจเรื่องอะไร เขาที่เป็นอาจารย์กลับไม่รู้เลยจริงๆ
สายตาของเฉินชิงหลิวขยับเบนไปมองเด็กสาว
ลู่ชิงฉิวเอ่ย “ข้าไม่เคยขึ้นบก ไม่เคยได้สัมผัสกับลัทธิขงจื๊อมา ก่อน ไม่รู้ความจริง จึงไม่มีความคิดเห็นใดๆ”
เฉินชิงหลิวไม่ยอมรับและไม่ปฏิเสธ
จินหลี่มองไปยังนักพรตหม่างและแม่ทัพหยวนก่อน แล้วจึงมอ งอวี้กั๋วกับลู่ชิงฉิว ยังดีๆ จวนวารีของมหาสมุทรบูรพาไม่ได้มีแต่พวก หัวร้อนอย่างเดียว
ผ่านด่านแล้ว!
นักพรตหม่างยื่นมือออกมากดหัวของลูกศิษย์และศิษย์หลาน เอาไว้ ทั้งรู้สึกละอายใจและภูมิใจ เอ่ยเสียงเบาว่า “อาจารย์และ อาจารย์ปู่ของพวกเจ้าโง่เขลาไปหน่อย เส้นทางการฝึกตนของพวก เจ้าในอนาคตคงจะลำบากหน่อย ต้องพึ่งตัวเองให้มาก”
ผลสำเร็จบนมหามรรคาในอนาคตของพวกเขาสูงหรือต ่า ต้องดู ทั้งคุณสมบัติ นิสัยใจคอ แล้วก็ต้องดูที่ชะตากรรมของพวกเขาด้วย แต่อย่างน้อยสายของอารามเฟยเซียนก็ไม่มีคนชั่วช้า
เฉินชิงหลิวยิ้มตาหยีถามว่า “แม่ทัพหยวน ก่อนหน้านี้ได้ยินมา ว่าเจ้าพูดคุยกับเฉินผิงอันอยู่บนทางเส้นเล็กของจวนราชครู ดูมี อารมณ์ขันมากเลยนะ ไฉนพอมาเจอข้าถึงเปลี่ยนมาเป็นสำรวม เช่นนี้ พยายามเค้นสมองคิดหาถ้อยคำอยู่หรือ? ทำไม รู้สึกว่าข้า สังหารได้อาศัยแค่เวทกระบี่ไม่จำเป็นต้องมีเหตุผล แต่เขากลับเป็น วิญญูชนผู้เที่ยงตรงที่ใช้เหตุผล ก็เลยปฏิบัติต่อกันอย่างแตกต่าง เช่นนี้?”
หยวนหยวนได้ยินก็หมุนตัวกลับมา ตั้งใจคิดอยู่ครู่หนึ่งก็เอ่ยเนิบ ช้าว่า “เซียนกระบี่เฉินเป็นคนมหัศจรรย์ คือยอดฝีมือที่พูดจาสุภาพ ไพเราะ อาจารย์เฉินเป็นคนจริงใจ เป็นผู้ยึดมั่นในความจริงแท้ และมี จิตใจอันบริสุทธิ์จริงแท้ ข้าเป็นแค่คนตัวเล็กๆ เป็นคนรุ่นหลังเป็นผู้ต ่า ต้อย ย่อมต้องดูตามฐานะและสถานการณ์ของแต่ละคน ยามพูดจา กับทั้งสองท่านจึงแตกต่างกันไป”
นักพรตหม่างอิจฉายิ่งนัก สหายหยวนรู้จักพูดมากกว่าตน ดูท่า ฝึกตนอยู่บนบกและอ่านหนังสือได้เยอะมากพอก็ทำให้เข้าใจผู้คน และเรื่องราวได้ดีกว่าจริงๆ
เห็นได้ชัดว่าหวังจูก็ดูอารมณ์ดีเหมือนกัน นางบิดข้อมือ เสก จานฝนหมึกโบราณชิ้นหนึ่งมาไว้บนฝ่ามือ คือของเก่าแก่ของวัง
มังกร วัตถุดิบมาจากภูเขาจีจู่ของแจกันสมบัติทวีปในแอ่งที่ใช้ฝน หมึกยังมีไข่มุกน ้าหยดหนึ่งที่ได้มาจากวัดหนันซานของอุตรกุรุทวีป ใสกระจ่างไร้สิ่งสกปรกเจือปน ก่อนหน้านี้เลื่อนเป็นขอบเขตสิบสี่ หวังจูชอบจานฝนหมึกชิ้นนี้มาก นางหลอมมันจนมีสระมังกรแห่งหนึ่ง เพิ่มมา เวลานี้แอ่งฝนหมึกมีจุดสีม่วงหนึ่งจุด มองตาเปล่าก็ยังเห็นชัด เหมือนรอยหมึกเก่า ผู้ฝึกตนมองเห็นก็รู้ได้เลยว่านี่คือชุดคลุมอาคม สีม่วงชุดหนึ่งที่ลอยอยู่เหนือผิวน ้าของสระมังกร
หวังจูใช้สองนิ้วคีบของชิ้นนี้ขึ้นมา แล้วโยนไปให้ลู่ชิงฉิว “ยกให้ เจ้าเป็นรางวัล วันหน้าสามารถสืบทอดต่อกันไปรุ่นสู่รุ่น ให้เป็นหนึ่ง ในของแทนตัวของเจ้าอารามเฟยเซียน”
บทพิเศษ ตอนที่ 70.5 สลักเรือตามหากระบี่
ลู่ชิงฉิวใช้สองมือรับชุดคลุมอาคมสีม่วงที่เบาเหมือนไม่มีอยู่จริง ชิ้นนั้นมาด้วยสีหน้าอึ้งค้าง
ได้ทั้งสมบัติล ้าค่าชิ้นนี้ แล้วยังถูกสุ่ยจวินเลือกตัวเป็นเจ้าอาราม เฟยเซียนรุ่นถัดไปด้วยหรือ?
อาจารย์ปู่จะทำอย่างไร? อาจารย์จะทำอย่างไร?
นักพรตหม่างยิ้มเอ่ย “สมบัติที่สุ่ยจวินประทานให้ แค่รับไว้ก็พอ”
จินหลี่รู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง เดิมทีนางคิดว่าอวี้กั๋วจะได้รับ ตำแหน่งเจ้าอารามต่อเพราะถึงอย่างไรเว้นเสียจากว่าลูกศิษย์รุ่นสอง ไม่ค่อยมีความสามารถเท่าไร ถึงจะมอบอำนาจข้ามผ่านรุ่น เรื่องแบบ นี้ก็ไม่ถือว่าพบเห็นได้บ่อยนักบนภูเขา
จินหลี่มองอวี้กั๋ว สีหน้านิ่งสงบคล้ายคาดเดาได้ล่วงหน้าอยู่แล้ว ไม่ได้มีความผิดหวังใดๆ มองจิตแห่งมรรคาของอีกฝ่ายก็ยิ่งใส กระจ่างราวผลึกแก้ว
ทำไม เจ้าเด็กนี่คงไม่ได้มีความคิดอยากจะไปอ่านตำราของลัทธิ ขงจื๊อเพื่อเป็นนักปราชญ์วิญญูชนของสำนักศึกษามาตั้งนานแล้ว หรอกนะ?
เดิมทีสายของอารามเฟยเซียนจะให้ใครเป็นผู้สืบทอด นักพรต หม่างไม่อยากสิ้นเปลืองสมอง ยิ่งไม่มีความคิดที่จะอบรมบ่มเพาะใคร แล้วให้พวกเขามา “แย่งชิงตำแหน่งกันเอง” แต่ให้พวกลูกศิษย์รุ่นที่
สองปรึกษากันเอง พวกเจ้าร่วมกันเลือกคนที่เหมาะสม แล้วค่อยมา บอกอาจารย์อย่างเขาสักคำ แต่หากมอบตำแหน่งให้กับลู่ชิงฉิวที่เป็น ลูกศิษย์ของลูกศิษย์…นักพรตหม่างใช้เสียงในใจสอบถาม “อวี้กั๋ว มี ตรงไหนไม่พอใจหรือไม่ หากว่ามี ก็ถือเป็นเรื่องปกติของคนทั่วไป ไม่ จำเป็นต้องอาย หลังจากนี้ข้าสามารถปรึกษากับสุยจวินและจินหลี่ต้า หวัง ให้มอบตำแหน่งให้เจ้าก่อนแล้วค่อยมอบให้กับชิงฉิว”
อวี้กั๋วใช้เสียงในใจยิ้มเอ่ย “ทำไมอาจารย์ต้องประเมินตัวเองต ่า ด้วยเล่า?”
นักพรตหม่างมึนงง “หมายความว่าอย่างไร?”
อวี้กั๋วอธิบาย “อาจารย์ พวกเราคือคนบนเส้นทางเดียวกัน บางที การฝึกตนของพวกเราอาจจะไม่โดดเด่นนัก แต่ความสามารถในการ เลือกลูกศิษย์กลับไม่ด้อยไปกว่าใครเลย”
นักพรตหม่างหัวเราะเสียงดังอย่างมีความสุข “ใช่เลยๆ มี เหตุผลๆ”
ลู่ชิงฉิวกอดชุดคลุมอาคมตัวนั้น แต่กลับอ่อนใจอย่างยิ่ง เพราะ นางไม่อยากให้ตัวเองถูกโลกภายนอกและถูกคนบนบกรู้จักเร็วขนาด นี้ เมื่อเทียบกับการมีชื่อเสียงแต่เนิ่นๆ ซึ่งฉายประกายเฉียบคมเต็มที่
นางชอบการแอบทำเรื่องต่างๆ สะสมพลังตบะอย่างเงียบๆ มากกว่า สักวันหนึ่งค่อยปรากฏตัวบนโลกกะทันหัน ให้ทุกคนตกใจกันไปเลย
ดังนั้นลู่ชิงฉิวจึงบากหน้าใช้เสียงในใจเอ่ยว่า “อาจารย์ ข้า สามารถบอกกับอาจารย์ปู่ได้หรือไม่ว่าท่านอยากเป็นเจ้าอาราม อย่า ให้ข้าเป็นเจ้าอารามเลย?”
อวี้กั๋วอิ่มรับหนึ่งที “ไม่มีปัญหา เดี๋ยวข้าจะปรึกษากับอาจารย์ปู่ เจ้าทันที”
อวี้กั๋วใช้เสียงในยิ้มเอ่ย”อาจารย์ ชิงฉิวบอกว่านางเป็นเจ้าอาราม ได้ไม่มีปัญหา แต่กังวลว่าตัวเองจะเป็นได้ไม่ดี ในอนาคตอาจถูกท่าน และจวนวารีตำหนิ”
นักพรตหม่างลูบปลายคาง เอ่ยว่า “ไม่เป็นไร ในอนาคตหาก อารามเกิดข้อผิดพลาดอะไร ก็ให้พวกเราร่วมกันรับผิดชอบกับทาง ฝั่งจวนวารีเอง”
“อาจารย์ ข้าก็ต้องรับผิดชอบด้วยหรือ? ตำแหน่งเจ้าอารามเป็น ท่านที่ยกให้ชิงฉิวนะหากข้ามีใจเห็นแก่ตัวสักเพียงเล็กน้อย เวลานี้คง มีแต่คำบ่นอยู่เต็มท้องแล้ว ไฉนข้าถึงยังต้อง…”
“เหลวไหล เจ้าก็คือคนที่เป็นอาจารย์ของคนเขา ยังคิดจะหนีอีก หรือ?! หากยังพูดมากอีกแม้แต่ครึ่งคำ ยังบ่นไม่หยุด ไม่สู้ให้เจ้ามา เป็นเจ้าอารามไหมล่ะ?”
“…”
ลู่ชิงฉิวเห็นว่าอาจารย์คล้ายจะใช้เสียงในใจพูดคุยกับอาจารย์ฟู แล้วก็เหมือนจะเกิดโต้เถียงกัน เป็นอาจารย์ปู่ที่ไม่ตอบตกลงกับเรื่อง นี้ กลัวว่าจะเป็นการทำให้สุ่ยจวินเสียหน้าแต่โชคดีที่อาจารย์กำลังใช้ เหตุผลโต้แย้งแทนตนอย่างสุดกำลัง?
จินหลี่ตีหน้าเคร่งกลั้นขำ
เฉินชิงหลิวจุ๊ปาก ถามว่า “จะดีจะชั่วก็เป็นอาวุธเซียนชั้นสูงที่
รองรับสายสืบทอดเอาไว้คิดจะมอบให้ใครก็มอบให้ได้ง่ายๆ แบบนี้
เลยหรือ?”
อย่าว่าแต่อารามเฟยเซียนเลย ต่อให้เป็นจวนเซียนอักษรจงบน บกแห่งหนึ่งที่มีบินทะยานนั่งบัญชาการณ์ ของชิ้นนี้ก็สามารถเอามา ทำเป็นสมบัติพิทักษ์ภูเขาได้
ก็คือชุดคลุมอาคมสีม่วงของนักพรตกระดูกขาว บอกว่าหวังจู ฉวยโอกาสมาช่วงชิงสมบัติหนักชิ้นนี้ไปก็ถือว่าเป็นความจริง
ส่วนง้าวใหญ่ชิ้นนั้น “ตกไปอยู่ที่ไหน” ตำแหน่งของมันอยู่ใน อาณาเขตของทะเลตะวันออกพอดี แต่หวังจูกลับไม่มีความคิดที่จะ ยึดครองมันมาเป็นของตน
บนภูเขา สมบัติล ้าค่าที่ใช้สำหรับป้องกันซึ่งมีระดับขั้นเท่าเทียม กั้น ถึงอย่างไรก็ยังเป็นรองสมบัติหนักที่ใช้สำหรับโจมตี เพราะอะไร? นี่ก็น่าจะเป็นปัญหาของโลกมนุษย์และจิตแห่งมรรคาแล้ว
จินหลี่ช่วยพูดไกล่เกลี่ยให้ทันที “น ้าดีไม่ไหลเข้านาคนนอก อย่างไรละ แม่หนูชิงฉิวผู้นี้ต้องมีอนาคตยาวไกลแน่นอน ไม่เพียงแต่ สามารถทำให้สายของอารามเฟยเซียนเจริญก้าวหน้า เชื่อว่าใน อนาคตนางก็จะต้องกลายมาเป็นหนึ่งในเสาคานสำคัญของจวนวารี มหาสมุทรบูรพาด้วย”
หวังจูเอ่ย “ในอนาคตพวกลู่ชิงฉิวสามารถไปแตกกิ่งก้านสาขา อยู่บนบกได้”
เฉินชิงหลิวพยักหน้า “น ้าไหลลงสู่มหาสมุทร ไอฝนไอหมอกพุ่ง ทะลุออกจากภูเขาตอบแทนกันอย่างมีไมตรี”
จินหลี่ยิ้มเอ่ย “ราชครูเฉินตอบตกลงว่าจะให้การดูแลอารามเฟย เซียนที่อยู่บนบกมากหน่อย”
พอเอ่ยประโยคนี้ออกไปก็รู้สึกได้ว่าไม่เหมาะสม นางกังวลว่าเฉิน ชิงหลิวจะเข้าใจผิดคิดว่าตัวเอง “เรียกกองหนุนมาช่วย
คิดไม่ถึงว่าเฉินชิงหลิวจะเอ่ยว่า “คำสัญญาของเขาถือว่ามีค่าอยู่ บ้าง”
ส่วนที่ทำให้จวนวารีมหาสมุทรบูรพากับภูเขาลั่วพัวมีความ เกี่ยวพันกัน ก็น่าจะเป็นเรื่องสามอย่างที่เกิดขึ้นต่อเนื่องกัน อันดับ แรกคือชุยตงซานและเฉาฉิงหล่างที่มาพบหวังจู หวังจูได้มอบเงินฝน ธัญพืชสองหมื่นเหรียญให้ง่ายๆ ถือเป็นการบรรลุความเข้าใจร่วมกัน โดยไม่ต้องเอ่ยปากในเรื่องของการขุดเจาะลำน ้าใหญ่ที่ใบถงทวีป
นอกจากนี้ก็คือฉิวตู๋หญิงชราที่ทำเนียบอยู่ที่สำนักกระบี่ชิงผิงได้ แผนการที่แยบยลมาจากชุยตงชาน ปลุกความกล้ามาที่นี่ช่วยขอ รายชื่อสำหรับการเดินลงน ้าให้กับหูอู่หลิงจากจวนวารี นอกจากนี้
เฉินผิงอันยังรับปากกับตัวเองว่า รอให้วันใดอารามเฟยเซียนย้ายขึ้น ไปอยู่บนบกแล้ว ก็สามารถไปขอความช่วยเหลือที่จวนราชครูต้าหลี ได้
พูดถึงเรื่องนี้ หัวใจของนักพรตหม่างก็พลุ่งพล่านด้วยความ ตื่นเต้น ยิ่งซาบซึ้งใจต่ออิ่นกวานหนุ่มมากขึ้น นึกอยากจะรีบไป ขอบคุณอีกฝ่ายต่อหน้าที่แจกันสมบัติทวีปในทันที
แซ่เฉินเหมือนกัน แม่งกลับต่างกันราวฟ้ากับเหวจริงๆ
ทุกวันนี้นักพรตหม่างยังมีหน้าที่ลาดตระเวนน่านน ้าของใบถง ทวีปด้วย มีความหมายเหมือน “ขุนนางใหญ่ที่ได้รับงาน อยู่หลาย ส่วน เขารับหน้าที่จับตามองน่านน ้าของลำน ้าใหญ่ใหม่เอี่ยมที่ใบถง ทวีป วันหน้าย่อมต้องคบค้าสมาคมกับภูเขาไท่ผิงและราชวงศ์ต้า เฉวียนที่ตั้งอยู่ช่วงต้นของลำน ้าใหญ่ หากจัดการความสัมพันธ์กับ สำนักและราชสำนักในโลกมนุษย์ที่อยู่บนบกพวกนี้ได้ดี ในอนาคต เมื่ออารามเฟยเซียนไปอยู่บนพื้นพสุธาก็จะมีความสัมพันธ์ควันธูป มากกว่าเดิม…เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ล้วนเป็นเพราะอื่นกวานท่านนั้นได้ช่วย “ปูทาง” ให้กับการขึ้นฝั่งของอารามเฟยเซียนไว้แต่เนิ่นๆ!
เจินเหรินยุคโบราณ การฝึกตนนั้นคล้อยไปตามเจตจำนงแห่ง หัวใจ เมื่อท่านและข้าเปิดใจให้กัน ปฏิบัติต่อกันด้วยความจริงใจ ข้า
ก็จะรักษาสัญญาที่มีต่อท่าน พร้อมฝากฝังชีวิตและความเป็นความ ตายไว้ร่วมกัน
นอกจากรูปโฉมสู้เฉาสือไม่ได้ ซึ่งก็ไม่สะดวกจะพูดจาผิดต่อมโน ธรรมในใจว่าใต้เท้าอิ่นกวานเหนือกว่าระดับหนึ่ง ส่วนอื่นๆ ที่เหลือ ใต้เท้าอิ่นกวานก็โดดเด่นรอบด้าน ไม่ว่าเวทกระบี่ วิชาหมัด นิสัยใจ คอ การพูดการจา การวางแผน….ล้วนต้องยกนิ้วโป้งให้!
เฉินชิงหลิวยิ้มถาม “เคยเข้าวัดเข้าอารามไปจุดธูปกราบไหว้องค์ เทพไหม?”
จินหลี่และพวกนักพรตหม่างล้วนมึนงงกันไปหมด ไม่รู้ว่าใน คำถามนี้มีความลี้ลับมหัศจรรย์อะไรหรือไม่ แล้วนับประสาอะไรกับที่
พวกเขาเองก็ไม่คุ้นเคยกับขนบธรรมเนียมบนฝั่งเลย
เฉินชิงหลิวเอ่ย “เพราะในวัดมีพระโพธิสัตว์และเทพเชียนอยู่ พวกเจ้าก็สามารถกอดขาพระเมื่อจวนตัวได้แล้ว?”
หยวนหยวนเอ่ย “ต้องเพิ่มน ้ามันเพิ่มธูปหอม”
ตะพาบเฒ่าแบกศิลาตนนี้เฝ้าประตูให้กับศาลของทะเลสาบร้อย บุปผามานานหลายปีจึงรู้ถึงกฎระเบียบเรื่องนี้ดี
พูดถึงแค่แจกันสมบัติทวีปแห่งนั้น ภูเขาลั่วพั่วแซ่เฉิน สำนัก ศึกษาทั้งหลายล้วนเป็นของลัทธิขงจื๊อ สำนักโองการเทพเป็นของ ลัทธิเต๋า สำนักกระบี่หลงเฉวียนเป็นหรงเฉวียนที่สร้างขึ้นมา ภูเขา
เจินอู่และศาลลมหิมะเป็นของสำนักการทหาร…เป็นเหตุให้ต้าหลี ต้องการสำนักที่เป็นของ “บ้านตัวเอง” ตามความหมายที่แท้จริง
จินหลี่ยิ้มเอ่ย “เหมือน…เครื่องกระเบื้องชิ้นหนึ่งของเตาทางการที่
ใช้ในวัง”
จวนวารีมหาสมุทรบูรพาต้องการกลายเป็นพื้นที่ประกอบ พิธีกรรมด้านวิชาวารีอันดับหนึ่งของโลก นอกจากจะทุ่มแรงไว้ที่ทะเล ตะวันออกแล้ว ก็ยังมีทวีปต่างๆ ของบนฝั่ง มีสถานที่ต่างๆ บนยอด เขา
พูดง่ายๆ ก็คือ ต้องกอดขาของราชสำนักต้าหลีไว้ให้แน่น
รากฐานที่แท้จริงของจวนวารีมหาสมุทรบูรพา อันที่จริงเมื่อเทียบ กับพื้นที่ประกอบพิธีกรรมของสหายร่วมงานคนอื่นๆ ก็ถือว่าโดดเด่น เป็นเอกลักษณ์เพียงหนึ่งเดียวแล้ว
ยังไม่พูดถึง “บินทะยานเฒ่า อย่างจินหลี่ผู้นี้ ยังมีนักพรตหม่างที่
เป็นขอบเขตเซียนเหริน มาจากสายสืบทอดที่แท้จริงของอารามเฟย เซียนยุคโบราณ เหล่าศิษย์ลูกศิษย์หลานที่แม้จำนวนคนจะไม่มาก แต่กลับไม่ใช่พวกไร้ประโยชน์
นักพรตหยกหวงม่านก็เป็นเซียนเหรินเช่นกัน นอกจากนี้ยังมีกง เยี่ยน หลี่ป๋าที่มีฉายาว่า “ชุ่ยจ่าง” ซีหมานผู้ฝึกยุทธขอบเขตเก้า เป็น ต้น
หากอยู่บนบก มีรากฐานเช่นนี้ นอกจากทวีปแดนเทพแผ่นดิน กลางและแจกันสมบัติทวีปแล้ว จะยังไม่สามารถงัดข้อกับพื้นที่
ประกอบพิธีกรรมแห่งใดไม่ได้อีก?
ถึงอย่างไรจินหลี่ก็คือวีรบุรุษผู้เคยก่อกบฏมาก่อน ในใจนาง กระจ่างแจ้งแล้ว พอเข้าใจเรื่องหนึ่งก็เข้าใจเชื่อมโยงไปได้เป็นร้อย เรื่อง นางตบมือยิ้มเอ่ย “ในเรื่องความสัมพันธ์กับพวกเพื่อนรวมงาน ทั้งหลาย แค่ต้องตั้งใจดึงใครสักคนมาเป็นพรรคพวก ต่อให้ต้อง ประจบประแจงบ้างก็ไม่เป็นไร อีกคนหนึ่งก็แค่รักษาหน้ากันไว้ได้ ส่วนอีกคนกลับต้องให้…เป็นศัตรู หากทำให้ความสัมพันธ์ของจวน วารีสามแห่งเหนียวแน่นราวกับกาว ทำไม พวกเราคิดจะก่อกบฏ หรือ?”
นอกจากนี้ ดูเหมือนว่ายังต้องมีใจที่เชื่อมโยงถึงกัน ร่วมมือกัน เล่นงานสตรีอ้วนจากหลุมน ้าลู่ผู้นั้น แน่นอนว่าเงื่อนไขก็คือไม่อาจทำ ให้เรื่องใหญ่ของศาลบุ๋นต้องล่าช้าเสียการ
สามารถทำเรื่องพวกนี้ได้คร่าวๆ คาดว่าจวนวารีมหาสมุทรบูรพา บ้านตนก็น่าจะหยัดยืนอยู่ในใต้หล้าไพศาลได้อย่างมั่นคงแล้ว
ทว่าบินทะยานเก่าใหม่บนยอดเขาทั้งหลายเหล่านั้น หากจะเดิน ทางผ่านมหาสมุทรบูรพา ทางจวนวารีควรทำอย่างไร? คิดมาถึงตรง นี้ จินหลี่ก็มองไปยังองค์หญิง
หวังจูเอ่ย “ข้าพูดน้อย คงไม่ไปพบหน้าพวกเขาแล้ว เชิญเจ้า รับรองแขก สานสัมพันธ์ได้ตามสบาย”
เรียกใครเป็นพี่เป็นน้อง กับสานสัมพันธ์กับฝ่ายต่างๆ แต่ไหนแต่ ไรมาก็เป็นความสามารถประจำตัว เป็นความถนัดของจินหลี่ต้าหวัง อยู่แล้ว
คือวิชาอภินิหารแห่งชะตาชีวิตอย่างหนึ่งของจินหลี่แห่ง มหาสมุทรบูรพา
แทบจะไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าใครรู้สึกว่าเป็นสหายกับจินหลี่แห่ง มหาสมุทรบูรพาแล้วเท่ากับขึ้นเรือโจร พูดถึงแค่การชูธงก่อกบฏที่
ฟ้าร้องดังฝนตกเบาในปีนั้น หลังจากถูกศาลบุ๋นกำราบได้แล้ว ผู้ฝึก ตนบนบกที่สนิทสนมกับนางอย่างมากพวกนั้น ถึงกับไม่มีใครซ ้าเติม ไม่มีคำพูดเหน็บแนมถากถางแม้แต่ครึ่งคำ ถึงขั้นที่ว่ายังมีห้า ขอบเขตบนอยู่หลายคนที่แอบขอร้องศาลบุ๋นให้แทนนาง
ตอนนี้พวกจินหลี่ยังไม่รู้ว่า สรุปแล้วทุกวันนี้มีบุคคลบนยอดเขา กี่มากน้อยที่กำลังจับตามองทุกคำพูดทุกการกระทำของจวนวารี ลำพังแค่บินทะยานเก่าใหม่ก็มีมากเกือบสองมือนับแล้ว อย่างเช่นเหลี ยงส่วงเทียนซือใหญ่ต่างแช่ของภูเขามังกรพยัคฆ์ที่เพิ่งออกจาก แจกันสมบัติทวีปข้ามมหาสมุทรออกเดินทางไกล จิงเฮาที่เพิ่งจะไปที่
หินพักมังกร บินทะยานใหม่ของทักษินาตยทวีปที่ต้องครอบครองง้าว ใหญ่เล่มนั้นให้จงได้ ฉินจ่าวแห่งสำนักเหลียวสุ่ยของหลิวเสียทวีปที่ก็ หวั่นไหวกับสมบัติล ้าค่าชิ้นนี้เช่นกัน และยังมีเทียนจวินเฉาหรงที่
พิสูจน์มรรคาอยู่บนทะเล เพราะในอดีตลู่เฉินผู้เป็นอาจารย์มีความ เกี่ยวข้องกับวังมังกรสภาพจิตใจและความรู้สึกที่บินทะยานใหม่ท่านนี้
มีต่อหวังจูจึงไม่เหมือนปกติ ในอนาคตหากเกิดมรสุมอะไรขึ้น จะยื่น มือช่วยเหลือหรือไม่ ก็ต้องดูแค่ที่ชื่อเสียงของจวนวารีมหาสมุทร บูรพาเท่านั้น….
เฉินชิงหลิวยิ้มเอ่ย “พวกเจ้าสามารถเป็นพันธมิตรกับจิงเฮาแห่ง หลิวเสียทวีปได้ ถึงอย่างไรก็เป็นแค่การสร้างภาพภายนอกที่ถือ โอกาสทำไปเท่านั้น ระหว่างกันไม่ต้องมอบผลประโยชน์ที่จับต้องได้ จริงอะไร อย่างมากก็แค่ส่งจดหมายกระบี่บินไปกลับให้กัน พวกเจ้า ต้องจ่ายเงินเทพเซียนแค่ไม่กี่เหรียญเท่านั้น เชื่อว่าเขาจิงเฮาคงไม่ ปฏิเสธเรื่องดีเช่นนี้ หลังจากเป็นพันธมิตรกับจิงเฮาแล้ว ยังมีข้อดีอีก อย่างหนึ่ง เพราะความสัมพันธ์กับหลิวทุ่ยแห่งเทียนเหยาเซียงฝูเหยา ทวีปก็คงไม่ได้แย่สักเท่าไร”
เพียงไม่นานจินหลี่ก็คิดถึงจุดเชื่อมโยงได้ จึงเฮากับหลิวทุ่ยต่าง ก็สูงศักดิ์เป็นถึงผู้นำแห่งมรรคาของหนึ่งทวีป
บวกกับภูเขาลั่วพั่วของแจกันสมบัติทวีป สำนักกระบี่ชิงผิงของ ใบถงทวีป สำนักกระบี่หลงเซี่ยงของทักษินาตยทวีป…
ใต้หล้าไพศาลแห่งหนึ่งมีทวีปแค่กี่ทวีปกันเชียว?
เฉินชิงหลิวเอ่ยเตือน “จำไว้ว่าในอนาคตเรื่องแรกที่ต้องทำเมื่อ ขึ้นฝั่งที่ฝูเหยาทวีปก็คือตรงไปที่เทียนเหยาเซียง แล้วก็ไม่ต้องเปลือง
น ้าลายพูดอะไรกับหลิวทุ่ย ให้ไปที่หาดลั่วเป่า พอไปถึงที่นั่นก็แสดง ท่าทีสักหน่อย ให้ความเคารพสักเล็กน้อย หากทำได้ไม่ดี ก็ไม่ต้อง ไปสู่เหยาทวีปและเทียนเหยาเชียงแล้ว”
จินหลี่กลัวว่าองค์หญิงจะดื้อรั้น ไม่ยอมไหลตามกระแส ไม่ยอม วางมาดลง ไม่สนใจเรื่องที่ไม่สลักสำคัญพวกนี้
คิดไม่ถึงว่าหวังจูจะพยักหน้าเอ่ย “ตกลง”
ก็แค่ให้ความเคารพเจ้าอารามผู้เฒ่าแห่งอารามกวานเต๋า มหาสมุทรบูรพา เจ้าแห่งถ ้าปี้เซียวผู้นั้นอยู่ไกลๆ เท่านั้น ในใจของ หวังจูไม่ได้รู้สึกคิดไม่ตกอะไร
นักพรตหม่างเป็นคนที่ชอบเรียนรู้ที่สุด เขารู้สึกได้รับประโยชน์ อย่างมาก รู้สึกว่าตัวเองได้เรียนรู้ขนบธรรมเนียมที่ทองพันชั่งก็ยาก จะหาซื้อได้มามากมาย
จินหลี่ตกตะลึงอย่างหนัก องค์หญิงเปลี่ยนนิสัยแล้วหรือ? ทันใด นั้นนางไม่รู้ว่าควรจะดีใจหรือควรจะผิดหวังกันแน่
บทพิเศษ ตอนที่ 70.6 สลักเรือตามหากระบี่
หวังจูเองก็รู้สึกว่าน่าขันมากเหมือนกัน หากใครบางคนเป็นคน พูดหลักการเหตุผลที่ปฏิบัติได้จริงพวกนี้ก็ยังพอทำเนา
แต่ฟังคนผู้พิฆาตมังกรบอกเคล็ดลับเรื่องการวางตัวอยู่ในสังคม ต่อจวนวารีก็อดรู้สึกแปลกๆ ไม่ได้ พังพอนมาอวยพรปีใหม่ไก่หรือ? (คนที่มีเจตนาแอบแฝงหรือประสงค์ร้าย แต่แกล้งทำเป็นเข้ามาตีสนิท หรือหวังดี) ไม่มีความจำเป็นเลยสักนิด
ดังนั้นหวังจูจึงมักจะรู้สึกไม่เป็นความจริงอยู่เสมอ
เฉินชิงหลิวที่อยู่ข้างกายผู้นี้คือตัวจริง หรือว่าถูกเพื่อนบ้านของ นางสิงร่างเข้าไปแล้ว?
หวังจูพรูลมหายใจออกมาเบาๆ พูดด้วยสีหน้าเฉยเมยว่า “อยู่ใน ยุทธภพคิดอยากจะมีชื่อเสียง ก็หนีไม่พ้นว่าต้องรู้กฎระเบียบ เคารพ กฎระเบียบ ใช้กฎระเบียบให้เป็นและกำหนดกฎระเบียบ”
คนที่เพิ่งออกมาเผชิญโลกกว้าง ไม่ว่าจะเป็นบนภูเขา ในยุทธ ภพหรือวงการขุนนางมักรำคาญคำว่าเข้าเมืองตาหลิ่วหลิ่วตาตาม มากที่สุด
รอกระทั่งมีประสบการณ์แล้ว ถูกเล่นงานมากเข้า เคยเจอกับ ความยากลำบาก รู้ดีที่สุดว่าการเปลี่ยนขนบธรรมนั้นยากราวกับเดิน ขึ้นสวรรค์
“ทำลายแต่ไม่สร้างขึ้นใหม่ มีแต่จะเป็นดอกราตรีที่บานเพียงชั่ว ข้ามคืน
นางไม่มีทางยอมเป็นตัวตลกในสายตาคนอื่นอีกแน่นอน
จินหลี่ได้ยินก็รู้สึกยินดีอย่างยิ่ง ในใจไม่เหลือความผิดหวังใดๆ อีกแล้ว องค์หญิงโตแล้วจริงๆ
เฉินชิงหลิวมองไปยังเด็กสาวที่ชื่อว่าสู่ชิงฉิวผู้นั้น ยิ้มถามว่า “กลัวว่าข้าจะจงใจขุนจวนวารีมหาสมุทรบูรพาให้อ้วนพี่ก่อนเพราะ หวังจะเชือดหมูวันปีใหม่หรือ?”
ลู่ชิงฉิวพยักหน้า ถึงอย่างไรก็ปิดบังอีกฝ่ายไม่ได้ ก็ไม่สู้เปิดเผย ให้ตรงไปตรงมาหน่อย สายตาของนางเด็ดเดี่ยว มิใช่ความฉลาด เล็กๆ น้อยๆ ฉาบฉวยดุจคราบน ้ามันลอยบนผิวน ้า
ดังนั้นผู้เฒ่าจึงพอจะเห็นเงาของคนรู้จักเก่าบางคนจากบนร่าง ของเด็กสาว
เด็กสาวมีนิสัยเด็ดเดี่ยวหนักแน่น แต่กลับไม่ได้คร ่าครีเกินเหตุ พอจะมีความเจ้าเล่ห์เล็กน้อย มีบุคลิกและอุปนิสัยที่สดใสเปล่ง ประกาย
นางและพวกนางเหมือนม้วนภาพม้วนหนึ่งที่บ้างก็ดั่งประกายแสง ลอยระยับคล้ายทองบนผิวน ้า คล้ายเงานิ่งลึกประหนึ่งหยกจม บ้างก็ ประหนึ่งใบหน้ามนุษย์ในหุบเขาที่แดงเรื่อสะท้อนขับรับกับดอกท้อ
ดุจผู้ประพันธ์หนังสือแห่งชีวิต ครั้นสิ้นพรสวรรค์ ปลายพู่กันจึง เขียนตัวละครเก่าและใหม่ที่คล้ายคลึงกันออกมา แล้วก็เหมือนว่าเขา เพียงเผลอปล่อยพู่กันไปตามอารมณ์ ใต้แสงตะเกียงบนโต๊ะเขียน หนังสือ จึงวาดเงาเลือนรางที่มีชื่อเรียกว่า ‘ความเสียดาย” ขึ้นมา
คงเป็นเพราะหัวใจของผู้เฒ่าทุกคนก็คือท่าเรือเก่าที่ไร้ผู้คนแวะ เวียนมาถามไถ่ คือจุดที่หักกิ่งหลิวอำลาในอดีต ส่งคนที่จากบ้านเกิด ซึ่งอยู่ในวัยหนุ่มสาวไปมากมาย แต่คนที่กลับคืนมากลับเป็นนัก เดินทางจำนวนนับไม่ถ้วนที่เส้นผมสองขาวมีสีขาวแซมประปราย
เฉินชิงหลิวคืนสติกลับมา อยู่ดีๆ ก็เอ่ยว่า “เปลี่ยนชื่อใหม่เถอะ วันหน้าให้ชื่อว่าลู่โจว”
โจว แผ่นดินท่ามกลางสายน ้า
ลู่ชิงฉิวอึ้งตะลึง รู้สึกตั้งตัวไม่ทันอยู่บ้าง
วันนี้เกิดอะไรขึ้นกันแน่ ตอนแรกก็เป็นหวังสุ่ยจวินที่ให้ตนเป็น เจ้าอาราม ตามมาด้วยคนพิฆาตมังกรที่ช่วยเปลี่ยนชื่อให้ตน?
จินหลี่ใช้สายตาบอกเป็นนัยแก่ชิงฉิวว่าให้รีบตอบตกลง ในใจ เด็กสาวได้รับการเร่งรัดจากทั้งอาจารย์ปู่และอาจารย์ ถึงได้พยักหน้า รับอย่างมึนงง
ในที่สุดเฉินชิงหลิวก็ลุกขึ้นยืน ยิ้มถามว่า “รู้หรือไม่ว่าทำไม คราวก่อนที่ข้ามาเยือน ถึงได้ไม่ปล่อยกระบี่?”
หวังจูส่ายหน้า คราวก่อนที่สองเฉินได้เจอหน้ากัน ต่างก็แยกย้าย กันอย่างไม่สบอารมณ์เท่าใดนัก
แน่นอนว่านางกับเพื่อนบ้านที่บ้านอยู่ติดกันมีแค่กำแพงผืนเดียว กั้นขวางผู้นั้นระหว่างกันก็ไม่มีสีหน้าดีๆ อะไรให้เห็น เจอหน้ากันแล้ว ก็เหมือนเศษกระเบื้องปะทะกับเศษกระเบื้อง
เฉินชิงหลิวให้คำตอบมาสามคำตอบ
“นอกฟ้ามีคนคอยจ้องมองอย่างคุกคามดุจเสือร้ายที่เฝ้ารอ จังหวะตะครุบเหยื่อ”
“สังหารเจ้า ข้าต้องขอบเขตถดถอย”
“แล้วนับประสาอะไรกับที่ตอนนี้ข้าเองก็คร้านจะสังหารเจ้า”
เฉินชิงหลิวไม่ได้ใช้เสียงในใจพูดคุย แต่หวังจูยังคงร่ายวิชา อภินิหารสกัดกั้นฟ้าดิน
จินหลี่เห็นว่าองค์หญิงไม่มีท่าทีว่าจะลุกขึ้นยืนส่งแขก และนางก็ ไม่อาจส่งแขกแทนได้หลังจากที่ลุกขึ้นตามเฉินชิงหลิวแล้ว นางก็ ถามคำถามที่เป็นกุญแจสำคัญอย่างยิ่ง “ตอนนี้ล่ะ? สหายชิงจู่มอง องค์หญิงและจวนวารีมหาสมุทรบูรพาของพวกเราอย่างไร?”
เฉินชิงหลิวยิ้มบางๆ “พวกเจ้ามักจะชอบพูดว่าผู้ฝึกกระบี่ทำอะไร ได้ตามใจปรารถนามีอิสระในการออกกระบี่ ไร้เหตุผล…”
จินหลี่รับคำต่อ “แต่จริงๆ แล้ว?”
เฉินชิงหลิวยิ้มกล่าว “แต่จริงๆ แล้วพวกเจ้าก็คิดถูกแล้ว”
จินหลี่สะอึกอึ้ง
เฉินชิงหลิวกล่าว “เจ้าก็ไม่ได้พูดว่า “ตามใจปรารถนา” หรอก หรือ?”
จินหลี่โล่งใจ วันนี้เฉินชิงหลิวมาเยือนจวนวารี จะด้วยความคิดที่
เกิดขึ้นกะทันหันก็ดีหรือจะวางแผนมานานแล้วก็ช่าง ในเมื่อเขายัง ยินดีที่จะพูด เรื่องนอกประเด็น” พวกนี้ ก็หมายความว่าสถานการณ์ ยังพอมีทางให้หวนกลับ
จินหลี่ทอดถอนใจเอ่ยว่า “เฉินชิงหลิว พบเจอท่านก็สิ้นหวัง จริงๆ”
เป็นครั้งแรกที่เรียกชื่อของคนพิฆาตมังกรออกมาตรงๆ
นางจ้องเขม็งไปยังศัตรูใหญ่ที่เผ่าพันธุ์น ้าแห่งโลกมนุษย์มี ร่วมกันผู้นี้ด้วยสายตาที่ซับซ้อนสุดขีด มีความเกลียดแค้นที่ฝังลึกลง ไปถึงกระดูก มีความหวาดกลัวที่เกิดจากสัญชาตญาณ มีความนับ ถือที่มาจากใจจริง มีความรู้สึกว่าตัวเองต ่าต้อยและอิจฉายามที่ได้เจอ กับผู้บรรลุมรรคาตัวเป็นๆ คนหนึ่ง
จินหลี่ขอบเขตสูงที่สุด จึงเป็นเหตุให้สามารถสัมผัสถึงสภาพ จิตใจที่เศร้ารันทดขององค์หญิงได้ดีที่สุด…ต้องขังตัวเองอยู่ในที่
แคบๆ นั่งเฉยรอความตาย
เฉินชิงหลิวเหมือนจะพูดจาไปเรื่อยเปื่อย แต่แท้จริงแล้วทุกเรื่อง ล้วนร้อยเรียงต่อกันถามพวกนางก่อนว่ามองคนนอกอย่างไร แล้วจึง ถามว่าพื้นที่ประกอบพิธีกรรมของมหาสมุทรบูรพามองเพื่อนร่วมงาน อย่างไร ต่อจากนั้นจึงถามว่ามอง “ของนอกกาย” อย่างพวกสมบัติล ้า ค่าอย่างไร…สิ่งที่เฉินชิงหลิวอยากจะเห็นอย่างแท้จริงก็คือจิตแห่ง มรรคาของหวังจู
เฉินชิงหลิวมองหวังจูที่ยังคงนั่งอยู่บนขั้นบันได
“จะปล่อยกระบี่หรือไม่ ไม่ได้อยู่ที่ข้า แต่อยู่ที่พวกเจ้า”
“ส่วนปล่อยกระบี่ไปแล้ว จะมีความสามารถในการรับกระบี่
หรือไม่ ก็อยู่ที่พวกเจ้าเหมือนกัน”
“เมื่อไหร่ที่ในบรรดาพวกเจ้ามีใครสักคนที่รู้สึกว่าข้าเป็นทั้งศัตรู แล้วก็เป็นทั้งผู้ปกป้องมรรคา ถ้าอย่างนั้นเวทกระบี่ของเฉินชิงหลิวก็ ไม่มีประโยชน์ต่อเขาแล้ว ความสูงต ่าของเวทกระบี่ ปราณกระบี่สั้น ยาว เกี่ยวอะไรกับพวกเจ้าด้วยเล่า”
จินหลี่ถอนหายใจ “สืบทอดสายแห่งมรรคาให้ต่อเนื่องไม่ขาด หาย ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยอันตรายแล้วอันตรายอีก ประหนึ่งลมหายใจ แผ่วเบาคล้ายเส้นไหมที่ใกล้จะขาด
เฉินชิงหลิวยิ้มบางๆ “ดังนั้นพวกเราจึงยิ่งต้องรู้จักทะนุถนอม ความโชคดี”
กระทั่งบัดนี้ จินหลี่ถึงจะวางใจลงได้อย่างแท้จริง
คาดไม่ถึงว่าเฉินชิงหลิวจะหมุนคอกลับมา ปัดก้น นั่งกลับลงไปที่
เดิม
จินหลี่ปากอ้าตาค้าง นี่สหายชิงจู่หยอกข้าเล่นอยู่หรือไร?
……
ตัวเมืองฉู่โจวที่เจริญรุ่งเรือง บนถนนที่ผู้คนสัญจรกันขวักไขว่ รถม้าและผู้คนสวนกันไม่ขาดสาย นักท่องเที่ยวก็มากมายคับคั่ง
ฐานะของฉู่โจวในราชสำนักต้าหลีพิเศษมาก คือสถานที่ที่ถ ้า สวรรค์หลีจูหล่นลงพื้นหยั่งราก นอกจากนี้ “จู่โจวมากไปด้วยวัตถุดิบ แห่งเซียน” ก็ยิ่งเป็นเรื่องจริงที่ผู้คนให้การยอมรับ
เด็กหญิงสวมชุดกระโปรงสีชมพูสะพายตะกร้าใบหนึ่ง ในมือถือ กล่องไม้ เดินเนิบช้าอยู่บนถนน
ทุกครั้งที่นางลงจากภูเขามาที่ตัวเมืองจะต้องแวะเวียนไปตามร้าน ที่คุ้นเคย นางสนิมกับพวกเถ้าแก่มากแล้ว พวกผู้เฒ่าต่างก็เคยชินที่
จะเรียกนางว่าแม่หนูหน่วนซู่ โดยไม่ทันรู้ตัวก็รู้จักกันมาสามสิบปีแล้ว หากพวกเขามีผู้เยาว์ที่สืบทอดกิจการก็คงสืบทอดคำเรียกขานนี้
ต่อไปเช่นกัน แต่พวกเขาล้วนรู้ดีว่าแม่นางน้อยคือเทพเชียนบนภูเขา ที่มีศาสตร์คงความเยาว์
ยังดีที่เมืองฉู่โจวก็มีเทพเซียนอยู่มากมาย พวกเขาจึงไม่รู้สึก ประหลาดใจ
เทือกเขาใหญ่ทางทิศตะวันตกของเขตหลงเฉวียนทอดยาวเป็น สาย เหล่าผู้ฝึกบำเพ็ญตนที่แสวงหาการบรรลุเซียนอยู่ในภูเขามี มากมาย
แล้วนับประสาอะไรกับที่ราชครูคนใหม่ของต้าหลีในทุกวันนี้ เขา ก็ไม่ใช่บุคคลอันดับหนึ่งที่เดินออกไปจากที่นี่หรอกหรือ?
แต่เมื่อคนในท้องถิ่นของฉู่โจวพูดถึงเฉินผิงอัน กับคนในเขตและ เมืองแห่งใดก็ตามของต้าหลีพูดถึงราชครูเฉิน กลับเป็นเนื้อหาที่
แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
เพราะถึงอย่างไรทวีปอื่นพูดคุยกัน ส่วนมากก็มักจะเริ่มต้น ประโยคด้วยคำว่า “ได้ยินมาว่า’ ทว่าจู่โจวกลับแตกต่างออกไป มักจะ มีคนพูดว่า “ข้าเคยเห็นเฉินผิงอันตอนเป็นเด็กตัวเล็กผอมแห้ง ไม่ โดดเด่นเอาเสียเลย ใครเล่าจะจินตนาการได้ว่า….” “ตรอกหนีผิงแห่ง นั้นน่ะหรือ คือสถานที่ที่ไปเยือนบ่อยๆ บ้านข้างๆ ของเฉินผิงอันก็คือ บ้านของลั่วอ๋องซ่งมู่ สุดตรอกก็คือบ้านของกู้ช่าน…” “ตอนที่เขาเผา เครื่องกระเบื้องอยู่ที่เตาเผา ปีนั้นเฉินผิงอันเจอข้าระหว่างทาง ยังต้อง เรียกข้าว่าอาจารย์เลยนะ เจ้าเด็กนั่นมีมารยาทอย่างมาก ตอนนั้นเขา
ก็สนิทสนมกับหลิวเสี้ยนหยางแล้ว…” “ที่พวกเจ้าพูดยังไม่ถือเป็น อะไร ลองไปเปิดลำดับวงศ์ตระกูลดู เขาเฉินผิงอันยังต้องเรียกข้าว่า ท่านลุงใหญ่ด้วยนะ ปีนั้นตอนที่ยังไม่ได้ย้ายบ้านมาที่นี่ ทุกเทศกาล ชิงหมิงที่ไปไหว้บรรพบุรุษที่หลุมศพ ก็เคยเจอเขาระหว่างทางอยู่ หลายครั้งข้ายังเคยช่วยผูกกระดาษแดง เคยเลี้ยงอาหารเจเขาด้วย
ไม่มีชาวบ้านของจังหวัดใดที่สามารถเรียกชื่อ “เฉินผิงอัน” ได้ อย่างติดปาก พูดถึงบ่อยเหมือนเล่าเรื่องสัพเพเหระได้เช่นนี้
ดูเหมือนว่านี่จะเป็นครั้งแรกที่เฉินผิงอันเข้ามาในตัวเมืองฉู่โจว ก็ เหมือนปีนั้นที่เขาไม่เคยไปเยือนจวนผู้ตรวจการงานเตาเผาของหลง เฉวียนเลย
ชีวิตคนส่วนใหญ่ก็คงจะเป็นเช่นนี้กระมัง ยิ่งเป็นสถานที่ที่อยู่ใกล้ มาก กลายเป็นว่าจำนวนครั้งที่ไปเยือนกลับมีน้อย
หน่วนซู่มองเห็นเงาร่างที่คุ้นเคยตรงมุมเลี้ยว นางทั้งตะลึงทั้งดีใจ วิ่งตะบึงเข้าไปหาตะโกนเรียก “นายท่าน!”
เฉินผิงอันยิ้มพลางลูบหัวของนาง รับกล่องไม้จากมือของนางมา เอ่ยอย่างตกใจว่า “โห หนักเหมือนกันนะเนี่ย”
เมื่อก่อนล้วนเป็นเฉินหลิงจวินที่ตามลงมาล่างภูเขาอย่างลับๆ บวกกับที่เว่ยเสินจวินคอยให้การคุ้มกันอยู่ไกลๆ จากภูเขาพือวิ่น
ตอนที่หมี่ลี่น้อยอยู่บนภูเขาก็มักจะมาซื้อของเล็กๆ น้อยๆ ที่นี่
เป็นเพื่อนพี่หญิงหน่วนซู่เป็นประจำ ทุกครั้งที่ลงจากภูเขาก็จะต้อง
เสียใจภายหลังว่าไฉนตนถึงใช้เงินส่งเดชอีกแล้วเล่า ตัดสินใจอยู่กับ ตัวเองว่าคราวหน้าที่ลงจากภูเขาจะไม่พกเงินมาแล้ว…ทุกครั้งที่เข้า มาในตัวเมือง แม่นางน้อยชุดดำจะต้องหยุดอยู่หน้าประตูร้านหนึ่งไม่ ยอมขยับเท้าไปไหน เกาแก้ม หัวเราะหึหึ แกล้งหันไปมองจุดอื่นก่อน แล้วค่อยทำท่าหน้าขอยืมเงินจากพี่หญิงหน่วนซู่
เฉินผิงอันถาม “ซื้อของเสร็จแล้วหรือ?”
หน่วนซู่พยักหน้ารับแรงๆ “ของจำเป็นบนภูเขาที่หมดล้วนซื้อมา ครบแล้ว ล้วนเป็นเถ้าแก่ที่คุ้นเคยกันดี ของที่ซื้อมาก็ราคาถูกทั้งยัง คุณภาพดี ข้าเป็นลูกค้าเก่า พวกเขาก็จะให้ส่วนลด”
แต่กลับได้ยินนายท่านเจ้าขุนเขาร้องเฮ้อ จงใจพูดด้วยน ้าเสียงที่
แฝงความไม่พอใจว่า “วันนี้จะเหมือนกันได้หรือ ข้าคือใคร? คือนาย ท่านผู้มือเติบใจกว้างนะ เป็นทั้งเทพเซียนบนภเขา แล้วยังเป็นใต้เท้า ราชครูอยู่ที่เมืองหลวงด้วย ซื้อของต้องดูราคาไปทำไม จะมัวมา พิถีพิถันความจำเป็นไม่จำเป็นไปไย ไป ขอแค่เป็นของที่เวลาปกติ หน่วนซู่มอง วันนี้ก็ต้องซื้อมาให้หมด!”
หน่วนซู่รีบให้การสนับสนุนทันใด นางร้องว้าวด้วยความคาดไม่ ถึง
หนึ่งคนโตหนึ่งเด็กจึงเดินแวะเวียนไปตามร้านรวงต่างๆ เพิ่งจะ พูดว่าไม่ดูราคา พอเข้าไปในร้านกลับหั่นราคาเสียจนเถ้าแก่หนังตา กระตุก คือคนร่วมอาชีพที่มาก่อเรื่องที่นี่มากกว่ากระมัง?
กลับภูเขาไปด้วยกันพร้อมของเต็มสองมือ
บนเส้นทางที่ธรรมดา บนมรรคาแห่งการแสวงหาความเป็นอมตะ ระหว่างเส้นทางออกจากบ้านเกิดที่ค่อยๆ ไกลห่างจากมาตุภูมิมา เรื่อยๆ เส้นทางกลับบ้านที่บ้างก็ไกลบ้างก็สั้น ท่ามกลางแสงตะวันสี ทองพร่างพราว ภายใต้แสงจันทร์กระจ่างสุกสกาวท่ามกลางแสง ตะเกียงที่อ่อนโยนบนโต๊ะหนังสือ หนึ่งวันกำลังจะหมดลง พรุ่งนี้ยังไม่ มาถึงรู้สึกว่าอาหารบางมื้อของวันนี้อร่อยมาก ได้รู้จักใครบางคนที่
เป็นคนดีมาก ทำเรื่องที่กำลังของตัวเองเอื้ออำนวย จู่ๆ ก็รู้สึกว่า คำพูดประโยคหนึ่งไพเราะมาก พูดคุยเรื่องความในใจกับสหาย ดื่ม สุราดี ทัศนียภาพอันงดงามที่กระแทกเข้ามาในคลองจักษุ อ่านตำรา ที่ยินดีอ่านซ ้าแล้วซ ้าเล่า ดอกไม้ที่โดดเดี่ยวชื่นชมความงามของ ตัวเอง เก็บดอกไม้ในยามเช้าเพื่อนำ มาคัดแยกในยามเย็น แม้ว่าเขา จะมีข้อเสียเยอะมาก แต่ก็ยังชอบมาก จู่ๆ ก็ค้นพบว่านางไม่อ่อนเยาว์ อีกแล้ว แต่ก็ยังงดงามน่ามอง เพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่าดูเหมือนจะไม่ได้พูด ความในใจกับพ่อแม่มานานมากแล้ว ดวงอาทิตย์ลาลับไปทางภูเขา ตะวันตก ดวงจันทร์ผุดลอยพ้นผิวมหาสมุทร สายลมวสันต์ดุจแขกสูง ศักดิ์ แค่มาเยือนก็ทำให้ความเจริญงอกงามไปทั่ว ดอกเหมยผลิดอก แล้ว เด็กหนุ่มพลันตั้งปณิธานให้สูงเท่าแผ่นฟ้า เด็กสาวที่สองข้าง แก้มแดงก ่า มองเห็นดวงหน้าที่งดงามของตัวเองจากในดวงตาของ เด็กหนุ่ม ผู้เฒ่ามองเห็นอดีตของตัวเองจากบนร่างของเด็กหนุ่มที่ไร้ ทุกข์ไร้กังวล พวกเด็กๆ ที่เลิกเรียนเดินอยู่บนเส้นทางกลับบ้าน เดิน
ผ่านทุ่งดอกน ้ามันที่เป็นสีเหลืองทองสะพรั่งกว้างไกล ที่แท้หลักการ เหตุผลที่อ่านเจอในตำราก็มีความหมายเช่นนี้เอง ไม่ว่าจะในหรือ นอกตำรา เมื่อเปิดหนังสือก็ย่อมได้รับประโยชน์ คืนนี้พระจันทร์กลม คนอายุยืน ฤดูใบไม้ผลิอบอุ่นดอกไม้บาน หน้าร้อนต้องหลบร้อนรับ ไอเย็นอยู่ในศาลา อากาศฤดูใบไม้ร่วงเย็นสดชื่น หน้าหนาวต้องเจอ หิมะ กินอาหารค ่าส่งท้ายปีแล้วก็เข้าสู่วสันต์ใหม่อีกครา เป็นขุนนาง ร ่ารวยแล้วก็กลายเป็นเทพเซียน เป็นพ่อเป็นแม่คนแล้ว ลูกค่อยๆ เติบ ใหญ่ ยังคงยินดีที่จะเชื่อว่าเป็นคนดีย่อมได้ดีตอบแทน ไม่กล้า คาดหวังว่าสิ่งที่ใจคิดหวังในวันนี้ พรุ่งนี้จะมีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์กลาย มาเป็นความจริงหวังเพียงว่าสักครั้งหนึ่งที่การสลักเรือตามหากระบี่
ถูกคนอื่นเข้าใจผิดคิดว่าเป็นความเพ้อฝัน วันพรุ่งนี้จะสามารถตาม หากระบี่ที่หายไปนั้นกลับคืนมาได้จริงๆ