กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 69.1 ไร้เรื่องใดในภูเขา
อากาศร้อนระอุ ธุลีแดงนอกภูเขาร้อนลวก จิ้งหรีดบนต้นไม้ร้อง ดังระงม ลำธารในภูเขาไหลริกๆ บางครั้งดอกไม้ก็หล่นร่วงลงมา ลอย อยู่บนผิวน ้า ไหลตามน ้าออกไปนอกภูเขา
วันนี้เฒ่าหูหนวกถ่ายทอดศาสตร์การหายใจของยุคโบราณบท หนึ่งที่มีต้นกำเนิดมาจากเปลี่ยวร้าง กำชับเรื่องที่ต้องระมัดระวังไป แล้วก็ให้นักพรตอายุน้อยทั้งหลายของภูเขา
เถาฝูที่เป็นทั้งอาจารย์สอนหนังสือแล้วก็เป็นทั้งนักเรียนที่นั่งฟัง คำบรรยาย คอยช่วยสังเกตการพัฒนาของพวกนักเรียน อย่าให้มี ข้อผิดพลาด เฒ่าหูหนวกเดินออกมาจากโรงเรียนโดยไม่ทันรู้ตัว โรงเรียนแห่งนี้ก็กลายเป็น “สถานที่ท่องเที่ยวอันงดงาม” แห่งหนึ่งแล้ว กลายมาเป็นสถานที่ที่คึกคักที่สุดในอาณาเขตของภูเขาลั่วพั่ว อย่าง คนเฝ้าประตูเซียนเว่ยและหลินเฟยจิงลูกศิษย์ของเขา และยังมีลูก ศิษย์ผู้สืบทอดอีกสองคนของอิ่นกวานอย่างผู้ฝึกกระบี่เติ้งเจี้ยนผิง และผู้ฝึกยุทธหยวนหวง ต่างก็เป็นแขกที่แวะเวียนมาที่โรงเรียนของ เฒ่าหูหนวกเป็นประจำ แม่นางน้อยสองคนที่ฝึกกระบี่อยู่ที่หอบูชา กระบี่อย่างซุนชุนหวังกับเหยาเสี่ยวเหยียน บางครั้งก็มาร่วมเรียน เหมือนกัน สถานที่แห่งเดียวกัน ฤดูกาลที่แตกต่างกันตอนแรกคือฤดู ใบไม้ผลิที่อากาศในภูเขาอบอุ่น มาวันนี้คือฤดูร้อนที่อากาศร้อนแผด
เผา มองเห็นแสงแดดอันหาที่สิ้นสุดไม่ได้ลอดทะลุผ่านแมกไม้ หนาแน่นมา ราวกับแสงกระบี่จำนวนนับไม่ถ้วน
เฒ่าหูหนวกย้าย “พื้นที่ประกอบพิธีกรรม” จากหอบูชากระบี่
มายังยอดเขาฮวาอิ่งแล้ว ตั้งท่าชัดเจนว่าตัดสินใจแล้วว่าจะเป็น “อาจารย์สอนหนังสือ”
คิดไม่ถึงว่าวันเวลายาวนานหลายพันปี ช่วงเวลาอันมีเกียรติ จิตใจที่แสวงหามรรคานั้นแข็งแกร่งปานหินผา ตั้งปณิธานเด็ดเดี่ยว ไม่คลอนแคลน คิดคำนวณมาพันครั้งหมื่นคราแต่กลับคิดไม่ถึงเรื่อง หนึ่ง เฒ่าหูหนวกมาอยู่ที่ภูเขาลั่วพั่วถึงได้ค้นพบว่าตัวเองไม่ต่าง จากอิ่นกวานเลยสักนิด ถึงกับมีนิสัยเสียๆ ที่ชอบเป็นอาจารย์สอน ผู้อื่น
ก่อนหน้านี้ไม่นาน เฒ่าหูหนวกเพิ่งจะสอนเรื่อง “สามอธิบายของ เกากู” ไป ภายหลังเทียนซือของภูเขามังกรพยัคฆ์ก็มาถ่ายทอดเวท อสนีที่นี่ ตามมาติดๆ ด้วยหลิวชาที่วันๆ เอาแต่ตกปลาอยู่ในทะเลสาบ หวงหูที่ก็มาร่วมวงด้วย
ต่อให้เป็นเช่นนี้ เขาก็ยังไม่พอใจ หน่วนชูผู้ดูแลน้อยข่าวสาร ว่องไวที่สุด ได้ยินมาว่าที่เมืองหลวงต้าหลีมีผู้มีความรู้ยิ่งใหญ่มาเยือน มาจากสกุลเฉินผู้รอบรู้ของทักษินาตยทวีป ถูกขนานนามให้เป็นผู้ รวบรวมความสำเร็จของสาย “เสี่ยวเซวี๋ย” (ความรู้ระดับพื้นฐาน ระดับเบื้องต้น) ของไพศาล เขาจะไปสอนวิชาประวัติศาสตร์และวิชา คัมภีร์อยู่ที่สำนักศึกษาชุนซาน ยินดีที่จะถ่ายทอดวิชาประจำตระกูลที่
เป็นความลับไม่แพร่งพรายให้กับทุกคน…เฒ่าหูหนวกรู้สึกหวั่นไหว จึงเขียนจดหมายส่งไปที่จวนราชครู ถามเจ้าขุนเขาว่าสามารถช่วย สานสะพานความสัมพันธ์ หลอกเฉินฉุนฮว่าผู้นั้นมาที่ภูเขาเที่ยวอวี๋ ให้เขามาสอนหนังสือสักครั้งสองครั้งได้หรือไม่ หากสามารถอยู่บน ภูเขาได้นานหน่อย แน่นอนว่าย่อมดี เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ คิดดูแล้วคง ไม่น่าจะยาก….
จดหมายที่เจ้าขุนเขาเฉินตอบกลับมาก็ตรงไปตรงมา แค่ประโยค เดียว “ข้าผู้อาวุโสไม่ใช่เจ้าลัทธิแห่งศาลบุ๋นสักหน่อย ทำไม่ได้!”
เฒ่าหูหนวกไม่โกรธ แค่นี้จะทำให้ตนตกใจถอยหนีได้หรือ ยังไม่ มากพอหรอก
ข้าจะไม่รู้หรือว่าจุดอ่อนของเจ้าขุนเขาอย่างท่านอยู่ตรงไหน?
เฒ่าหูหนวกที่มีฐานะเป็นผู้ถวายงานอันดับรองของภูเขาลั่วพั่ว จึงไปหาหน่วนซู่น้อยที่ยอดเขาจี๋หลิง ขอให้นางช่วยเขียนจดหมาย แทนให้ เชื้อเชิญให้เฉินฉุนฮว่ามาสอนหนังสือที่ภูเขาเที่ยวอวี๋ เฒ่าหู หนวกไม่ลืมพูดว่าหน่วนซู่อ่า เจ้าคืองูหลามไฟแห่งโชคชะตาบุ๋น หาก สามารถนั่งฟังคำสอนของอริยะปราชญ์ได้ ก็จะมีประโยชน์ต่อการฝึก ตนของเจ้ามากเลยนะ…
ตอนนั้นเด็กหญิงชุดกระโปรงชมพูที่ตอบตกลงว่าจะช่วยเซียน จดหมายให้แล้ว นางพลันหยุดพู่กันเงยหน้าขึ้น กะพริบตาปริบๆ
เฒ่าหูหนวกหน้าแดงก ่า หยุดพูดทันใด หน่วนซู่น้อยก้มหน้า กลับลงไปอีกครั้ง เริ่มเขียนจดหมายให้นายท่านเจ้าขุนเขา เรื่องยิบ ย่อยหยุมหยิมและสถานการณ์ล่าสุดนางล้วนเล่าให้เจ้าขุนเขาฟัง อย่างละเอียด ช่วงท้ายของจดหมายถึงได้เขียนประโยคหนึ่งเพิ่มไป
ทางฝั่งของจวนราชครูตอบจดหมายกลับมาอย่างว่องไว แค่สอง คำเท่านั้น ตกลง
ตั้งใจฟังเสียงลมหายใจและเสียงหัวใจเต้นของผู้ศึกษามรรคาใน ห้องอยู่ตลอดเวลา เฒ่าหูหนวกขยับเส้นสายตาก็มองไปเห็นชาย ฉกรรจ์ที่สารรูปไม่น่ามองคนหนึ่งเดินเตร็ดเตร่มาถึงที่นี่
หน้าตาล่อกแล่กเหมือนขโมย เนื้อตัวมอมแมมสกปรก หากโยน ไปไว้ในตลาด แค่มองก็รู้ว่าไม่ใช่คนเอาการเอางาน
รอกระทั่งเจิ้งต้าเฟิงเดินมาใกล้ เฒ่าหูหนวกก็เอ่ยปากซักไซ้ทันที “เติ้งเจี้ยนผิงกับเวินจื่อซี่จะกลับภูเขามาเมื่อไหร่?”
เจิ้งต้าเฟิงเอนกายพิงผนัง แทะเมล็ดแตง เอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ ว่า “รองผู้ถวายงานกาน พวกเขาคนหนึ่งคือลูกศิษย์ผู้สืบทอดของ เจ้าขุนเขา อีกคนคือนักพรตที่ทำเนียบยังอยู่ที่ตำหนักหลิงเฟย ข้าจะ ไปควบคุมพวกเขาได้หรือ? ถึงคราวที่ข้าต้องไปควบคุมพวกเขาหรือ ไร?”
เวินจื่อซี่ลงจากภูเขาไปพร้อมกับพวกเฉินหลิงจวิน หมี่ลี่น้อย เติ้งเจี้ยนผิงก็จะกลับบ้านเกิดรอบหนึ่ง ดูเหมือนว่าต้องการไปพบลูก
ศิษย์สองคนที่เขาทิ้งไว้ที่บ้านเกิด จากข่าวที่หมี่ลี่น้อยสืบมา ลูกศิษย์ สองคนของเติ้งเจี้ยนผิง เหมือนจะมีความเกี่ยวข้องกับนครสุยเจี้ยแห่ง นั้น
เฒ่าหูหนวกขมวดคิ้วถามเจิ้งต้าเฟิง “หยวนหวงล่ะ? ทำไมถึง ขาดเรียนติดต่อกัน?”
เจิ้งต้าเฟิงเอ่ยอย่างขำๆ ปนฉุน “เขาหยวนหวงคือคนฝึกวรยุทธ จะต้องมานั่งเรียนที่นี่ทุกวันไปทำไม”
เฒ่าหูหนวกถลึงตาใส่อย่างดุดัน ร่ายเหตุผลหลักการยิ่งใหญ่ ก่อนแล้วค่อยขึงตาใส่ “ถ้าอย่างนั้นเจ้าจะมาเตร็ดเตร่ที่นี่ทำไมทุก วัน?!”
เจิ้งต้าเฟิงยิ้มหน้าทะเล้น “ข้าก็แค่ฟังอยู่ข้างนอก ไม่ได้ไปแย่งที่
นั่งใครสักหน่อย เจ้าจะมายุ่งอะไรกับข้าด้วย?”
เฒ่าหูหนวกพูดด้วยสีหน้าจริงจัง “ภูเขาเที่ยวอวี๋ย่อมไม่ใช่พื้นที่
ประกอบพิธีกรรมของข้าคนเดียว มีคนไปมามากมาย คนที่ขึ้นมาบน ภูเขาได้ก็ล้วนเป็นแขกของภูเขาลั่วพั่วทั้งนั้น”
“แต่บริเวณโดยรอบโรงเรียน ไม่ต้องพูดถึงยอดเขาฮวาอิ่ง เอาแค่ สถานที่แคบๆ แถบนี้ต่อให้เจ้าขุนเขามาเยือน ก็ยังต้องทำตาม กฎระเบียบของข้า”
เจิ้งต้าเฟิงรีบกุมหมัดทันที “น ้าเสียงของอริยะปราชญ์ ความหยิ่ง ทระนงของอาจารย์สอนหนังสือ นับถือ นับถือ”
คลายหมัดออก เจิ้งต้าเฟิงแทะเมล็ดแตงต่อ เอ่ยเสริมมาอีก ประโยคว่า “ไม่ได้ล้อเล่นสักนิดเลยนะ ข้านับถือจริงๆ”
เฒ่าหูหนวกพยักหน้า
เจิ้งต้าเฟิงยิ้มเอ่ย “เซี่ยโก่วเซียนบันทึกเดินทาง เสี่ยวโม่สร้างหอ เก็บตำรา กานถังสอนหนังสือ หลิวชาตกปลา งานอดิเรกของพวก เจ้าช่างมีเอกลักษณ์ไม่ซ ้าใครจริงๆ”
เฒ่าหูหนวกยิ้มรับ
ความสนใจที่แตกต่างกัน พื้นฐานอย่างเดียวกัน นั่นคือต่างก็เป็น เผ่าปีศาจแห่งเปลี่ยวร้าง
คำพูดที่ง่ายจะทำให้คนอื่นเข้าใจผิดประเภทนี้ คาดว่าก็มีแต่ เจิ้งต้าเฟิงพูดออกมาเท่านั้น ความหมายถึงจะไม่เปลี่ยนไปเฒ่าหู หนวกฟังแล้วไม่รู้สึกว่าอีกฝ่ายกำลังเหน็บแนม
อยู่บนภูเขาลั่วพั่วนานวันเข้า เฒ่าหูหนวกก็เริ่มรู้สึกว่าที่นี่คล้าย กำแพงเมืองปราณกระบี่ คำพูดที่เอ่ยล้วนเป็นความจริง ไม่เสแสร้ง แค่ต้องให้ละมุนละม่อมหน่อยเท่านั้น
เจิ้งต้าเฟิงเดินแทะเมล็ดแตงมาตลอดทาง เวลานี้จึงเริ่มหิวน ้าบ้าง แล้ว เขาหยิบกิ่งไม้กำหนึ่งที่เอามาทำเป็นกระบวยวักน ้า แค่มองก็รู้ว่า เป็นฝีมือของพ่อครัวเฒ่า ด้านข้างโรงเรียนมีลำธารเล็กๆ อยู่เส้นหนึ่ง ก่อนหน้านี้พ่อครัวเฒ่าใช้กระบอกไม้ไผ่มาประกบต่อกันแบ่งแยก เส้นทางน ้าออกมาเส้นหนึ่ง ด้านใต้น ้าตกสายเล็กมีอ่างใบใหญ่ใช้รอง
น ้า ในอ่างมีแตงโมลูกใหญ่อยู่สองลูก ว้าว ช่างทำให้คนน ้าลายสอ เสียจริงๆ
เจิ้งต้าเฟิงหยิบกระบวยไม้ขึ้นมา แหงนหน้าดื่มน ้าอีกๆๆ คำใหญ่ น ้าพุบนภูเขาหวานชื่นใจ เช็ดปากแล้วก็รู้สึกสดชื่นยิ่งนัก
เฒ่าหูหนวกเดาความคิดของเจิ้งต้าเฟิงได้ จึงเอ่ยว่า “เจ้าอย่าคิด จะฉวยหยิบติดมือไป”
เจิ้งต้าเฟิงหัวเราะฮ่าๆ เฒ่าหูหนวกยกนิ้วข้างหนึ่งชี้ไปที่ห้องเรียน เจิ้งต้าเฟิงจึงได้แต่หยุดเสียงหัวเราะ
เฒ่าหูหนวกนึกเรื่องหนึ่งขึ้นได้ก็ใช้เสียงในใจถามว่า “แม่หนู หน่วนซู่จะเดินลงน ้าเมื่อไหร่?”
เจิ้งต้าเฟิงถามอย่างสงสัย “เจ้าถามเรื่องนี้ทำไม?”
เฒ่าหูหนวกเอ่ย “ถึงอย่างไรก็ควรต้องช่วยนางเท่าที่
ความสามารถอันน้อยนิดจะมี”
เจิ้งต้าเฟิงเอ่ยอย่างไม่เห็นเป็นสำคัญ “หากหน่วนซู่ต้องเดินลง น ้าจริงๆ จะถึงคราวที่เจ้าต้องมาคอยปกป้องมรรคาอยู่ข้างๆ หรือ?”
เจิ้งต้าเฟิงโบกมือเป็นวงกว้าง “จดชื่อไว้ก่อน แล้วไปเข้าแถว!”
เฒ่าหูหนวกเอ่ย “หากหน่วนซู่น้อยเลือกลำน ้าใหญ่ ข้าสามารถ หยุดสอนแล้วให้การปกป้องมรรคานางตั้งแต่ต้นจนจบได้”
เจิ้งต้าเฟิงชี้หน้าเฒ่าหูหนวก “หลงกลแล้ว”
ดูสิดู ขนบธรรมเนียมของภูเขาถั่วพัว ตนทุ่มเทเรี่ยวแรงไป มากมาย แต่กลับไม่อาจเปลี่ยนมันได้เลย
เฒ่าหูหนวกส่ายหน้า “ไม่ใช่ว่าพยายามประจบเอาใจเจ้าขุนเขา เฉินทางอ้อม ไม่เคยคิดเช่นนี้เลย ยิ่งไม่มีความจำเป็น”
เจิ้งต้าเฟิงอืมรับหนึ่งที
แล้วก็ยื่นส่งเมล็ดแตงส่วนหนึ่งไปให้เฒ่าหูหนวก
เฒ่าหูหนวกรับเมล็ดแตงมา เอ่ยว่า “ข้าอาจจะไม่ใช่ผู้ปกป้อง มรรคาที่ดีเสมอไป ความรู้มีอยู่แค่นั้น ก็แค่ว่าตั้งใจมากก็เท่านั้น แต่ ข้าอยากให้ในทุกปี ทุกรุ่น ผู้ศึกษามรรคาในห้องมีอาจารย์ที่ดีที่สุดที่
ถ่ายทอดวิชาความรู้ที่ลึกซึ้งที่สุด ถ่ายทอดวิชาคาถาที่ลี้ลับมหัศจรรย์ ที่สุดให้กับพวกเขา ด้วยเรื่องนี้ ข้ายินดีที่จะไปเชิญ ไปขอร้อง หรือไม่ ก็หลอกเอาตัวอริยะปราชญ์ร้อยสำนัก ผู้ฝึกตนบนยอดเขา บุคคลที่
เป็นดั่งวีรบุรุษให้มาที่นี่”
เจิ้งต้าเฟิงเอ่ยอย่างประหลาดใจ “ทำไมถึงเปลี่ยนมาเป็นเช่นนี้
ได้?”
เฒ่าหูหนวกนวดใบหน้าที่ผอมตอบ มองเทือกเขาทับซ้อนทอด ยาวและดอกไม้บนภูเขาเบ่งบานสะพรั่งที่อยู่ห่างไปไกล ตั้งใจครุ่นคิด อยู่ครู่หนึ่งก็เอ่ยว่า “ไม่รู้สิ”
เจิ้งต้าเฟิงลูบปลายคาง ครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง “ในอนาคตจะเซียน บันทึกเรื่องราวให้กับห้องเรียนแห่งนี้ จรดพู่กันดุจมีบุปผาผลิบาน ทั้ง เนื้อหาและถ้อยคำล้วนไพเราะงดงามทั้งคู่ อืม เป็นความคิดที่ดี”
เฒ่าหูหนวกยิ้มเอ่ย “มีตัวเลือกที่เหมาะสมไหม?”
เจิ้งต้าเฟิงขยับคอเสื้อ สะบัดชายแขนเสื้อ เห็นได้ชัดว่าเตรียมจะ อาสาทำเรื่องนี้เอง “คางคกสามขาหาได้ยาก แต่บัณฑิตสามหาจะยัง หาได้ยากอีกหรือ?”
เฒ่าหูหนวกแสร้งทำเป็นฟังความนัยสัปดนของคำพูดประโยค หลังไม่ออก แทะเมล็ดแตง พลางเอ่ยว่า “ภูเขาลั่วพั่วไม่ขาด ปรมาจารย์และเซียนกระบี่ ขาดเพียงผู้มีความสามารถด้าน วรรณกรรมเท่านั้น เกรงว่าคงต้องไปยืมคนมาจากสำนักกระบี่ชิงผิง แล้วกระมัง?”
เจิ้งต้าเฟิงเอ่ยอย่างขันๆ ปนฉุน “กานอันดับรอง ข้าเพิ่งบอกไป ว่าเจ้าหลงกลแล้วทำไมถึงได้หัวทึบอีกแล้วเล่า คิดว่าข้าเป็นแค่ถัง ข้าวสาร (คนไร้ประโยชน์) ที่ไร้การศึกษาไร้ความรู้จริงๆ หรือ?! พูด กันเรื่องหน้าตาและความสามารถ สู้คนอื่นไม่ได้ แต่ข้ายังสู้เฉินผิงอัน ไม่ได้อีกหรือ?”
เฒ่าหูหนวกหลุดหัวเราะพรืด “ทำไมเจ้าไม่เทียบเรื่อง ความสามารถในการทำความเข้าใจและเรื่องความรับผิดชอบกับอิ่นก วานบ้างเล่า?”
เจิ้งต้าเฟิงพลันเอ่ยว่า “ทำไมไม่ให้เจ้าเด็กโยวอนี้ผู้นั้นติดตาม พวกไฉอู๋ลงจากภูเขาไป?”
เฒ่าหูหนวกกล่าว “กวอจู๋จิ่วไปอยู่เมืองหลวง ที่หอบูชากระบี่ควร ต้องมีผู้ฝึกกระบี่ที่ขอบเขตพอใช้ได้สักคนอยู่เฝ้า”
เจิ้งต้าเฟิงยิ้มเอ่ย “พวกผู้คุมกฏฉางมิ่ง เซี่ยอันดับหนึ่งและเสี่ยว โม่ต่างก็อยู่บนภูเขาเจ้าจะกลัวอะไร”
แล้วนับประสาอะไรกับที่ที่นี่ยังอยู่ในอาณาเขตของขุนเขาเหนือ เว่ยป้อเองก็ไม่ได้กินหญ้า เขาได้ครอบครองฉายาเทพแล้วด้วยซ ้า
เฒ่าหูหนวกเอ่ยด้วยน ้าเสียงเฉยเมย “บางทีอาจเป็นเพราะเคย ชินกับการอยู่ที่กำแพงเมืองปราณกระบี่แล้ว”
เจิ้งต้าเฟิงพยักหน้า เหตุผลข้อนี้เข้าใจได้ง่ายมาก
นอกจากโยวอี้ที่เป็นผู้ฝึกกระบี่เด็กหนุ่มจากกำแพงเมืองปราณ กระบี่ซึ่งเป็นลูกศิษย์เปิดภูเขาที่เคยติดตามเฒ่าหูหนวกเดินทางไปใน เปลี่ยวร้างแล้ว ก่อนหน้านี้ไม่นานตอนอยู่ในราชสำนักต้าโซ่ว แผ่นดินกลาง เฒ่าหูหนวกยังรับลูกศิษย์ใหม่ที่ชื่อว่าจางอิงมาคนหนึ่ง รวมไปถึงได้มอบวิชาหล่อหลอมยุคโบราณบทหนึ่งให้กับผีที่เพิ่งเกิด ใหม่ตนหนึ่ง สองคนนี้ในอนาคตก็จะมาอยู่ที่ยอดเขาฮวาอิ่ง รับเขา เป็นอาจารย์
เฒ่าหูหนวกเอ่ย “เจ้าสามารถโน้มน้าวให้เฉินยวนจีมาสอนที่นี่
ได้ หากนางยินดีมาเรียนก็ย่อมดียิ่งกว่า ข้าต้องยินดีต้อนรับอย่าง มากแน่”
ฉุนหยางหลวี่เหยียนเคยแพร่งพรายความลับด้วยประโยคเดียว ว่า วิชาหายใจสี่ชนิดที่จูเหลี่ยนถ่ายทอดให้เฉินยวนจี ค่อนข้างจะมี ความลึกซึ้ง
เจิ้งต้าเฟิงส่ายหน้า “สตรีผู้นี้ทำอะไรดื้อดึงเป็นที่สุด เห็นสถานะ ของผู้ฝึกยุทธเต็มตัวสำคัญมากที่สุด นางไม่มีทางมาหรอก”
เฒ่าหูหนวกเอ่ย “ไม่ลองดูจะรู้ผลลัพธ์ได้อย่างไร?”
เจิ้งต้าเฟิงเอ่ยอย่างขันๆ ปนฉุน “ทำไมเจ้าไม่ไปที่ยอดเขาอิงอวี่
เอง แบบนั้นจะไม่ดูจริงใจมากกว่าหรอกหรือ?”
เฒ่าหูหนวกร้องเฮ้อ พูดอย่างมีเหตุมีผลว่า “จะไปให้โดนด่า ทำไม”
ทุกวันนี้ยอดเขาฮวายิ่งไม่ค่อยถูกกับยอดเขาอิงอวี่เท่าใดนัก การประลองสองครั้งก่อนหลัง ผู้ฝึกเซียนกลุ่มหนึ่งถึงกับถูกผู้ฝึกยุทธ ซ้อมจนจมูกเขียวหน้าบวม เฒ่าหูหนวกไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน เซี่ยอันดับหนึ่งก็ยิ่งมองเขาด้วยสายตาไม่เป็นมิตร
เจิ้งต้าเฟิงถามอย่างใคร่รู้ “ทำไมถึงดึงดันจะกลายเป็นผู้ฝึกกระบี่
บริสุทธิ์ให้ได้?”
เฒ่าหูหนวกกล่าว “บางทีอาจเป็นเพราะตอนอายุน้อยถูกสองคำ ว่า “เซียนกระบี่ ทำให้เข้าใจผิด”
เจิ้งต้าเฟิงยิ้มเอ่ย “เป็นอาจารย์สอนหนังสือ เวลาพูดจาก็มีความ พิถีพิถันขึ้นแล้ว”
บทพิเศษ ตอนที่ 69.2 ไร้เรื่องใดในภูเขา
เนินฝูเหยาพื้นที่ประกอบพิธีกรรมส่วนตัวของเจ้าขุนเขา คือ สถานที่ต้องห้ามที่มีอยู่น้อยนิด นักพรตติงแห่งภูเขาเถาฝูก็ปิดด่าน อยู่ที่นี่มาโดยตลอด
ว่ากันว่าการกระทำเช่นนี้มีความลี้ลับมหัศจรรย์แห่งการ สร้างสรรค์อย่างหาที่สิ้นสุดไม่ได้ที่ว่า “ร่างกายมนุษย์คือฟ้าดินเล็ก แห่งหนึ่ง สามารถแปรเปลี่ยนไปสู่จักรวาลอันกว้างใหญ่ไร้ขอบเขต”
ดูเหมือนว่าตอนนั้นที่เจ้าขุนเขาเฉินยังเป็นขอบเขตหยกดิบก็ บอกแล้วว่าจะช่วยถ่ายทอดวิชาบินทะยานให้กับนักพรตติง
คนหนึ่งกล้าถ่ายทอด คนหนึ่งก็กล้าเชื่อ
ภูเขาเถาฝูยกเรือข้ามทวีปลำหนึ่งที่มีชื่อว่า “หลงเสอจง” ให้ ภูเขาลั่วพั่วยืมเป็นเวลาร้อยปีโดยไม่คิดเงิน
ด้วยนิสัยของอวี๋เสวียน บุญคุณที่เฉินผิงอันช่วยถ่ายทอดมรรคา ให้กับนักพรตติ้ง ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร นักพรตติงจะปิดด่าน สำเร็จหรือไม่ อวี่เสวียนก็จะเปลี่ยนจากคำว่า “ยืม” เป็นคำว่า “มอบ ให้” ขั้นตอนก็คือผลลัพธ์ เงินไม่ถือว่าเป็นเงินด้วยซ ้า
ภูเขาฮุยเหมิงที่อยู่ทางทิศเหนือ พื้นที่ประกอบพิธีกรรมเปลือก หอยแห่งหนึ่งที่ได้ครอบครองคนหยกสวมชุดสีสันสดใสจำนวนนับไม่
ถ้วน เสี่ยวโม่มาปักหลักพักรักษาตัวและหลอมกระบี่อยู่ที่สระดอกบัว ทอง
ในศึก “เดินขึ้นฟ้า” กระบี่บินแห่งชะตาชีวิต “โอ่วซือ” ของเสี่ยว โม่ถูกทำลาย เพราะจ้าวเทียนซือช่วยรวบรวมปณิธานแท้จริงของ กระบี่บินมาได้ส่วนหนึ่ง เสี่ยวโม่จึงสามารถใช้กระบี่บินแห่งชะตาชีวิต “เจินจี้” มาคัดลอกทำสำเนาให้กับ “โอ่วซือ” ได้ หวังว่าจะสามารถ สร้างกระบี่บินเล่มใหม่ที่เป็นรองจากของจริงหนึ่งขั้น แต่ว่าคิด อยากจะให้กลายมาเป็นวัตถุแห่งชะตาชีวิตที่สมชื่ออย่างแท้จริง ใน อนาคตยังต้องออกเดินทางไปนอกฟ้า ไปหาดวงดาวดวงหนึ่งที่
สอดคล้องกับชะตาชีวิตของตน ความหวังเลือนราง แต่ถึงอย่างไรก็ยัง มีหวัง
อันที่จริงคนที่ขอบเขตถดถอยรุนแรงที่สุดของภูเขาลั่วพั่ว อันดับ หนึ่งย่อมต้องเป็นเจ้าขุนเขา อันดับที่สองก็คือเซี่ยโก่ว
แต่ว่าดูเหมือนเซี่ยโก่วจะไม่ค่อยใส่ใจเรื่องที่จะหวนกลับมาเป็น ห้าขอบเขตบนเท่าใดนัก ไม่ได้ช่วยเจ้าขุนเขาจับตามองนักพรตติงก็ แวะไปถามไถ่เสี่ยวโม่ในพื้นที่ประกอบพิธีกรรมเปลือกหอยสระ ดอกบัวทอง เป็นผู้ถวายงานอันดับรองแล้วก็อยากเป็นอันดับหนึ่งเป็น ผู้ถวายงานอันดับหนึ่งแล้วก็เริ่มอยากจะเป็นรองเจ้าขุนเขาแล้ว
เจิ้งต้าเฟิงลูบปลายคาง “ภูเขาลั่วพั่วมีโชคชะตาบุ๋นเปี่ยมล้นนัก”
เฒ่าหูหนวกถามอย่างสงสัย “ทำไมถึงคิดอย่างนี้?”
หากจะบอกว่าโชคชะตาบู๊โชติช่วงย่อมไม่มีปัญหาอะไร เรือนไม้ ไผ่เล็กๆ หลังหนึ่งของเขาลั่วพั่วก็มีปรมาจารย์ขอบเขตปลายทางถึง สามคนแล้ว
แต่โชคชะตาบุ๋นนี่ไปเอามาจากไหน? ดูเหมือนเจ้าขุนเขาจะ ไม่ได้เป็นแม้กระทั่งนักปราชญ์หรือวิญญูชนของสำนักศึกษาเลยนะ ศาลบุ๋นขี้เหนียวนัก มอบตำแหน่งรองเจ้าขุนเขามาให้โดยตรงมัน ยากนักหรือ?
สมุดบัญชีในหีบใบนั้นของเผยเฉียน รวมเล่มคนผ่านทางของเฉิน หลิงจวิน ตำราวีรบุรุษของป๋ายเสวียน ทุกวันนี้ยังมีบันทึกเดินทาง ของเซี่ยโก่วเพิ่มมาอีก แน่นอนว่ายังมีความสามารถที่ไม่ต้องเอื้อน เอ่ยก็มีคนให้การยอมรับของกานอันดับรอง
เจิ้งต้าเฟิงเดินเตร็ดเตร่ลงจากภูเขาไป ลงไปจากยอดเขาฮวาอิ่ง ของภูเขาเที่ยวอวี๋ต้องการจะขึ้นเขาไปที่ยอดเขาจี๋หลิง
ชีวิตคนนี่นะ ภูเขาลูกหนึ่งปล่อยไปแล้วก็มีภูเขาอีกลูกกั้นขวาง ทุกครั้งที่เจอภูเขาใหญ่ขึ้นภูเขาใหญ่ เมื่อขึ้นถึงยอดเขาสูงสุด ข้าก็ คือยอดเขาเอง
ป๋ายเสวียนนอกจากจะขยันหลอมกระบี่แล้ว พอมีเวลาว่างก็จะทำ ตามกฎเดิม ชงชาโก่วฉี่หนึ่งกา หิ้วกาน ้าชาจื่อชา ขี่กระบี่จากหอ บูชากระบี่ไปยังศาลาริมทางของเส้นทางที่มุ่งหน้าไปยังภูเขาลั่วพั่ว ก่อน จากนั้นไปนั่งเสี่ยงดวงอยู่ที่โต๊ะตัวนั้น ดูว่าจะมีปรมาจารย์วิถีวร
ยุทธหรือวีรบุรุษลูกผู้ชายที่พร้อมใจจะสร้างวีรกรรมยิ่งใหญ่ด้วยกัน ผ่านทางมาหรือไม่ หากพบเจอกันแล้วถูกชะตา เปิดอกคบหากัน อย่างจริงใจ ก็จะถูกบันทึกชื่อลงไปในตำราวีรบุรุษ
บนเส้นทางแทบไม่มีใครมาเยือน ป๋ายเสวียนก็ได้แต่ล้มเลิก ความคิด เดินเล่นไปถึงซุ้มป้ายตีนเขา หิ้วเก้าอี้ไม้ไผ่มานั่งลงข้างกาย นักพรตเซียนเว่ย
จอมยุทธน้อยป๋ายคิดว่าตัวเองทำอะไรเป็นความลับ ปิดแผ่นฟ้า ข้ามมหาสมุทร คนทั้งภูเขาลั่วพั่วไม่มีใครที่รู้แผนการนี้ของเขา แต่ ความจริงแล้วแม้กระทั่งลูกศิษย์ของ…เซียนเว่ยอย่างหลินเฟยจิง ก็ยัง ได้ยินเรื่องนี้ เขาคิดเป็นร้อยตลบก็ยังไม่เข้าใจ ถามอาจารย์ว่าป๋าย เสวียนกับปรมาจารย์เผยมีความแค้นส่วนตัวอะไรที่ไม่อาจคลี่คลาย ได้กันแน่ เป็นเหตุให้ป๋ายเสวียนต้องทำอะไรเอิกเกริก เชื้อเชิญให้ ลูกผู้ชายของฝ่ายต่างๆ มาเพื่อถามหมัดกับเผยเฉียนดีๆ สักครั้งให้จง ได้เช่นนี้?
เซียนเว่ยใช้นิ้วจิ้มน ้าลาย พลิกเปิดหนังสือหน้าถัดไป ยิ้มถามว่า “ป๋ายเสวียน ทำไมเจ้าไม่แอบไปขโมยเรียนวิชามาจากเทียนซือผู้เฒ่า ล่ะ? เฉาอิน เฉายางที่อยู่ภูเขาด้านหลังยังติดตามเขาไปด้วยเลยนะ ทำไมเจ้าไม่ไปด้วยกัน? วาสนาที่ผ่านหมู่บ้านนี้ไปก็ไม่มีร้านนี้อีก เช่นนี้ พลาดไปแล้วจะไม่เสียดายแย่หรอกหรือ?”
ป๋ายเสวียนจิบน ้าชาหนึ่งคำ พูดเหมือนคนแก่ว่า “หนึ่งคือข้าไม่ เรียนเขียนยันต์ สองไม่เรียนวิชาอสนี จะวิ่งไปร่วมวงความครึกครื้น
กับเทียนซือผู้เฒ่าทำไม แค่จะให้คุ้นหน้าคุ้นตากัน ให้ผู้อาวุโสบน ภูเขาที่มีคุณธรรมชื่อเสียงสูงส่งบนภูเขารู้จักชื่อข้าหรือ? ไม่ต้อง หรอก ไม่เพียงแต่เทียนซือผู้เฒ่าเท่านั้น ต่อให้เป็นทั่วทั้งใต้หล้า ไพศาล สักวันหนึ่งก็ต้องรู้ว่าข้าป๋ายเสวียนคือใคร”
ป๋ายเสวียนเคารพเทียนซือผู้เฒ่าอย่างมาก ร่วมมือกับอิ่นกวาน ต่อสู้กับโจวมี่ไปตลอดทาง แล้วยังช่วยเหลือเสี่ยวโม่ เทพเซียนผู้เฒ่า ที่เป็นเช่นนี้ ต้องยกนิ้วโป้งให้
เซียนเว่ยยิ้มถาม “เซียนกระบี่ไม่ใช่ผู้ศึกษามรรคาหรอกหรือ?”
ป๋ายเสวียนอึ้งตะลึง โอ้โห คำพูดนี้ของเซียนเว่ยน่าฟังนัก เขาจึง ฝืนนิสัยอธิบายให้ฟังบอกว่าชีวิตนี้ตนมีอาจารย์แค่คนเดียว แล้วก็มี อาจารย์เฉาเป็นที่พึ่งได้แค่คนเดียวเท่านั้น
นับตั้งแต่ที่เฉินยวนจีได้เป็นอาจารย์สอนหมัด เส้นทางเทพที่เดิน ขึ้นสู่ภูเขาเส้นนี้ก็ค่อยๆ ไม่มีเงาร่างอรชรที่เดินนิ่งนั่นอีกแล้ว
เซียนเว่ยเสียดายมาก เท่ากับว่าได้อ่านตำราน้อยลงไปหนึ่งเล่ม
ทางฝั่งของภูเขาเที่ยวอวี๋ เด็กหนุ่มเด็กสาวสองกลุ่มของที่ยอด เขาฮวาอิ่งและยอดเขาอิงอวี่ คนที่ฝึกตนก็ฝึกตนไป คนที่เรียนวรยุทธ ก็เรียนวรยุทธ ต่างคนต่างก็มีการพัฒนา
ส่วนเจ้าขุนเขาเฉินที่เป็นมังกรเทพเห็นหัวไม่เห็นหางผู้นั้น กลับ ไม่ได้ลำเอียงเข้าข้างใครเป็นพิเศษ เคยไปเยือนลานประลองยุทธ โรงเรียนก็เคยไป
นอกจากเจิ้งต้าเฟิงกับเฉินยวนจีอาจารย์สอนหมัดสองคนนี้ เผย เฉียนกับเวินจื่อซี่ก็เคยสอนวิชาหมัดเช่นกัน ดังนั้นเด็กกลุ่มนี้ต่างก็ เคยเห็นโลกกว้างกันมาก่อน ถึงขั้นที่สามารถพูดได้ว่าพวกเขาเคย เจอโลกกว้างที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองของการเรียนวรยุทธในโลก มนุษย์มาแล้ว เพราะเจียงเซ่อก็เคยไปเยือนยอดเขาอิงอวี่ แต่แค่มอง ไม่กี่ทีก็ไม่มีความสนใจจะพูดแล้ว
ตอนที่เจิ้งต้าเฟิงเดินเตร่มาถึงตีนเขา พอดีกับที่มีคนกลุ่มหนึ่ง เดินลงมาจากภูเขาพอดี
ข้างกายผู้คุมกฏฉางมิ่งมีซุนซุนหวังติดตามมาด้วย แต่ว่าฝ่าย หลังคือว่าที่ลูกศิษย์ของหนิงเหยา
ลูกศิษย์ผู้สืบทอดของฉางมิ่งคือน่าหลันอวี้เตี้ย ทุกวันนี้แม่นาง น้อยเป็นนักบัญชีอยู่บนเรือข้ามฟากเพิ่งยวน
เด็กชายผมขาวพาลูกศิษย์เหยาเสี่ยวเหยียนมาด้วย อาจารย์และ ศิษย์สองคนความสูงพอๆ กัน หัวเราะครื้นเครง นี่เรียกว่าอาจารย์และ ศิษย์มีใจเป็นหนึ่งเดียว สามารถตัดทองให้ขาดได้
ขยับไปด้านหลังคือโยวอวี้ ผู้ฝึกกระบี่ขอบเขตโอสถทองที่อายุ น้อยคนหนึ่ง
และยังมีเงี่ยงชวี่คนที่ตั้งใจศึกษาวิชายันต์เพียงหนึ่งเดียวของบน ภูเขาลั่วพั่ว
ที่แท้เจิ้งต้าเฟิงก็ “ปลอมแปลงพระราชโองการ” บอกว่าเจ้า ขุนเขาส่งจดหมายมา ให้พวกเขารีบลงมาจากภูเขาโดยด่วน จำเป็นต้องเรียนรู้ความสามารถที่แท้จริงบางอย่างมาจากเทียนซือผู้ เฒ่า แล้วเอากลับภูเขามา
ผู้คุมกฏฉางมิ่งยิ้มตาหยีไม่พูดไม่จา แสร้งทำเป็นไม่รู้ว่าเจิ้งต้า เฟิงพูดจาเหลวไหล
ขณะที่จะจากลากัน เด็กชายผมขาวกอดเหยาเสี่ยวเหยียน บอก ลากันอย่างอาลัยอาวรณ์ ร้องไห้ไร้น ้าตา คนหนึ่งแสร้งทำเป็นร้องไห้ อย่างเจ็บปวด อีกคนก็แสร้งทำท่าปาดน ้าตา แสดงให้เห็นว่าอาจารย์ และศิษย์มีความผูกพันอย่างลึกซึ้ง
ทำเอาป๋ายเสวียนที่มองดูอยู่กลอกตามองบน
เจิ้งต้าเฟิงเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ “เจ้าขุนเขาบอกแล้วว่าให้เจ้า ตามไปด้วย”
เด็กชายผมขาวเบิกตากว้าง ชี้ไปที่จมูกของตัวเอง “ข้าก็ต้องไป ด้วยหรือ?!”
เจิ้งต้าเฟิงย้อนถาม “ไม่อย่างนั้น?”
เด็กชายผมขาวสูดจมูก ทำท่าน ้าตาไหลด้วยความซาบซึ้งใจ “ยังคงเป็นบรรพบุรุษอิ่นกวานที่ฝากความหวังไว้ให้ข้ามากมาย”
เพียงแต่ไม่นานก็เอ่ยอย่างอ่อนระโหยโรยแรง “แต่ข้าคือขุนนาง ผู้เรียบเรียงตำรา ไม่อยู่บนภูเขา หากมีแขกมาเยือนภูเขาลั่วพั่ว จะทำ อย่างไร?”
เซียนเว่ยยิ้มเอ่ย “ผินเต้าสามารถทำแทนได้”
เด็กชายผมขาวร้องอ้อ เอ่ยอีกว่า “ข้ารับปากหมี่ลี่น้อยแล้วว่าจะ ช่วยลาดตระเวนภูเขาแทนนางทุกวัน”
เจิ้งต้าเฟิงเอ่ยอย่างขันๆ ปนฉุน “เรื่องของการลาดตระเวนภูเขา สามวันตกปลาสองวันตากแห (เปรียบเปรยว่าทำๆ หยุดๆ ไม่ สม ่าเสมอ) ยังมีหน้ามาพูด!?”
เด็กชายผมขาวยกสองมือเท้าเอวฉับ พูดอย่างมีเหตุมีผลว่า “ใช้ ดวงตาข้างไหนมอง มีวันไหนบ้างที่ข้าไม่ลาดตระเวนภูเขา?!”
เจิ้งต้าเฟิงชี้ไปที่เจ้าตัวขี้เกียจหน้าหนาผู้นี้ “คราวหน้าข้าจะให้ เจ้าขุนเขาเฉินจัดการเจ้า ถอนตำแหน่งขุนนางผู้เรียบเรียงตำราของ เจ้า”
เด็กชายผมขาวเชิดจมูกขึ้นฟ้า ไม่ลืมใช้นิ้วแคะรูจมูก ข้าคือขุน นางผู้จงรักภักดีกับบรรพบุรุษอิ่นกวานเชียวนะ เจ้าถือเป็นหอมต้น ไหนกัน
ฉางมิ่งเอ่ย “ตามไปนั่นแหละ”
ใบหน้าของเด็กชายผมขาวเต็มไปด้วยความลำบากใจ
ฉางมิ่งยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “บอกให้เจ้าไปก็ไปเถอะ”
เด็กชายผมขาวเกาแก้ม เอ่ยอย่างน้อยใจ “ก็ได้ ใครเป็นขุนนาง ใหญ่คนนั้นก็มีสิทธิ์ตัดสินใจ”
“ลูกศิษย์คนดี”
เหยาเสี่ยวเหยียนพูดด้วยสีหน้าจริงจัง “อยู่!”
“ขอยืมชายแขนเสื้อหน่อย ในใจอาจารย์ขมขื่นยิ่งนัก ต้องการ เช็ดน ้าตา”
แม่นางน้อยยกมือยื่นชายแขนเสื้อไปให้
ป๋ายเสวียนชอบเรื่องสนุกมากที่สุด ถึงอย่างไรตอนนี้ก็ยังหา วีรบุรุษมาเป็นพันธมิตรไม่ได้ชั่วคราว จึงถามว่า “ไปที่นั่น สามารถ สอนวรยุทธและหลักการแห่งหมัดได้ไหม? หากเทียนซือผู้เฒ่าสอน ได้ ข้าก็จะไปประสมประเสให้ครบจำนวน เรียนรู้เอาความสามารถที่
แท้จริงมาสักหน่อย”
เจิ้งต้าเฟิงหัวเราะร่วน “เทียนซือผู้เฒ่าได้ยินคำถามโง่ๆ เช่นนี้ คาดว่าคงมีแต่จะเอ่ยกับเจ้าอย่างถ่อมตัวว่า ‘พอจะรู้อยู่บ้าง” กระมัง”
ในใจป๋ายเสวียนพอจะมั่นใจได้แล้ว จึงโบกชายแขนเสื้อเป็นวง กว้าง ออกคำสั่ง “ออกจากภูเขา!”
ไม่สนใจเจ้าโง่ที่เป็นฝ่ายโผล่ไปอยู่ตรงหน้าเจียงเซ่อแล้วถามเขา ว่าอยากร่วมกันสร้างวีรกรรมยิ่งใหญ่ด้วยกันหรือไม่ผู้นี้
เจิ้งต้าเฟิงมองโยวอวี้ ยิ้มเอ่ยเตือนว่า “จะดีจะชั่วก็เป็นโอสถทอง แล้ว ออกจากภูเขาไปอยู่ข้างนอกก็ใจกล้าๆ หน่อย”
โยวอวี้สีหน้าจริงจัง พยักหน้ารับแรงๆ “ทราบแล้ว!”
ป๋ายเสวียนตบไหล่โยวอวี้ “โดยทั่วไปแล้ว มีข้าร่วมเดินทางด้วย ไม่มีทางเปิดโอกาสให้เจ้าได้ออกกระบี่หรอก”
โยวอนี้อ่อนใจ กระทั่งบัดนี้เขาก็ยังไม่ชินกับลักษณะการพูดจา ของป๋ายเสวียน คงเป็นอย่างที่อาจารย์ว่าไว้จริงๆ ค่อนข้างจะปรับตัว เข้ากับน ้าและดินของที่นี่ไม่ได้
ฉางมิ่งมอบค่าเดินทางเป็นเงินเทพเซียนส่วนหนึ่งให้กับพวกเขา เพราะถึงอย่างไรก็เป็นกฎที่เจ้าขุนเขาตั้งไว้ด้วยตัวเอง
มองส่งพวกเขาจากไปพร้อมเสียงเอะอะ เจิ้งต้าเฟิงเดินขึ้นเขาไป พร้อมกับผู้คุมกฏฉางมิ่ง
เจิ้งต้าเฟิงจุ๊ปากอย่างประหลาดใจ “ก็โชคดีที่มาเจอกับอาจารย์ที่
พึ่งพาไม่ได้เช่นนี้ จิตแห่งมรรคาของเหยาเสี่ยวเหยียนถึงมีแนวโน้มที่
จะสงบนิ่งมั่นคง ในที่สุดก็มีลักษณะของแม่นางน้อยแล้ว”
เหยาเสี่ยวเหยียนที่นิสัยอ่อนโยนนุ่มนิ่มกลับได้ครอบครองกระบี่
บินแห่งชะตาชีวิตสามเล่ม แล้วยังอยู่กับพวกป๋ายเสวียน ซุนชุนหวัง อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ความกดดันจะมีมากแค่ไหน แค่คิดก็พอจะรู้ได้ แม่ นางน้อยที่เดิมทีก็เป็นคนเก็บตัวอยู่แล้วจึงเก็บสะสมอารมณ์ไว้ทีละนิด .
ทุกวันได้อย่างง่ายดาย สะสมนานเป็นเดือนเป็นปี ย่อมเกิด ปัญหา ผลคือรับคงโหวขุนนางผู้เรียบเรียงตำราเป็นอาจารย์ พวกเขา เหมาะสมกันอย่างถึงที่สุด คิดจะไม่ทำใจให้กว้างยังเป็นเรื่องยาก ในทางส่วนตัวเด็กชายผมขาวคอยยุยงลูกศิษย์อยู่ตลอดว่าในเมื่อเป็น ที่หนึ่งไม่ได้เป็นที่หนึ่งซึ่งนับมาจากด้านหลังก็ถือเป็นที่หนึ่งเหมือนกัน ไม่ใช่หรือ….อย่างอาจารย์ เคยเป็นลูกศิษย์นักการของภูเขาลั่วพั่ว มี หน้ามีตาหรือไม่เล่า?!
เจิ้งต้าเฟิงถือโอกาสพูดไปถึงความคิดของเฒ่าหูหนวกที่อยากจะ ช่วยปกป้องมรรคาให้กับหน่วนซู่น้อย
ฉางมิ่งยิ้มเอ่ย “น้อยครั้งนักที่จะเห็นคนที่จิตแห่งมรรคาพลิก เปลี่ยนเหมือนพลิกฟ้าพลิกดินเช่นนี้”
เจิ้งต้าเฟิงถาม “ทำไมถึงไม่เปิดโปงข้าล่ะ?”
ฉางมิ่งกล่าว “ข้าบอกกับคุณชายทันทีที่รู้เรื่อง คุณชายบอกว่านี่
คือเรื่องดี”
เจิ้งต้าเฟิงยิ้มรับ
หน่วนซู่ไม่อยู่บนภูเขา นางไปซื้อของในตัวเมือง
หน่วนซู่มีรากฐานมหามรรคาเป็นงูหลามเพลิงแห่งชะตาบุ๋น เกิด มาจากหอจือหลันของสุกลเฉาแคว้นหวงถิง อันที่จริงนางมีวาสนา ครั้งหนึ่งกับฉุนหยางหลวี่เหยียน ดังนั้นคราวก่อนที่มาเป็นแขกบน ภูเขาลั่วพั่ว หลวี่เหยียนจึงเคยมอบยันต์ใหญ่ให้แผ่นหนึ่ง และการเดิน
ลงน ้าของหน่วนซู่ เฉินผิงอันย่อมใส่ใจมาก เขาวางแผนไว้นานแล้ว รอแค่ตัวหน่วนซู่เองอยากเดินลงน ้าก็สามารถทำได้เลย
วิถีแห่งการหลอมตัวอักษร เฉินผิงอันเคยลงแรงทุ่มเทอย่างเต็ม ที่มาก่อน และกระบี่บินแห่งชะตาชีวิตสองเล่มของเฉินผิงอันก็ สามารถช่วยเหลือเกื้อกูลกันและกัน สร้างแม่น ้าแห่งกาลเวลาที่
ยิ่งใหญ่สายหนึ่งขึ้นมาได้ ตัวอักษรสองฝากฝั่งมีจำนวนนับไม่ถ้วนจน ทับซ้อนกันกลายเป็นภูเขา
การเดินลงน ้าเช่นนี้ ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์
หากจะบอกว่าเฉินหลิงจวินเหมือนลูกชายคนโง่ของเจ้าของที่ดิน ถูกเลี้ยงปล่อยเหมือนหมูป่าตัวหนึ่ง
ถ้าอย่างนั้นพวกหน่วนซู่ก็คือบุตรสาวของเจ้าขุนเขาเฉินที่ถูก เลี้ยงดูอย่างดีจริงๆ แล้ว
ส่วนทำไมถึงไม่เคยเร่งรัดให้หน่วนซู่ฝ่าทะลุขอบเขต เหตุผลก็ เรียบง่ายมาก เฉินผิงอันหวังมาโดยตลอดว่าพวกเด็กๆ ของภูเขาลั่ว พั่วจะโตให้ช้าหน่อย
เจิ้งต้าเฟิงหันหน้าไปอีกทาง ทอดสายตามองไปยังทิศไกล
บนเส้นทางภูเขาที่คดเคี้ยว ขบวนเดินทางกลุ่มนั้น ทุกคนสะพาย หีบตำรา ถือไม้เท้าเดินป่าไว้ในมือเหมือนกัน
บทพิเศษ ตอนที่ 69.3 ไร้เรื่องใดในภูเขา
เสี่ยวโม่คิดอยากจะสร้างหอหนังสือแห่งหนึ่งไว้บนภูเขา เพราะ จำเป็นต้องปิดด่านเวลาปกติส่วนใหญ่ก็เป็นเซี่ยโก่วที่ช่วยตรวจงาน ให้ ส่วนช่าง แน่นอนว่าก็ต้องเป็นพ่อครัวเฒ่า ในเมื่อคือผู้เชี่ยวชาญ ด้านการก่อสร้าง อีกทั้งพ่อครัวเฒ่ายังเรียนวรยุทธ เป็นเหตุให้ไม่ว่า เรื่องอะไรก็จะต้องลงมือทำด้วยตัวเอง ไม่ช้าไม่เร็ว เก็บรวบรวมวัสดุ หินและวัสดุไม้ประเภทต่างๆ…จนเซี่ยอันดับหนึ่งหาข้อตำหนิไม่ได้ จริงๆ ได้แต่เค้นหาคำชี้แนะมาสองสามประโยค ยังดีที่พ่อครัวเฒ่า หัวเราะร่วนบอกว่าได้เลย
วันนี้เพ่ยเซียงก็มาช่วยงานจูเหลี่ยนด้วย คงเป็นเพราะจูเหลี่ยน รังเกียจว่านางมือไม้งุ่มง่ามจึงยืนกรานไม่ให้นางเป็นผู้ช่วยเด็ดขาด
นางจึงได้แต่มองดูอยู่ข้างๆ เฉยๆ จำต้องยอมรับว่า ต่อให้จะแค่ มองจูเหลี่ยนทำเรื่องเล็กๆ หยุมหยิม ก็ยังถือเป็นการดื่มต ่ากับ ความสุขอย่างหนึ่ง
ทว่าเวลานี้ดันมีน ้าเสียงเลี่ยนหูดังขึ้นมา “พี่หญิงเพ่ยเซียงก็อยู่ ด้วยหรือ”
เพ่ยเซียงได้ยินเสียงก็หมุนตัวกลับไปยอบกายคารวะบุรุษผู้นั้น ทันที
สาวงามกลมกลึงดุจหยกดุจไข่มุก เสน่ห์อันงดงามแผ่ซ่านเปี่ยม ล้น
เจิ้งต้าเฟิงรู้สึกชื่นชมยิ่งนัก ทำท่าน ้าลายไหลสามฉื่อ จะดีจะชั่ว เพ่ยเซียงก็เป็นขอบก่อกำเนิด แล้วนับประสาอะไรกับที่เผ่าจิ้งจอกยังมี ความรู้สึกที่เฉียบไวที่สุดต่อความรู้สึกหวั่นไหวของบุรุษ รู้ดีว่าชายที่
มองดูเหมือนคนบ้าตัณหาผู้นี้ ถือเป็นประเภทขยับแต่ปาก ใจไม่ได้ ขยับด้วย คงเป็นเพราะเคยเจ็บปวดเพราะความรักมาก่อนกระมัง?
เห็นเจิ้งต้าเฟิงไปช่วยงาน ไม่เห็นว่าจูเหลี่ยนจะห้าม สายตาของ เพ่ยเซียงก็ฉายแววไม่พอใจ บุรุษบนโลกส่วนใหญ่มักให้ความสำคัญ กับสาวงามมากกว่าสหาย แต่เจ้ากลับดีนัก
นี่ก็คือหอเก็บตำราหลังที่สองบนยอดเขาจี๋หลิงยอดเขาหลักของ ภูเขาลั่วพั่ว
ก่อนหน้านี้เสี่ยวโม่คิดชื่อเอง ชื่อว่าหอหมื่นเล่ม ภายหลังขอ คำแนะนำจากคุณชาย ให้ช่วยตั้งชื่อให้ใหม่ จึงได้ชื่อว่า “หอเหลี่ยง หมางหวัน (ทั้งสองฝ่ายต่างสับสนมึนงง)
ในใจเพ่ยเซียงกลับรู้สึกว่าชื่อแรกดีกว่า
เจิ้งต้าเฟิงตบไหล่พ่อครัวเฒ่า “โล่งใจได้แล้วล่ะ”
พ่อครัวเฒ่าพยักหน้าอย่างรู้ใจกัน “นั่นสิ”
เพ่ยเซียงไม่เข้าใจว่าพวกเขาพูดเรื่องอะไรกันอยู่
คนบนเส้นทางเดียวกันที่มีความสนใจคล้ายคลึงกันอย่างพวก เขา เคยมีการพูดคุยกันอย่างจริงจังครั้งหนึ่ง สมมติว่ามีโจรบนภูเขา จริงๆ และอีกฝ่ายก็มีความสามารถพอที่จะแฝงตัวเข้ามาในยอดเขา จี๋หลิงได้ คิดอยากจะมาขโมยตำราลับตระกูลเขียนไป รู้สึกว่าภูเขาลั่ว พั่วจะต้องเก็บรักษาคัมภีร์แห่งมรรคาที่ชี้ตรงไปยังโอสถทองไว้หลาย เล่มอย่างแน่นอน ถ้าอย่างนั้นรอให้เขาแอบเข้ามาในหอเก็บตำราที่มี ชื่อว่า “หอไคเจวี่ยนโหย่วอี้ (เปิดอ่านตำราแล้วได้ประโยชน์) ของจูเห ลี่ยนแห่งนี้ด้วยความกระตือรือร้นฮึกเหิมเต็มที่ คาดว่าคงจะอึ้งค้างอยู่ กับที่ จากนั้นก็เต้นผางสบถด่า
ตอนนั้นเซียนเว่ยเอ่ยเสริมมาอีกประโยคว่า บุรุษยังดีหน่อย คิดดู แล้วคงไม่ถึงขั้นกลับไปมือเปล่า แต่หากเป็นเทพธิดา กลัวว่าคงต้อง เข้าใจผิดคิดว่าเจ้าขุนเขาเฉินของพวกเราไม่ใช่คนซื่อเที่ยงตรงอะไร
ทุกคนเห็นด้วยอย่างยิ่ง ดื่มเหล้าพลางพูดว่าใช่แล้ว ใช่แล้วไป ด้วย
จูเหลี่ยนพูดถึงตำราภาพของแคว้นหู เพ่ยเซียงยินดีเอาออกมา ขาย
แคว้นหูในอดีตคืออ่างรวมสมบัติของสกุลสวี่นครลมเย็น นอกจากยันต์สาวงามที่มีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั้งทวีปแล้ว ภาพวัง วสันต์ก็ขายดีมากเช่นกัน
และผ่านไปนานปีแล้วปีเล่า ในคลังลับของแคว้นหูก็ได้สะสมภาพ วังวสันต์ไว้มากเกือบหมื่นชิ้น ครึ่งหนึ่งเป็นผู้ฝึกตนเผ่าจิ้งจอกรุ่นแล้ว รุ่นเล่าที่วาดขึ้นเอง ส่วนอีกครึ่งที่เหลือคือฝีมือของ “บัณฑิต” จาก ต่างถิ่น แน่นอนว่าตามความเห็นของเพ่ยเซียงแล้ว ส่วนใหญ่ล้วนเป็น ฝีมือการวาดที่ธรรมดา น่าจะมีประมาณหกร้อยภาพที่ถือเป็นผลงาน ที่ภาคภูมิใจของผู้ฝึกตนห้าขอบเขตกลาง และในบรรดานั้นมีร้อย กว่าภาพที่งามประณีติอย่างถึงที่สุด ต่อให้เป็นเพ่ยเซียงก็ยังรู้สึกว่ามี ความคิดสร้างสรรค์อย่างชาญฉลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำลงนาม ของผู้ฝึกตนบางส่วนที่ตอนนั้นไม่สะดุดตา ทุกวันนี้กลับกลายเป็นว่า มีค่ามาก เพราะผู้ฝึกตนห้าขอบเขตล่างในเวลานั้นหลายคน ทุกวันนี้
ไม่ใช่เซียนดินก็เป็นผู้ดูแลของจวนเซียนบางแห่งแล้ว
รู้จำนวนแล้ว เจิ้งต้าเฟิงก็อ้าปากค้าง “เยอะขนาดนี้เชียว?!”
เห็นจูเหลี่ยนมีสีหน้าเฉยเมย เจิ้งต้าเฟิงก็เอ่ยอย่างขุ่นเคืองว่า “เป็นข้าที่เสียกิริยาไปเอง”
จูเหลี่ยนพยักหน้า “บุรุษในวัยหนุ่มฉกรรจ์มักจะควบคุมอารมณ์ ไม่ค่อยได้อยู่แล้ว”
เจิ้งต้าเฟิงถามเสียงเบา “การค้าใหญ่ขนาดนี้ ควรต้องหาคนมา ช่วยตรวจสอบ ช่วยประเมินราคากระมัง?”
จูเหลี่ยนพยักหน้า “แน่นอน”
มีบุญตาแล้ว!
เจิ้งต้าเฟิงพลันเอ่ยว่า “หากเฉินผิงอันรู้เข้า จะไม่ซ้อมพวกเรา ตายเลยหรือ?”
จูเหลี่ยนเอ่ย “ให้รองเจ้าขุนเขาเจียงช่วยขายก็แล้วกัน ไม่ได้ เกี่ยวอะไรกับภูเขาลั่วพั่วเสียหน่อย”
เพ่ยเซียงไม่คิดจะฟังคำซุบซิบระหว่างบุรุษสองคนนี้ แรกเริ่มสุด นางอยากทำการค้ากับชุยตงซาน ให้เอาไปขายต่อให้กับพื้นที่มงคล ถ ้าเมฆาสกุลเจียง ราคาสามารถหารือกันได้
แต่นางไม่ยินดี แล้วก็ไม่ค่อยกล้าที่จะคบค้าสมาคมกับเด็กหนุ่ม ชุดขาว คิดไปคิดมาก็เลยให้จูเหลี่ยนช่วยเหลือ
เพ่ยเซียงเองก็ไม่คาดหวังว่าจะขายได้ราคาสูง ต่อให้ราคาจะต ่า กว่าราคาตลาดสองสามส่วนก็ไม่เป็นไร หากขายแบบกระจัดกระจาย ก็ยุ่งยากเกินไป และเพ่ยเซียงก็ไม่มีเรี่ยวแรงและความอดทนนี้ อีกทั้ง จะดีจะชั่วนางก็เป็นเจ้าแห่งแคว้นหู เป็นก่อกำเนิดผู้ยิ่งใหญ่ เป็นผู้ ถวายงานที่ได้รับการบันทึกชื่อของศาลบรรพจารย์ยอดเขาจี้เช่อภู เขาลั่วพั่ว หากแพร่ออกไปย่อมไม่น่าฟัง
เจิ้งต้าเฟิงถามหยั่งเชิง “หากว่าข้า….หากว่าข้างกายข้ามีสหายที่
อยากได้สักสองสามชิ้น มีส่วนลดให้ไหม?”
จูเหลี่ยนพยักหน้า “ถ้านักพรตเซียนเว่ยอยากซื้อ แน่นอนว่ามี ส่วนลด ซื้อหนึ่งแถมหนึ่งก็ยังได้”
เดิมทีเจิ้งต้าเฟิงคิดไม่ตกว่าจะใส่ร้ายใครดี จะเป็นเวินจื่อซี่หรือจง เชี่ยนดี ตอนนี้กลับไม่ต้องคิดเยอะแล้ว
แน่นอนว่านักพรตเซียนเว่ยที่ได้ยินข่าวในภายหลังก็เร่งรุดมา อย่างไว พูดให้พ่อครัวเฒ่าฟังแบบเดียวกันอย่างไม่มีผิดเพี้ยน เสี่ยว เต้ามีสหายอยู่คนหนึ่ง
เจียงช่างเจินพาชุยตงซานไปที่ทะเลสาบซูเจี่ยน บอกว่าจะช่วย ไปสำรวจเส้นทางให้กับเจ้าขุนเขา
และเพียงไม่นานเขาก็เขียนจดหมายตอบกลับมาจากทะเลสาบซู เงี่ยน ถ้อยคำที่ใช้จริงใจ น่าซาบซึ้งอย่างยิ่ง
“เรื่องประเภทนี้ย่อมต้องเป็นกระดาษที่ห่อไฟไม่มิด เล่าลือออกไป ย่อมไม่ดีต่อชื่อเสียงอันสะอาดเที่ยงตรง จะทำให้เสียชื่อเอาได้ ได้ ตำแหน่ง “รองเจ้าขุนเขา” มาอย่างไม่ง่าย ยังกุมไว้ไม่ทันร้อนเลย
“แต่ก็จัดการได้ง่าย ให้ข้าจ่ายเงินเหมาซื้อมาทั้งหมด ให้เพ่ ยเซียงเปิดราคามาได้เลย แล้วข้าค่อยซื้อมาราคาเพิ่มจากเดิมเป็น สองเท่าตัว เรื่องการค้าก็ต้องคุยภาษาการค้า
“แล้วนับประสาอะไรกับที่ข้าเองก็ตัดใจให้สมุดภาพที่เหมือนสาว งามพวกนั้นต้องพลัดพรากกระจัดกระจาย ต่างคนต่างอยู่คนละ ฟากฟ้าไม่ได้จริงๆ ไม่สู้สร้างหอเก็บตำราแห่งหนึ่งขึ้นมา ให้พวกนาง ได้เกาะกลุ่มอยู่ด้วยกันอย่างสามัคคี ส่วนเรื่องการสร้างหอเก็บตำรา
ในอนาคต ก็คงต้องรบกวนให้พี่จูสิ้นเปลืองความคิดจิตใจสักหน่อย จะซาบซึ้งใจอย่างยิ่ง
เจิ้งต้าเฟิงยิ้มเอ่ย “พี่หญิงเพ่ยเซียง แม้กระทั่งเจ้าจึงชิงก็ยังเลื่อน เป็นขอบเขตหยกดิบแล้ว เจ้าเองก็ต้องขยันให้มาก พยายามเข้านะ”
ดวงตาเพ่ยเซียงเป็นประกายวาบ พูดด้วยความดีใจจากใจจริง “ขอแสดงความยินดีด้วย”
เวลานี้นางเริ่มใคร่ครวญแล้วว่าควรจะเตรียมของขวัญแสดง ความยินดีเป็นอะไร
จูเหลี่ยนกับเจิ้งต้าเฟิงมองสบตากัน ต่างก็ยิ้มให้กันอย่างรู้ใจ มอง ออกแต่ไม่ได้พูดออกมา
ทุกครั้งที่เพ่ยเซียงมาประชุมที่ศาลบรรพจารย์ภูเขาลั่วพั่ว นางจะ ตื่นเต้นมาก กลัวว่าตัวเองจะเจอคนแปลกหน้าอะไรบนเส้นทาง
แต่นางบางครั้งที่นางเจอกับสหายจึงชิงซึ่งมักจะแต่งกายเป็น เด็กชายสวมชุดสีเขียวอยู่เสมอผู้นั้น เวลาพูดคุยกันกลับผ่อนคลาย อย่างมาก
พูดง่ายๆ ก็คือเฉินหลิงจวินเหมือนคนที่โง่ที่สุดในหมู่บ้าน นี่ทำ ให้เพ่ยเซียงรู้สึกว่าความจริงแล้วตัวเองไม่ได้โง่ขนาดนั้น
หมี่ลี่น้อยคือผู้พิทักษ์ขวาของภูเขาลั่วพั่ว และขอแค่เฉินหลิงจวิน เลื่อนเป็นขอบเขตหยกดิบ เขาก็จะเป็นผู้พิทักษ์ซ้ายที่มีการเลือกกัน เป็นการภายในของภูเขาลั่วพั่ว
กลับเป็นตัวเลือกผู้ถวายงานพิทักษ์ภูเขาของสำนักเบื้องล่างที่ยัง ต้องรอพิจารณาและปรึกษากันก่อน
ก่อนหน้านี้ซุยตงซานก็ช่างกล้าคิดจริงๆ เขาแอบเตือนอาจารย์ บอกว่าไม่สู้ให้เฒ่าหูหนวกย้ายที่อยู่?
ตอนนั้นเฒ่าหูหนวกยังเป็นแค่ผู้ถวายงานทั่วไปของภูเขาลั่วพั่ว แต่กลับถูกเฉินผิงอันด่าเสียจนไม่เหลือชิ้นดี
ผลคือเพียงไม่นานเนื่องจากเจียงช่างเจินได้เลื่อนขั้นสูงเป็นถึง รองเจ้าขุนเขา เซี่ยโก่วและเฒ่าหูหนวกต่างก็มีสถานะใหม่ ฝ่ายหลัง จึงได้กลายเป็นกานอันดับรอง
นี่ทำให้ชุยตงซานเสียใจอย่างถึงที่สุด อาจารย์เป็นอย่างไรกันนะ ทำกับราวป้องกันโจรอย่างไรอย่างนั้น เขาจึงส่งจดหมายฉบับหนึ่งมา พิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเอง ผลคืออาจารย์ส่งจดหมายกลับมา ตรงช่วงท้ายของจดหมายเขียนหนึ่งประโยคว่า โจรในบ้านยากจะ ป้องกัน
เจิ้งต้าเฟิงเห็นเพ่ยเซียงทั้งไม่พูดไม่จาและไม่ยอมจากไป จึงเอ่ย ขอตัวลาอย่างรู้กาลเทศะ
รอกระทั่งจูเหลี่ยนได้หยุดพัก เพ่ยเซียงก็เสนอว่าให้ไปดูที่หน้าผา แกะสลักกัน
คราวก่อนที่ฉุนหยางหลวี่เหยียนมาเป็นแขกก็ได้ทิ้งตัวอักษร ขนาดใหญ่บนหน้าผาที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายเซียนเอาไว้ เนื่องจากจู เหลี่ยนบอกว่าเป็นทั้งคาถาแล้วก็เป็นทั้งค่ายกลทิ้งไว้ให้ผู้ศึกษา มรรคาที่มีวาสนาในโลกยุคหลัง เพ่ยเซียงจึงมักจะไปชมตัวอักษรที่
นั่นบ่อยๆ อยากจะตระหนักรู้อะไรให้ได้สักอย่าง หากแค่มอง สติปัญญาก็เปิดออก แล้วฝ่าทะลุขอบเขตล่ะ?
จูเหลี่ยนพยักหน้า ถึงกับตอบตกลง นี่ทำให้เพ่ยเซียงประหลาด ใจอย่างมาก
ตัวเลือกผู้ถวายงานพิทักษ์ภูเขาของสำนักเบื้องล่าง อันที่จริงเคย มีการพูดคุยกันอย่างจริงจังมาก่อนครั้งหนึ่ง
รองเจ้าขุนเขาเจียงและเจ้าสำนักชุยเห็นดีในตัวเจียวน ้าหงเชี่ย มากกว่า เจ้าขุนเขาเฉินกับผู้คุมกฏฉางมิ่งรู้สึกว่าเพ่ยเซียงแห่งแคว้น หูเหมาะสมมากกว่า
จูเหลี่ยนไม่ได้แสดงท่าที เซี่ยอันดับหนึ่งมองเทพเชียนตีกันอย่าง เพลิดเพลิน
แค่รอให้เจ้าแห่งจิ้งจอกชิงชิวปรากฏตัวเท่านั้น เรื่องนี้จึงถูก ปล่อยวางไว้ก่อนชั่วคราว
จูเหลี่ยนเอาสองมือไพล่หลัง เรือนกายงองุ้ม เดินอยู่บนเส้นทาง ภูเขา รองเท้าผ้าพื้นสูงคู่หนึ่งผุดขึ้นผลุบลงอยู่ท่ามกลางภูเขา
เพ่ยเซียงก็เช่นกัน นางสอดสิบนิ้วเข้าด้วยกัน เอาแนบติดกับตรง จุดที่ค่อนข้างกลมกลึง เมื่อเป็นเช่นนี้จึงเหมือนนางเชิดอกสูงขึ้น หลายส่วน น่าสงสารชุดคลุมอาคมตัวนั้นเหลือเกิน
ถึงอย่างไรก็ไม่มีคนนอกอยู่ด้วย เพ่ยเซียงกัดริมฝีปาก พูดด้วยสี หน้าเศร้าสร้อย “ข้าอยากจะแบ่งแคว้นหูออกเป็นสองส่วน สายหลัก ทิ้งไว้ในพื้นที่มงคล ตั้งใจฝึกตนไปให้ดี อีกสายย้ายไปอยู่ที่อื่น แตก กิ่งก้านสาขา”
ความในใจประเภทนี้ก็กล้าพูดกับแค่จูเหลี่ยนเท่านั้น
จูเหลี่ยนยิ้มเอ่ย “คิดว่าอยู่ข้างในพื้นที่มงคลก็เหมือนการขอข้าว กินใต้เปลือกตาของสวรรค์ ถึงอย่างไรก็ไม่มีอิสระอย่างนั้นหรือ?”
เพ่ยเซียงถอนหายใจ “ข้าเองก็รู้ว่าทำแบบนั้นไม่ถูกต้อง ละโมบ เกินไป แคว้นหูสามารถลงหลักปักฐานอยู่ที่นี่ได้ก็ถือว่าโชคดีมาก แล้ว”
นางไม่กล้าจินตนาการด้วยซ ้าว่าตอนที่การประชุมในศาลบรรพ จารย์ยอดเขาจี้เช่อปรึกษากันเรื่องนี้ สายตาที่มองมายังตนจะเป็น แบบใด
จูเหลี่ยนเอ่ย “เจ้ารู้ว่าแบบนี้ไม่ถูกต้องก็ถูกแล้ว”
เพ่ยเซียงเอ่ยอย่างแง่งอน “ก็แค่คิดเพ้อฝันเท่านั้น”
นางเก็บสองมือกลับมา สอดประสานสิบนิ้วไว้ด้วยกันอีกครั้ง ยึด แขนขึ้น หงายฝ่ามือขึ้นด้านบน สูงเหนือศีรษะ ยึดเอวบิดขี้เกียจ
น่าเสียดายนัก ข้างกายก็คือตอไม้ที่ไม่เข้าใจเรื่องความรัก
นางคลี่ยิ้มหวานหยด อธิบายว่า “ขายภาพวาดพวกนั้น ไม่ได้ เกี่ยวกับเรื่องนี้นี่นา”
จูเหลี่ยนเอ่ย “ก่อนหน้านี้ไม่นานคุณชายเคยบอกว่า รอให้วันใด เจ้ามีความรู้สึกเช่นนี้ก็ให้ข้าพูดกับเจ้าให้ชัดเจน ในเมื่อแตงที่ฝืนเด็ด ย่อมไม่หวาน ก็ไม่สู้ให้พวกเจ้าย้ายออกไป หากเพ่ยเซียงรู้สึกผิดใน ใจ ก็แค่ทำการค้ากันไปก็พอ เหมือนอย่างเกาะจูไช ถือเสียว่าจ่ายเงิน เช่าพื้นที่ประกอบพิธีกรรม เรียบง่ายตรงไปตรงมา พบเจอกันด้วยดี และจากลากันด้วยดี”
เพ่ยเซียงไม่ได้มีสีหน้าตกตะลึงระคนยินดีอะไร กลับกันหน้าของ นางยังขาวซีดในชั่วพริบตา
จูเหลี่ยนโบกมือ เอ่ยว่า “อย่าคิดมาก นี่คือความในใจของ คุณชาย ไม่มีความหมายอยากจะหยั่งเชิงหรือพูดจากระทบกระเทียบ อะไร ไม่มีความจำเป็น แล้วก็ไม่ดีด้วย”
เพ่ยเซียงคลางแคลง
จูเหลี่ยนยิ้มเอ่ย “เคยบอกกับเจ้าไว้ตั้งนานแล้วว่าระดับความใส่ ใจที่คุณชายของข้ามีต่อแคว้นหู ไม่ได้น้อยไปกว่าพวกเจ้าเลย”
ผู้ฝึกตนเผ่าจิ้งจอกไม่เหมือนกับผู้หลอมลมปราณทั่วไปจริงๆ ดัง นั้นเฉินผิงอันถึงขั้นช่วยเลือกสองสถานที่ไว้ให้ คือใบถงทวีปที่ทุก วันนี้มีแต่ซากปรักรอการบูรณะซ่อมแซม หรือไม่ก็ฝูเหยาทวีป
เพ่ยเซียงพึมพำ “ยิ่งรู้สึกผิดต่อความไว้เนื้อเชื่อใจของเจ้าขุนเขา เฉินเข้าไปอีก”
จูเหลี่ยนเอ่ย “ในความเห็นของคุณชาย เพ่ยเซียงแค่ไม่ทำผิดต่อ แคว้นหูก็พอแล้ว”
เพ่ยเซียงเอ่ยอย่างกลัดกลุ้ม “ควรจะตอบแทนอย่างไรดีนะ?”
จูเหลี่ยนเอ่ย “ขอแค่ไม่เสนอตัวนอนร่วมเรียงเคียงหมอน ใช้ ความแค้นตอบแทนบุญคุณ ก็ได้หมด”
เพ่ยเซียงปิดปากหัวเราะคิก “ด้วยนิสัยรักหยกถนอมบุปผาที่เจ้า ขุนเขาของพวกเราเป็นมาตลอด บ่าวหรือจะกล้า”
ยืนอยู่ใต้หน้าผาหินแกะสลัก ลมภูเขาพัดโชยผ่านเสื้อผ้าของเพ่ ยเซียง รูปร่างอวบอิ่มส่วนเว้าส่วนโค้งชัดเจน
จูเหลี่ยนไม่ได้หวั่นไหวกับความงามใดๆ บนโลกมนุษย์แห่งนี้ มี เพียงความงดงามอันยิ่งใหญ่ของฟ้าดินต่างหากที่คือสิ่งงดงามอย่าง แท้จริง