กระบี่จงมา! Sword of Coming - บท 1151
ผู้อื่นถวายงานพิทักษ์ภูเขาที่ทางอารามเพิ่งรับมาใหม่ กู่เฮ่อที่เป็นหุนเจ่อสัมผัสได้ถึงริ้วคลื่นลมปราณเสี้ยวหนึ่งที่อยู่นอกอารามได้อย่างเฉียบไว
เพราะมีหน้าที่ติดตัวจึงรีบเดินก้าวยาวๆ ออกมาจากในห้องด้านข้าง ต้องการไปพบเจ้าคนผู้นั้นสักหน่อย เห็นเพียงว่า “นักพรตน้อยเฝ้าประตูที่ทางอารามเพิ่งรับมาใหม่” คนนี้
บนศีรษะสวมกวานสีม่วงทอง ด้านนอกสวมเสื้อตัวยาวทำจากผ้าแพรสีแดงอ่อน ด้านในสวมเสื้อเกราะวิเศษ ตรงเอวรัดด้วยเข็มขัดหยกเขียว
ในมือถือแท่งเหล็กสีดำสนิทเหมือนสีหมึก เปี่ยมไปด้วยพลานุภาพน่าเกรงขาม ยืนอยู่บนขั้นบันได ดวงตาสองข้างเป็นประกายวิบวับ พูดด้วยสีหน้าดุดันว่า
“ผู้ที่มาคือใคร จงบอกชื่อมา รีบหยุดเท้าเดี๋ยวนี้! บังอาจบุกเข้ามาในอารามของข้า ระวังหัวจะหล่นไปกลิ้งอยู่บนพื้น”
แขกไม่ได้ได้รับเชิญคือผู้เฒ่าสวมชุดกว้าตัวยาวสีเขียว ลักษณะสุภาพอ่อนโยน มองตบะตื้นลึกไม่ออก
ไม่เหมือนบุคคลยิ่งใหญ่อะไร เหมือนกับคนที่ศึกษาวิชาความรู้อย่างคร่ำครึอยู่ในห้องหนังสือ หรือไม่ก็พวกกุนซือของขุนนางประจำอำเภอประจำจังหวัดมากกว่า
ได้ยินคำพูดข่มขู่ของกู่เฮ่อก็ไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่มองนักพรตแปลกหน้าของอารามผู้นี้
ทว่ากู่เฮ่อกลับเข้าใจว่าอีกฝ่ายตกใจกลัวตน ในใจจึงลำพองใจอยู่หลายส่วน มองประเมินคนชุดเขียวที่ท่าทางสุขุมเยือกเย็นอยู่หลายที แขนขาเล็กบาง
ขออย่าให้ถูกนายท่านทำให้ตกใจจนขวัญกระเจิงเลยนะ
หวังหยวนลู่ที่ตัวผอมแห้งราวกับท่อนไม้ไผ่ ในฐานะลูกศิษย์คนแรกของเจ้าอารามเกี่ยวกับการต้อนรับแขก ก่อนหน้านี้ก็ได้บอกเตือนกู่เฮ่อไปก่อนแล้วว่า
ทุกคนที่มาล้วนเป็นแขก สามารถทะยานลมมาถึงที่นี่เพื่อให้คุ้นหน้าคุ้นตากัน หากไม่ได้มาเพราะเลื่อมใสในชื่อเสียงก็ต้องเป็นคนรู้จักเก่ากับอาจารย์
ไม่มีความจำเป็นให้ต้องทำลายความปรองดอง หากช่วยไปรายงานได้ก็ไปรายงาน หรืออย่างแย่ที่สุดก็จดชื่อเอาไว้ คราวหน้าก็รวบรวมเอาไว้ให้อาจารย์ดูจะได้รู้ว่าต้องทำอย่างไร
แต่กู่เฮ่อกลับรู้สึกว่าทำอะไรนุ่มนิ่มเช่นนี้ไม่เข้าท่าเอาเสียเลย ไม่เอิกเกริก หน้าตาไม่ใหญ่มากพอ ไม่คู่ควรกับชื่อเสียงของอารามกวานเต๋าและชื่อเสียงของเจ้าแห่งถ้ำปี้เซียว
จึงช่วยกันวางแผนกับสหายจินจิงจนได้วิธีการเปิดฉากบทสนทนาที่ข่มขวัญใจคนได้มากกว่า นี่เรียกว่าชิงข่มขู่อีกฝ่ายเสียก่อน เพื่อที่จะได้ให้เต้ากวานในใต้หล้าได้รู้ว่า ธรณีประตูของที่แห่งนี้สูง!
แม้ว่ากู่เฮ่อจะชอบความเอิกเกริก แต่กลับไม่มีความคิดที่จะอาศัยอำนาจรังแกคนอื่น แบบนั้นเป็นการลดเกียรติเกินไป
เห็นว่าคนที่มาเยือนโดยไม่ได้รับเชิญ ไม่มีแววว่าจะล่วงเกินตน คำพูดจึงอ่อนลงหลายส่วน
“เจ้าหนูอย่าแสร้งทำเป็นหูหนวกเป็นใบ้อยู่เลย กฎระเบียบในพื้นที่ประกอบพิธีกรรมของข้าเข้มงวด คนที่ไม่เกี่ยวข้องไม่อาจมองที่แห่งนี้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวได้
เด็กรุ่นหลังอย่างเจ้าต้องระวังไม่ให้รบกวนการฝึกตนอย่างสงบของเจ้าอารามบ้านข้า เดี๋ยวจะต้องแบกรับผลที่ตามมา”
พูดแรงๆ ก็พูดไปแล้ว พูดดีๆ ก็พูดไปแล้ว หากเจ้าหมอนี่ยังไม่รู้จักหนักเบา ยังคงไม่รับน้ำใจ
วันหน้าในอารามก็คงมีคนทำงานเบ็ดเตล็ดระยะยาวเพิ่มมาอีกคนหนึ่ง เป็นพี่น้องร่วมทุกข์ร่วมยากกับตนและสหายจินจิง นั่นก็น่าจะครึกครื้นดีไม่ใช่หรือ?
นักพรตเด็กหนุ่มได้ยินเสียงก็เร่งรุดมา พอเห็นคนชุดเขียวสีหน้าไร้อารมณ์ที่อยู่นอกประตูก็ทำหน้าเหมือนเห็นผี
สวินหลันหลิงรีบคารวะตามขนบลัทธิเต๋าอย่างนอบน้อมอย่างที่หาได้ยาก ปากก็เอ่ยเรียกว่า
“ผู้อาวุโสชิงจู่” ยังไม่ลืมเอ่ยแสดงความยินดีว่า “ขอให้ท่านอายุยืนหมื่นปี”
เฉินชิงหลิวคลี่ยิ้มมีเลศนัย เพียงแค่พยักหน้าตอบรับเท่านั้น
กู่เฮ่อรีบใช้เสียงในใจสอบถาม
“สหายจินจิง คงไม่ใช่ว่าแขกที่มาเยือนคือผู้มีความสามารถที่เก่งกาจอะไรหรอกนะ?”
ไม่รอให้กู่เฮ่อได้แก้ตัว นักพรตเด็กหนุ่มก็ไม่ทันจะอธิบายอะไร เจ้าอารามผู้เฒ่าที่ถือแส้หางกวางก็เดินออกมาจากตำหนักใหญ่ ตรงดิ่งมาที่นี่
พอมาถึงหน้าประตูอารามก็เดินลงบันไดมา ระหว่างนั้นตอนที่เดินสวนไหล่กับกู่เฮ่อยังเอ่ยเตือนไปหนึ่งประโยคว่า
“เจ้าติดค้างผินเต้าหนึ่งขอบเขต”
กู่เฮ่อเหมือนถูกฟ้าผ่า ร่างแข็งทื่อ ก่อนหน้านี้เจ้าคนแซ่หล่อกู่ข้าว่าเจ้าอารามได้เลื่อนเป็นขอบเขตสิบห้าแล้ว
ข้าเป็นคนใสซื่อบริสุทธิ์เชื่อว่าเป็นความจริง ไฉนถึงกลายเป็นว่าข้าติดค้างขอบเขตได้เสียเล่า
ลงจากขั้นบันไดมารับรองแขก เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าเฉินชิงหลิว เจ้าอารามผู้เฒ่าหัวเราะร่วนถามว่า
“สหายชิงจู่ เดินทางไกลครั้งนี้ได้รายงานให้ศาลบุ๋นแผ่นดินกลางทราบหรือยัง?”
ด้วยเวทกระบี่ของเฉินชิงหลิว คิดอยากจะเดินทางข้ามใต้หล้าก็เป็นเรื่องที่ง่ายดายยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งยังเกี่ยวพันไปถึงแม่น้ำแห่งกาลเวลาที่เป็นความถนัดของเฉินชิงหลิว
ดังนั้นคำถามนี้จึงมีความหมายว่าจงใจจะเปิดโปงข้อบกพร่อง
เฉินชิงหลิวยิ้มบางๆ
“แน่นอนว่าต้องแจ้ง ทุกวันนี้กฎระเบียบของศาลบุ๋นเข้มงวดพอๆ กับกฎของอารามสหายปี้เซียว
ข้าไม่ได้อยู่ในวัยที่มุทะลุวู่วามแล้ว ความมุ่งมั่นยิ่งใหญ่ค่อยๆ เสื่อมถอยไปตามกาลเวลา ผมขาวเริ่มมีเยอะขึ้น
ในเมื่ออายุตั้งปูนนี้แล้วก็ต้องยอมรับความแก่ แล้วนับประสาอะไรกับการที่การฝึกตนล่าช้ามาสามพันปี ขอบเขตหยุดชะงักไม่เดินหน้า ตบะไม่มีพัฒนาแม้แต่น้อย
บางครั้งออกจากบ้านไปเยี่ยมหาสหายเก่า ไหนเลยจะมีหน้ามาวางมาดเป็นเจ้าบ้านกับศาลบุ๋น ก็ได้แต่ทำตามกฎระเบียบขอลาหยุดสี่ห้าวันเท่านั้น”
จิตแห่งมรรคาของกู่เฮ่อสั่นสะเทือน เจ้าตัวดี นี่คือฟ้องกันซึ่งๆ หน้าเลยหรือ?
ทำไมผู้ฝึกตนของไพศาลทุกวันนี้ ตอนแรกก็มีเฉินผิงอัน ภายหลังยังมามี “ชิงจู่” ที่อยู่ตรงหน้าผู้นี้ แต่ละคนล้วนเจ้าคิดเจ้าแค้น จิตใจคับแคบกันถึงขนาดนี้เลยหรือ?
เจ้าอารามผู้เฒ่าเอ่ยอย่างปลงอนิจจัง
“สหายชิงจู่ในอดีตมีความฮึกเหิมถึงเพียงใด ในสายตามองเห็นกรงขัง เห็นกฎระเบียบที่อยู่บนมหามรรคาเสียที่ไหน”
เฉินชิงหลิวไม่ถือสา
“ลูกผู้ชายไม่พูดถึงความกล้าหาญในวันวาน”
อยู่กับเจ้าแห่งถ้ำปี้เซียวที่ต่างคนต่างก็รู้ไส้รู้พุงกันดี เฉินชิงหลิวคร้านจะปิดบังอะไร ไม่ได้คิดถึงคำกล่าวที่ว่าเรื่องน่าอายในบ้านไม่ควรแพร่งพรายให้คนนอกรู้ หวนนึกถึงอดีตอันห่างไกล
กว้างใหญ่ไพศาลเหนือกาลเวลา คนชุดเขียวไร้ใครเสมอเหมือน ลมฟ้าพัดทะเลคลั่ง ภูเขายืนหยัดท่ามกลางคลื่นยักษ์
เซียนจวินขว้างกระบี่โจมตีวารีหมื่นลี้ ยามเมื่อเขาโกรธเกรี้ยว แม่น้ำร้อยสายพลันเดือดพล่าน
ตรงหน้าประตูอาราม หวังหยวนลู่เอาสองมือสอดกันไว้ในชายแขนเสื้อ นั่งยองอยู่บนขั้นบันได ถามเสียงเบาว่า
“ศิษย์พี่จินจิง ใครกันสามารถทำให้อาจารย์ของเราปฏิบัติต่อเขาเป็นพิเศษ ถึงกับออกมาต้อนรับด้วยตัวเองเช่นนี้”
นักพรตน้อยคนเฝ้าไฟที่ฟ้าไม่กลัวดินไม่เกรง มีเพียงเจอกับผู้อาวุโสชิงจู่เท่านั้นที่ค่อนข้างจะกลัดกลุ้ม ได้แต่พูดตอบกลับไปอย่างคลุมเครือว่า
“คนผู้นี้เวทกระบี่สูงมาก จิตสังหารก็เข้มข้นมาก แต่กลับชอบเรียกตัวเองว่าเป็นบัณฑิตด้วยความภาคภูมิใจ
ตอนที่พื้นที่ประกอบพิธีกรรมยังอยู่ในใบถงทวีป ทุกๆ ช่วงระยะเวลาหนึ่งจะต้องมีการเปลี่ยนรูปโฉมสถานะ เป็นฝ่ายมาเยี่ยมเยือนอารามเต๋าของพวกเราด้วยตัวเอง
อาจารย์เองก็โปรดปรานสหายคนนี้มากเป็นพิเศษ ทุกครั้งที่มาเจอกันจะต้องพูดคุยกันไม่น้อย”
กู่เฮ่อเอ่ยอย่างระมัดระวังว่า
“สหายจินจิง ข้าเตะโดนแผ่นเหล็กเข้าแล้วหรือไม่?”
สวินหลันหลิงถลึงตา
“จะโทษข้าหรือไร?! ข้าบอกเจ้าว่าห้ามทำให้เกียรติของอาจารย์ข้าต้องตกต่ำ ไม่ได้บอกให้เจ้าทำตัวตาไร้แวว เห็นใครก็กล้าทำตัวกร่างเสียงดังข่มคนอื่น”
กู่เฮ่อจะโทษใครก็ไม่มีทางโทษสหายจินจิงเด็ดขาด เขาจึงแสร้งยิ้มอย่างสง่างาม
“บัญชีนี้คิดลงบนหัวของข้าเท่านั้น”
หวังหยวนลู่พยักหน้า ลูกผู้ชายผู้องอาจน่าเกรงขาม วันหน้ามีโอกาสสามารถดึงมาเป็นพวก พวกเขาสามคนจะได้ออกท่องไปตามมณฑลต่างๆ ด้วยกัน
เมื่อก่อนล้วนเป็นเขาที่ช่วยเป็นแพะรับบาปแทนคนอื่น ต้องลำบากไม่น้อย หากหาคนที่ยินดีเอาบาปมาแบกไว้บนหัวด้วยตัวเองได้ ไยจะไม่ยินดีทำเล่า
ในที่สุดก็หาสถานที่ที่ยอดเยี่ยมเจอ เจ้าอารามผู้เฒ่ามองไปทางใต้หล้าแห่งนั้นด้วยความปลงอนิจจัง ถามว่า
“ถ้าอย่างนั้นก็ขอให้คนรุ่นเรามองดูดายอยู่เฉยๆ อยู่ที่สูงหลุบตามองลงต่ำ อำลาความอิสระเสรีของโลกมนุษย์”
เดิมทีมาที่นี่ก็เพื่อเรื่องนี้อยู่แล้ว เฉินชิงหลิวพยักหน้า
“เป็นเกียรติอย่างยิ่ง”
เคยมีเด็กหนุ่มชุดขาวคนหนึ่งใช้นิ้วชี้ไปที่ฟ้าคราม เอ่ยคำพูดที่มาจากใจจริง
ในนภากาศจุดที่สูงยิ่งกว่านั้น จะต้องมีเสียงร้องของนกกระเรียน เสียงสองเสียง ห่างจากพื้นดินมาไกลมาก ทว่ากลับทำให้คนรู้สึกเสียใจ เงยหน้ามองเห็นแล้ว ได้ยินแล้ว ก็ยากจะทำให้คนลืมเลือนได้อีก