กระบี่จงมา! Sword of Coming - บท 1152-1
ลักษณะยอดบนสุดของยอดเขาหลักภูเขาตี้เฝ่ยเหมือนกุยหยก ศาลบรรพจารย์ตำหนักหัวหยางก็สร้างไว้ที่นี่
ห่างจากด้านหนึ่งของศาลบรรพจารย์ตำหนักหัวหยางไปไม่ไกล เคยเป็นสถานที่ที่บรรพจารย์รุ่นแรกมาสร้างกระท่อมอ่านตำรา ก่อนจะค่อยๆ ขยับขยายกลายเป็นเรือนส่วนตัวหลังหนึ่ง
สิ่งปลูกสร้างเกาะกลุ่มกัน รอกระทั่งส่งมอบมาถึงมือของเกากูผู้เป็นเจ้าตำหนักรุ่นก่อน ก็ได้มีระบบสืบทอดที่ว่า
“ผู้ที่มีคุณธรรมได้มาพำนักอาศัย สืบทอดระบบแห่งมรรคา”
แล้วใครที่มารับตำแหน่งเจ้าตำหนักก็จะสามารถย้ายมาอยู่ที่นี่ได้ เป็นทั้งพื้นที่ประกอบพิธีกรรมแล้วก็เป็นทั้งบ้านพัก
ปีนั้นเกากูรับสืบทอดตำแหน่งก็ได้ย้ายพื้นที่ประกอบพิธีกรรมเก่ามาไว้ที่นี่ เพียงแต่ว่าเนื่องจากเกากูไม่มีครอบครัวไม่มีลูกหลาน อยู่เดียวดายเพียงลำพัง พื้นที่ประกอบพิธีกรรมแห่งนี้จึงเงียบสงบมาโดยตลอด
เพียงแต่ว่าไม่ว่าจะขยับขยายเรือนไปกว้างขวางแค่ไหน ผลัดเปลี่ยนเจ้าของรุ่นแล้วรุ่นเล่า ก็ยังไม่อาจมีใครที่เป็นแขกแย่งความเด่นของเจ้าบ้าน ยึดครองตำแหน่งประธานไปได้
และยังมีหอตำราหมื่นเล่มที่สะสมตำรับลับไว้มากมาย กรอบป้ายที่เป็นคำว่า “สิ่งอัศจรรย์โอฬารแห่งใต้หล้า” ก็ไม่ถือว่าเป็นคำที่ชมตัวเองจนเกินจริง
ตอนนั้นที่เหมาจุยถูกเกากูพาขึ้นมาบนภูเขาก็มาเฝ้าประตูอยู่ที่นี่
แสงกระบี่เปล่งวูบ เรือนกายอรชนอ้อนแอ้นพลิวกายหยุดยืนนิ่ง เสียงกระบี่ยาวหวนกลับเข้าฝักเหมือนเสียงใสของลูกหงส์ที่ร้องดังกังวาน
ก็คือเซียนกระบี่หญิงที่เพิ่งออกจากด่าน ผู้นำแห่งสายเซียนกระบี่ของตำหนักหัวหยาง หนันเฉียง
อิ่นเซียนเผยสีหน้าปิติยินดี คารวะตามขนบลัทธิเต๋าเอ่ยแสดงความยินดีกับนาง เพราะเมื่อเป็นเช่นนี้สำนักบ้านตนก็จะมีเซียนกระบี่ใหญ่เพิ่มมาคนหนึ่งแล้ว
หนันเฉียงยิ้มตอบกลับคืนเป็นมารยาท แล้วก็ก้มหัวคารวะตามขนบลัทธิเต๋าเช่นกัน จวินเซียนทำท่านี้อยู่ในกฎในระเบียบ ส่วนนักพรตหญิงทำแล้วเปี่ยมไปด้วยพลังอันเกร้าวแกร่ง
หนันเฉียงเรียกเหมาจุยด้วยคำว่า
“สหายป๋ากู่” (กระดูกขาว)
ก่อนคำหนึ่ง ลังเลเล็กน้อยสุดท้ายนางก็ยังเรียกเพิ่มมาว่า
“เจ้าตำหนัก” อีกคำหนึ่ง
เหมาจุยไม่สนใจในเรื่องนี้ ในประวัติศาสตร์ของภูเขาตี้เฝ่ยมีคนมหัศจรรย์อยู่มากมาย จำนวนภาพแขวนของเทียนจวินในศาลบรรพจารย์ก็มีมากมาย แต่กลับมีแค่สองคนเท่านั้นที่พอจะเรียกว่าเป็นเซียนกระบี่ได้อย่างถูไถ
เป็นเหตุให้การที่หนันเฉียงออกจากด่านได้สำเร็จในช่วงปีที่สถานการณ์ไม่ปกตินี้ ช่วยเพิ่มพลังการต่อสู้ให้กับสายเต๋า บางทีหากเรื่องนี้แพร่่ออกไปแล้วอาจจะน่าฟัง แต่นี่ก็ยังเป็นแค่เรื่องรอง
เรื่องที่สำคัญที่สุดก็คือเท่ากับว่าหนันเฉียงได้ช่วยให้ตำหนักหัวหยางสร้างนิมิตหมายอันดีต่อฟ้าดินใหม่เอี่ยมแห่งนี้ แสดงให้เห็นถึงโชคชะตาของตำหนักหัวหยางในช่วงนี้ว่าไม่ได้เดือดร้อนไปกับการสละร่างจากไปของบรรพจารย์มากนัก
คงเป็นเพราะอยู่กับชนชั้นล่างสุดในหมู่ชาวบ้านมานานเกินไป ความคิดของเหมาจุยจึงมักจะมีกลิ่นอายดินโคลนติดมาเสมอ
พูดถึงแค่มาดการขี่กระบี่ของนักพรตหญิงหนันเฉียง พวกเต้ากวานในภูเขาย่อมเห็นเป็นเรื่องปกติ ทัศนียภาพปกติทั่วไปของที่นี่ ไม่รู้ว่าจะมีความลึกลับในเรื่องเล่ามหัศจรรย์ของนอกภูเขามากน้อยแค่ไหน
มองตามสายตาของเจ้าตำหนักเหมาและอิ่นเทียนจวินไป หนันเฉียงมองภาพเหตุการณ์ตรงเส้นทางภูเขานั้นแล้วก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจ เพียงถามอย่างใคร่รู้ว่า
“มีข้าวยืนยันที่แน่ชัดหรือไม่ว่าเซียนกระบี่เนี่ยจะมาเยี่ยมเยือนตำหนักหัวหยางเมื่อไหร่?”
เหมาจุยส่ายหน้า
ทุกวันนี้เนี่ยปี้เสียน่าจะกำลังท่องไปในเปลี่ยวร้างพร้อมกับจางเฟิงไห่ ถือว่าเป็นการตั้งสำนึกขึ้นมาด้วยตัวเอง
อิ่นเซียนกลับพูดกำชับด้วยความห่วงใยว่า
“เลื่อนจากหยกดิบเป็นเซียนเหริน คือด่านใหญ่ด่านหนึ่ง ครั้งนี้หอโซ่วซานช่วยปกป้องด่านให้ ทั้งบุญคุณและวาสนาล้วนไม่เล็ก เจ้าตำหนักหนันอย่าได้จัดการอย่างง่ายๆ
ทางฝั่งของข้ายังมีเหล้าเซียนหมักที่เก็บรักษาไว้อย่างดีมานานหลายปีอยู่หลายกา พอจะเอาหน้าเอาตาได้
คือของล้ำค่าหายากที่ในอดีตอาจารย์อาฉู่ลงจากภูเขาไปท่องเที่ยวแล้วได้มาจากซากปรักแห่งหนึ่งที่เซียนดินยุคโบราณสละศพบินทะยานทิ้งเอาไว้ ดื่มหมดไปหนึ่งกาก็น้อยลงหนึ่งกา หมดแล้วก็จะไม่มีอีกแล้ว เจ้าเอาไปรับรองแขกผู้สูงศักดิ์ได้เลย…”
“คงไม่สิ้นเปลืองสุราของอิ่นเทียนจวินแล้ว สหายนอกภูเขาของข้าคนนั้นมีนิสัยประหลาด เคยเห็นคนที่ติดเหล้าอย่างหนัก แต่กลับไม่เคยเห็นใครที่แค่ได้ดมกลิ่นเหล้าก็เหมือนเจอจิตมารเช่นนี้มาก่อน”
หนันเฉียงโบกมือเป็นพัลวัน ยิ้มอธิบายว่า
“การที่ข้าถามเรื่องนี้ก็เพราะเขาเลื่อมใสเซียนกระบี่เนี่ยมานานมากแล้ว เลยมาเฝ้าตอรอกระต่ายอยู่ที่นี่ ช่วยเฝ้าด่านแทนข้าก็แค่ถือโอกาสทำไปพร้อมกัน”
เหมาจุยคลี่ยิ้ม เซียนเหรินหนุ่มที่มีความหวังบนมหามรรคาผู้นั้น ต่างหากที่ทำสิ่งหนึ่งแต่จุดมุ่งหมายแท้จริงอยู่ที่อีกสิ่งหนึ่ง
ปัญหานั้นอยู่ที่ว่าหนันเฉียงไม่เข้าใจเรื่องรักๆ ใคร่ๆ ผิดต่อใจรักลุ่มหลงของคนคนหนึ่งแล้ว
เนี่ยปี้เสียที่มีภูมิลำเนาอยู่ที่แย่นโจวคือเซียนอิสระที่เวทกระบี่สูงส่ง อยู่ไม่เป็นที่เป็นทาง ทว่าตะเกียงอายุยืนของนางดวงนั้นกลับวางไว้ในตำหนักใหญ่ของตำหนักหัวหยางอยู่ตลอด
ไม่เคยมีข่าวคราวมานานสามพันปี แต่ก็ล้วนอาศัยตะเกียงดวงนี้โลกภายนอกถึงได้แน่ใจว่าเนี่ยปี้เสียนยังไม่ได้สละร่างจากโลกนี้ไป
รอกระทั่งการประเมินในครั้งนี้ เนี่ยปี้เสียติดอันดับตัวสำรองสิบคน บนภูเขาก็ยิ่งสงสัยใคร่รู้มากกว่าเดิม หรือว่าเนี่ยปี้เสียแฝงตัวอยู่ในอารามแห่งใดของภูเขาตี้เฝ่ยอยู่ตลอดเวลา เพื่อตามหาโอกาสในการผสานมรรคา?
แล้วก็มีข่าวลือเล็กๆ น้อยๆ ที่ไร้หลักฐานให้สืบเสาะ บอกว่าบนเส้นทางของการฝึกตน เนี่ยปี้เสียกับเกากูต่างก็รู้สึกดีต่อกัน น่าเสียดายที่มีบุพเพแต่ไร้วาสนา
ทว่าต่อให้ไม่ได้กลายเป็นคนรักกัน ก็ยังสามารถฝากชีวิตไว้ให้กันและกันได้ ดังนั้นเนี่ยปี้เสียจึงเอาตะเกียงแห่งชะตาชีวิตวางไว้ในตำหนักหัวหยางของเกากู
ระหว่างเส้นทางภูเขามีเด็กหนุ่มคนหนึ่งกำลังเช็ดปากที่มีน้ำลายไหล เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ติดสำเนียงท้องถิ่นเข้มข้นว่า
“ท่านพี่ ได้ยินมาว่าปลาในสระและหน่อไม้บนเส้นทางของภูเขาลูกนี้ต่างก็สุดยอดทั้งคู่ ไม่ใช่สิ่งที่วัตถุดิบชั้นยอดทั้งจากป่าเขาและแม่น้ำจะสามารถเปรียบเทียบได้
แค่คิดก็น้ำลายไหลแล้ว ไม่รู้ว่าครั้งนี้ขึ้นเขามาอย่างเหน็ดเหนื่อยจะสามารถใช้กำลังเท้าเปลี่ยนมาเป็นลาภปากได้หรือไม่”
สตรีสวมหมวกม่านคลุมหน้า ตรงเอวห้อยเงินเหรียญมงคล ลวดลายงดงามเหรียญหนึ่งเอาไว้ ดุด่าเบาๆ พร้อมเสียงหัวเราะ
“เจ้าคนตะกละ!”
เด็กหนุ่มที่มาจากสกุลหยางผู้สูงศักดิ์เหลียวซ้ายแลขวาไปเรื่อย นักพรตที่อยู่ในภูเขาลูกหนึ่งขึ้นเขามาขุดหน่อไม้ฤดูหนาว เลือกเอาเฉพาะยอดที่แทงทะลุดินขึ้นมา
หลังฤดูใบไม้ผลิผ่านพ้นไป หน่อไม้ล่างภูเขาต้องผ่านทางสายนี้ โผล่ทะลุดินคล้ายต้องการแก้แค้น แต่ละหน่อเหมือนสวมเสื้อเกราะเพื่อโอ้อวดบารมีอยู่ตรงนี้ นักพรตเป็นฝ่ายคว้าชัยชนะไปอีกครั้ง ปอกเปลือกเหมือนถอดเสื้อเกราะ
เนื้อหน่อไม้เป็นสีขาวราวหิมะ สดใหม่อ่อนนุ่ม เอามาต้มกับเนื้อเค็ม รสชาตินั้นเลิศล้ำจนคนยากจะหาคำใดมาบรรยาย นักกินรู้สึกเพียงความละอาย จ้วงตะเกียบรัวเร็วราวกับบินไม่หยุด
สายตาของหนันเฉียงมาหยุดอยู่บนร่างของสตรีที่สวมหมวกคลุมหน้าบนเส้นทางภูเขาคนนั้น ทำท่าหมายมั่นปั้นมือเอ่ยว่า
“ต่างก็พูดกันว่าเวทอำพรางตาในการอำพรางโชคชะตาชีวิตและโชควาสนาของสกุลหยางหงหนงเป็นอันดับหนึ่ง
ข้าเพิ่งจะฝ่าทะลุขอบเขต สามารถลองหยั่งเชิงตื้นลึกได้พอดีหรือไม่?”
อิ่นเซียนรีบห้ามปราม
หนันเฉียงมองประเมินไปที่กำแพงเรือน อันที่จริงนางมาที่นี่ไม่บ่อยนัก เพราะถึงอย่างไรสถานที่แห่งนี้ก็เป็นพื้นที่ประกอบพิธีกรรมส่วนตัวของบรรพจารย์เกา ไม่ใช่พื้นที่ต้องห้ามแต่กลับยิ่งกว่าพื้นที่ต้องห้าม
นางเองก็เหมือนกับเต้ากวานทำเนียบของภูเขาตี้เฝ่ยส่วนใหญ่ นับตั้งแต่วันแรกที่ขึ้นเขามาก็แหงนหน้ามองบรรพจารย์ที่มีฉายาว่า “จวีเย่ว” ด้วยความเคารพเลื่อมใสแล้ว
นักพรตเกากูเป็นดังภูเขาเหนือภูเขาของภูเขาตี้เฝ่ย อยู่ในจุดสูงสุดอย่างแท้จริง เกากูอยู่ที่ใด ยอดเขาก็อยู่ที่นั่น
กำแพงเรือนสีขาวหิมะไม่สูง เหมือนเรือนปกติทั่วไปของล่างภูเขา ในลานเรือนปลูกดอกโบตั๋นเอาไว้หลายดอก ดอกไม้นับร้อยเบ่งบานประชันสีสันหลากหลาย สูงพ้นเหนือกำแพง
บริเวณใกล้เคียงมี “ศาลาจือไจ้” ที่เอาไว้ดูปลาอยู่แห่งหนึ่ง ว่ากันว่าบรรพจารย์เกาสร้างขึ้นมากับมือตัวเอง
“นักพรตหนุ่ม” ที่ในอดีตมีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วใต้หล้าผู้นี้มักจะมาดูภาพปลายักษ์ซ่อนวิญญาณที่ริมน้ำเพียงลำพังบ่อยๆ
คงเป็นเพราะเพื่อนสนิทที่มอบใจให้กันได้มีน้อยเกินไป ไม่ว่าจะอยู่ในภูเขาหรือนอกภูเขา นักพรตผู้นี้จึงมักจะไปไหนมาไหนเพียงลำพังเสมอ
ต้นสนต้นป่ายเก่าแก่โบราณ พุ่มใบหนาแน่น เปลือกเหมือนเกล็ดมังกร คนเดินทางมายืนหลบร้อนใต้ร่มไม้ แสงกระทบใบหน้ากลายเป็นสีเขียว ด้านข้างมีบ่อน้ำใสสะอาด ปลาแหวกว่ายสาหร่าย น้ำไหวพะเยิบ ประหนึ่งล่องลอยอยู่กลางเวหา
ศาลาชมปลาที่เหมือนเป็นตัวเชื่อมโยงระหว่างภูเขากับสายน้ำ ตั้งอยู่อย่างเดียวดายในสระเลี้ยงปลาขนาดยักษ์ไว้หลายสิบตัว
ตามเรื่องเล่าที่เล่าต่อกันมา ทุกครั้งที่มีสหายมาเยี่ยมเยือน เจ้าของมักจะจับปลามารับรองแขกเสมอ
เกากูมีชาติกำเนิดจากตระกูลชาวประมงทั่วไปที่อาศัยอยู่ริมน้ำ บ้านเกิดคือเขตการปกครองที่ชื่อเสียงไม่โดดเด่นแห่งหนึ่งในแคว้นเล็กตั้งอยู่ชายแดนอันห่างไกลของมณฑลหมู่โจว
ดังนั้นทุกครั้งที่เกากูออกจากภูเขาไปผ่อนคลายอารมณ์จึงมักจะเลือกช่วงเวลาที่มีพายุหิมะ ล่องเรือ สวมชุดกันฝนสวมงอบ ต้มเหล้าตุ๋นปลาอยู่เพียงลำพัง
คงเป็นเพราะนักพรตที่เก็บตัวเงียบอยู่ในภูเขาเชี่ยวชาญการบำรุงหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณ
สำหรับการจากไปของบรรพจารย์เกากู ต่อให้ภูเขาตี้เฝ่ยจะรู้สึกสะเทือนใจกันเป็นทบทวี พวกลูกศิษย์ของตำหนักหัวหยางรู้สึกเศร้าอาลัย แต่กลับไม่มีใครแสดงออกมาทางสีหน้า เหมือนกับอิ่นเทียนจวิน ตัวนางเองไม่ได้รู้สึกปวดร้าวปานจะขาดใจ ก็แค่เป็นความเสียใจอันเบาบางเท่านั้น
แค่รู้สึกว่านักพรตที่แท้จริงอย่างบรรพจารย์เกาควรจะมีชีวิตอยู่อีกสักหมื่นปี รอกระทั่งคนคนนั้นจากไปแล้ว ถึงเพิ่งรู้ว่าตัวเองไม่เคยรู้จักคนผู้นี้เลย
พวกเขาทุกคนเคารพยำเกรงบรรพจารย์เกากันอย่างมาก มักรู้สึกว่าเทพเซียนในกลุ่มเทพเซียนท่านนี้จิตใจสงบนิ่งไร้ความอยากความปรารถนา ไม่ชอบพูดคุยยิ้มแย้ม ท่าทางเย็นชาดุจนน้ำแข็งหาใครเทียบเคียงมิได้
ขอแค่เป็นการประชุมศาลบรรพจารย์ที่บรรพจารย์เกาเข้าร่วม ดูเหมือนว่าตลอดทั้งศาลบรรพจารย์จะเย็นชาขึ้นหลายส่วน
สิ่งที่อิ่นเซียนคิดก็คือเรื่องเก่าในช่วงเวลาที่สั้นมากช่วงหนึ่ง
นักพรตน้อยหลายคนแอบวิ่งออกมาจากอารามตอนกลางคืน พวกเขาหมายตาแปลงผักของอาจารย์ลุงท่านหนึ่งมานานแล้ว จึงมารวมตัวกันขโมยกินแตงกวา แล้วยังปิ้งเผือกภูเขากินด้วย
ระหว่างนั้นได้เจอกับเต้ากวานหนุ่มแปลกหน้าคนหนึ่ง ต่างคนต่างจ้องตากัน สองฝ่ายต่างก็มีท่าทางกระอักกระอ่วน
ในกลุ่มเด็กน้อยมีเด็กคนหนึ่งหัวไว รู้สึกว่าหากไม่อยากเป็นโจรที่ถูกจับก็ควรจะให้อีกฝ่ายมาเป็นโจรไปพร้อมกันเลย
จึงเชื้อเชิญให้นักพรตที่ดูจากอายุและลักษณะแล้วเหมือนศิษย์พี่ผู้นั้นมากินอาหารมื้อดึก เติมเต็มท้องให้อิ่มด้วยกัน
ท่ามกลางม่านราตรี แสงไฟสาดส่องใบหน้า สายตาของพวกเด็กน้อยเป็นประกายระยิบระยับ เหมือนกำลังพูดประโยคหนึ่งว่า กินของคนอื่นต้องปากนิ่ม
ศิษย์พี่อย่าเอาเรื่องนี้ไปฟ้องพวกอาจารย์และพวกเจ้าอารามเด็ดขาดเลยนะ ไม้เรียวไม่อร่อยหรอกนะ!
อารามเต๋าแห่งนั้นคืออารามเบื้องล่างของตำหนักชุ่ยเวย ตั้งอยู่ในมุมที่เงียบสงบของภูเขาด้านหลังยอดเขารอง ควันธูปไม่ได้โชติช่วงแต่ก็ไม่ได้แย่นัก